7 อาหารเสริมสร้าง ภูมิคุ้มกัน ต่อสู้ไวรัสโควิด-19

การเลือกบริโภคอาหารที่สมดุลอย่างเพียงพอ จะช่วยสนับสนุนระบบ ภูมิคุ้มกัน ของร่างกายให้แข็งแรง ลิซ่าโจนส์ นักโภชนาการในฟิลาเดลเฟียกล่าว ” การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ที่มีสารอาหารที่ร่างกายต้องการ เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ” โดยเฉพาะช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ( COVID-19 ) การเติมสารอาหารที่ดีให้กับร่างกาย จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก

7 อาหารช่วยเสริมสร้าง ภูมิคุ้มกัน

ภูมิคุ้มกัน
ภูมิคุ้มกัน

1. กระเทียม

  • กระเทียมมีสารประกอบที่ทำหน้าที่ทำลายเชื้อแบคทีเรีย และการติดเชื้อ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกันของคุณ และจากการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการบริโภคกระเทียม อาจช่วยลดความเสี่ยงของอาการเจ็บป่วย

2. เมล็ดฟักทอง



  • แร่ธาตุสังกะสีในเมล็ดฟักทองขนาดเล็กนี้ เป็นแร่ธาตุสำคัญสำหรับการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน การรับประทานเมล็ดฟักทองประมาณ 1.5 ออนซ์ ให้แร่ธาตุสังกะสีกับร่างกายประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ต่อวัน

3. อัลมอนด์

  • อัลมอนด์อุดมไปด้วยวิตามินอี ซึ่งการวิจัยชี้ให้เห็นว่ามีความสำคัญต่อการรักษาระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะเมื่อเราอายุมากขึ้น (การรับประทานอัลมอนด์ที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งจะดีที่สุด)

4. ผักใบเขียวเข้ม

  • ผักใบเขียวเข้มเป็นแหล่งของเบต้าแคโรทีน ที่เกี่ยวข้องกับการลดการอักเสบ และเพิ่มเซลล์ต่อสู้กับโรค ซึ่งช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้

5. ผลไม้รสเปรี้ยว

  • ผลไม้จำพวกส้ม มะนาว ส้มโอ ฯลฯ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสามารถช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของคุณได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นผลไม้รสเปรี้ยวยังมีวิตามิน และแร่ธาตุมากมาย ที่ช่วยให้ร่างกายของเราทำงานได้อย่างถูกต้อง

6. พริกหยวก

  • พริกหยวกให้วิตามินซีแก่ร่างกายมากกว่าที่ร่างกายต้องการตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะพริกหยวกแดงมีวิตามินซีมากเป็น 2 เท่าของผลไม้รสเปรี้ยว พวกมันเป็นแหล่งเบต้าแคโรทีน และวิตามินซีซึ่งอุดมไปด้วยระบบภูมิคุ้มกัน และยังช่วยบำรุงสุขภาพของดวงตาและผิวหนังของเรา

7. บล็อคโคลี่

  • บล็อคโคลี่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ โพแทสเซียม วิตามินA, C, E และเส้นใยที่ดี เป็นผักที่มีส่วนช่วยเสริมภูมิคุ้มกันที่ดีมาก รวมถึงยังเป็นแหล่งโภชนาการที่สูงต่อร่างกาย

การเลือกรับประทานอาหารที่ดี รวมถึงการออกกำลังกาย จะสามารถช่วยให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับโรคร้ายได้ ที่สำคัญอย่าลืมป้องกันตนเองจากพื้นที่เสี่ยง ด้วยการสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งด้วยนะคะ

11 อาหารที่ช่วยคุณ ลดน้ําตาลในเลือดเร่งด่วน

การใช้ชีวิตด้วยความพยายาม ในการป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อาจเป็นเรื่องยากสำหรับการเลือกกินอาหารของคุณ เพราะการทานอาหารของแต่ละคนแตกต่างกัน ดังนั้นกุญแจสำคัญคือ การหาสมดุลที่เหมาะกับอาหารที่คุณชอบ เพราะอาหารบางอย่างอาจมีน้ำตาลสูง และอาหารบางอย่างอาจช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งนี่เป็นการเลือกที่สำคัญของคุณเพื่อ ลดน้ำตาลในเลือดเร่งด่วน และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของโรคที่อาจจะเกิดขึ้น

11 อาหารที่ช่วย ลดน้ำตาลในเลือดเร่งด่วน ?

1. แฟลกซ์ซีด

จากการศึกษาในปี 2011 พบว่าผู้ที่ทานผงแฟลกซ์ซีด 1.5 ช้อนโต๊ะ หรือประมาณ 10 กรัม ทุกวันติดต่อกันเป็นเวลา 1 เดือน จะมีระดับน้ำตาลในเลือดลดลง 19.7 เปอร์เซ็นต์

2. ขมิ้น

ขมิ้นถูกนำมาใช้ เป็นยารักษาโรคเบาหวานในยาจีนโบราณมานานหลายศตวรรษ และงานวิจัยแสดงหลักฐานว่าเคอร์คูมินในขมิ้น ช่วยเพิ่มความต้านทานต่ออินซูลิน และระดับน้ำตาลในเลือดสูง และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน



3. ปลาแซลมอน

การเพิ่มโปรตีนด้วยการบริโภคปลาแซลมอนเป็นวิธีที่ดี เพราะมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนและไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ซึ่งกรดไขมันไม่อิ่มตัวนั้น เกี่ยวข้องกับระดับคอเลสเตอรอลและสุขภาพหัวใจที่ดีขึ้น และยังสามารถปรับปรุงการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย

