รู้หรือไม่ว่า แค่โพสต์รูป ก็รู้แล้วว่า กำลังป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

นักวิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ( Harvard University ) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเวอร์มอนต์ ( University of Vermont )… ได้รวบรวมรูปทั้งหมดจำนวน 43,950 รูป จากอาสาสมัครทั้งหมดจำนวน 166 คน…จากการศึกษาพบมีผู้ป่วยที่เป็น โรคซึมเศร้า จริงอยู่ทั้งหมดจำนวน 71 คน

หลังจากที่พวกเขาได้นำรูปทั้งหมด ไปทำนายผ่านคอมพิวเตอร์ AI … ว่าคนไหน โพสต์รูปยังไง
แล้วบ่งบอกว่า…คนนั้นป่วยเป็นโรคซึมเศร้าบ้าง!?

และบอกได้เลยว่าความแม่นยำของ computer AI มีมากถึง 70%

หลังจากที่พวกเขาได้อ่านแล้ว พวกเขาได้ผลการวิเคราะห์ออกมาว่า…จุดสังเกตุของคน
ที่โพสต์ภาพแล้วเป็นโรคซึมเศร้า มีอะไรบ้าง?

5 ภาพโพสต์ บอกเป็น โรคซึมเศร้า

  1. มักจะโพสต์ภาพโทนสีที่ไม่ค่อยสดใส โทนสีมืดๆ เช่น สีเทา ฯลฯ
  2. โพสต์ภาพที่เป็นสีโทนขาวดำเป็นส่วนใหญ่
  3. โพสต์ภาพที่อยู่คนเดียว ไม่ค่อยมีคนรอบข้าง ไม่มีสังคมอะไรมากมาย
  4. โพสต์ภาพที่สื่ออารมณ์เศร้าหรือเสียใจอยู่
  5. ภาพที่โพสต์จะมียอด Like น้อยกว่าคนที่ไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้า

แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้บอกนะ…ว่าคนที่โพสต์ภาพแบบนี้ทั้งหมด จะป่วยเป็นโรคซึมเศร้า อย่างที่บอกความแม่นยำของ computer AI มีมากถึง 70%

แล้วคุณเคยสังเกตุตัวเอง หรือคนรอบข้างบ้างหรือไม่? เพราะเมื่อไหร่ที่เราสังเกตุพบความผิดปกติ ที่อาจบ่งบอกถึงการป่วยได้เร็ว… เท่ากับว่าเราจะได้หาวิธีรักษาและป้องกันสิ่งที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดได้รวดเร็วขึ้น

จะเห็นได้ว่า เมื่อมีการพัฒนาทางด้านสมอง และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โรคซึมเศร้านั้น ยังคงอยู่กับคนกลุ่มที่มีความเครียดเสมอๆ ฉะนั้น ควรต้องหมั่นตรวจสอบ และดูแลสุขภพาจิตให้เป็นปกติ มิเช่นนั้นจะทำให้เกิดอันตรายกับคนรอบข้าง และตัวของเราเอง

โอไมครอน (Omicron) โควิดสายพันธุ์ใหม่ หนีจากภูมิแอนติบอดีของมนุษย์ ได้มากถึง 80%

จากข้อมูลล่าสุด…ส่อพบผู้ป่วยโควิด สายพันธุ์โอไมครอน (Omicron) ในประเทศเพิ่มขึ้นอีก 3 ราย ซึ่งกำลังรอผลแล็บยืนยัน …นี่อาจเป็นสัญญาณบอกว่า…โอไมครอนเริ่มใกล้ตัวคนไทยมากขึ้น

ล่าสุด ดร.อนันต์ เผยผลวิจัยโอมิครอน
เฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana ของ นายอนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ให้ข้อมูลว่า…

นักวิจัยได้ทำการทำนายผล…จากข้อมูลการจับของแอนติบอดีชนิดต่างๆ… ที่แยกได้จากผู้ป่วย

และ จากข้อมูลการจับแอนติบอดีเหล่านั้น…ในการจับกับโปรตีนหนามสไปค์ของไวรัสสายพันธุ์ต่างๆ… โดยใช้สไปค์ของสายพันธุ์ Wuhan ดั้งเดิมเป็นตัวตั้งที่ 100% …

แล้วถามคำถามว่า การกลายพันธุ์บนตำแหน่งต่างๆ…ของส่วนโปรตีนสไปค์ที่ใช้จับกับโปรตีนตัวรับบนผิวเซลล์มีผลต่อ…การจับของแอนติบอดีเหล่านั้นอย่างไร?

