ริ้วรอย และเส้นแนวนอนที่คอ อาจเป็นสัญญาณเตือนบางอย่างจากร่างกายของคุณ

ริ้วรอย เริ่มปรากฏเมื่อคุณอายุมากขึ้น…และสตรีวัยหมดประจำเดือน จะผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน…น้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ…สิ่งนี้ก็เพื่อรักษาความทนทานของกระดูก


และริ้วรอยลึกที่คอ…เป็นสัญญาณบ่งบอกว่ากระดูกของคุณเริ่มเปราะบาง และมีความหนาแน่นน้อยลง ซึ่งหมายความว่า…อันตรายจากการแตกหักของกระดูกจะสูงขึ้นมาก



อาหารเสริมแคลเซียม และวิตามินดี อาจเป็นความคิดที่ดีในการหลีกเลี่ยงโรคกระดูกพรุน

ริ้วรอย
ริ้วรอย

และริ้วรอยเหล่านี้ อาจบอกคุณด้วยว่า… ต่อมไทรอยด์ของคุณกำลังเริ่มมีปัญหา… และหากไม่ได้รับการรักษา ริ้วรอยร่องลึกนี้…มันอาจจะเริ่มปรากฏที่คอของคุณ รวมไปถึงบริเวณอื่นๆ ด้วย

คุณเคยสังเกตุหรือไม่ว่า…ที่คอของคุณ มีเส้นแนวนอนนี้บ้างหรือไม่…? หากมี นี้อาจถึงเวลา ที่คุณควรเช็คสุขภาพแล้ว

คำถาม น่าสงสัย ทำไมน้ำลายไหล ขณะนอนหลับ

เรื่องที่ใครหลายคนมักสงสัยคอยตั้ง คำถาม ว่าทำไมน้ำลายของคนเรานั้น ถึงต้องไหลออกมา ขณะที่เรานอนหลับ ถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติ หรือผิดปกติกันแน่

แน่นอนว่า หากน้ำลายของคุณไหล ขณะที่คุณนอนหลับ เป็นครั้งคราว คงเป็นเรื่องปกติ แต่จะเป็นเรื่องผิดปกติ ขึ้นมาทันที หากสังเกตุพบว่า น้ำลายของคุณไหล ขณะนอนหลับเป็นประจำทุกวัน และไหลมากจนผิดปกติ

เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณเตือน ที่กำลังบ่งบอกได้ว่า กำลังเกิดความผิดปกติบางอย่าง ขึ้นกับร่างกายของคุณ

คำถาม น่าสงสัย ทำไมน้ำลายไหล ขณะนอนหลับ ?

ขณะที่เรานอนหลับอยู่นั้น กล้ามเนื้อบริเวณบนใบหน้าของเรา จะเกิดการผ่อนคลาย หรือเรียกว่าใบหน้าขี้เกียจ ส่งผลทำให้น้ำลาย ที่สะสมอยู่ในปากค่อยๆ เริ่มหยดลงสู่ปากที่เปิดเพียงเล็กน้อย

แต่หากว่าน้ำลายไหลมาก จนผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณของ โรคทางระบบประสาท หรือมีผลมาจากความผิดปกติของจมูก และอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาของสุขภาพด้านอื่นๆ ในระบบร่างกายได้ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง ฯลฯ



วิธีหยุดน้ำลายไหล ทำอย่างไร ?

1.เปลี่ยนท่านอน

วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่าย และคุณสามารถทำได้โดยทันที โดยการเปลี่ยนท่านอน เป็นท่านอนหงาย ควรเลิกนอนท่าตะแคง หรือนอนคว่ำ

2.ล้างจมูก

นี่อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ของน้ำลายไหล ที่เกิดจากการอุดตัน หรืออาการคัดของจมูก ที่ทำให้เราต้องหายใจทางปาก จนทำให้น้ำลายไหลออกมา ขณะนอนหลับนั่นเอง

3.ลดน้ำหนัก

พบว่าผู้ที่มีน้ำหนักเกิน มักประสบกับปัญหา การหายใจลำบากทางจมูก จึงต้องใช้ปากในการช่วยหายใจ ขณะนอนหลับ และคนอ้วนยังเสี่ยงต่อ ภาวะการหยุดหายใจขณะนอนหลับได้

4.ปรับระดับหมอน

คำถาม

การเลือกนอนหมอนที่สูงขึ้น ในขณะที่คุณนอนหลับ จะช่วยลดอาการน้ำลายไหล ออกจากปากได้

5.พบแพทย์

หากพบว่าคุณมีอาการน้ำลายไหลมาก ควรปรึกษาแพทย์ โดยแพทยอาจตรวจวินิจฉัยสาเหตุ ซึ่งอาจเกิดจากโรคบางชนิดได้

และแพทย์อาจให้ใช้อุปกรณ์พิเศษ ในการช่วยลดน้ำลาย หรือใช้วิธีการผ่าตัด ซึ่งขึ้นอยู่กับอาการ และความรุนแรง ของแต่ละบุคคล

แล้วคุณมีน้ำลายไหลบ่อยมากแค่ไหน ? ขณะที่นอนหลับ หากเมื่อใดที่พบว่า เกิดความผิดปกติขึ้น ก็ควรรีบไปพบแพทย์ ที่โรงพยาบาล เพื่อตรวจและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเร็ว

8 วิธีป้องกัน ฟันผุ ที่ทันตแพทย์เปิดเผย คุณควรรู้

การดูแลรักษาฟัน ด้วยการป้องกันไม่ให้ ฟันผุ นั้นเป็นเรื่องง่ายที่ทุกคนทำได้ เพียงแต่ว่าใคร จะให้ความสนใจ และดูแลมากน้อยแค่ไหน

มนุษย์ทุกคนล้วนต้องการมีฟัน ที่มีสุขภาพดีแข็งแรง เพราะฟันคือส่วนหนึ่ง ที่มีประโยชน์กับร่างกาย ในเรื่องของระบบย่อยอาหาร รวมไปถึงการเสริมสร้างบุคลิกภาพ ให้ดูดีอยู่เสมอ

และโดยปกติเราทุกคน มักได้รับฟันอยู่เพียงแค่ 2 ชุดเท่านั้น ซึ่งชุดที่ 2 นั้น หากไม่ดูแลและป้องกันเป็นอย่างดี ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียใจ เพราะไม่ได้มีฟันชุดที่ 3 งอกขึ้นมาใหม่อีกแล้ว

วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับดีๆ ที่ง่ายมากๆ มาบอกต่อ ถึงวิธีการช่วยป้องกันฟันผุ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ด้วยตนเอง

8 วิธีป้องกันฟันผุ ที่ทันตแพทย์เปิดเผย

1.ชาเขียว

มีการเปิดเผยว่า การดื่มชาเขียวล้วน ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล สามารถช่วยป้องกันฟันผุ ได้เป็นอย่างดี โดยสามารถดื่มชาเขียว หลังจากการทานขนมหวาน ก็จะสามารถช่วยป้องกันและลดการสะสมของแบคทีเรีย ในช่องปากได้

2.ไหมขัดฟัน

การแปรงฟันเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอ เพราะเศษอาหารเล็กๆ ที่เข้าไปติดตามซอกฟัน ที่แปรงไม่สามารถเข้าถึงได้ ทำให้แบคทีเรียสะสมจนทำให้เกิดฟันผุ



การเลือกใช้ไหมขัดฟัน จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่สามารถช่วยป้องกันฟันผุ คราบหินปูน เหงือกอักเสบ และกลิ่นปาก ได้เป็นอย่างดี

3.แอปเปิ้ล

แอปเปิ้ลถึงแม้ว่า จะมีสภาพเป็นกรดและมีน้ำตาล แต่อีกสิ่งหนึ่ง ที่มีประโยชน์จากแอปเปิ้ล คือมีฤทธิ์ช่วยในการลดคราบจุลินทรีย์ เคลือบฟัน และช่วยผลิตน้ำลายที่ช่วยลดระดับแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุของการเกิดฟันผุได้

4.เลือกทานอาหาร

การเลือกทานอาหาร ที่มีส่วนผสมของน้ำตาลมากเกินไป ให้น้อยลง จะเป็นสิ่งที่ช่วยป้องกันฟันผุได้เป็นอย่างดี

เพราะน้ำตาลเป็นสาเหตุของการทำลายฟัน ก่อให้เกิดฟันผุได้ง่าย จึงจะดีกว่า หากคุณเลือกที่จะทานอาหารที่มีน้ำตาลน้อยลง หรือเลือกทานอาหารชนิดอื่นทดแทน

5.น้ำมันมะพร้าว

การเลือกน้ำมันมะพร้าว ใช้เป็นน้ำยาบ้วนปาก เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีในการช่วยป้องกันฟันผุ เพราะน้ำมันมะพร้าว มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

โดยเราสามารถบ้วนน้ำมันมะพร้าว ทิ้งไว้ในปากประมาณ 15 – 20 นาที แล้วล้างปากด้วยน้ำสะอาด

6.แปรงฟันวันละสองครั้ง

ทันตแพทย์แนะนำ ให้เราทุกคนควรแปรงฟัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เพื่อลดการสะสมของแบคทีเรีย และกำจัดแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุก่อให้เกิดฟันผุ และโรคปริทันต์

และไม่แนะนำให้แปรงฟัน บ่อยครั้งมากเกินไป เพราะจะทำให้เคลือบฟันของคุณ เสื่อมสภาพลงได้

7.แปรงลิ้น

การแปรงเฉพาะฟัน ไม่ใช่สิ่งเดียวที่ดีที่สุด ที่จะสามารถช่วยป้องกันฟันผุได้ แต่การแปรงลิ้น เป็นอีกส่วนหนึ่ง ที่จะสามารถช่วยยับยั้งแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุของการเกิดฟันผุ และปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นกับช่องปากได้

8. พบทันตแพทย์ปีละสองครั้ง

ทันตแพทย์แนะนำ ควรไปตรวจสุขภาพของฟันอย่างน้อย ปีละสองครั้ง เพื่อจะได้สังเกตุถึงความผิดปกติ ที่อาจเกิดขึ้นกับช่องปากและฟันของคุณ เพื่อจะได้ป้องกันและรักษา ได้ทันเวลา เพราะหากเกิดปัญหาร้ายแรง ก็จะสามารถป้องกันการสูญเสียฟันได้

เคล็ดลับง่ายๆ ที่คุณก็สามารถทำเองได้ หากคุณรักสุขภาพช่องปากและฟันของคุณ ก็ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อช่วยลดปัญหา ที่อาจเกิดขึ้นกับช่องปากและฟันของคุณได้ โดยเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง

ไฟเบอร์ ทานเท่าไหร่ จึงจะดีที่สุด ต่อสุขภาพร่างกาย

อาหารที่อุดมไปด้วย ไฟเบอร์ ช่วยเก็บรักษาโครงสร้างส่วนใหญ่ในลำไส้ เพิ่มความอิ่ม ช่วยควบคุมน้ำหนัก และมีอิทธิพลต่อระดับไขมัน และกลูโคสในระดับที่เหมาะสม

อาหารที่อุดมไปด้วย ไฟเบอร์ ช่วยเก็บรักษาโครงสร้างส่วนใหญ่ในลำไส้ เพิ่มความอิ่ม ช่วยควบคุมน้ำหนัก และมีอิทธิพลต่อระดับไขมัน และกลูโคสในระดับที่เหมาะสม

โดยการสลายตัวของเส้นใยในลำไส้ใหญ่ โดยแบคทีเรียที่อาศัยอยู่นั้น มีผลโดยตรงที่สามารถช่วยป้องกัน มะเร็งลำไส้ใหญ่ ได้อย่างดี

แน่นอนว่าไฟเบอร์เป็นสิ่งที่ดี และมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย การบริโภคไฟเบอร์ในปริมาณที่น้อย หรือมากเกินไป จะส่งผลอย่างไรต่อร่างกายบ้าง มีใครเคยให้ความใส่ใจกับเรื่องนี้บ้าง ว่าแท้ที่จริงแล้ว เราควรรับประทานไฟเบอร์ ในปริมาณเท่าใดกันแน่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพร่างกาย และสามารถช่วยป้องกันโรคได้

ไฟเบอร์ ทานเท่าไหร่จึงจะดีที่สุด ?