4. ถั่วชนิดต่างๆ

นักวิทยาศาสตร์ด้านโภชนาการคิดว่ามันคือ การรวมกันของเส้นใย ไขมันที่ดีต่อสุขภาพ แร่ธาตุและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพอื่นๆในถั่ว ที่สามารถช่วยป้องกันและจัดการกับโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ได้โดยการลดความต้านทานต่ออินซูลิน

5. อะโวคาโด

งานวิจัยชิ้นหนึ่งบ่งชี้ว่า คนที่กินอะโวคาโดครึ่งลูกเป็นอาหารกลางวัน ส่งผลทำให้เขากินน้อยลงในเวลาต่อมา และยังพบว่าอินซูลินเพิ่มขึ้น และระดับน้ำตาลในเลือดลดลง

6. เมล็ดฟักทอง

ปริมาณแมกนีเซียมสูงของเมล็ดฟักทอง สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวานประเภท 2 การเพิ่มแมกนีเซียมทุกวัน วันละ 100 มิลลิกรัม จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานได้ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ (เมล็ดฟักทองเพียง 1 ออนซ์ มีแมกนีเซียม 168 มิลลิกรัม)

7. ขิง

การศึกษาแสดงให้เห็นว่าการบริโภคขิง ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยการปิดกั้นเอนไซม์ที่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดระหว่างการดูดซึมคาร์โบไฮเดรต

ผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภท 2 ที่กินขิง 1 – 3 กรัมทุกวัน จะเห็นว่าน้ำตาลในเลือดของพวกเขาลดลง เมื่อเทียบกับผู้ที่ได้รับยาหลอก

8. สตรอเบอร์รี่

สตรอเบอร์รี่เป็นแหล่งของวิตามินซีที่ดี (สตรอเบอร์รี่ 1 ถ้วย มีวิตามินซี 85 มิลลิกรัม) ในการศึกษาหนึ่ง คนที่ทานวิตามินซี 500 มก. วันละสองครั้งพบว่า ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง 36 เปอร์เซ็นต์หลังรับประทานอาหาร

9. ผักโขม

การศึกษาแสดงให้เห็นว่าโพแทสเซียมต่ำ มีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคเบาหวาน ในขณะที่การรับประทานอาหารที่อุดมด้วยโพแทสเซียมมากขึ้น เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่ลดลง (ผักโขมดิบ 3 ถ้วย มีโพแทสเซียม 558 มิลลิกรัม)

คณะผู้อ้างอิงอาหารของสหรัฐอเมริกาแนะนำให้บริโภคโพแทสเซียม 4700 มิลลิกรัมทุกวัน และสุดยอดอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น ผักโขม มันเทศ อะโวคาโด และถั่ว

10. อบเชย

จากการศึกษาพบว่าคนที่ทานผงอบเชยวันละ 500 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลา 3 เดือน มีระดับน้ำตาลและอินซูลินที่ดีขึ้น

11. มะเขือเทศ

มะเขือเทศมีประโยชน์ที่ยอดเยี่ยม อุดมไปด้วยไลโคปีน เบต้าแคโรทีน โพแทสเซียม วิตามินซี ฟลาโวนอยด์ วิตามินอี และโฟเลต ซึ่งสามารถช่วยป้องกันโรคเบาวานได้

มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งบางอย่างก็ควบคุมได้ยาก แต่วิธีที่ง่ายต่อการควบคุมคือ สุดยอดของอาหารเหล่านี้ที่ได้พิสูจน์แล้วว่า มีประโยชน์ในการจัดการกับระดับน้ำตาลในเลือด และการป้องกันโรคเบาหวาน และนี่คือสิ่งที่คุณควรกิน เพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด

7 อาหารช่วง เทศกาลกินเจ ที่ทานทดแทนเนื้อสัตว์ได้

เทศกาลกินเจ หรือ กินเจ เป็นประเพณีที่เน้นกินผัก ซึ่งก็มีหลายคนเริ่มสงสัยว่า หากกินแต่ผักแล้วร่างกายจะอยู่ได้เหรอ ซึ่งวันนี้เราก็ได้นำอาหาร ที่ให้สารอาหารและโปรตีนทดแทนเนื้อสัตว์ได้ พร้อมแล้วตามมาดูเลยค่ะ

7 อาหารช่วง เทศกาลกินเจ ?

1. ถั่วเหลือง

ถั่วเหลืองเป็นแหล่งโปรตีนอิ่มตัวที่ดีมาก มีเส้นใยสูง มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย แถมยังไม่มีคอเลสเตอรอลอีกด้วย ซึ่งสามารถทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้

การศึกษาในเอเชีย ยังพบอีกว่าหากบริโภคถั่วเหลืองเป็นประจำ อาจช่วยชะลอการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้

2. เมล็ดเชีย

เมล็ดเชีย 1 ช้อนโต๊ะ มีใยอาหารเกือบ 5 กรัม และกรดโอเมก้า 3 กรดไลโนเลอิกระดับสูง มีแคลลอรี่ต่ำ

การบริโภคเมล็ดเชียในปริมาณ 28 กรัม หรือ 1 ออนซ์ มีโปรตีน 5.6 กรัม สามารถทดแทนโปรตีนจากไข่ได้ 

3. ผักโขม

ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหาร ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิด เช่น วิตามิน ธาตุเหล็ก แคลเซียม โอเมก้า3 ฯลฯ รวมถึงโปรตีนด้วย ที่เหล่าบรรดาคนไม่ทานเนื้อสัตว์สามารถเลือกทานผักโขมแทนได้