สายพันธุ์เบต้าและมิว ที่ก่อนหน้านี้…เชื่อว่าหนีภูมิจากการจับของแอนติบอดีได้ดีที่สุด จะอยู่ที่ 0.4 หรือ หนีได้ 60%

เมื่อนำโอมิครอน (Omicron) มาใส่ในโปรแกรมนี้ดู ค่าที่ออกมาคือ 0.2 หรือ หนีได้ 80% …ซึ่งใกล้เคียงกับสไปค์ PMS20 ที่ยังไม่มีจริงในธรรมชาติ

แต่เป็นสไปค์…ที่นักวิจัยออกแบบสังเคราะห์ขึ้นจากการคาดการณ์ว่าจะหนีภูมิจากการจับแอนติบอดีของมนุษย์ได้ดีที่สุด…

ซึ่งถ้าการคำนวณอันนี้ใกล้เคียงของจริงจะแสดงว่า โอมิครอนอยู่ในระดับที่หนีภูมิได้สูงมาก

ย้ำอีกทีว่า…ค่านี้เกิดจากการคำนวณยังไม่ได้มีการพิสูจน์จริงด้วยไวรัสในห้องปฏิบัติการ … แต่เชื่อว่าข้อมูลของจริง… คงไม่หนีไปจากนี้เท่าไหร่ครับ

ข้อมูลจาก fb: Anan Jongkaewwattana

รู้หรือไม่ว่า โอกาสเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ เกี่ยวข้องกับการ ท่องเที่ยว

ผลวิจัย​เมื่อปี 2002 ข​อง มหา​วิทยา​ลัยเซอร์เรย์ (Surrey) ในประเทศอังกฤษ เปิดเ​ผยว่า…​คนที่ไม่​ค่​อยได้อ​อกไป ท่องเที่​ยว ​หรือ ไม่​ค่อยได้ออกเดินทาง ไ​ปไหนมาไหน…มีโอกาสเป็นโรคหัวใจ
มากกว่า ค​นที่เที่​ยวบ่อยๆ มากถึง 30%

ท่องเที่ยว บ่อยๆ ดีอย่างไร?

​การออกไปเ​ที่ย​วบ่อยๆ ​จะทำให้​มี​ควา​มสุขมา​กยิ่งขึ้น…แ​ละช่​วยใ​ห้สุข​ภา​พร่างกาย จิตใจดีขึ้นได้จริ​ง…เนื่องจากสมอง​จะ​มีกา​รคาดสถานกา​รณ์

และ เริ่มวางแผนล่วงหน้า หา​ก​การวางแผนท่องเที่ยวสำเร็​จ…ร่างกาย​จะผลิ​ตฮอ​ร์โมนโ​ดพามี​น ทุก​ครั้ง​ที่เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้​น จะทำให้รู้สึ​กดี เ​หมือน​ประ​ส​บความสำเร็​จ อะไรบา​งอย่างในชี​วิ​ต

สำหรับผู้ที่​ชื่น​ชอบ ​การท่องเที่ย​วแ​บบลุยๆ เช่น เดินป่า ฯลฯ ก็จะ​ยิ่​งทำให้สุขภาพแข็งแรงดีขึ้นไปอีก เพราะร่างกายได้ขยับ…เหมือนเป็นการออกกำลังไปด้วย

และตา​มข้อมู​ลใ​นปี 2013 จา​ก​การ​สำรวจพบ​ว่า การออกเดินทาง ช่วย​ลดควา​มเครี​ยด และโรคซึมเศร้า ได้ดีมากกว่า…คนที่ชอบเก็บ​ตั​วอยู่ค​นเดี​ยว

ส่​วนผู้ที่ไม่ไ​ด้ท่อ​งเที่ยว ติด​ต่อกันเ​ป็นเวลา​หลา​ยปี มากกว่า 30% มีโอกาสเสี่ยงเ​ป็​นโรคหัวใจ

ในทา​งจิ​ตวิท​ยา นอกจาก​สีเ​ขียวที่เรา​มั​กจะเห็น ตามธรรมชาติ…และมีอ​ยู่ในสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ทำให้คุณ​รู้สึกสด​ชื่​น และปลอดภัยแล้ว…ขณะเดียวกั​น สีฟ้าของน้ำทะเล ก็ทำใ​ห้เ​รารู้สึ​กผ่อนคลา​ย ​

ส่วนในบริเวณที่ชุ่​ม​ชื้น​…อ​ย่างชา​ยฝั่งทะเล แม่น้ำลำ​ธาร ​หรือ น้ำต​ก จะมี​ประจุไ​ฟฟ้าลบ ล​อ​ย​อยู่ในอา​กาศ…เมื่อ​กระท​บร่างกาย จะไ​ป​กระ​ตุ้นให้ร่างกาย สร้า​งสารเ​ซโ​รโทนิน ซึ่งทำใ​ห้เรารู้สึก​ส​งบ ผ่อน​คลา​ย และส​ดชื่น

รวมถึงเสียง​คลื่นกระ​ทบชา​ย​หาด เสียง​ลม และ เสี​ยงสั​ตว์ป่าในธรรมชาติ เ​ป็นเสี​ยงที่​มีโ​ทนเสียงปานกลางถึ​งต่ำ… ทำใ​ห้เรารู้สึ​กสง​บ ทุ​กครั้ง​ที่ไ​ด้ยิน

หากการออกเดินทางท่องเที่ยว…ไปยังโลกกว้าง เป็นสิ่งที่คุณรักและแสวงหา…ถึงเวลาแล้วที่ควรออกไปพักผ่อน เพราะนี่คือโอกาสดี ที่อาจช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจของคุณ

ผมแตกปลาย ผมแห้ง ผมชี้ฟู ผมไร้น้ำหนัก ที่แท้เกิดขึ้นเพราะรูขุมขน

สุขภาพของ เส้นผม ของคุณเป็นอย่างไรบ้าง… ผมแห้ง ผมชี้ฟู ผมร่วง ผมแตกปลาย หรือไม่? หากคุณกำลังเผชิญกับปัญหาเหล่านี้อยู่…บางทีปัญหาเหล่านี้…อาจเกิดจากรูพรุนของเส้นผมของคุณเองก็ได้ และนี่คือวิธีตรวจสอบว่า … เส้นผม … ของคุณมีรูพรุนมากน้อยแค่ไหน!?