ไฟเบอร์
ไฟเบอร์

หลังความพยายาม มายาวนานถึง 40 ปี ในการวิจัยศึกษาเกี่ยวกับ ปริมาณการบริโภคที่เหมาะสมที่สุด ของเส้นใยที่เราควรบริโภค เพื่อป้องกันโรคเรื้อรัง และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

จากงานวิจัยใหม่นี้ ที่ปรากฏในวารสาร The Lancet เปิดเผยว่าคาร์โบไฮเดรต สามารถช่วยป้องกันโรค ที่ไม่สามารถติดต่อได้มากที่สุด และสามารถป้องกันน้ำหนัก ที่เพิ่มขึ้นได้

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ระบุว่ามีโรคที่ไม่ติดต่อ 4 ชนิดหลัก ได้แก่ โรคหัวใจ โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคเบาหวาน และมะเร็งหลอดเลือด

และโรคเรื้อรังที่ส่งผลทำให้ มีอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร คือ



– โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจ

– โรคหลอดเลือดสมอง

– โรคเบาหวานประเภท 2

– โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

– โรคมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน เช่น โรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก โรคมะเร็งหลอดอาหาร และโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

นักวิจัยได้ทำการวิเคราะห์อภิมาน ของการศึกษาเชิงสังเกตุ และการทดลองทางคลินิก พบว่าการบริโภคไฟเบอร์ 25 – 29 กรัมทุกวัน จะเหมาะสมอย่างยิ่งต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายได้รับประโยชน์สูง โดยการศึกษาแบบสังเกตุการณ์ 185 ครั้ง คิดเป็น 135 ล้านคนต่อปี และการทดลองทางคลินิก 58 ครั้ง 4,600 คน ซึ่งใช้เวลาในการศึกษาวิเคราะห์เกือบ 40 ปี

โดยรวมแล้วการวิจัยพบว่า ผู้ที่กินไฟเบอร์มากที่สุด ในอาหารของพวกเขา มีโอกาสน้อยที่จะตายก่อนกำหนด จากสาเหตุโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เมื่อเทียบกับผู้ที่กินไฟเบอร์น้อยที่สุด มากถึง 15 – 30 เปอร์เซ็นต์

การบริโภคอาหารที่อุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร มีความสัมพันธ์กับอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบลดลง 16 – 24 เปอร์เซ็นต์ โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวานชนิดที่ 2 และมะเร็งลำไส้ใหญ่

อาหารที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ และมีเส้นใยสูง ได้แก่อาหารจำพวกผักผลไม้ ธัญพืช และถั่ว ฯลฯ

อย่างไรก็ตามพวกเขาพึงระวัง ในขณะที่การศึกษาในตัวเอง ไม่พบผลกระทบต่อสุขภาพ จากการบริโภคไฟเบอร์ แต่การกินมากเกินไป อาจเป็นอันตรายต่อผู้ที่มีธาตุเหล็ก หรือแร่ธาตุไม่เพียงพอ และการรับประทานธัญพืชในจำนวนมากเกินไป สามารถทำให้ธาตุเหล็กในร่างกายลดลงได้

และการศึกษายังเผยอีกว่า การบริโภคไฟเบอร์มากขึ้น มีความสัมพันธ์อย่างมาก กับน้ำหนักที่ลดลง และระดับคอเลสเตอรอลที่ลดลง

รู้แบบนี้แล้ว เราควรเลือกทานไฟเบอร์ให้เพียงพอต่อวัน เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยง ของการเกิดโรค และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ที่สำคัญควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประโยชน์ที่ดีที่สุดต่อสุขภาพร่างกาย

ปวดหัวด้านหลัง เสี่ยงความดันโลหิตสูง ควรระวัง

อาการ ปวดหัวด้านหลัง หรือปวดหัวบริเวณท้ายทอย ที่มีสาเหตุมาจาก โรคความดันโลหิตสูง มักมีอาการปวดมาก ในช่วงเวลาเช้าหลังตื่นนอน และมักมีอาการเป็นๆ หายๆ แต่หากอาการเริ่มรุนแรงขึ้น อาการปวดจะเป็นติดต่อกันหลายวัน จนรู้สึกว่าผิดปกติ และสำหรับผู้ป่วยบางราย ที่มีอาการปวดมาก โดยที่ไม่ทราบมาก่อนว่าตนเอง อาจเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง เพราะไม่มีอาการอื่นแสดงร่วมด้วย แต่หากพบว่าบุคคลในครอบครัว มีประวัติป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง ก็ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

อาการ ปวดหัวด้านหลัง หรือปวดหัวบริเวณท้ายทอย ที่มีสาเหตุมาจาก โรคความดันโลหิตสูง มักมีอาการปวดมาก ในช่วงเวลาเช้าหลังตื่นนอน และมักมีอาการเป็นๆ หายๆ แต่หากอาการเริ่มรุนแรงขึ้น อาการปวดจะเป็นติดต่อกันหลายวัน จนรู้สึกว่าผิดปกติ และสำหรับผู้ป่วยบางราย ที่มีอาการปวดมาก โดยที่ไม่ทราบมาก่อนว่าตนเอง อาจเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง เพราะไม่มีอาการอื่นแสดงร่วมด้วย แต่หากพบว่าบุคคลในครอบครัว มีประวัติป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง ก็ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

ความดันโลหิตสูง คือ ภาวะที่มีระดับความดันโลหิตสูงเรื้อรัง มีค่าตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากเครียด พฤติกรรมการรับประทานอาหารรสจัด ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคอ้วน หรืออาจเกิดจากกรรมพันธุ์ ก็ได้

ปวดหัวด้านหลัง เสี่ยงความดันโลหิตสูง

ปวดหัวด้านหลัง
ความดันสูง

เพราะอาการปวดหัวด้านหลัง อาจเป็นเรื่องที่ผิดปกติ เสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง ดังนั้นควรสังเกตุอาการอย่างต่อเนื่อง เพราะในบางรายมีอาการปวด แต่คิดว่าเป็นเรื่องปกติ อาจไม่อันตราย คิดว่าพักผ่อนแล้วจะหาย แต่เมื่อใดที่พบว่า อาการปวดหัวด้านหลังเริ่มมีอาการปวดมากขึ้น หลังจากเวลาตื่นนอน ติดต่อกันมากกว่า 2 วัน ควรสันนิษฐานว่า อาจไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณเตือน ของอาการความดันโลหิตสูง

อาการ โรคความดันโลหิตสูง

– ในบางรายอาจไม่แสดงอาการ จนกว่าจะตรวจพบ

– มีอาการปวดหัวด้านหลัง บริเวณท้ายทอย มักปวดมากในตอนเช้าหลังตื่นนอน

– รู้สึกเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย

– รู้สึกไม่มีเรี่ยวแรง แขนขาอ่อนแรง

– เท้ามีอาการบวม โดยไม่ทราบสาเหตุ



อันตรายของความดันโลหิตสูง

หากพบว่าป่วยเป็น โรคความดันโลหิตสูง แต่ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ก็อาจส่งผลทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน และเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตได้

