7 ประโยชน์ของ ส้มโอ ดีต่อร่างกายคุณอย่างไร

ส้มโอ เป็นผลไม้ที่มีขนาดใหญ่กว่าผลส้ม มีเนื้อสีเขียวหรือเหลือง เปลือกหนาและซีด มีรสหวานอมเปรี้ยว มันมีวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เช่น โปรตีน ไฟเบอร์ คาร์โบโฮเดรต วิตามินซี และโพแทสเซียม ฯลฯ ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูง และดีสำหรับสุขภาพของคุณอย่างมาก

7 ประโยชน์ของ ส้มโอ คืออะไร ?



1. บำรุงหัวใจ

มันช่วยส่งเสริมสุขภาพหัวใจ โดยการลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี และจากการศึกษาในสัตว์พบว่า สารสกัดจากส้มโอเข้มข้น ลดระดับไตรกลีเซอไรด์ได้มากถึง 21 เปอร์เซ็นต์, คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี LDL ถึง 41 เปอร์เซ็นต์ และคอเลสเตอรอลรวมได้ถึง 6 เปอร์เซ็นต์

ส้มโอ
ส้มโอ

2. ต่อต้านริ้วรอย

สารต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงวิตามิซีในส้มโอ สามารถช่วยป้องกันความเสียหายของผิว ที่เกิดจากอนุมูลอิสระที่เป็นอันตราย และช่วยรักษาผิวของคุณให้อ่อนเยาว์มากขึ้น

นอกจากนี้น้ำมันหอมระเหยจากเปลือกส้มโอ ยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่สามารถช่วยลดการสร้างเม็ดสีเมลานินในผิวหนัง ซึ่งอาจช่วยป้องกันการเปลี่ยนสี และจุดด่างดำบนผิว

3. ต่อสู้เซลล์มะเร็ง

ส้มโออาจช่วยฆ่าเซลล์มะเร็ง และป้องกันการแพร่กระจายของมะเร็ง จากการศึกษาหนึ่งในสัตว์พบว่า สารสกัดจากเปลือกส้มโอยับยั้งการเติบโตของเนื้องอก เพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน และฆ่าเซลล์มะเร็ง

นอกจากนี้การศึกษาในหลอดทดลองยังพบอีกว่า หนึ่งในสารต้านอนุมูลอิสระหลักในส้มโอ ได้รับการแสดงให้เห็นว่า มันช่วยฆ่าเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก และตับอ่อน รวมทั้งช่วยชะลอการแพร่กระจายของโรคมะเร็งปอด

4. ป้องกันโรคอ้วน

ส้มโอมีแคลอรี่ค่อนข้างต่ำ การทานอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำเป็นจำนวนมาก สามารถช่วยให้คุณได้รับแคลอรี่ที่น้อยลง นอกจากนี้ส้มโอยังมีโปรตีน และไฟเบอร์ ซึ่งทั้งสองนี้จะช่วยทำให้คุณรู้สึกอิ่มนานขึ้น

5. ต้านแบคทีเรียและเชื้อรา

ส้มโออาจมีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา ในการศึกษาพบว่า น้ำมันหอมระเหยจากส้มโอทำให้การเจริญเติบโตของแบคทีเรียช้าลง และมีฤทธิ์สามารถฆ่าเชื้อราบางชนิดได้

ส้มโอ

6. ป้องกันโรคเรื้อรัง

ส้มโอเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่สามารถช่วยป้องกันและย้อนกลับความเสียหายของเซลล์ ที่เกิดจากอนุมูลอิสระ

อนุมูลอิสระเป็นสารประกอบที่พบได้ทั่วไป จากสิ่งแวดล้อมและอาหาร มันสามารถทำให้เกิดปัญหาสุขภาพและโรคเรื้อรัง แต่สารต้านอนุมูลอิสระในส้มโอ สามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังบางชนิดได้

7. ลดปัญหาท้องผูก

ส้มโออุดมไปด้วยเส้นใยที่ไม่ละลายน้ำ ซึ่งช่วยป้องกันอาการท้องผูก ใยอาหารยังทำหน้าที่เป็นแหล่งอาหารสำหรับแบคทีเรียที่ดีสำหรับสุขภาพลำไส้ของคุณ

นอกจากนี้เส้นใยอาหาร ยังสัมพันธ์กับความหนาแน่นของกระดูกที่ดีขึ้น รวมถึงสมองที่ดีด้วย

ขณะที่เราทราบว่าส้มโอให้ประโยชน์มากมาย ต่อสุขภาพร่างกายของเรา อย่างไรก็ตามยังจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม และควรรู้ไว้ว่าหากคุณกำลังทานยาสเตตินอยู่ (กลุ่มยาลดไขมันชนิดไม่ดีในเลือด) ควรหลีกเลี่ยงการทานส้มโอก่อน

8 สิ่งนี้เกิดขึ้นถ้าดื่ม น้ำมะพร้าว ติดต่อกันนาน 2 สัปดาห์

น้ำมะพร้าว เป็นส่วนที่มีลักษณะเหลวใสที่อยู่ในลูกมะพร้าวตามธรรมชาติ มีน้ำ 94 เปอร์เซ็นต์ มีไขมันน้อยมาก ที่ช่วยให้ความชุ่มชื้นสูง และยังมีผลต่อสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย

แต่อย่าสับสนกับกะทิที่ได้จากเนื้อมะพร้าวขูด เพราะกะทิมีน้ำประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ และมีไขมันสูงมาก