รูพรุนของเส้นผม คือ หลุมหรือรูขุมขนของเส้นผม ที่สามารถเปิดกว้างเพื่อดูดซับฝุ่นละออง สิ่งสกปรก และสารเคมีต่างๆ แล้วแทรกซึมเข้าไปในส่วนลึกของโครงสร้างของเส้นผม

ผมแตกปลาย
ผมแตกปลาย

เส้นผมที่มีรูพรุนมาก เท่ากับว่าเส้นผมจะดูดซับของเหลวและความชื้นได้ดี รวมถึงสารเคมีด้วย
ซึ่งนำไปสู่ปัญหาต่างๆของเส้นผม ส่วนใหญ่มักจะรู้สึกแห้ง และมีแนวโน้มที่จะชี้ฟูมากกว่า…

เพื่อรักษารูพรุนของเส้นผม…คุณต้องบำรุงเส้นผมด้วยผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และพยายามหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องเป่าผมเพื่อป้องกันอาการแห้งและเปราะบางเกินไปของเส้นผม

ริ้วรอย และเส้นแนวนอนที่คอ อาจเป็นสัญญาณเตือนบางอย่างจากร่างกายของคุณ

ริ้วรอย เริ่มปรากฏเมื่อคุณอายุมากขึ้น…และสตรีวัยหมดประจำเดือน จะผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน…น้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ…สิ่งนี้ก็เพื่อรักษาความทนทานของกระดูก


และริ้วรอยลึกที่คอ…เป็นสัญญาณบ่งบอกว่ากระดูกของคุณเริ่มเปราะบาง และมีความหนาแน่นน้อยลง ซึ่งหมายความว่า…อันตรายจากการแตกหักของกระดูกจะสูงขึ้นมาก



อาหารเสริมแคลเซียม และวิตามินดี อาจเป็นความคิดที่ดีในการหลีกเลี่ยงโรคกระดูกพรุน

ริ้วรอย
ริ้วรอย

และริ้วรอยเหล่านี้ อาจบอกคุณด้วยว่า… ต่อมไทรอยด์ของคุณกำลังเริ่มมีปัญหา… และหากไม่ได้รับการรักษา ริ้วรอยร่องลึกนี้…มันอาจจะเริ่มปรากฏที่คอของคุณ รวมไปถึงบริเวณอื่นๆ ด้วย

คุณเคยสังเกตุหรือไม่ว่า…ที่คอของคุณ มีเส้นแนวนอนนี้บ้างหรือไม่…? หากมี นี้อาจถึงเวลา ที่คุณควรเช็คสุขภาพแล้ว

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อคุณเปิด ไฟ นอนหลับในเวลากลางคืน

การเปิด ไฟ นอนตอนเวลากลางคืน นี่อาจเป็นวิธีเดียวที่ช่วยให้คุณหายกลัว และเลิกกังวลกับบางสิ่งได้ ขณะที่คุณนอนหลับอยู่ และยิ่งไปกว่านั้น บางคนอาจชอบเปิดไฟทิ้งไว้ขณะนอนหลับ รู้หรือไม่ว่านี่อาจเป็นอันตรายที่ซ่อนอยู่ในแสงไฟ ที่คุณอาจไม่คาดคิด

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อคุณเปิดไฟนอนหลับในเวลากลางคืน

ไฟ
ไฟ

1.อาจทำให้คุณมีบุตรยาก

การศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่าการเปิดรับแสงในเวลากลางคืนสามารถเพิ่มความเสี่ยงของภาวะมีบุตรยาก จากการทดลองกับหนูเพศเมีย หนูที่นอนหลับโดยเปิดไฟในเวลากลางคืนมีแนวโน้มที่จะมีบุตรยาก เชื่อกันว่าจังหวะของ circadian (นาฬิกาภายในของร่างกาย) มีอิทธิพลต่อจังหวะเวลาของกระบวนการสืบพันธุ์ในสตรี

การศึกษาอื่นติดตามพยาบาลที่ทำงานกะกลางคืนและผลกระทบของการเปิดรับแสงในเวลากลางคืน ปรากฎว่าพยาบาลส่วนใหญ่บ่นว่ารอบเดือนผิดปกติ

2.อาจทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับหัวใจได้

เมลาโทนินไม่เพียงลดอุณหภูมิของร่างกาย แต่ยังช่วยลดความดันโลหิตด้วย หากคุณถูกแสงในเวลากลางคืน การผลิตเมลาโทนินของคุณจะลดลง ส่งผลให้ความดันโลหิตของคุณเพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน ความผันผวนตามปกติสามารถเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด

3.คุณอาจน้ำหนักเพิ่มขึ้น

แสงที่มากเกินไปในตอนกลางคืนอาจเป็นสาเหตุของการเผาผลาญอาหารได้ช้าลง นอกจากนี้ การสะดุ้งตื่นนอนตอนกลางคืนอาจทำให้อ้วนได้ การศึกษาที่ติดตามผู้หญิงมากกว่า 43,000 คนเปิดเผยว่าผู้ที่นอนกับทีวี น้ำหนักเพิ่มขึ้น

4.อาจทำให้ฮอร์โมนแก่ก่อนวัยเพิ่มขึ้น

แม้แต่แหล่งกำเนิดแสงเพียงแหล่งเดียวก็สามารถเปลี่ยนแปลงความสมดุลของฮอร์โมนได้ แสงจากสมาร์ทโฟน ทีวี หรือคอมพิวเตอร์มีส่วนทำให้ขาดเมลาโทนิน นอกจากนี้ กระบวนการทางชีววิทยาอื่นๆ ยังถูกรบกวนอีกด้วย ส่วนใหญ่แล้วเมลาโทนินจะหยุดหลั่งเมื่อเจอแสงสว่าง ซึ่งอาจจะเพิ่มฮอร์โมนที่แก่ก่อนวัยและช่วยลดฮอร์โมนต่อต้านวัยได้

5.คุณอาจเป็นโรคซึมเศร้า

การศึกษาพบว่า การเปิดรับแสงไฟในเวลากลางคืน เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า และการหยุดชะงักของจังหวะการเต้นของหัวใจอาจทำให้อาการซึมเศร้าที่มีอยู่แล้วแย่ลงไปอีก

คุณนอนเปิดไฟไหม… ถ้าไม่คุณจะทำให้ห้องของคุณมืดลงได้อย่างไร?

6 เหตุผล ทำไมเราจึงควรอาบน้ำในช่วงกลางคืน

แพทย์ผิวหนังแนะนำให้ อาบน้ำ ประมาณ 5 ถึง 10 นาทีต่อวัน  แม้ว่าเวลาที่คุณอาบน้ำจะขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวของคุณ แต่ผู้ที่เลือกอาบน้ำตอนกลางคืน สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ด้านความงาม และสุขภาพได้ดีกว่า

6 เหตุผล ทำไมเราจึงควรอาบน้ำในช่วงกลางคืน ?

1. ดีต่อผิวของคุณ

การอาบน้ำก่อนเข้านอนอาจช่วยรักษาสิวได้  เนื่องจากเส้นผมของเราเก็บสะสมแบคทีเรียอยู่ตลอดทั้งวัน และเมื่อศีรษะของคุณกระทบหมอน สิ่งสกปรกทั้งหมดเหล่านี้จะถูกส่งไปยังปลอกหมอนและใบหน้าของคุณ  เนื่องจากเซลล์ผิวของเราจะถูกสร้างใหม่ในขณะที่เรานอนหลับ การเข้านอนด้วยผิวที่สะอาดและสดชื่น ก็หมายความว่าเซลล์ผิวใหม่ของคุณจะแข็งแรงขึ้น

 2. ช่วยให้หลับเร็วขึ้น

การอาบน้ำก่อนเข้านอนช่วยให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย และเมื่อคุณอาบน้ำในเวลาที่เหมาะสม จะช่วยให้คุณนอนหลับได้ดีขึ้น  การอาบน้ำอุ่นนาน  90 นาที สามารถช่วยให้คุณหลับได้เร็วกว่าปกติประมาณ 10 นาที  สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะน้ำอุ่นช่วยลดอุณหภูมิของร่างกายคุณเล็กน้อย ซึ่งจะส่งสัญญาณไปยังร่างกายของคุณว่าถึงเวลาเข้านอนแล้วนะ

 3. ช่วยบรรเทาอาการแพ้ตามฤดูกาลได้

หากคุณมีอาการแพ้ตามฤดูกาล การอาบน้ำตอนกลางคืนอาจช่วยบรรเทาอาการได้  การอยู่ข้างนอกอาจทำให้คุณพบกับสารก่อภูมิแพ้ เช่น ละอองเกสร และฝุ่นละออง เข้าไปที่ผิวหนังและเสื้อผ้าของคุณ และหากคุณไม่อาบน้ำก่อนเข้านอน มันอาจจะจบลงที่ผ้าปูที่นอนของคุณ  หากคุณมีนิสัยไม่ชอบอาบน้ำในตอนกลางคืนก่อนเข้านอน  ให้ลองเปลี่ยนมาอาบน้ำตอนกลางคืนแทน เพื่อหลีกเลี่ยงอาการไม่พึงประสงค์

4. อาจป้องกันตะคริวของกล้ามเนื้อ

หากกล้ามเนื้อของคุณรู้สึกเจ็บปวดและเจ็บหลังจากทำงานมาทั้งวัน การอาบน้ำอุ่นอาจช่วยบรรเทาอาการไม่สบายได้  เมื่อน้ำอุ่นกระทบร่างกาย จะช่วยบรรเทาความตึงเครียดของกล้ามเนื้อและช่วยให้นอนหลับสบายตลอดคืน  การอาบน้ำอุ่นยังสามารถป้องกันตะคริวที่ขาในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นอาการทั่วไปที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนมากถึง 60 เปอร์เซ็นต์