– เสี่ยงเป็นอัมพฤษ์ อัมพาต

– อาจทำให้เกิดภาวะไตวาย

– หัวใจวายเฉียบพลัน เสี่ยงเสียชีวิตสูง

– เสี่ยงทำให้ตาบอดได้

ใครเสี่ยง เป็นโรคความดันโลหิตสูง

– ผู้ที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน หรือ เป็นโรคอ้วน

– ผู้ที่อยู่ในสภาวะเครียดเรื้อรัง

– ผู้ที่ชอบทานอาหารรสจัด หรืออาหารกึ่งสำเร็จรูป

– ผู้ที่คนในครอบครัวมีประวัติ เป็นโรคความดันโลหิตสูง

– หญิงที่กำลังตั้งครรภ์

– ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคไต ฯลฯ

– ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

– ผู้ที่สูบบุหรี่เรื้อรัง

– ผู้ที่ไม่ชอบออกกำลังกาย

แม้ว่าอาการปวดหัวด้านหลัง บริเวณท้ายท้อย อาจเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ซึ่งอาจไม่เกี่ยวกับความเสี่ยงของ ภาวะความดันโลหิตสูง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ความเสี่ยง หากเมื่อใดที่พบว่า เริ่มมีอาการปวดหัวด้านหลัง ที่ผิดปกติ โดยไม่ทราบสาเหตุ ก็ควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยเร็ว

รักษารากฟัน คืออะไร อาการ สาเหตุ เมื่อไหร่ต้องรักษา

>รักษารากฟัน ฟังดูแล้วเป็นเรื่องที่น่ากลัว จนทำให้ใครหลายคนปฏิเสธ ในการไปพบทันตแพทย์ แต่ทราบหรือไม่ว่า หากไม่รีบรักษา จะเกิดผลกระทบ หรือส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง แล้วจะคุ้มไหมหากต้องสูญเสียฟันไป เพราะฟันถือได้ว่า เป็นส่วนที่สำคัญของระบบย่อยอาหาร ทำหน้าที่ในการบดเคี้ยว กัด ฉีกอาหาร รวมไปถึงมีหน้าที่สำคัญ ต่อการออกเสียง และรูปทรงของใบหน้าด้วย

รักษารากฟัน ฟังดูแล้วเป็นเรื่องที่น่ากลัว จนทำให้ใครหลายคนปฏิเสธ ในการไปพบทันตแพทย์ แต่ทราบหรือไม่ว่า หากไม่รีบรักษา จะเกิดผลกระทบ หรือส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง แล้วจะคุ้มไหมหากต้องสูญเสียฟันไป เพราะฟันถือได้ว่า เป็นส่วนที่สำคัญของระบบย่อยอาหาร ทำหน้าที่ในการบดเคี้ยว กัด ฉีกอาหาร รวมไปถึงมีหน้าที่สำคัญ ต่อการออกเสียง และมีผลต่อรูปทรงของใบหน้าด้วย

รักษารากฟันคือ การเก็บรักษาฟัน ให้อยู่โดยมีสุขภาพของฟัน ที่ดีและแข็งแรง สามารถใช้งานได้ตามปกติ เพื่อลดหรือป้องกันการสูญเสียฟัน โดยการถอนฟัน หรือใส่ฟันเทียม โดยการรักษาโดยทันตแพทย์ เพื่อฆ่าเชื้อโรคหรือแบคทีเรีย ที่เข้าไปอาศัยอยู่ในโพรงของฟัน และป้องกันโดยการปิดช่องว่าง โดยการอุดคลองรากฟัน เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรค หรือแบคทีเรียเข้าไปอาศัยอยู่ได้อีก แล้วทำให้ฟันกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง อย่างเป็นปกติ

รักษารากฟัน
ฟัน

เมื่อไหร่ควร รักษารากฟัน ?

– รู้สึกเสียวฟัน ขณะดื่มของร้อนหรือของเย็น

– รู้สึกปวดฟันเป็นๆ หายๆ ในบางรายอาจปวดมากจนนอนไม่ได้

– สีของฟันมีการเปลี่ยนแปลง อาจมีสีคล้ำลง

– รู้สึกเจ็บ ขณะเคี้ยวอาหาร



– เหงือกบวม มีตุ่มหนอง หรือมีหนองไหลออกมา

– รู้สึกว่าฟันโยก ไม่ยึดติดตามปกติ

– ในบางราย อาจพบอาการบวม บริเวณของใบหน้า

อันตราย หากไม่รักษา ?

เชื้อโรคสามารถเข้าไปสู่ โพรงประสาทฟันได้ง่าย และสะสมมากจนเกิดการติดเชื้อ ในโพรงประสาทฟัน ที่มีเส้นประสาทและเส้นเลือด ที่คอยหล่อเลี้ยงฟัน หากไม่รีบรักษาก็จะทำให้สูญเสียฟัน และเกิดการติดเชื้อที่อาจลุกลาม ไปยังอวัยวะส่วนบริเวณใกล้เคียงได้

สาเหตุ

– ผู้ที่ไม่ดูแลสุขภาพของช่องปาก ให้สะอาด จนทำให้เกิดฟันผุลึก จนทะลุโพรงประสาทของฟัน และเกิดการอักเสบ ติดเชื้อ

– ผู้ที่ประสบอุบัติเหตุ จนทำให้ฟันแตกหัก หรือร้าว จนทำให้เชื้อโรคสามารถเข้าสู่ โพรงประสาทฟัน และเกิดการติดเชื้อได้ง่าย

วิธีการรักษา

1. โดยการกรอฟัน เพื่อเข้าสู่โพรงประสาทฟัน

2. แล้วทำการกำจัดเนื้อเยื่อ ที่มีการติดเชื้อออก

3. แล้วล้างทำความสะอาด และฆ่าเชื้อ ด้วยเครื่องมือทางการแพทย์

4. หลังจากนั้นทำการอุดคลองรากฟัน เพื่อป้องกันเชื้อโรค กลับเข้าไปอาศัยอยู่ได้อีก

5. แล้วทำตัวฟัน ให้กลับมาใช้งานได้ปกติ

( วิธีการรักษาดังกล่าว ระบุเพียงขั้นตอนคร่าวๆ เท่านั้น หากต้องการรักษา จะต้องรักษาโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น )