8 ประโยชน์ของ น้ำมะพร้าว

น้ำมะพร้าว
น้ำมะพร้าว

1. ช่วยลดความดันโลหิต

น้ำมะพร้าวอาจช่วยลดความดันโลหิต เพราะมีผลที่ดีต่อความดันโลหิตของมนุษย์ การศึกษาหนึ่งในปี 2005 รายงานว่าหลังจากผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ดื่มน้ำมะพร้าวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ความดันโลหิตของพวกเขาลดลง 71 %

นักวิจัยได้ตั้งทฤษฎีนี้ว่าเป็นเพราะโพแทสเซียมในน้ำมะพร้าว ที่ช่วยขยายตัวของหลอดเลือด และทำให้สุขภาพของเซลล์บุผนังหลอดเลือดดีขึ้น

ผลลัพธ์ดังกล่าว ได้มีการศึกษาซ้ำในสัตว์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการดื่มน้ำมะพร้าว ส่งผลให้อัตราการเต้นของหัวใจลดลง สำหรับหนูที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง

ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง หัวใจของพวกเขาต้องทำงานหนักขึ้นและเร็วขึ้น เนื่องจากความดันที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจจึงมีมาก

ดังนั้นการดื่มน้ำมะพร้าว อาจมีผลดีที่ช่วยในการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจที่รุนแรง และลดความเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูง



2. ช่วยลดน้ำหนัก

น้ำมะพร้าวอาจเป็นเครื่องดื่มลดน้ำหนักที่ดี เพราะมีแคลอรี่ต่ำ ดีต่อการทำงานของกระเพาะอาหาร ช่วยให้ระบบการย่อยอาหารทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญคัญช่วยเพิ่มการเผาผลาญ ในน้ำมะพร้าวมีคาร์โบไฮเดรตในระดับต่ำมาก แต่ก็ยังช่วยทำให้รู้สึกอิ่ม

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า การบริโภคของน้ำมะพร้าว ส่งผลให้เกิดการเผาผลาญไขมันของหนู แม้ว่าพวกเขาจะได้รับอาหารที่มีไขมันในระดับสูง

3. ช่วยให้กระดูกแข็งแรง

น้ำมะพร้าวมีแคลเซียมสูง ซึ่งส่งผลที่ดีต่อกระดูกและระบบโครงกระดูกของคุณ แคลเซียมเป็นส่วนที่สำคัญของกระดูก หากร่างกายได้รับในปริมาณที่ไม่เพียงพอ กระดูกของคุณจะอ่อนแอลง ซึ่งอาจนำไปสู่โรคเรื้อรัง เช่น โรคกระดูกพรุน และโรคกระดูกอ่อน เนื่องจากความหนาแน่นของกระดูกลดลง

4. ช่วยป้องกันนิ่วในไต

การดื่มน้ำให้เพียงพอมีส่วนสำคัญในการป้องกันนิ่วในไต ถึงแม้ว่าน้ำธรรมดาจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่งานวิจัยชิ้นหนึ่งชี้ให้เห็นว่า น้ำมะพร้าวอาจดีกว่า

นิ่วในไตก่อตัวขึ้น เมื่อออกซาเลตและสารประกอบอื่นๆ รวมกัน เพื่อก่อผลึกในปัสสาวะ สิ่งเหล่านี้สามารถก่อให้เกิดนิ่วในไตที่เจ็บปวดได้

5. ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

การวิจัยแสดงให้เห็นว่า น้ำมะพร้าวสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และปรับปรุงสุขภาพส่วนอื่นให้ดีขึ้น

ในการศึกษาหนึ่งในหนูที่เป็นโรคเบาหวาน ที่ได้รับการบำบัดด้วยน้ำมะพร้าว ยังคงรักษาระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ควบคุม จากการศึกษาเดียวกันพบว่า หนูที่ได้รับน้ำมะพร้าวมีระดับฮีโมโกลบิน A1c ต่ำกว่า ซึ่งบ่งบอกว่า การควบคุมน้ำตาลในเลือดในระยะยาวได้ดี

นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งของแมกนีเซียมที่ดี ซึ่งอาจเพิ่มความไวของอินซูลิน และลดระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2

6. ช่วยป้องกันอาการอักเสบ

น้ำมะพร้าวสามารถช่วยต่อสู้กับอาการอักเสบ ผ่านกระบวนการต้านอนุมูลอิสระ ในการศึกษาในสัตว์จากปี 2014 นักวิทยาศาสตร์พบว่า น้ำมะพร้าวมีประสิทธิภาพในการยังยั้งกระบวนการอักเสบในร่างกายของหนู

7. ช่วยป้องกันตะคริว

แมกนีเซียมในน้ำมะพร้าว ช่วยควบคุมการเกร็งของกล้ามเนื้อ ทำให้การหดตัวของกล้ามเนื้อดี ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย หากว่าคุณได้รับแมกนีเซียมไม่เพียงพอ คุณอาจเป็นตะคริว ทำให้กล้ามเนื้อรู้สึกเจ็บอยู่ตลอดเวลา

8. ช่วยป้องกันโรคหัวใจ

น้ำมะพร้าวอาจช่วยให้สุขภาพของหัวใจและหลอดเลือดดี โดยการลดระดับคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ การป้องกันนี้อาจขยายไปถึงกรณีที่รุนแรง เช่น หัวใจวาย

การศึกษาหนึ่งในหนูพบว่า น้ำมะพร้าวช่วยให้พวกเขาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น จากผลข้างเคียงหลังจากเกิดอาการหัวใจวาย

อย่างไรก็ตาม การศึกษาในเรื่องนี้ จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อยืนยันผลเหล่านี้ในมนุษย์

หลังจากที่คุณทราบข้อมูลนี้จากเรา คุณคิดว่าควรหันมาดื่มน้ำมะพร้าว แทนเครื่องดื่มชนิดอื่นหรือไม่ ?