นอกจากนี้ผักโขมยังอุดมไปด้วยวิตามินซี ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งมีส่วนช่วยส่งเสริม และกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

4. อะโวคาโด

อะโวคาโด 1 ถ้วย มีโปรตีนประมาณ 3 กรัม อะโวคาโดยังอุดมไปด้วยไขมันดี ที่มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ และยังมีวิตามิน โฟเลต และแคลเซียม ฯลฯ ที่คนไม่ทานเนื้อสัตว์สามารถเลือกทานทดแทนได้

5. ข้าวโอ๊ต

หากคุณบริโภคข้าวโอ๊ตประมาณ 8 ช้อนโต๊ะต่อวัน จะสามารถช่วยให้ร่างกายของคุณได้รับโปรตีน 15 % ที่แนะนำต่อวัน

และอย่าลืมว่าวิตามินE, สารต้านอนุมูลอิสระ และกลูตามีน ซึ่งสามารถช่วยในการสร้างเส้นใยกล้ามเนื้อ ได้ดีและเร็วขึ้น

6. ควินัว

ควินัว มีโปรตีนสูงเทียบเท่าน้ำนมแม่ ควินัว 1 ถ้วย มีโปรตีนประมาณ 8 กรัม มีโฟเลตสูง มีส่วนช่วยในการบำรุงสมอง ไฟเบอร์สูงจึงทำให้ระบบขับถ่ายดี

7. อัลมอนด์

อัลมอนด์ 1 ถ้วย ให้โปรตีนประมาณ 30 กรัม นอกจากโปรตีนแล้ว อัลมอนด์ยังอุดมไปด้วยวิตามิน ไฟเบอร์ และกรดไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งดีต่อสุขภาพ สามารถช่วยลดคอเลสเตอรอล และลดน้ำหนักได้อีกด้วย

จริงๆแล้ว เราสามารถเลือกงดทานเนื้อสัตว์ได้ ไม่จำเป็นต้องงดทานเฉพาะช่วงเทศกาลกินเจเท่านั้น เพราะยังมีอาหารจากพืชอีกหลากหลายชนิด ที่ให้สารอาหาร และโปรตีนสูง ที่สามารถทานทดแทนเนื้อสัตว์ได้ แถมยังทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงอีกด้วย



5 อาหาร ต้านมะเร็ง ที่ควรรู้ไว้

มะเร็งเต้านมเป็นสาเหตุให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 40,000 คนต่อปี และผู้หญิง 1 ใน 8 ล้านคน จะสัมผัสกับมะเร็งเต้านม นี่เป็นความจริงที่ว่าไม่มี อาหาร ใดๆ ที่จะสามารถป้องกันไม่ให้คุณเป็นมะเร็งเต้านมได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าถ้าหากเรากินอาหารที่ดี ทานอาหารที่มีไขมันต่ำ จะช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดี และอาจช่วยต้านมะเร็งได้

1. บร็อคโคลี่

บร็อคโคลี่ เป็นผักตระกูลกะหล่ำ ที่ประกอบด้วยสารซัลโฟราเฟน ( sulforaphane ) ซึ่งเป็นส่วนประกอบจากธรรมชาติ ที่ควบคุมการเจริญเติบโตของเนื้องอก และป้องกันไม่ให้เกิดเนื้องอกใหม่

จากการศึกษาในปี 2008 ของ University of California-Berkeley พบว่าบร็อคโคลี่มีส่วนช่วยในการยับยั้งกระบวนการของมะเร็งเต้านม

บร็อคโคลี่ยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินดี วิตามินเค ไฟเบอร์ และซัลโฟราเฟนมากถึง 20 เท่า

2. ชาเขียว

ชาเขียวมีสารต้านอนุมูลอิสระ EGCG (epigallocatechin-3-gallate) ที่มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าวิตามินซี และวิตามินอีได้มากถึง 25 – 100 เท่า และยังมีสรรพคุณขับสารพิษออกจากร่างกาย ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง

นอกจากนี้สาร EGCG ยังสามารถช่วยป้องกันโรคเส้นเลือดอุดตัน โรคหลอดเลือดหัวใจ อีกทั้งยังมีส่วนช่วยให้อายุยืนอีกด้วย

3. มะเขือเทศ

ไลโคปีนในมะเขือเทศ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหาย และฆ่าเซลล์ที่ไม่สมควรเติบโต ไลโคปีนยังสามารถลดการเจริญเติบโตของเนื้องอก

มะเขือเทศเชอร์รี่นั้นมีไลโคปีนสูง ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าอาหารที่ทำจากมะเขือเทศปรุงสุก หรือผ่านกรรมวิธีนั้น มีไลโคปีนมากที่สุด เพราะร่างกายดูดซึมได้ง่ายขึ้น

4. แฟล็กซ์ซีด

แฟล็กซ์ซีดเป็นธัญพืชชนิดหนึ่ง ซึ่งอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่สามารถช่วยยับยั้งการเกิดและการเจริญเติบโตของเนื้องอกได้

การศึกษาล่าสุดชี้ให้เห็นว่าแฟลกซ์ซีด อาจช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ใหญ่

นอกจากนี้การศึกษาของแคนาดาที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงมากกว่า 6,000 คน พบว่าผู้ที่ทานแฟลกซ์ซีด เป็นประจำมีโอกาสน้อยมาก ที่จะเป็นมะเร็งเต้านม

5. บลูเบอร์รี่

บลูเบอร์รี่เป็นแหล่งของเรสเวอราทรอล ( Resveratrol ) ส่วนใหญ่พบบนผิวของบลูเบอร์รี่ ซึ่งช่วยป้องกันรังสี และยังเป็นแหล่งที่ดีของแอนโทไซยานิน ( Anthocyanin ) ซึ่งสามารถช่วยกำจัดสารที่เป็นตัวก่อมะเร็ง และช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งได้อย่างดี โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งปอด เป็นต้น