หากรักษารากฟันเสร็จแล้ว สามารถใช้งานฟันได้ตามปกติ มีอายุการใช้งาน ขึ้นอยู่กับสุขภาพของช่องปาก ของแต่ละบุคคล และที่สำคัญ เพื่อป้องกันฟันผุ อักเสบ จนเกิดการติดเชื้อ ก็ควรดูแลสุขภาพช่องปาก ให้สะอาดอยู่เสมอ อย่างน้อยควรแปรงฟันวันละ 2 ครั้ง

น้ำมันมะกอก 8 ประโยชน์เพื่อสุขภาพ ป้องกันโรคอ้วน

น้ำมันมะกอก ( olive oil ) เป็นน้ำมันธรรมชาติ ที่สกัดมาจาก มะกอกออลิฟ ซึ่งเป็นพืชท้องถิ่น ในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีผลดิบสีเขียว และผลสุกสีน้ำตาลแดง หรือสีม่วง มีรสเฝื่อน ปัจจุบันสามารถหาซื้อน้ำมันมะกอก ในท้องตลาดได้ง่าย สามารถหาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป แต่ราคาค่อนข้างแพง หากเทียบกับน้ำมันชนิดอื่น

น้ำมันมะกอก ( olive oil ) เป็นน้ำมันธรรมชาติ ที่สกัดมาจาก มะกอกออลิฟ ซึ่งเป็นพืชท้องถิ่น ในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีผลดิบสีเขียว และผลสุกสีน้ำตาลแดง หรือสีม่วง มีรสเฝื่อน ปัจจุบันสามารถหาซื้อน้ำมันมะกอก ในท้องตลาดได้ง่าย สามารถหาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป แต่ราคาค่อนข้างแพง หากเทียบกับน้ำมันชนิดอื่น

น้ำมันมะกอก นิยมนำมาปรุงอาหาร นำมาผลิตสบู่ เครื่องสำอางค์ หรือวัสดุบางชนิด และยังถูกนำมาใช้เป็นยารักษาโรคอีกด้วย เนื่องจากคุณค่าทางสารอาหาร ที่ได้มาจากมะกอกออลิฟ จึงส่งผลทำให้ เมื่อรับประทานจะทำให้ได้รับโยชน์ที่ดี ต่อสุขภาพร่างกายสูง

ประโยชน์ของ น้ำมันมะกอก เพื่อสุขภาพ

น้ำมันมะกอก
น้ำมันมะกอก

1. โรคหัวใจ

เนื่องจากน้ำมันมะกอก มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน และกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว จึงสามารถช่วยลดระดับไขมันชนิดเลว ที่อาจส่งผลโดยตรงต่อการเกิดโรคหัวใจ สามารถช่วยลดความเสี่ยง ของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และหัวใจวายได้

2. โรคความดันโลหิตสูง

เนื่องจากในน้ำมันมะกอก มีสารโพลีฟีนอล ที่สามารถช่วยลดระดับความดันโลหิต และช่วยปรับปรุง การทำงานของหลอดเลือดหัวใจ ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ให้ดีขึ้น

3. โรคอ้วน

มีการทดลองในผู้ป่วยที่เป็นโรคอ้วน และผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน พบว่าผู้ที่บริโภคอาหาร ที่มีส่วนประกอบของน้ำมันมะกอก มีน้ำหนักตัวที่ลดลงมากกว่า ผู้ที่บริโภคอาหารไขมันต่ำ ซึ่งเชื่อว่าน้ำมันมะกอก อาจมีผลที่เกี่ยวข้องกับ การควบคุมไขมันในร่างกาย ที่ช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานดีขึ้น แต่หากบริโภคเกินพอดี ก็อาจส่งผลทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น ได้เช่นกัน

4. โรคกระเพาะอาหาร

มีผลดีต่อระบบย่อยอาหาร ช่วยป้องกันและบรรเทาการอักเสบ และแผลในกระเพาะอาหาร อีกทั้งยังส่งผลให้การทำงาน ของกระเพาะอาหาร ทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพ และอาจช่วยป้องกัน การเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร ได้อีกด้วย

5. โรคท้องผูก

มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ จึงส่งผลที่ดีต่อผู้ที่ มีปัญหาอาการท้องผูกเรื้อรัง หรือมีปัญหาเกี่ยวกับระบบการย่อยอาหาร



6. โรคเครียด

ในน้ำมันมะกอก มีสารต้านอนุมูลอิสระ จึงสามารถช่วยต้านทาน ภาวะเครียด ช่วยทำให้ผ่อนคลาย จึงเหมาะกับผู้ที่มีภาวะเครียดเรื้อรังสะสม

7. โรคมะเร็ง

เนื่องจากในน้ำมันมะกอก มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ จึงสามารถช่วยยับยั้ง และลดภาวะเสี่ยงของการเกิด โรคมะเร็งบางชนิดได้ เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม มะเร็งปีกมดลูก และมะเร็งต่อมลูกหมาก ฯลฯ

8. โรคอัลไซเมอร์

น้ำมันมะกอกมีประโยชน์ที่ดี ต่อการทำงานของสมอง ที่อาจช่วยป้องกันภาวะการเสื่อม ของเซลล์สมอง จึงสามารถช่วยป้องกัน อาการสมองเสื่อมก่อนวัย หรือโรคอัลไซเมอร์ได้

ประโยชน์ของน้ำมันมะกอกในด้านอื่นๆ

– ช่วยลดการอักเสบของสิว โดยการแต้มน้ำมันมะกอกลงบริเวณ ที่เกิดสิว จะสามารถช่วยฆ่าเชื้อได้

– ช่วยให้อ่อนเยาว์ ชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่นสูง

– ช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้น เปล่งปลั่ง กระจ่างใส เพราะสามารถซึ่งสู่ผิวหนัง ได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

– ช่วยบำรุงเส้นผม เนื่องจากน้ำมันมะกอก อุดมไปด้วยวิตามินบีและอี จึงช่วยให้เส้นผมแข็งแรง ไม่ขาดได้ง่าย

– ช่วยลดอาการอักเสบ ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

– ช่วยต่อต้าน ยับยั้ง และฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ที่อาจส่งผลอันตรายต่อร่างกาย