5. ช่วยต่อสู้กับอาการเหงื่อออกตอนกลางคืน

แม้ว่าการอาบน้ำตอนเช้าเป็นวิธีที่ดี ที่ช่วยทำให้สดชื่นก่อนเผชิญกับวันใหม่ แต่การอาบน้ำตอนกลางคืนสามารถช่วยป้องกันกลิ่นตัวได้จริง  และการอาบน้ำช่วงเย็นก่อนนอน อาจช่วยลดเหงื่อออกตอนกลางคืนที่หลายคนต้องทนทุกข์ทรมานได้

6. ผมของคุณจะแข็งแรงขึ้น

หากคุณสระผมในตอนเย็น คุณจะมีเวลามากขึ้นในการปล่อยให้ผมแห้งตามธรรมชาติ  ในทางกลับกันจะช่วยให้เส้นผมของคุณเงางามและเด้งได้ยาวนานขึ้น เนื่องจากช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น  แต่การเป่าผมให้แห้งในตอนเช้าอาจทำให้เส้นผมเสียหาย ทำให้เส้นผมอ่อนแอได้ง่าย

 แล้วคุณหล่ะ…ชอบอาบน้ำก่อนเข้านอนหรือไม่? แล้วคุณคิดอย่างไร หากต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการอาบน้ำใหม่…

7 เหตุผลว่าทำไมคุณควรถอดเครื่องประดับ ก่อนเข้านอน

มีหลายคนที่มักชอบสวมแหวนหมั้น หรือสวมแหวนแต่งงานขณะนอนหลับ เพราะนั่นอาจเป็น เครื่องประดับ ชิ้นพิเศษที่คุณไม่อยากถอดออกเลย และบางครั้งเราก็เหนื่อยเกินกว่าที่จะถอดแหวนและกำไล ออกก่อนที่เราจะทิ้งตัวนอนลงบนที่นอนนุ่มๆของเรา แม้ว่าการสวมเครื่องประดับขณะนอนหลับอาจไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับเรา แต่มันก็มีข้อเสียที่ร้ายแรงบางประการในการสวมใส่พวกมันในขณะที่เรานอนพักผ่อนในตอนกลางคืน

1. เครื่องประดับหมองคล้ำ

อาจทำให้เครื่องประดับชิ้นโปรดของคุณหมองได้ เนื่องจากขณะที่เรานอนหลับจะมีเหงื่อออก และเหงื่อที่ตกกระทบบนเครื่องประดับ จะทำให้ความเงางามของเครื่องประดับมัวหมองลงได้

2. อาจรบกวนการนอนหลับของคุณ

การนอนโดยสวมสร้อยคอ อาจทำให้การพักผ่อนในตอนกลางคืนของคุณตกอยู่ในความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณเป็นคนนอนพลิกตัวไปมาบ่อย สร้อยคออาจพันกับเส้นผมหรือพันรอบคอ ซึ่งเป็นการรบกวนการนอนหลับของคุณ หากสร้อยคอชิ้นโปรดของคุณมีจี้หรือเครื่องราง พวกมันสามารถสะกิดคุณขณะหลับและปลุกคุณให้ตื่นได้

3. ติ่งหูของคุณอาจหย่อนคล้อย

การใส่ตุ้มหูขณะนอนหลับอาจทำให้รู้สึกไม่สบาย การใส่ตุ้มหูขนาดใหญ่และหนัก อาจทำให้ใบหูของคุณยืดออกได้ ติ่งหูอาจสูญเสียความยืดหยุ่น และหากคุณไม่ให้เวลาพักกับหูตอนกลางคืน พวกมันอาจฉีกขาดและหย่อนยาน

4. การถอดแหวนในตอนเช้าเป็นเรื่องยาก

คุณอาจสังเกตเห็นว่ามือและนิ้วของคุณดูใหญ่ขึ้นเล็กน้อยในตอนเช้า สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะเมื่อเรานอนนิ่งๆ ในตอนกลางคืน ของเหลวจะสะสมภายในเนื้อเยื่อและทำให้เราตื่นขึ้นด้วยมือที่บวมเล็กน้อย หากคุณหลับโดยสวมแหวน การถอดแหวนในตอนเช้าจะยากกว่ามาก หากต้องการถอดแหวนออกจากนิ้วที่บวม คุณจะต้องใช้สบู่เหลวหรือน้ำมันพืชเพื่อช่วยให้แหวนหลุดออก หรือแม้กระทั่งเอามือแช่น้ำเย็นจัดเพื่อลดอาการบวม



5. อาจทำให้ผิวระคายเคือง

วัสดุบางอย่างที่ใช้ทำเครื่องประดับ เช่น นิกเกิล อาจทำให้เกิดอาการแพ้และทำให้ผิวของคุณมีผื่นแดงและคัน และถึงแม้ว่าทองคำและเงินอาจฟังดูเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัย แต่พวกมันก็มักจะมีโลหะอื่นๆ ผสมอยู่ด้วย หากคุณมีผิวที่บอบบางและแพ้ง่าย ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าอัญมณีของคุณทำจากทองคำ 14k ขึ้นไป กะรัตที่สูงขึ้นหมายความว่าอาจทำให้มีโอกาสน้อยที่จะทำให้เกิดปฏิกิริยาที่ก่อให้เกิดอาการแพ้