สิ่งที่คุณควรต้องรู้ เพราะการกิน ข้าวโพด อาจไม่ดีสำหรับคุณ

แหล่งข้อมูลจากหลายที่ชี้ว่า ข้าวโพด ให้ประโยชน์ที่ดีต่อร่างกาย แน่นอนว่านั้นเป็นเรื่องจริง เพราะในข้าวโพดมีวิตามิน เกลือแร่ที่ดี ที่มีส่วนสำคัญในการซ่อมแซมเซลล์ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ต่อต้านริ้วรอย และยังช่วยให้ระบบการย่อยอาหารดี

การศึกษาหนึ่งชี้ให้เห็นว่าข้าวโพดเป็นอาหาร ที่ปราศจากกลูเตนธรรมชาติ จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับผู้ที่หลีกเลี่ยงกลูเตน แต่ต้องการบริโภคธัญพืช

แต่อย่างไรก็ตาม ในข้อดีของข้าวโพด อาจแอบแฝงไปด้วยโทษ ที่อาจทำลายสุขภาพของคุณได้เช่นกัน

อันตรายจาก ข้าวโพด !



ข้าวโพด
ข้าวโพด

ข้าวโพด และอาหารประเภทแป้งชนิดอื่นๆ มีระดับน้ำตาลในเลือดค่อนข้างสูง โดยจะถูกผลิตเป็นน้ำตาลทันทีหลังจากที่คุณกินเข้าไป ในที่สุดสิ่งนี้อาจทำให้คุณ มีความรู้สึกอยากทานมากขึ้น

เนื่องจากข้าวโพดมีปริมาณแป้งสูง ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรจำกัดปริมาณในการบริโภค และควรเลือกทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ จะดีมากกว่าสำหรับการจัดการกับโรคเบาหวาน

ในการศึกษาในปี 2558 ของ Harvard นักวิจัยพบว่า ในขณะที่การกินผักและผลไม้โดยรวมมากขึ้นสามารถลดน้ำหนักได้ ผู้เข้าร่วมการศึกษาที่กินผักที่มีแป้งมาก เช่น ข้าวโพด มันฝรั่ง และถั่ว มีแนวโน้มที่จะเพิ่มน้ำหนัก

ในขณะที่ผู้ที่กินผักและผลไม้มีกากใยสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ เช่น ผักใบเขียว แอปเปิ้ล ลูกแพร์ น้ำหนักตัวของพวกเขาลดลง เพราะการทานผักผลไม้ที่มีแป้งต่ำ ปริมาณน้ำตาลในเลือดก็ต่ำกว่า ซึ่งอาจทำให้ช่วยลดความหิว

เราอาจพบได้ว่าข้าวโพด มีทั้งประโยชน์และโทษในตัวของมันเอง การเลือกกินในปริมาณที่เหมาะสม จึงก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพได้อย่างสมดุลมากกว่า

10 ประโยชน์ของข้าวโพด

ลูกแพร์ ดีต่อหัวใจคุณอย่างไร หากกิน 12 สัปดาห์

การเลือกกิน ลูกแพร์ เป็นประจำติดต่อกัน อาจสามารถช่วยให้สุขภาพของคุณดีขึ้น โดยเฉพาะคุณค่าทางโภชการที่สูงของลูกแพร์ ที่มีทั้งโปรตีน ไฟเบอร์ วิตามินซี วิตามินเค โพแทสเซียม โฟเลต และวิตามินบี 3 ที่มีความสำคัญต่อการทำงานของเซลล์และเส้นประสาท เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เผาผลาญคอเลสเตอรอล และช่วยลดการหดตัวของกล้ามเนื้อและการทำงานของหัวใจ

ลูกแพร์
ลูกแพร์

ลูกแพร์ ดีต่อหัวใจยังไง ?



ลูกแพร์ มีสารประกอบ แอนโทไซยานิน ( Anthocyanin ) ซึ่งมีส่วนในการปรับปรุงสุขภาพหัวใจและเสริมสร้างหลอดเลือด

จากการศึกษาจากประชากรจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า การบริโภคอาหารที่มีแอนโทไซยานินสูง มีความเกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ

ยังพบอีกว่าลูกแพร์ อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระจากฟลาโวนอยด์ ที่มีฤทธิ์ช่วยต่อต้านการอักเสบเรื้อรัง ที่เชื่อมโยงกับความเจ็บป่วยและการเกิดโรคต่างๆ รวมถึงโรคหัวใจ และโรคเบาหวานประเภทชนิดที่ 2

บทวิจารณ์ขนาดใหญ่จำนวนมากพบว่า ผู้ที่ได้รับฟลาโวนอยด์ในปริมาณสูง จะสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ และโรคเบาหวาน

สารต้านอนุมูลอิสระที่พบในลูกแพร์ อาจช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดเลว ( LDL ) และเพิ่มไขมันชนิดดี ( HDL ) โดยสารสำคัญที่เรียกว่า เควอซิทิน ( Quercetin ) ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพของหัวใจ โดยมันจะช่วยลดการอักเสบ และลดปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ เช่น ความดันโลหิตสูง และไขมันชนิดเลว