แม้ว่าน้ำมันมะกอก จะมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย แต่ก็ควรบริโภคแต่พอดี ไม่ควรมากเกินไป ( ควรบริโภคไม่เกินประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ/วัน ) เพราะหากบริโภคมากเกินไป ก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ เนื่องจากน้ำมันมะกอก มีผลต่อการลดระดับน้ำตาลในเลือด ดังนั้นคนบางกลุ่ม หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว ก็ควรเพิ่มความระมัดระวังในการบริโภค หรือ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

นิ้วล็อค คืออะไร อาการ วิธีรักษา ควรป้องกันยังไง

นิ้วล็อค ( Trigger fingers )โรคยอดฮิตของคนในยุคนี้ พบได้มากในบุคคลทั่วไป มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และเริ่มทวีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการใช้งานของมือหรือนิ้วมือ ในกิจวัตรประจำวันของแต่ละบุคคล ที่ไม่มีความพอดี ทำให้ส่งผลกระทบต่อเอ็นกล้ามเนื้อ บริเวณนิ้วมือ

นิ้วล็อค ( Trigger fingers )โรคยอดฮิตของคนในยุคนี้ พบได้มากในบุคคลทั่วไป มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และเริ่มทวีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการใช้งานของมือหรือนิ้วมือ ในกิจวัตรประจำวันของแต่ละบุคคล ที่ไม่มีความพอดี ทำให้ส่งผลกระทบต่อเอ็นกล้ามเนื้อ บริเวณนิ้วมือ

นิ้วล็อค หรือ โรคนิ้วล็อค คือ อาการผิดปกติของเอ็นกล้ามเนื้อ ที่เกิดการอักเสบหนาตัวขึ้น ของปลอกหุ้มเอ็นกล้ามเนื้อบริเวณนิ้วมือ ทำให้ไม่สามารถยืดหดได้ตามปกติ ส่งผลทำให้นิ้วล็อค โดยนิ้วเกิดการงอ ไม่สามารถเหยียดตรงได้ สามารถเกิดขึ้นได้กับนิ้วทุกนิ้ว อาจเกิดขึ้นพร้อมกันหลายนิ้ว หรือนิ้วเดียวก็ได้ อาการจะแสดงได้ชัด เมื่อพยายามยืดนิ้วให้ตรง โดยโรคนิ้วล็อค เป็นโรคที่ไม่มีอันตรายรุนแรง ไม่ใช่โรคติดต่อ เป็นโรคที่สามารถป้องกัน และรักษาให้หายได้

นิ้วล็อค
โรคนิ้วล็อค

อาการของ นิ้วล็อค

– นิ้วเกิดอาการแข็ง รู้สึกตึง

– รู้สึกเหมือนมีบางอย่างนูนขึ้น บริเวณโคนของนิ้วที่เกิดอาการล็อค

– นิ้วงอ ไม่สามารถยืดตรงได้ หากพยายามยืดนิ้ว จะรู้สึกมีเสียงดังกึก หรือสะดุดจนรู้สึกได้

– มีอาการปวดบริเวณโคนข้อนิ้วมือ มีอาการปวดมาก เมื่อขยับนิ้วมือ กำมือ งอนิ้ว หรือเยียดนิ้วมือ

– มีอาการเกร็ง เมื่อเหยียดนิ้วมือให้ตรง

– ในบางรายหากเหยียดนิ้วตรงแล้ว อาจไม่สามารถงอนิ้วได้

– ในบางรายอาจมีอาการบวม หรืออักเสบ

ปัจจัยเสี่ยงอาการนิ้วล็อค

– ผู้ที่ใช้มือทำงานหนัก ต้องแบกรับน้ำหนัก ติดต่อกันเป็นเวลานาน และบ่อยครั้ง เช่น ยกของ ถือของ แบกของ ฯลฯ

– ผู้ที่ใช้มือทำงานออกแรงกด ลงน้ำหนักมาก ซ้ำๆ บ่อยครั้ง เช่น งานช่าง ชาวสวน ชาวไร่ พนักงานโรงงาน พนักงานนวดแผนไทย ช่างทำผม และพนักงานรีดผ้า ฯลฯ



– ผู้ที่ทำงานโดยต้องงอ หรือหดนิ้วเป็นประจำ ในท่าเดิมติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น พนักงานคอมพิวเตอร์ พนักงานบัญชี ฯลฯ

– ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน โรคเกาต์ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคอะไมลอยด์โดซิส ฯลฯ

การป้องกัน หรือวืธีรักษานิ้วล็อค

– แช่มือในน้ำอุ่นประมาณ 5 – 10 นาที เพื่อช่วยบรรเทาอาการ เป็นประจำสม่ำเสมอ

– หยุดพักการใช้มือทำงานหนักบ้าง

– เคลื่อนไหว หรือเปลี่ยนท่าให้บ่อยขึ้น อย่าให้นิ้วงอหรือหด ในท่าเดิมเป็นเวลานาน

– นวดมือและนิ้วเบาๆ อย่างน้อย 5 – 10 นาที เป็นประจำ

ออกกำลังกาย ที่ช่วยบริหารกล้ามเนื้อบริเวณแขน มือและนิ้ว อย่างสม่ำเสมอ เป็นประจำ

– พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำการรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์ โดยมีวิธีที่แตกต่างกันในแต่ละราย ขึ้นอยู่กับอาการ โดยวิธีการใช้ยา หรือการผ่าตัด

แม้ว่านิ้วล็อค จะไม่ได้เป็นโรคติดต่อ หรือมีความรุนแรงมาก แต่หากพบว่าอาการนิ้วล็อค เกิดขึ้นเรื้อรังเป็นระยะเวลานาน ก็ควรรีบทำการรักษาโดยเร็ว เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ ก็อาจส่งผลกระทบ ต่อการดำเนินชีวิตประจำวันได้ และหากพบว่าตนเอง อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ของการเกิดอาการนิ้วล็อค ก็ควรหาวิธีป้องกัน จึงจะดีที่สุด

อาหารบำรุงสมอง 9 ชนิด กระตุ้นสมอง เสริมสร้างเซลล์ประสาท

อาหารที่เรากินอยู่เป็นประจำ อาจส่งผลกระทบโดยตรง ต่อระบบการทำงานของสมองอย่างมาก รวมไปถึงโครงสร้างและสุขภาพของสมอง การเลือกรับประทาน อาหารบำรุงสมอง เพื่อช่วยกระตุ้นให้สมองสามารถทำงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการทำงานในทุกด้าน ได้อย่างปลอดภัยทั้งในระยะสั้น และระยะยาว