6. อาจทำให้เกิดการสะสมของแบคทีเรีย

หากคุณไม่ถอดเครื่องประดับออกเพื่อทำความสะอาดอย่างถูกต้อง เครื่องประดับชิ้นโปรดของคุณอาจกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของสิ่งสกปรกและแบคทีเรีย วงแหวนที่สัมผัสใกล้ชิดกับผิวหนังทำหน้าที่เป็นกับดักความชื้น สร้างสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์แบบสำหรับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคและแบคทีเรีย

7.กลิ่นเหม็น

การใส่ตุ้มหูตอนกลางคืนอาจทำให้มีกลิ่นเหม็นได้ เมื่อความมันที่ผิวหนังหลั่งออกมาผสมกับเซลล์ผิวที่ตายแล้วและแบคทีเรีย มันจะทำให้รูหูที่เจาะของคุณมีกลิ่นเหม็น

คุณสวมเครื่องประดับของคุณขณะนอนหลับหรือไม่? แล้วคุณคิดอย่างไร หากคุณต้องถอดเครื่องประดับชิ้นโปรดของคุณออกก่อนเข้านอนทุกวัน…

9 สิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายของเรา เมื่อเราเป็น มังสวิรัติ

ทุกวันนี้ผู้คนจำนวนมาก ตัดสินใจทาน มังสวิรัติ สิ่งนี้ไม่เพียงเปลี่ยนร่างกายของคุณเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อโลกอีกด้วย ผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติสามารถสัมผัสประสบการณ์บางอย่างที่แตกต่างจากผู้กินเนื้อสัตว์

คุณว่าเกิดอะไรขึ้นกับเราเมื่อเราทาน มังสวิรัติ มันมีผลลัพธ์มีทั้งด้านบวกและด้านลบอย่างไร…?

1. คุณอาจนอนหลับได้ดีขึ้น

“กินอาหารที่มีเส้นใยมากขึ้นและไขมันอิ่มตัวน้อยลง” การศึกษาพบว่านี่อาจเป็นสูตรที่สมบูรณ์แบบสำหรับการนอนหลับสบายตลอดคืน ด้วยการรับประทานอาหารที่มีพืชเป็นส่วนประกอบเป็นหลัก คุณอาจกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่กระตุ้นการหลั่งของเซโรโทนินที่ช่วยให้คุณนอนหลับ ซึ่งหมายความว่าการกินอาหารประเภทแป้ง เช่น ข้าวและมันฝรั่งก่อนนอนสามารถช่วยให้คุณนอนหลับได้ดีขึ้น

2. คุณอาจลดน้ำหนักได้บ้าง

จากการศึกษาหลายชิ้นพบว่าการทานมังสวิรัติส่งผลต่อน้ำหนักของคุณ ในการศึกษาหนึ่ง ทั้งผู้ใหญ่และเด็กที่รับประทานอาหารมังสวิรัติ ที่จริงแล้วเด็กที่รับประทานอาหารมังสวิรัติลดน้ำหนักได้ 3.1 กก โดยเฉลี่ยในระหว่างช่วงการศึกษา

3. ฮอร์โมนของคุณสามารถเปลี่ยนแปลงได้

แม้ว่าถั่วเหลืองสามารถทดแทนเนื้อสัตว์ได้ดี แต่การรับประทานถั่วเหลืองมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้หากคุณเปลี่ยนโปรตีนจากเนื้อสัตว์เป็นโปรตีนถั่วเหลืองเป็นประจำ พบว่าการกินถั่วเหลืองในปริมาณมากสามารถทำลายต่อมไทรอยด์ ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมฮอร์โมนและความสมดุล สิ่งนี้สามารถนำไปสู่ความไม่สมดุล ซึ่งหมายความว่ามันอาจจะดีต่อสุขภาพมากกว่าที่จะหาสิ่งทดแทนอื่น ๆ

4. ข้อของคุณอักเสบน้อยลง

อาหารอย่างเนย ชีส และเบอร์เกอร์สามารถทำให้เกิดการอักเสบของข้อต่อของคุณได้เนื่องจากมีไขมันอิ่มตัวสูง งานวิจัยใหม่แสดงให้เห็นว่าการรับประทานอาหารจากพืชโดยเฉพาะการทานมังสวิรัติสามารถช่วยลดอาการของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคุณจะไม่กินไขมันอิ่มตัวมากนัก และเพราะคุณกินอาหารที่ต่อสู้กับการอักเสบได้จริง

5. คุณลิ้มรสสิ่งต่าง ๆ

การเปลี่ยนจากอาหารขยะและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่มีเกลือ ไขมัน และน้ำตาลสูง อาจส่งผลต่อต่อมรับรสของคุณ ความไวของต่อมรับรสของคุณจะเปลี่ยนไปเมื่อคุณเริ่มรับประทานอาหารที่เน้นพืชเป็นหลักและตัดผลิตภัณฑ์จากสัตว์และไขมันออก นี่หมายความว่าคุณค้นพบความรักครั้งใหม่ต่ออาหารที่คุณไม่เคยชอบมาก่อน