การศึกษาครั้งหนึ่งในผู้ใหญ่ 40 คน ที่มีภาวะ Metabolic syndrome ( โรคอ้วนลงพุง ) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ พบว่าการรับประทานลูกแพร์ขนาดกลางวันละ 2 ลูก เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ เช่น ความดันโลหิตสูง และรอบเอวลดลง

การศึกษาขนาดใหญ่เป็นเวลา 17 ปี ในผู้หญิงมากกว่า 30,000 คน เปิดเผยว่าการรับประทานผลไม้ 80 กรัมทุกวัน ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจได้ 6 – 7 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้การรับประทานลูกแพร์ และผลไม้ที่มีเนื้อสีขาวเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง

หากว่าคุณเลือกทานลูกแพร์เป็นประจำ มันจะสามารถทำให้สุขภาพของหัวใจดีเพิ่มขึ้น โดยการปรับปรุงความดันโลหิต และคอเลสเตอรอล และอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมองลง 9 เปอร์เซ็นต์

คุณคิดอย่างไร กับการเลือกทานลูกแพร์ เพื่อป้องกันและปรับปรุงสุขภาพหัวใจ ให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น ?

7 อาหารเพื่อสุขภาพหัวใจ

แอปเปิ้ล สีแดง VS สีเขียว ให้อะไรที่แตกต่างกัน

แอปเปิ้ล ผลไม้กลิ่นหอมรสอร่อย ที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่ดีต่อร่างกายหลากหลายชนิด เช่น วิตามิน คาร์โบไฮเดรต แร่ธาตุ ฯลฯ แน่นอนว่าการเลือกทานแอปเปิ้ลแทนขนมขบเคี้ยวนั้น ดีต่อสุขภาพอย่างแน่นอน แต่ก็ยังมีผู้คนถกเถียงกันว่า ​” แอปเปิ้ลเขียวดีกว่าแอปเปิ้ลแดง หรือ แอปเปิ้ลแดงดีกว่าแอปเปิ้ลเขียว ” จึงทำให้พวกเขาพลาดโอกาสดีๆ ไปหลายอย่าง เพราะแอปเปิ้ล 2 สีนี้ อาจให้คุณค่าที่แตกต่างกัน

แอปเปิ้ล สีแดง VS สีเขียว

แอปเปิ้ล
แอปเปิ้ล

แอปเปิ้ลแดง ดีอย่างไร ?

แอปเปิ้ลแดง

แอปเปิ้ลแดงมีกลิ่นหอม และรสหวานมากกว่าแอปเปิ้ลเขียว เปลือกสีแดงของมัน อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีชื่อว่า ” แอนโทไซยานิน ” เป็นสารที่ละลายในน้ำได้ดี มีฤทธิ์ที่ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และช่วยให้คอเลสเตอรอลในเลือดลดลง จึงช่วยทำให้ป้องกันการอักเสบ ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด



ช่วยทำให้ความจำดี ป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ และสารต้านอนุมูลอิสระในแอปเปิ้ลแดงยังทำหน้าที่ต่อต้านการเติบโตของเซลล์มะเร็งในร่างกาย จึงสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งในร่างกายได้ อีกทั้งยังช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัย ช่วยทำให้อ่อนเยาว์มากยิ่งขึ้น

แอปเปิ้ลแดง

เพียงแต่ว่าแอปเปิ้ลแดง มีน้ำตาลสูงกว่าแอปเปิ้ลเขียว อาจไม่เหมาะกับผู้ที่เป็นโรคอ้วน หรือมีปัญหาเกี่ยวกับโรคเบาหวาน ซึ่งหากต้องการทานควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

แอปเปิ้ลเขียว ดีอย่างไร ?

แอปเปิ้ลเขียว

แอปเปิ้ลเขียว มีรสหวานอมเปรี้ยว น้ำตาลน้อยกว่าแอปเปิ้ลแดง ไฟเบอร์สูงกว่า จึงทำให้ระบบขับถ่ายดี กินแล้วจะอิ่มได้นาน จึงเหมาะกับผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก ที่สำคัญมีวิตามินซีสูงกว่าแอปเปิ้ลแดง จึงมีฤทธิ์ช่วยในการต่อต้านโรคหวัดได้ดีกว่า

ช่วยลดอาการเลือดออกตามไรฟัน ช่วยให้หนังศีรษะแข็งแรงชุ่มชื้น ช่วยป้องกันการถูกทำลายของจอประสาทตา ช่วยให้ข้อต่อและกระดูกแข็งแรง และช่วยทำให้ผิวพรรณดี สดใส เปล่งปลั่ง ไม่เหี่ยวย่นก่อนวัย

แอปเปิ้ลเขียว

เนื่องจากแอปเปิ้ลเขียวมีไขมันต่ำ น้ำตาลน้อย ส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสมดุล จึงสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคอ้วน และโรคเบาหวานได้

ที่สำคัญแอปเปิ้ลเขียวยังดีกับหญิงตั้งครรภ์มากอีกด้วย เพราะวิตามินซีในแอปเปิ้ลเขียว มีฤทธิ์ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและสารพิษ ที่อาจเข้ามาทำลาย DNA และผู้เชี่ยวชาญได้กล่าวไว้ว่า วิตามินและแร่ธาตุที่พบในแอปเปิ้ลเขียว สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนด

คุณคิดอย่างไรในความแตกต่างของแอปเปิ้ล 2 สีนี้ ? แต่ไม่ว่าจะแอปเปิ้ลเขียว หรือแอปเปิ้ลแดง ต่างก็มีประโยชน์ด้วยกันทั้งคู่ การเลือกทานทั้ง 2 สี สลับกันในปริมาณที่พอเหมาะ อาจจะช่วยส่งผลที่ดีต่อสุขภาพร่างกายมากกว่าการเลือกทานเฉพาะสีใดสีหนึ่ง