นอกจากอาหารดังที่ได้กล่าวไว้ การเลือกกินอาหารที่ดีและมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่ายกาย จะสามารถช่วยป้องกันให้คุณห่างไกลจากโรคมะเร็ง รวมถึงโรคเรื้อรังชนิดอื่นด้วย



อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง มีอะไรบ้าง

อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง มีบทบาทที่จำเป็นต่อร่างกาย ทำหน้าที่ช่วยในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงที่เป็นตัวการสำคัญ ในการนำออกซิเจนไปเลี้ยงต่างส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงมีส่วนช่วยให้กล้ามเนื้อ และกระดูกแข็งแรง

อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง มีอะไรบ้าง ?

อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง
อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง

อาหารที่มีธาตุเหล็ก…ส่วนมากพบใน…ปลา ไข่แดง อาหารทะเล เนื้อสัตว์ ถั่ว ธัญพืชต่างๆ พริก กระเทียม ตับ และผักสีเขียวเข้ม ฯลฯ

อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ดีจริงหรือไม่ ?



การวิจัยใหม่ล่าสุดพบว่า ธาตุเหล็กทำให้การดูดซึมของไลโคปีนลดลงครึ่งหนึ่ง ไลโคปีนเป็นสารประกอบสำคัญ ที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งเต้านม ฯลฯ

แม้ว่าการบริโภคอาหารที่อุดมไปด้วยไลโคปีนนั้น จะดีต่อสุขภาพ แต่สารอาหารอื่นๆ ที่เรารวมเข้าด้วยกันนั้น อาจเป็นตัวขัดขวางคุณสมบัติในการต่อสู้กับโรคมะเร็ง ตัวอย่างเช่น การศึกษาขนาดเล็กใหม่ล่าสุด ชี้ให้เห็นว่า การบริโภคอาหารที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก อาจทำให้ประโยชน์ของไลโคปีนลดลงครึ่งหนึ่ง

Rachel Kopec ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านโภชนาการมนุษย์ที่ Ohio State University ในโคลัมบัส ผู้เขียนการศึกษา และเพื่อนร่วมงานออกไปตรวจสอบ การก่อตัวและการดูดซึมของไลโคปีน ในผู้ชาย 7 คน ที่บริโภคอาหารอาหารที่มีธาตุเหล็ก และไม่มีธาตุเหล็ก นักวิจัยพบว่า ผู้ที่มีธาตุเหล็กอยู่ในมื้ออาหาร ไลโคปีนลดลงเกือบ 2 เท่า เมื่อเวลาผ่านไป

สิ่งนี้อาจหมายถึง ทุกครั้งที่เราบริโภคอาหารบางอย่างที่อุดมไปด้วยไลโคปีน และธาตุเหล็ก จะทำให้สารอาหารถูกทำลาย

อย่างไรก็ตาม อาจเป็นไปได้ว่าธาตุเหล็กอาจขัดจังหวะการผสมอิมัลชันที่ดีของมะเขือเทศ และไขมันที่สำคัญสำหรับเซลล์ในการดูดซับไลโคปีน

ทำไม อาหารสําเร็จรูป ถึงทำให้อายุลดลง 4 ปี

ในสังคมที่เร่งรีบ กับยุคที่ผู้คนก็ต้องการความเร่งด่วน ทำให้ผู้คนพลาดสิ่งดีๆ ในชีวิตไปหลายอย่าง หนึ่งในนั้นรวมถึงอาหารด้วย น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันเลือกที่จะทาน อาหารสำเร็จรูป เพื่อความสะดวก สบาย และรวดเร็ว แต่หารู้ไม่ว่ากำลังทำลายชีวิตตนเองในทางอ้อม

อาหารสำเร็จรูป ดีหรือไม่ ?

อาหารสำเร็จรูป
อาหารสำเร็จรูป

แน่นอนว่าการเลือกซื้ออาหารสำเร็จรูป มันง่ายและสะดวกมากๆ แต่บรรดาผู้ผลิตส่วนใหญ่ต่างต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ คือต้องปรุงอาหารให้มีรสชาติดี มีอายุการเก็บยาวนานที่เหมาะสม แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องสามารถทำกำไรได้ด้วย



การที่ต้องคอยจัดการกับวัตถุประสงค์เหล่านี้ให้ได้ พวกเขาจึงต้องใส่สารกันบูด น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ และเติมไขมันอิ่มตัวหรือไขมันอันตราย ลงไปในอาหาร ซึ่งส่วนผสมของอาหารเหล่านี้ คงทำให้นักโภชนาการร้องกรี๊ดด้วยเสียงดัง

เรื่องนี้ไม่น่าแปลก เพราะการทดลองหลายครั้งพบว่า ลิงที่ถูกเลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูป ซึ่งอุดมไปด้วยไขมันอันตราย จะมีรอบเอวหนาขึ้นเรื่อยๆ แถมยังหนากว่าลิงที่ถูกเลี้ยงด้วยอาหารที่มีปริมาณแคลอรี่เท่าๆ กัน แต่อุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัว

ลิงที่กินอาหารสำเร็จรูป เริ่มส่งสัญญาณบอกว่ามีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเบื้องต้นของการเป็นเบาหวาน ลิงที่กินไขมันอันตรายมีน้ำหนักมากกว่าเดิมถึง 7.2 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกันแล้วกับลิงกลุ่มที่เหลือ มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพียง 1.2 เปอร์เซ็นต์