6. ผิวของคุณอาจกระจ่างใสขึ้น

สิ่งที่เรากินเข้าไปส่งผลโดยตรงต่อผิวของเรา การศึกษาแนะนำว่าการรับประทานอาหารที่มีพืชเป็นส่วนประกอบหลักสามารถขจัดสิวได้ และโดยทั่วไปแล้วจะทำให้สุขภาพผิวของคุณดีขึ้น การจำกัดการบริโภคผลิตภัณฑ์จากนมและการรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติมากขึ้น อาจเป็นผลดีต่อผิวของคุณ ดูเหมือนว่าการทานผลิตภัณฑ์จากนมมาก ๆ อาจส่งผลเสียต่อผิวของคุณเนื่องจากฮอร์โมนและสเตียรอยด์มีอยู่ตามธรรมชาติ



7. กลิ่นตัวของคุณเปลี่ยนไป

แม้ว่าการรับประทานเนื้อสัตว์จะทำให้คุณปล่อยสารพิษที่ส่งกลิ่นแรง แต่ผักและธัญพืชก็เปลี่ยนกลิ่นของคุณได้เช่นกัน ผักบางชนิดมีกำมะถันตามธรรมชาติอยู่มาก เช่น กะหล่ำปลีและหัวหอม เมื่ออาหารของคุณประกอบด้วยสิ่งเหล่านี้ เหงื่อและลมหายใจของคุณจะเริ่มมีกลิ่นเหมือนอาหารที่สลายในร่างกาย

8. คุณมีพลังงานมากขึ้น

การกินอาหารที่เน้นพืชเป็นหลักจะทำให้ร่างกายย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น ซึ่งหมายความว่าร่างกายไม่ได้ทำงานหนักเกินไป เมื่อระบบย่อยอาหารทำงานหนักเกินไป คุณจะรู้สึกเซื่องซึมและมีพลังงานน้อย ดังนั้นการรับประทานอาหารมังสวิรัติจึงหมายความว่าระดับพลังงานของคุณสูงขึ้น และคุณอาจสังเกตเห็นว่าคุณมีประสิทธิผลมากขึ้นในระหว่างวัน

9. กระดูกของคุณอาจแตกหักได้ง่ายขึ้น

การรับประทานอาหารมังสวิรัติอาจหมายความว่าคุณสามารถมีแคลเซียมและวิตามินดีในระดับที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ใช่มังสวิรัติ การทำเช่นนี้อาจทำให้คุณมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุน ซึ่งความหนาแน่นของกระดูกของคุณลดลงและสามารถแตกหักได้ง่ายขึ้น ตามการศึกษาใหม่ของอ็อกซ์ฟอร์ด พวกเขากล่าวว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะมังสวิรัติมีค่าดัชนีมวลกายต่ำกว่า เนื่องจากพวกเขามีแนวโน้มที่จะกระดูกสะโพก ขา และกระดูกสันหลังหัก

คุณเคยยอมงดทานเนื้อสัตว์และนมหรือไม่? แล้วพบการเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่างไรบ้าง…?

7 อาหารยอดนิยม ที่ซ่อน น้ำตาลไว้มากกว่าที่คุณคิด

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าผู้หญิงควรบริโภค น้ำตาล เพียง 24 กรัมต่อวัน ในขณะที่ผู้ชายควรได้รับสูงสุด 36 กรัม แต่คุณรู้หรือไม่ว่า…โซดากระป๋องมีน้ำตาลเกือบ 40 กรัมอยู่แล้ว? ทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่าน้ำอัดลมมีน้ำตาลสูง แต่ยังมีหลายคนที่ไม่ทราบว่าซุปมะเขือเทศกระป๋องมีน้ำตาลมากถึง 20 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค และน้ำแอปเปิ้ล แม้จะติดฉลากว่าไม่หวาน แต่มันมีน้ำตาลมากถึง 25 กรัมต่อถ้วยเลยทีเดียว รวมถึงอาหารบางชนิดที่เราเคยคิดว่า เป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และมีน้ำตาลต่ำ นั่นอาจไม่ใช่อย่างที่คุณคิดอีกต่อไป

7 อาหารยอดนิยม ที่ซ่อน น้ำตาล ไว้มากกว่าที่คุณคิด

1. โยเกิร์ตไขมันต่ำ

แม้ว่าอาหารที่มีไขมันต่ำอาจดึงดูดผู้ที่ต้องการมีสุขภาพดี แต่ก็ไม่ใช่ว่าทั้งหมดจะดีสำหรับคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพูดถึงโยเกิร์ต โยเกิร์ตธรรมดาจะเต็มไปด้วยไขมันและน้ำตาล 4.7 กรัม ในขณะที่กรีกโยเกิร์ตหนึ่งถ้วยอาจมีน้ำตาลได้มากถึง 6 ถึง 12 กรัม ที่เป็นเช่นนี้เพราะการเติมน้ำตาลเป็นตัวเลือกที่ใช้เพื่อชดเชยการสูญเสียรสชาติ นอกจากนี้โยเกิร์ตไขมันต่ำอาจปรุงแต่งด้วยรสชาติหลายชนิด รวมถึงอาจมีสารให้ความหวานในรูปแบบที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น ซูโครสหรือน้ำเชื่อมข้าวโพดฟรุกโตสสูง