6 ผลไม้ ที่คุณชอบทาน อาจมีน้ำตาลสูงมากก็ได้

แน่นอนว่า ผลไม้ ทุกชนิดนั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย แต่ความเป็นจริงแล้ว ยังมีผลไม้อีกหลายชนิดที่ดีมีประโยชน์ แต่ก็ไม่ควรทานมากเกินไป เพราะมีน้ำตาลสูง ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายได้ในระยะยาว โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับ โรคเบาหวาน ซึ่งควรต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

อีกอย่างที่คุณควรรู้ไว้ว่า คาร์โบไฮเดรตทุกประเภทจะกลายเป็นน้ำตาลในกระแสเลือด เมื่อเรากินเข้าไป แต่น้ำตาลธรรมชาติที่ได้จากผลไม้นั้น ไม่มีอันตรายเท่ากับน้ำตาลธรรมดา

โดยกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา ( USDA ) แนะนำให้คนเราไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกิน 12 ช้อนชาต่อวัน ( 50.4 กรัม )

ผลไม้ ที่มีน้ำตาลสูง

1. สับปะรด



การทานสับปะรดเพียงแค่ 1 ถ้วย มีน้ำตาลประมาณ 16 กรัม ฟังดูอาจไม่ได้แย่ แต่จะดีกว่าหากเปลี่ยนจากการทานสัปปะรด มาเป็นฝรั่งแทน เพราะฝรั่ง 100 กรัม มีน้ำตาลเพียง 9 กรัม อีกทั้งยังอุดมไปด้วยเส้นใยที่ละลายน้ำได้ ที่สามารถช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีกว่า

2. องุ่น

ผลไม้ยอดนิยม ที่ใครหลายคนชอบทาน รู้หรือไม่ว่าองุ่น 1.5 ถ้วย มีน้ำตาลมากถึง 23 กรัมเลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่าคงไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานสักเท่าไหร่

แต่จะดีกว่าหากว่าคุณเลือกทานแบล็กเบอร์รี่แทน เพราะมีน้ำตาลเพียง 7 กรัม อีกทั้งยังมีส่วนช่วยในการลดความอ้วนอีกด้วย

3. มะม่วง

มะม่วง 1 ถ้วย เท่ากับน้ำตาลประมาณ 23 กรัม ซึ่งถือว่ามากพอสมควร แต่จะดีกว่าหากว่าคุณเลือกทานมะละกอแทน เพราะมีน้ำตาลเพียง 8.3 กรัมในปริมาณที่เท่ากัน อีกทั้งมะละกอยังมีเส้นใย และเอนไซม์โปรไบโอติกที่พบตามธรรมชาติ ที่ดีและมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย

4. เชอร์รี่

สำหรับคนที่รักเชอร์รี่ แน่นอนว่ามันไม่ได้เลวร้ายไปซะทีเดียว เพราะความเป็นจริงเชอร์รี่เป็นที่รู้จักกันดี ที่มีผลต่การลดความเครียดออกซิเดชั่นในร่างกาย ที่ช่วยต่อต้านการอักเสบ แต่อย่างไรก็ตามการทานเชอร์รี่ 1 ถ้วย มีน้ำตาลประมาณ 17.7 กรัม

แต่ถ้าหากว่าคุณต้องการทานผลไม้ เพื่อต่อต้านการอักเสบ ควรเลือกทานสตรอเบอร์รี่ที่หวานน้อยแทนจะดีกว่า เพราะสตรอเบอร์รี่ 1 ถ้วย มีน้ำตาลเพียง 7.4 กรัม

5. กล้วย

แน่นอนว่ากล้วยมีประโยชน์ต่อร่างกายสูง เพราะมีไขมัน คอเลสเตอรอล และโซเดียมต่ำ แถมยังพกติดตัวไปทานได้ง่าย แต่โดยเฉลี่ยแล้วกล้วยจะมีน้ำตาลประมาณ 27.5 กรัม แต่หากอยากทานกล้วย ควรเลือกทานกล้วยที่ไม่สุกมาก ที่ยังมีเปลือกสีเขียวปนอยู่ จะดีกว่าการทานกล้วยสุก เพราะกล้วยสุกจะมีน้ำตาลสูง

6. ลูกแพร์

ลูกแพร์เป็นหนึ่งในผลไม้ที่มี ความเข้มข้นของฟรุคโตสสูงที่สุด ซึ่งถ้าหากกินมากเกินไป อาจทำให้ระดับไขมันชนิดไม่ดีในเลือดสูง และมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคอ้วน

ดังนั้นควรลดปริมาณในการทาน ซึ่งไม่ควรทานทีละ 1 ลูกในเวลาเดียวกัน เพราะลูกแพร์ขนาดกลางมีน้ำตาล 16 กรัม แต่เมื่อเทียบกับแอปเปิ้ลมีเพียง 10 กรัม นอกจากนี้แอปเปิ้ลยังมีส่วนในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอีกด้วย

ดังนั้นการเลือกทานผลไม้ชนิดใดก็ตาม ก็ควรทานในปริมาณที่พอดี ไม่ควรมากหรือน้อยจนเกินไป โดยเฉพาะผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง ก็ควรจำกัดปริมาณในการทานให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้น