อาหารที่เรากินอยู่เป็นประจำ อาจส่งผลกระทบโดยตรง ต่อระบบการทำงานของสมองอย่างมาก รวมไปถึงโครงสร้างและสุขภาพของสมอง การเลือกรับประทาน อาหารบำรุงสมอง เพื่อช่วยกระตุ้นให้สมองสามารถทำงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการทำงานในทุกด้าน ได้อย่างปลอดภัยทั้งในระยะสั้น และระยะยาว จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

ทราบหรือไม่ว่าสมองของมนุษย์ เป็นอวัยวะที่ต้องการใช้พลังงานมากถึง 20% ของร่างกาย ดังนั้นการรับประทานอาหาร เพื่อบำรุงสมอง ถือว่าเป็นพลังงานที่คอยจุดประกาย ให้สมองทำงานได้อย่างมีคุณภาพ ได้ตลอดเวลา

สมองเป็นอวัยวะส่วนที่ต้องการสารอาหารบางชนิด เพื่อบำรุงระบบประสาทและสมองให้แข็งแรง มีความต้องการ การเสริมสร้างและการซ่อมแซมส่วนที่สึกเหรอ หรือเสื่อมสภาพ โดยเฉพาะการป้องกันอาการอัลไซเมอร์ จึงจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการเลือกรับประทานอาหารเพื่อบำรุงสมอง

อาหารบำรุงสมอง
อาหารบำรุงสมอง

9 อาหารบำรุงสมอง กระตุ้นสมอง เสริมสร้างเซลล์ประสาท

1. ดาร์กช็อกโกแลต

ในช็อกโกแลต อุดมไปด้วยความเข้มข้นของโกโก้ ( Cacao ) ที่ประกอบไปด้วยฟลาโวนอยด์ ( flavonoid ) ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีความสำคัญอย่างมาก ต่อสุขภาพของสมอง เนื่องจากสมองอ่อนแอต่อความเครียด ส่งผลทำให้อายุของสมองลดลง ทำให้ความรู้ ความเข้าใจเสื่อมลง จนในที่สุดอาจกลายเป็น โรคสมองเสื่อม

ฟลาโวนอย์ ( flavonoid ) มีส่วนช่วยกระตุ้นการเติบโตของเซลล์ประสาท และหลอดเลือดในส่วนต่างๆ ของสมอง ที่เกี่ยวข้องกับความจำ และการเรียนรู้ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้น การไหลเวียนของเลือดในสมอง ให้ทำงานได้ดีอีกด้วย

นักวิจัยได้สรุปว่า การกินดาร์กช็อกโกแลตชนิดนี้ อาจช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของสมอง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเรียนรู้ และเป็นประโยชน์ในด้านอื่น ที่เกี่ยวข้องกับระบบการทำงานของสมอง

2. ถั่วและธัญพืช

เนื่องจากในธัญพืชและเมล็ดถั่วหลายชนิด เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ด บาร์เล่ย์ อัลมอนด์ เมล็ดทานตะวัน พิสตาชิโอ และมะม่วงหิมพานต์ อุดมไปด้วยวิตามิน โปรตีน โอเมก้า3 สารต้านอนุมูลอิสระ และไขมันชนิดดี

ที่มีประโยชน์โดยตรงต่อสมอง ช่วยปกป้องความเสียหายของเซลล์จากความเครียด ที่เกิดจากอนุมูลอิสระ และช่วยเพิ่มความจำ ความรู้ความเข้าใจ จึงมีส่วนช่วยลดความเสี่ยง ต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ และส่งผลต่อการทำงานของสมองที่ดีขึ้น ในผู้สูงอายุ ได้อย่างดีอีกด้วย

3. กาแฟ

การดื่มกาแฟ ช่วยทำให้รู้สึกตื่นตัว คอยกระตุ้นเมื่อสมองอ่อนล้า รู้สึกง่วง จากการศึกษาพบว่า คาเฟอีน อาจช่วยเพิ่มความสามารถ ในการประมวลผลข้อมูลของสมองได้

นักวิจัยพบว่า คาเฟอีกทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของเอนโทรปี (entropy) ของสมอง ซึ่งหมายถึง การทำงานของสมองที่ซับซ้อนและแปรปรวน เมื่อเอนโทรปีสูง สมองสามารถประมวลผลข้อมูลได้มากขึ้น

กาแฟยังเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยให้สุขภาพของสมองดีขี้น เมื่อมีอายุมากขึ้น และมีการศึกษาชิ้นหนึ่งอ้างว่า การบริโภคกาแฟตลอดชีวิต จะช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิด โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน และป้องกันความรู้ความเข้าใจลดลง



4. ปลา

ปลาที่มีโอเมก้า 3 จะสามารถช่วยเพิ่มให้สุขภาพของสมองดี ช่วยสร้างเยื่อหุ้มเซลล์รอบๆ เซลล์ในร่างกาย รวมถึงเซลล์สมอง สามารถปรับปรุงโครงสร้างของเซลล์สมอง ที่เรียกว่าเซลล์ประสาทได้

มีการศึกษาในปี พ.ศ. 2560 พบว่าคนที่มีระดับโอเมก้า 3 สูง จะมีการไหลเวียนของเลือดเพิ่มขึ้นในสมอง มีความรู้ความเข้าใจดีขึ้น รวมไปถึงความสามารถในการคิด

อาหารที่ชี้ให้เห็นว่า เป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ที่ช่วยเพิ่มการทำงานของสมอง เช่น แซลมอน ทูน่า ปลาซาร์ดีน และนอกจากปลาแล้ว ยังสามารถพบโอเมก้า 3 ได้ในถั่วเหลือง

5. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

มีการวิจัยพบว่า ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น สตรอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ และมัลเบอร์รี่ ฯลฯ เป็นอาหารที่ดีสำหรับสมอง อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยในการลดการอักเสบ และความเครียด ซึ่งมีผลที่ดีต่อสมอง

ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้เซล์สมอง ช่วยลดความผิดปกติของสมอง ช่วยลดหรือชะลอโรคที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากอายุ ป้องกันการเสื่อมสภาพของความรู้และความเข้าใจ และช่วยปรับปรุงการสื่อสารระหว่างเซลล์สมอง

6. อะโวคาโด

เป็นแหล่งของอาหารสมอง สนับสนุนการทำงานของสมอง อุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัว ที่อาจช่วยลดความเสี่ยง ต่อการลดลงของความรู้และความเข้าใจ

และการกินไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว อาจช่วยลดความดันโลหิตสูง ที่เชื่อมโยงกับความรู้ความเข้าใจ ที่ลดลง