และลิงเหล่านี้ที่กินแต่อาหารสำเร็จรูป ยังมีไขมันหน้าท้องเพิ่มขึ้นอีก 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทำให้มีโอกาสเกิดเป็นโรคหัวใจมากขึ้น

ดังนั้นการทดลองในครั้งนี้ จึงชี้ให้เห็นว่า หากคุณเลือกกินแต่อาหารสำเร็จรูปเป็นประจำ เท่ากับว่าอาจทำให้อายุขัยของคุณลดลงได้มากถึง 4 ปีเลยทีเดียว

ซูชิ ดีต่อสุขภาพหรือไม่ คุณอาจประหลาดใจกับคำตอบนี้

ความสนใจใน ซูชิ ที่เป็นอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม เหมาะและดีต่อสุขภาพของคุณหรือเปล่า แน่นอนว่าปลาในซูชิมีประโยชน์สำหรับร่างกาย แต่ส่วนประกอบ หรือส่วนผสมอื่นๆในซูชิหล่ะ จะดีต่อร่างกายของคุณจริงๆเหรอ ?

เมื่อต้องออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน ผู้คนจำนวนมากต่างคิดว่า​ซูชิ เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีต่อสุขภาพที่สุด ซึ่งก็อาจเป็นไปได้ อย่างไรก็ตามซูชิไม่ใช่ทั้งหมดที่จะเป็นอาหารที่ดีสำหรับคุณ แต่มันขึ้นอยู่กับส่วนผสมที่ใช้และวิธีในการเตรียมด้วย

ในขณะที่ปลาสดเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี และให้ไขมันที่ดีต่อร่างกาย แต่ยังมีหลายสิ่งที่เราใส่เพิ่มเติมเข้าไป ซึ่งสิ่งเหล่านั้นสามารถเพิ่มโซเดียม และแคลอรี่ ให้กับร่างกายได้อีกเช่นกัน

ตัวอย่างเช่น รายการซูชิที่พบมากที่สุดคือม้วนซูชิ ซึ่งโดยปกติม้วนซูชิมักเป็นอาหารทะเล ห่อด้วยข้าวขาวและผัก ข้าวผสมกับน้ำส้มสายชูและน้ำตาล โดยซูชิม้วนเดียวสามารถบรรจุข้าวได้หนึ่งถ้วย สำหรับม้วนซูชิม้วนใหญ่ โดยปกติทั่วไปแล้วมีแคลอรี่ประมาณ 300 – 500 และผู้คนจำนวนมากมักสั่ง 2 ม้วน หรือ 3 ม้วนขึ้นไป



การศึกษาแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการทานคาร์โบไฮเดรต ที่ได้รับการกลั่นสูง เช่น ข้าวขาว ทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น ซึ่งมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน และโรคหัวใจ

ซูชิ มีประโยชน์หรือไม่ ?

ซูชิ
ซูชิ

การศึกษาพบว่าผู้ที่ปฏิบัติตามแนวทางอาหารญี่ปุ่น มีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่าร้อยละ 15 สิ่งนี้จะรวมถึงการกินอาหารอย่างซูชิ ปลา ผักดอง มิโซะ และสาหร่ายทะเล

สิ่งที่กล่าวมานี้มีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก ตั้งแต่ไอโอดีนในสาหร่าย ที่ช่วยปรับปรุงสุขภาพของต่อมไทรอยด์ รวมถึงวิตามินเอ ที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง และผิวพรรณเปล่งปลั่งมากยิ่งขึ้น

การศึกษาจำนวนมากยังชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของการบริโภคปลาเป็นประจำ และได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่เพียงพอ รวมถึงความเสี่ยงที่ลดลงของโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ภาวะซึมเศร้า และปัญหาภูมิต้านทานผิดปกติ

ดังนั้นการเลือกทานซูชิอย่างชาญฉลาด ควรเลือกทานในปริมาณพอดี โดยเฉพาะซูชิที่มีคาร์โบไฮเดรตและแคลอรี่สูง ควรเลือกทานมากสุดเพียง 1 ม้วน ควบคู่ไปกับสลัดผัก หรือซุปมิโซะ หรือควรเลือกซูชิที่ห่อด้วยแตงกวาแทนข้าวขาว สิ่งนี้อาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพของคุณมากกว่า

และอย่าลืมว่า ปลาบางชนิดมีปริมาณสารปรอทสูงซึ่งควรหลีกเลี่ยง เช่น ปลาฉลาม ปลาทูน่า ปลาแมคเคอเรล และปลากระโทง ฯลฯ ซึ่งมีอันตรายต่อสุขภาพ หากได้รับในปริมาณสูง สามารถนำไปสู่ปัญหาสุขภาพได้ เช่น ซึมเศร้า น้ำหนักลด เหนื่อยล้า สูญเสียความทรงจำ และปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาทที่รุนแรง ดังนั้นการเลือกปลาปรอทต่ำ เช่น ปลาแซลมอน ปลาไหล ปู ปลาเทราท์ หรือกุ้ง อาจเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากกว่า

ทำไม 8 อาหารชนิดนี้ ควรกินหลังจากการ วิ่ง

วิ่ง แบบไหนที่เป็นเป้าหมายสำหรับคุณ แต่ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งเพื่อลดน้ำหนัก หรือวิ่งมาราธอน ก็เป็นเป้าหมายที่ดีสำหรับสุขภาพโดยรวมของคุณ และแม้ว่าคนส่วนใหญ่จะเน้นการกินอาหารก่อนวิ่งก็ตาม แต่การเลือกกินอาหารหลังจากการวิ่ง ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

อาหารที่ดีหลังจากการ วิ่ง ?