7 ประโยชน์ของ มะม่วงหาวมะนาวโห่ ช่วยป้องกันโรค

มะม่วงหาวมะนาวโห่ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า ” Carissa carandas L. “เป็นผลไม้สมุนไพรชนิดหนึ่ง ผลมีลักษณะเป็นสีแดง ลูกเล็กกลมรี ผลดิบมีรสเปรี้ยว ผลสุกมีรสออกหวานเล็กน้อย ลำต้นสูงประมาณ 2 – 5 เมตร เป็นผลไม้ที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ทั้งปี หากฟังดูจากชื่อจะไม่ค่อยคุ้นหู เนื่องจากปัจจุบันโดยทั่วไปจะหาทานได้ยาก

แต่คนรุ่นเก่า รุ่นคุณตาคุณยาย ที่รู้ถึงประโยชน์และสรรพคุณ ที่พูดสืบต่อกันมา มักจะนิยมนำมาปลูกไว้ เนื่องจากผลไม้ชนิดนี้ มีสรรพคุณทางยา และมีสารอาหารที่มีประโยชน์หลายชนิด ที่สามารถช่วยบำรุงร่างกาย และรักษาโรคได้

7 ประโยชน์ของ มะม่วงหาวมะนาวโห่

มะม่วงหาวมะนาวโห่
มะม่วงหาวมะนาวโห่

1. โรคเบาหวาน

สารอาหารในผลไม้ชนิดนี้ มีสรรพคุณที่สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด จึงเหมาะกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งควรทานในปริมาณที่พอดี

2. โรคท้องผูก

ส่วนของใบจากต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่ หากนำมาต้มดื่ม จะสามารถช่วยทำให้ระบบบ่อยอาหารทำงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ จึงช่วยลดอาการท้องผูกได้ดี

3. โรคตับ

เชื่อกันว่ารากของต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่ มีสรรพคุณที่สามารถช่วยป้องกัน ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับตับได้ โดยสารสกัดจากราก สามารถช่วยป้องกันภาวะตับวาย ตับอักเสบ และภาวะใดๆที่ทำให้ตับเสียหาย

4. โรคหัวใจ

มีสรรพคุณที่มีฤทธิ์ ที่ช่วยในการบำรุงหัวใจ ช่วยขยายหลอดเลือด ป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิต ที่มีผลโดยตรง ต่อการเกิดปัญหา และโรคใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับหัวใจของคุณ

5. โรคมะเร็ง

สารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด ที่มีอยู่ในผลไม้ชนิดนี้ มีฤทธิ์ที่ช่วยในการยับยั้ง และต่อต้านเซลล์มะเร็ง อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย



6. โรคผิวหนัง

ผลไม้ที่มีสรรพคุณทางยา ที่สามารถช่วยรักษาฆ่าเชื้อ และโรคผิวหนังเรื้อรังได้ โดยสามารถนำน้ำยาง หรือเมล็ด มาใช้รักษาโรคกลากเกลื้อน อีกทั้งในส่วนของราก ยังสามารถช่วยแก้อาการคันได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

7.โรคข้ออักเสบ

ผลไม้ชนิดนี้ มีฤทธิ์ที่ช่วยในการต่อต้านการอักเสบ และช่วยบรรเทาอาการอักเสบ ลดอาการปวดเมื่อยตามข้อได้ดี จึงเหมาะกับผู้ที่เป็นโรคข้ออักเสบ หรือมักมีอาการปวดตามข้อบ่อยครั้ง

การศึกษาเกี่ยวกับประโยชน์ของมะม่วงหาวมะนาวโห่ในปัจจุบัน ยังไม่ปรากฏแน่ชัด เนื่องจากเป็นการทดลองในสัตว์ ซึ่งไม่ได้ปรากฏผลศึกษาในมนุษย์ โดยอาจไม่แสดงถึงความปลอดภัย และประสิทธิภาพ สำหรับใช้ในการรักษาโรคได้อย่างแน่ชัด หากต้องการรับประทานมะม่วงหาวมะนาวโห่ เพื่อรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

ประโยชน์ของ ผักผลไม้ แต่ละ สี

10 ประโยชน์ของ เงาะ ช่วยเพิ่มคุณภาพสเปิร์ม

เงาะ ( Rambutan ) เป็นผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย มีหลายสายพันธุ์ แต่ในประเทศไทยนิยมปลูกมากที่สุดแค่ 3 สายพันธุ์ คือ พันธุ์สีทอง พันธุ์สีชมพู และพันธุ์โรงเรียน ส่วนพันธุ์อื่นๆ มีปลูกบ้างแต่ไม่มาก

เงาะเป็นผลไม้เมืองร้อน เป็นไม้ผลยืนต้นขนาดใหญ่ เจริญเติบโตได้ดีในอากาศร้อนชื้น ผลมีลักษณะผิวหนังบางคล้ายลิ้นจี่ มีโครงสร้างแหลมยื่นออกมาคล้ายเม่นทะเล มีรสหวาน และอมเปรี้ยว

อุดมไปด้วยสารอาหารที่ดี และมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายหลายชนิด เช่น คาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร วิตามินซี โปรตีน วิตามินบี แคลเซียม ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส แมงกานิส และสังกะสี ฯลฯ

10 ประโยชน์ของ เงาะ เพื่อสุขภาพ

เงาะ

1. แหล่งธาตุเหล็ก

เงาะอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการทำงาน ของร่างกายมนุษย์ มักถูกใช้โดยร่างกายในการขนส่งออกซิเจนจากปอด ไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ

2. บำรุงเส้นผม และหนังศีรษะ

เนื่องจากเป็นผลไม้ที่มีปริมาณน้ำสูง และมีวิตามินซี จึงช่วยบำรุง และเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่หนังศรีษะและเส้นผม ทำให้นุ่ม เงางาม น่าสัมผัส

คุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียของเงาะ อาจช่วยรักษารังแค และปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับหนังศีรษะได้



โปรตีนในเงาะที่สามารถทำให้รากผมแข็งแรง ป้องกันการขาดหลุดร่วงได้ง่าย อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความเข้มของสีผม และป้องกันการหงอกก่อนวัย

3. ป้องกันมะเร็ง

มีรายงานการวิจัยว่า เงาะมีสารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามินซี ที่มีประสิทธิภาพสูง ที่สามารถช่วยต่อสู้กับอาการอักเสบ และยับยั้งเซลล์มะเร็งในรูปแบบต่างๆ ได้

จากการศึกษาหนึ่งพบว่า เปลือกของเงาะสามารถปรับเปลี่ยน และรบกวนการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และสามารถใช้ในการรักษามะเร็งตับได้

และจากรายงานอื่น การกินเงาะ 5 ครั้งต่อวัน จะสามารถช่วยลดความเสี่ยง ของการเกิดโรคมะเร็งได้อย่างมาก

4. บำรุงผิว

วิตามินซีและแมงกานีส ที่มีอยู่ในผลไม้ชนิดนี้ จะช่วยสร้างคอลลาเจน ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยทำให้ผิวแข็งแรง เปล่งปลั่งสดใส อ่อนเยาว์ ไม่เหี่ยวย่นก่อนวัย

5. ปรับปรุงสุขภาพทางเดินอาหาร

เส้นใยในเงาะ อาจช่วยปรับปรุงสุขภาพทางเดินอาหาร สามารถช่วยย่อยอาหาร และยังช่วยป้องกันอาการท้องผูก อีกทั้งยังมีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรีย รักษาอาการท้องเสีย และอาจช่วยฆ่าพยาธิได้

6. เพิ่มพลังงาน

เนื่องจากเงาะ อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และน้ำตาลธรรมชาติ ที่สามารถช่วยเพิ่มพลังงาน ให้กับร่างกายของคุณได้ดี

7. ต้านเชื้อแบคทีเรีย

การศึกษาแสดงให้เห็นว่าเงาะ มีการใช้มาตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะมีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรีย ยับยั้งการเติบโตของจุลินทรีย์

และการศึกษาบางอย่าง ยังพูดถึงคุณสมบัติที่เป็นน้ำยาฆ่าเชื้อ ซึ่งสามารถปกป้องร่างกาย จากการติดเชื้อจำนวนมาก ช่วยเร่งการสมานแผล และป้องกันการเกิดหนอง

8. ดูแลสุขภาพหัวใจ

ปริมาณเส้นใยสูงในเงาะ สามารถช่วยลดความเสี่ยง ของโรคหลอดเลือดหัวใจ อีกทั้งยังช่วยบรรเทาความดันโลหิตสูง และอาจช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ที่เป็นสาเหตุของการทำลายสุขภาพหัวใจได้

9. บำรุงกระดูก

ฟอสฟอรัส และวิตามินซี ที่มีอยู่ในผลไม้ชนิดนี้ สามารถช่วยเสริมสร้างกระดูก บำรุงรักษา ป้องกันการสึกหรอของของดูกได้เป็นอย่างดี

10. ช่วยเพิ่มคุณภาพของสเปิร์ม

ปริมาณของวิตามินซีในเงาะนั้น มีความสำคัญอย่างมาก ต่อการพัฒนาสเปิร์มในเพศชาย สามารถช่วยเพิ่มคุณภาพ และปริมาณของสเปิร์ม ซึ่งอาจส่งผลที่ดีต่อความสามารถในการสืบพันธุ์

ประโยชน์ด้านอื่นๆ

นอกจากจะมีประโยชน์ที่ดี ต่อสุขภาพร่างกายแล้ว เงาะยังถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมย้อมผ้า ทำปุ๋ย กาว และอุตสากรรมฟอกหนัง ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม การบริโภคเงาะในปริมาณที่มากเกินพอดี อาจส่งผลทำให้ท้องอืด หรือท้องผูก และไม่ควรทานเม็ดของเงาะ เพราะอาจส่งผลทำให้วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน และปวดท้องได้

ถั่วแดง 10 ประโยชน์ เพื่อสุขภาพที่ดี เหตุผลที่ต้องกิน

ถั่วแดง เป็นถั่วชนิดที่มีโปรตีนสูง มีลักษณะเป็นเม็ดสีแดงเล็กๆ คล้ายรูปไต และยังเป็นแหล่งของสารอาหารต่างๆ หลายชนิด เช่น วิตามิน แมกนีเซียม ใยอาหาร ฟอสฟอรัส สังกะสี แคลเซียม โฟเลต และโพแทสเซียม ฯลฯ ที่ส่งผลที่ดีต่อสุขภาพร่างกาย

หากคุณยังไม่เคยทราบว่า ในถั่วแดงมีคุณค่าทางสารอาหาร ที่มีประโยชน์สูงมากเพียงใด เรามีข้อมูลมาให้คุณ เพื่อพิจารณาว่าควรเลือกทานถั่วแดงหรือไม่ ?