7. ไข่

การเลือกรับประทานไข่ เป็นอาหารในมื้อเช้า จะเป็นอาหารที่ดีต่อสมอง ช่วยบำรุงสมอง ส่งผลทำให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดทั้งวัน เนื่องจากไข่ อุดมไปด้วยวิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และกรดโฟลิค

8. ถั่วเหลือง

ซึ่งอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่เรียกว่า โพลีฟีนอล ( pholyphenols ) ซึ่งมีการวิจัยพบว่า สามารถลดความเสี่ยง ของการเกิดภาวะสมองเสื่อม และช่วยเพิ่มความสามารถในการรับรู้ ได้ดีขึ้น

9. ผักใบเขียว

ผักใบเขียว เช่น ผักคะน้า ผักกาด ผักโขม กะหล่ำปลี เป็นแหล่งอาหารสมองชั้นดี ที่อุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร วิตามิน ฟลาโวนอยด์ และสารต้านอนุมูลอิสระ ที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการถูกทำลาย ของเซลล์สมอง

อาหารบำรุงสมองดังกล่าว อาจช่วยปรับปรุงความจำ และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง รวมไปถึงป้องกัน การเกิดโรคความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ และสำหรับในอาหารบางชนิด สามารถช่วยปรับปรุงโครงสร้างของ เซลล์สมองที่เรียกว่าเซลล์ประสาทได้

อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัย การบริโภคอาหารแต่ละชนิด สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว ก็ควรหาข้อมูลเพิ่มเติม และควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก่อนรับประทานเสมอ ที่สำคัญสารอาหารบางอย่าง เช่น น้ำตาล และไขมันอิ่มตัว อาจมีส่วนทำให้โครงสร้างเซลล์สมองเสียหายได้

มะเร็งตับ เกิดจากอะไร ใครเสี่ยงสูง อาการที่ควรรู้

มะเร็งตับ ( liver cancer ) โรคร้ายที่ฆ่าชีวิตมนุษย์เป็นจำนวนมาก ภัยร้ายที่อาจเกิดขึ้นกับตัวคุณเอง โดยที่ไม่ทันได้ระวัง เพราะมันอาจเกิดขึ้น โดยที่ไม่ได้ตั้งใจก็เป็นได้ เนื่องจากสามารถเกิดขึ้นได้ จากปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง ซึ่งในบางกรณีนั้น บางรายไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หรือทราบก็สายเกินไปแล้ว

มะเร็งตับ ( liver cancer ) โรคร้ายที่ฆ่าชีวิตมนุษย์เป็นจำนวนมาก ภัยร้ายที่อาจเกิดขึ้นกับตัวคุณเอง โดยที่ไม่ทันได้ระวัง เพราะมันอาจเกิดขึ้น โดยที่ไม่ได้ตั้งใจก็เป็นได้ เนื่องจากสามารถเกิดขึ้นได้ จากปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง ซึ่งในบางกรณีนั้น บางรายไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หรือทราบก็สายเกินไปแล้ว

ตับ ( liver ) เป็นอวัยวะที่มีความสำคัญมาก อีกอย่างหนึ่งสำหรับร่างกายของมนุษย์ ถือได้ว่าเป็นต่อมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของร่างกาย อยู่บริเวณช่องท้องด้านขวาบนใต้กระบังลม ทำหน้าที่หลายอย่าง เช่น ทำหน้าที่ในการผลิตฮอร์โมน กำจัดพิษ สังเคราะห์โปรตีน ช่วยย่อยอาหาร เก็บวิตามินและแร่ธาตุ

หากเมื่อใดที่ตับเสื่อมสภาพลง ก็ทำให้ระบบการทำงาน ตามส่วนต่างๆของร่างกาย มีประสิทธิภาพลดลงด้วยเช่นกัน อาจส่งผลกระทบเสียหายที่รุนแรง ไปยังส่วนอื่นของร่างกาย โดยเฉพาะการเสื่อมของตับ ที่อาจก่อให้เกิด เป็นโรคมะเร็งตับ และอาจลุกลามเกิดโรคร้ายอื่นๆ ตามมาได้

มะเร็งตับ คืออะไร ?

มะเร็งตับเกิดจาก ตัวเนื้อเยื่อของตับ ที่เกิดความผิดปกติ ซึ่งเกิดจากปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง โดยสาเหตุเสี่ยงมากกว่า 90% เชื่อว่าเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี และอาจเกิดขึ้นจาก การแพร่กระจาย มาจากมะเร็งชนิดอื่น ในร่างกาย

อาการของมะเร็งตับ

– ท้องมีลักษณะพองโต บวม

– รู้สึกเบื่ออาหาร ทานได้น้อย อิ่มเร็ว

– น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ

– รู้สึกไม่มีแรง อ่อนเพลีย

– มีอาการไข้



– มีอาการตัวเหลือง และตาเหลือง

– รู้สึกปวดท้องบริเวณด้านขวาบน ปวดร้าวไปยังบริเวณไหล่และหลัง

– หากคลำบริเวณใต้ซี่โครงขวา จะพบก้อนบริเวณตับ

ความเสี่ยงของมะเร็งตับ

– ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่ม ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ในปริมาณมากเป็นประจำ ติดต่อกันเป็นเวลานาน

– ผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง

– ผู้ที่รับประทานอาหารสุกๆดิบๆ ไม่สะอาด

– ผู้ที่เป็นโรคบางชนิด เช่น โรคตับแข็ง โรคเบาหวาน โรคอ้วน ฯลฯ

– ผู้ที่คนในครอบครัวมีประวัติเป็นมะเร็งตับ

– ผู้ที่ได้รับสารบางชนิด เช่น สารเคมี สารอะฟลาทอกซิน ฯลฯ

การรักษามะเร็งตับ

การรักษาโดยทางการแพทย์ ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ ตามอาการและความรุนแรง โดยอาจมีวิธีการรักษา ที่แตกต่างกันในแต่ละราย เช่น เคมีบำบัด รังสีรักษา การผ่าตัด หรือการปลูกถ่ายตับ

เนื่องจากในบางราย อาจไม่แสดงอาการ หากพบว่าเป็นมะเร็งตับในระยะแรก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น สำหรับการดูแลและเอาใจใส่สุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรป้องกันโดย การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง และควรตรวจคัดกรองหามะเร็งตับ จึงจะดีที่สุด