วิ่ง
วิ่ง

1. ข้าวโอ๊ต



ข้าวโอ๊ตเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่มีคุณภาพสูง อุดมไปด้วยเบต้ากลูแคนซึ่งเป็นใยอาหารชนิดละลายน้ำ ที่เชื่อมโยงกับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่ดี และลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ

แม้ว่าโดยทั่วไปคนส่วนใหญ่ มักนิยมทานข้าวโอ๊ตเป็นอาหารเช้า แต่นี่เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ดีในการเติมพลัง และบำรุงสุขภาพสำหรับการทานหลังวิ่งมาราธอน

2. ปลาแซลมอน

ปลาแซลมอน ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งโปรตีนชั้นเลิศเท่านั้น แต่ยังอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ดีต่อสุขภาพ มีคุณสมบัติที่ช่วยในการต่อต้านการอักเสบ

การศึกษายังพบอีกว่าแซลมอน ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม โรคหัวใจ และการเสื่อมสภาพของจิตใจ

ที่สำคัญยังเป็นอาหาร ที่เหมาะสำหรับการรับประทานหลังจากการวิ่ง โดยเฉพาะนักวิ่งมาราธอน เพราะพวกมันเชื่อมโยงกับการฟื้นฟูสภาพร่างกาย หลังการออกกำลังกาย

3. ถั่ว

โปรตีนจากถั่วเป็นทางเลือกที่ดียอดเยี่ยมสำหรับนักวิ่ง เพราะมีการวิจัยพบว่าโปรตีนจากถั่ว ช่วยในการซ่อมแซมกล้ามเนื้อ และฟื้นฟูสภาพร่างกาย

ในการศึกษาเป็นเวลา 8 สัปดาห์ ใน 15 คน ที่ได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มงวด 4 ครั้งต่อสัปดาห์ พบว่าการบริโภคโปรตีนถั่วก่อนหรือหลังออกกำลังกาย ให้ผลลัพธ์ที่คล้ายคลึงกับเวย์โปรตีน ในเรื่องความหนา และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

4. แตงโม

แตงโมอุดมไปด้วยสารประกอบไลโคปีนและซิทรูลีน โดยซิทรูลีนช่วยให้ร่างกายของคุณผลิตไนตริกออกไซด์ ซึ่งอาจช่วยชะลอความเหนื่อยล้า จากการออกกำลังกายและช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ

และในแตงโมมีน้ำ 91 % ที่สามารถช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายของคุณ หลังจากการวิ่งให้ดีขึ้นได้ด้วย

5. ผักสลัด

ผักสลัดอุดมไปด้วยสารอาหารหลายชนิด มีแคลอรี่ต่ำ และมีใยอาหารที่ช่วยควบคุมความหิวได้ดี

อีกทั้งยังมีไนเตรตสูง ซึ่งเป็นสารประกอบที่ช่วยให้ร่างกายผลิตไนตริกออกไซด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโมเลกุลที่สำคัญที่สุด สำหรับสุขภาพของหลอดเลือด

การศึกษาแสดงให้เห็นว่า ไนเตรตในจากผัก สามารถเพิ่มประสิทธิภาพที่ช่วยชะลอความเมื่อยล้า

6. นมช็อคโกแลต

การเลือกดื่มนมช็อคโกแลตหลังจากการวิ่ง มันจะช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อ และเติมพลังงานให้กับร่างกายของคุณ เพราะนมช็อคโกแลตอุดมไปด้วยโปรตีนคุณภาพสูง และคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยได้อย่างรวดเร็ว

การศึกษาหนึ่งเป็นเวลาประมาณ 5 สัปดาห์ ในวัยรุ่น พบว่านมช็อคโกแลต ช่วยเพิ่มความแข็งแรงในการออกกำลังกายขึ้น 12.3 % เมื่อเทียบกับเครื่องดื่มคาร์โบไฮเดรตชนิดอื่น

7. กราโนล่า

การทานกราโนล่า เป็นการเพิ่มคาร์โบไฮเดรต วิตามิน และแร่ธาตุ ที่ดีต่อการเร่งการฟื้นฟูสภาพร่างกาย หลังการวิ่งมาราธอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

8. เวย์โปรตีน

การเลือกทานเวย์โปรตีน หลังจากการวิ่ง จึงตัวเลือกที่ดีที่สุด สำหรับการสร้างกล้ามเนื้อ เมื่อเทียบกับผงโปรตีนชนิดอื่น

และหากคุณเพิ่มผลไม้เข้าไปปั่นผสมรวมกับเวย์โปรตีน จึงจะเป็นการเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการที่ดี สำหรับสุขภาพร่างกาย

การเลือกรับประทานอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ หลังจากการวิ่งจะสามารถช่วยลดน้ำหนักได้ ในขณะที่การเลือกทานโปรตีนที่ดี จะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างกล้ามเนื้อของคุณ

7 อาหารสุขภาพ สามารถทำลาย ร่างกายของคุณได้

อาหารสุขภาพ ที่ใครหลายคนเลือกสรรค์เป็นอย่างดี ว่าดีที่สุดแล้วสำหรับสุขภาพ แต่จากการวิจัยแสดงให้เห็นว่า แม้แต่อาหารที่ดูธรรมดา และดีต่อสุขภาพ ก็อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกายได้

อาหารที่ทำลายร่างกาย ซึ่งเราสามารถหลีกเลี่ยงปัญหา ที่มากับอาหารเหล่านี้ได้ เพียงแค่คุณใส่ใจให้มากขึ้น !