2. น้ำสลัดไร้ไขมัน

เช่นเดียวกับโยเกิร์ต น้ำสลัดที่มีไขมันและแคลอรี่น้อยจะมีปริมาณน้ำตาลเพิ่มขึ้น น้ำสลัดที่คุณชอบซื้อตามร้าน 2 ช้อนโต๊ะอาจเติมน้ำตาลได้มากถึง 10 กรัม ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้คุณทำน้ำสลัดเองที่บ้านเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล สารกันบูด หรือส่วนผสมที่ไม่ดีต่อสุขภาพอื่นๆ

น้ำสลัดเพื่อสุขภาพที่คุณสามารถทำได้เองที่บ้านง่ายๆ คือ ได้จากส่วนผสม 3 อย่าง ได้แก่ น้ำมันมะกอก น้ำส้มสายชู 2 ส่วน เกลือและพริกไทย

3. ผลไม้อบแห้ง

ผลไม้แห้ง ถือเป็นอาหารว่างที่ดีต่อสุขภาพ คล้ายกับผลไม้สด มันอุดมไปด้วยวิตามิน ไฟเบอร์ และสารต้านอนุมูลอิสระ อย่างไรก็ตาม เมื่อผลไม้ถูกคายน้ำ ปริมาณน้ำจะถูกลบออก ปล่อยให้น้ำตาลทั้งหมดอัดแน่นในผลไม้ที่เหี่ยวแห้ง ทำให้พวกมันมีน้ำตาลธรรมชาติสูงมาก

4. ซุปกระป๋อง

คุณอาจคิดว่าซุปผักที่ซื้อจากร้านนั้นดีต่อสุขภาพ และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่เมื่อคุณลองดูข้อมูลโภชนาการ คุณจะสังเกตเห็นว่าปริมาณน้ำตาลในกระป๋องเดียว สามารถครอบคลุมปริมาณน้ำตาลทั้งหมดที่คุณต้องการในแต่ละวันเลยทีเดียว แต่นี่เป็นเรื่องปกติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในซอสที่ทำจากมะเขือเทศ เนื่องจากน้ำตาลถูกใช้เพื่อทำให้ความเป็นกรดของมะเขือเทศสมดุล



5. ซอสมะเขือเทศ

ซอสขวดนี้เป็นเครื่องปรุงรสที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ซอสมะเขือเทศมีรสหวาน เปรี้ยวผสมกัน ซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุดในเบอร์เกอร์ ฟาสต์ฟู้ด และเป็นน้ำจิ้มสำหรับเฟรนช์ฟรายส์ อย่างไรก็ตาม ซอสมะเขือเทศหนึ่งช้อนโต๊ะเทียบเท่ากับการใส่น้ำตาลทั้งก้อนในปากของคุณ โดยมีน้ำตาลประมาณ 4 กรัมต่อช้อนโต๊ะ และซอสมะเขือเทศในเชิงพาณิชย์ส่วนใหญ่มีน้ำเชื่อมข้าวโพดฟรุกโตสสูงจำนวนมาก ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับโรคอ้วนและโรคหัวใจ

6. เนยถั่ว

เนยถั่วเป็นแหล่งโปรตีนยอดนิยม และเป็นวัตถุดิบหลักในตู้กับข้าวของคนรักสุขภาพ แม้ว่าเนยถั่วชนิดธรรมชาติจะมีน้ำตาลเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลยก็ตาม แต่เนยถั่วในเชิงพาณิชย์จำนวนมากนั้นเต็มไปด้วยน้ำมันที่ไม่ดีต่อสุขภาพและน้ำตาลที่เติมเข้าไป ที่อาจนำไปสู่อันตรายได้ แบรนด์ยอดนิยมบางยี่ห้ออาจมีน้ำตาลได้มากถึง 8 กรัมต่อ 2 ช้อนโต๊ะ นักโภชนาการแนะนำให้อ่านฉลากส่วนผสมของเนยถั่ว เพื่อดูว่าอันไหนเป็นธรรมชาติและดีต่อสุขภาพมากที่สุด

7. มันฝรั่งทอด

มันฝรั่งทอดแผ่นโปรดหนึ่งถุงสามารถมีน้ำตาลได้ประมาณ 3% -5% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมันฝรั่งทอดที่มีรสชาติ มันฝรั่งทอดรสบาร์บีคิว 15 ชิ้นอาจมีน้ำตาลได้ 2 กรัม มันฝรั่งทอดยังมีคาร์โบไฮเดรตสูง ซึ่งร่างกายของคุณจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลที่เรียกว่ากลูโคส นักโภชนาการแนะนำว่าควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะเพื่อป้องกันการเจ็บป่วย

แล้วอาหารที่มีน้ำตาลสูงชนิดใด…ที่ทำให้คุณประหลาดใจมากที่สุด ?