7 อาหารสุขภาพ ทำลายร่างกาย ?

1. ชีส

ไม่มีสารเคมีที่เป็นพิษผสมอยู่ในชีส แต่มีช่วงระยะของจุลินทรีย์ก่อโรค ที่ทำให้เกิดพิษ สามารถเข้าไปในชีสได้ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิด Brucellosis เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่แพร่จากสัตว์สู่คน

และ Listeriosis เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียอย่างหนึ่ง ซึ่งมักทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบประสาท และภาวะเลือดมีแบคทีเรีย ในหมู่ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และทารกแรกเกิด



หากใช้นมที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อของสัตว์ ที่ป่วยในระหว่างการผลิต และนี่จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ที่คุณควรเลือกซื้อชีส จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และมีมาตรฐานรับรอง

2. ไก่

แบคทีเรีย Campylobacter ซึ่งเป็นแบคทีเรีย ที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร แม้เพียงน้ำหนึ่งหยด จากเนื้อไก่ดิบ ก็เพียงพอที่จะสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อได้ แบคทีเรียจะแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว เมื่อเราล้างเนื้อไก่

เพื่อความปลอดภัย คุณควรหลีกเลี่ยงการทานเนื้อไก่ดิบ หรือทานแบบสุกๆ ดิบๆ และควรทำความสะอาดเขียง และมีด ที่หั่นไก่ดิบ ให้สะอาดทุกครั้งเสมอ

3. โซดา

นอกจากความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตับ และทำให้เกิดโรคอ้วนแล้ว อีกเหตุผลหนึ่ง ที่คุณควรเลิกดื่มโซดาคือ มันมีผลกระทบโดยตรงต่อกระดูกของคุณ เพราะโซดามีทั้งกรดฟอสฟอริก และคาเฟอีน ซึ่งทำให้ความหนาแน่นของกระดูกลดลง และในที่สุด ก็จะนำไปสู่การเกิด โรคกระดูกพรุน

4. ไข่

การติดเชื้อซาลโมเนลลา ( Salmonella ) ที่มากับการขับถ่ายของไก่ที่ติดเชื้อ อาจเป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

หากคุณพบว่าเปลือกไข่ไม่สะอาด ควรใช้เวลาหนึ่งนาที ในการล้างให้สะอาด ก่อนนำไปประกอบอาหาร และควรเลือกซื้อไข่ไก่ จากแหล่งที่น่าเชื่อถือและปลอดภัย

5. ปลาทูน่า

อาหารสุขภาพ

เมื่อปลาทูน่าแช่แข็งละลาย และถูกเก็บไว้ในทางที่ผิด โปรตีนเป็นพิษ ที่เรียกว่า ” Scombrotoxin ” จะเกิดขึ้น มันสามารถทำให้อาหารเป็นพิษ อาจนำไปสู่ผื่นขึ้นตามผิวหนัง อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย เสียอัตราการเต้นของหัวใจสูง และอาจสูญเสียการมองเห็น

ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุด คุณควรละลายปลาทูน่า โดยไม่ให้มันสัมผัสกับอากาศ เมื่อนำออกมาจากช่องแช่แข็ง ควรละลายโดยวางปลาไว้ในช่องต่ำที่สุดของตู้เย็น โดยต้องไม่เปิดกล่อง

6. ไส้กรอก

จากการวิจัยพบว่า 12 % ของไส้กรอก และผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์อื่นๆ มีการติดเชื้อ Enterotoxigenic ที่สร้างสารซึ่งเป็นพิษต่อ ระบบทางเดินอาหาร และจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง สำหรับหญิงตั้งครรภ์ ทารกและเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ซึ่งสามารถทำให้เกิดความเสียหาย ต่อระบบประสาท และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

7. ผักกาดหอม

นักวิทยาศาสตร์จากศูนย์วิทยาศาสตร์ เพื่อสาธารณะประโยชน์ ได้วิเคราะห์สถิติในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา พวกเขาพยายามหาว่า อาหารชนิดใดที่นำไปสู่ จำนวนผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากอาหารมากที่สุด

ผักกาดหอม กลายเป็นหมายเลขหนึ่งที่มีพิษ แม้ว่าผักกาดหอม จะได้รับการบรรจุในแพคเกจ อย่างดี และพร้อมกิน แต่จะเป็นการดีกว่า หากคุณล้างมันให้สะอาด ก่อนรับประทานทุกครั้ง

คุณคิดว่า คุณควรทำตามคำแนะนำ ที่เราได้แบ่งปันไว้ในบทความนี้หรือไม่ ? ดีหรือไม่อย่างไร คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับเราได้

9 เมนู อาหารต้องห้าม ควรหลีกเลี่ยงเช่นเดียวกับไฟ

เพื่อไม่เป็นการทรมาน หรือเข้มงวดกับตัวเองมากเกินไป นักโภชนาการสมัยใหม่ จึงแนะนำเมนู อาหารเพื่อสุขภาพให้กิน และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยผู้เชี่ยวชาญได้สร้างตาราง และรายการผลิตภัณฑ์ตามคุณสมบัติทางโภชนาการ ให้เราทุกคนรู้ว่าไม่ควรทาน ขนมปังขาว อาหารทอด ขนม และโซดา

แต่ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกมากมาย ที่ควรจะอยู่ในรายการอาหารต้องห้าม เพราะอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย โดยที่อาจคาดไม่ถึง

9 เมนู อาหารต้องห้าม ?

1. ผักชีฝรั่ง

ผักชีฝรั่ง อาจเป็นอันตรายได้จริงๆ ซึ่งไม่ควรเพิ่มลงในสลัด และราดด้วยมายองเนส ครีมเปรี้ยว หรือน้ำมัน เนื่องจากผักชีฝรั่ง สามารถเริ่มปล่อยไนไตรท์ และเปลี่ยนเป็นพิษภายใน 30 นาที

นักโภชนาการแนะนำว่า อย่าเพิ่มผักชีฝรั่งลงในจานใดๆ ควรแยกเสิร์ฟ เพื่อที่จะรักษาองค์ประกอบที่มีประโยชน์ทั้งหมดไว้



2. ผลไม้อบแห้ง

ผลไม้อบแห้ง หรืออบกรอบ ปัจจุบันได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่ผู้ที่กินอาหารเพื่อสุขภาพ แต่ผู้ผลิตส่วนใหญ่ มักใช้วิธีเดียวกันในการผลิต

ที่มีกระบวนการทางเคมี ที่ผ่านก่อนการอบแห้ง ทำให้ผลไม้มีลักษณะและรสชาติที่ดี ยิ่งไปกว่านั้นกระบวนการนี้ ยังช่วยยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ ได้เกือบ 3 เท่า

ดังนั้นก่อนเลือกซื้อผลไม้อบแห้ง ควรใส่ใจกับสี ความแวววาว รวมถึงกลิ่นและลักษณะผิวของผลไม้

3. ซอส

เพราะซอสต่างๆ ที่วางขายตามร้านค้า เช่น ซอสมะเขือเทศ มัสตาร์ต มายองเนส และซอสอื่นๆ นั้นมักมีน้ำตาลอยู่

นักโภชนาการอธิบายว่า ” มันถูกกว่า ที่จะเติมน้ำตาลแทนมะเขือเทศธรรมชาติ เพื่อเพิ่มรสชาติ จึงแนะนำว่า ควรเลือกใช้น้ำมันมะกอก หรือบดมะเขือเทศด้วยตัวเอง และเพิ่มเครื่องเทศ จึงจะดีกว่า “

4. โยเกิร์ตหวาน

แน่นอนว่าโยเกิร์ตดีต่อร่างกายของเราอย่างแน่นอน แต่ควรทานโดยไม่ใส่น้ำตาล หรือสารปรุงแต่งใด

นักโภชนาการแนะนำ ให้หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์นม ที่มีสารเพิ่มความข้น และแป้ง ควรเพิ่มผลไม้เบอร์รี่สด เครื่องเทศ ลงในโยเกิร์ตแทนจะดีกว่า

5. ข้าว

ได้มีการกล่าวว่าข้าว เป็นเหมือนขนมปัง และในทางโภชนาการข้าวขาว มีประโยชน์น้อยที่สุด มีคาร์โบไฮเดรตจำนวนมาก ที่สามารถทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น

หากต้องการทานข้าว ควรเลือกทานข้าวซ้อมมือ เช่น ข้าวกล้อง หรือข้าวไรซ์เบอร์รี่แทน จึงจะดีสำหรับสุขภาพ

6. ข้าวโพด

หลังจากการตรวจสอบที่แตกต่างกัน นักวิทยาศาสตร์ได้สรุปว่า ข้าวโพดดัดแปลงมีผลต่อสิ่งมีชีวิตบนบกและในน้ำ พวกเขาสังเกตุเห็นว่า เกสรจากข้าวโพดดัดแปลงมีพิษที่เป็นอันตราย ซึ่งในหลายประเทศ ข้าวโพดประเภทนี้ได้ถูกห้าม

จึงไม่แนะนำให้กินข้าวโพดกระป๋อง หรือผลิตภัณฑ์อาหารกระป๋องอื่นๆ จะดีกว่าหากนำมาต้ม หรืออบด้วยตัวเอง

7. องุ่น

ฟังดูน่าแปลกใจ ที่องุ่นจะไม่ดีต่อสุขภาพ แต่ความหวานขององุ่น ทำให้เรากินทั้งพวงหมดได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งทำให้ร่างกายของเรา ได้รับน้ำตาลมากเกินไป ในคราวเดียวกัน

นักโภชนาการกล่าวว่า เราควรผสมองุ่นกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ อย่างชาญฉลาด ซึ่งเราไม่ควรกินองุ่นพร้อมกับอาหารคาว ปลา แตงกวา เบียร์ หรือนม

8. ปลาที่ปรุงผิด

ปลามีไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายสูง มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ดีต่อสุขภาพ แต่นักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยฮาวาย ได้ศึกษาโครงสร้างทางเคมี ของอาหารประเภทปลา ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

และสรุปได้ว่า ปลาที่กำลังได้รับความนิยม คือปลาอบ ซึ่งทำให้ปริมาณสารอาหารที่มีประโยชน์ลดลงไปมากที่สุด

โดยผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจชาวอเมริกันอ้างว่า ปลาทอดรมควัน และเค็มนั้น เป็นอันตรายต่อสุขภาพจริงๆ

9. นมถั่ว

น้ำนมที่ผลิตมาจากอัลมอนด์ มะพร้าว ที่มีขายตามร้านค้าทั่วไป ส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยน้ำตาล และแน่นอนว่าทำให้แคลอรี่เพิ่มขึ้น

ดังนั้นจะดีกว่า หากเลือกทานน้ำนมอัลมอนด์ หรือน้ำนมมะพร้าว ที่เป็นผลิตภัณฑ์ออแกนิค ที่สะอาดและไว้วางใจได้

คุณกินผลิตภัณฑ์เหล่านี้บ้างหรือไม่ และคุณพร้อมที่งด หรือลดปริมาณของอาหารเหล่านี้ ลงอย่างไร ?