10 ประโยชน์ของ ถั่วแดง เพื่อสุขภาพ

1. บำรุงครรภ์

ในถั่วแดงอุดมไปด้วย สารอาหารหลากหลายชนิด รวมไปถึงโฟเลต ที่ดีต่อหญิงตั้งครรภ์ เพราะสามารถ ช่วยป้องกันความผิดปกติของทารกในครรภ์ และช่วยบำรุงระบบประสาทและสมองของทารก อีกทั้งยังช่วย ลดความเสี่ยงการคลอดก่อนกำหนด

2. ลดน้ำหนัก

ในถั่วแดงมีเส้นใยอาหารสูง มีไขมันอิ่มตัวต่ำ ซึ่งมีคุณสมบัติในการ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญ อีกทั้งโปรตีน ยังช่วยทำให้อิ่มนาน จึงมีส่วนช่วยลดความเสี่ยง ของการเพิ่มน้ำหนัก



3. มะเร็ง

ในถั่วแดง มีสารอาหารที่มีคุณสมบัติ ในการช่วยป้องกัน และลดความเสี่ยงของการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง จึงสามารถช่วยป้องกัน การเกิดมะเร็งบางชนิดได้ เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งเต้านม ฯลฯ

ถั่วแดง

4. ระบบภูมิคุ้มกัน

ในถั่วแดงมีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของ ระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ป้องกันเชื้อโรค แบคทีเรีย และไวรัส ที่อาจเข้าสู่ร่างกายได้ จึงสามารถช่วยป้องกันโรค ได้หลายชนิด

5. บำรุงสมอง

ในถั่วแดงมีวิตามินบี และสารอาหารที่จำเป็น ต่อระบบประสาทและสมอง จึงช่วยป้องกันการเกิดโรคเกี่ยวกับสมองได้ เช่น โรคความจำเสื่อม และโรคเส้นเลือดในสมอง ฯลฯ

6. บำรุงกระดูกและฟัน

แคลเซียมที่สูง จึงมีส่วนช่วยบำรุงกระดูกและฟัน สามารถป้องกันกระดูกเสื่อม และป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน

7. โรคเบาหวาน

ถั่วแดงมีฤทธิ์ช่วยในการรักษา และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ให้มีความสมดุล จึงสามารถช่วยป้องกันและลดความเสี่ยง ของการเกิดโรคเบาหวาน อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ป่วยโรคเบาหวาน มีอาการที่ดีขึ้น

8. บำรุงหัวใจ

ในถั่วแดงอุดมไปด้วยสารอาหาร ที่ช่วยบำรุงสุขภาพของหัวใจ จึงมีส่วนช่วยลดอาการใจสั่น และช่วยลดความเสี่ยง และป้องกันโรคเกี่ยวกับหัวใจ ได้เป็นอย่างดี

9. อาการท้องผูก

เส้นใยอาหารที่สามารถละลายน้ำได้ ช่วยทำให้ลำไส้สะอาด มีฤทธิ์ช่วยดีท็อกซ์ และกำจัดของเสียสะสมในลำไส้ อีกทั้งยังช่วยย่อยอาหาร และช่วยในการขับถ่ายได้ดี จึงสามารถช่วยป้องกันอาการท้องผูก ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

10. ปรับฮอร์โมน

มีส่วนช่วยในการปรับฮอร์โมน โดยเฉพาะในสตรี ซึ่งสามารถช่วยบำบัด อาการมาผิดปกติของประจำเดือน ที่อาจเกิดจากฮอร์โมน อีกทั้งยังมีส่วนช่วยในการบำรุงสุขภาพ ของระบบสืบพันธุ์ในสตรี ได้อย่างดีอีกด้วย

ใครที่ไม่ควรทานถั่วแดง ?

ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคไตเรื้อรัง และโรคเกาท์ เนื่องจากในถั่วแดง มีสารพิวรีน ที่อาจกระตุ้นการกำเริบของโรคเกาท์ และมีฟอสฟอรัสสูง ที่อาจส่งผลเสียต่อผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังได้

การรับประทานถั่วแดงมากเกินไป อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ ดังนั้นควรทานแต่พอดี เพียง 2 ครั้ง / สัปดาห์ ก็เพียงพอแล้ว แล้วคุณคิดว่า คุณควรเลือกทานถั่วแดงอย่างไร เพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อร่างกายสูงสุด หากมีคำแนะนำ สามารถแสดงความคิดเห็น สำหรับเราไว้ด้านล่าง

เมล่อน 8 ประโยชน์ คุณค่าที่ควรรู้ วิตามินซีสูง

เมล่อน ( Melon ) ผลไม้รสหวาน หอม อร่อย มีรูปร่างกลม ผิวสีเนื้อหรือเขียวอ่อน เป็นผลไม้ที่ทานแล้วทำให้รู้สึกสดชื่น ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีส่วนช่วยบำรุงสุขภาพและร่างกาย อย่างที่ใครหลายคน ไม่เคยรู้มาก่อน

เมล่อน ( Melon ) ผลไม้รสหวาน หอม อร่อย มีรูปร่างกลม ผิวสีเนื้อหรือเขียวอ่อน เป็นผลไม้ที่ทานแล้วทำให้รู้สึกสดชื่น ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีส่วนช่วยบำรุงสุขภาพและร่างกาย อย่างที่ใครหลายคน ไม่เคยรู้มาก่อน

เนื่องจากเมล่อน อุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุหลายชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินซี แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี แมงกานิส และโพแทสเซียม ฯลฯ ที่มีส่วนสำคัญ ต่อสุขภาพร่างกาย จึงทำให้เมล่อน เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางสารอาหารสูง และดีต่อสุขภาพอย่างมาก

8 ประโยชน์ของ เมล่อน ที่ควรรู้ ?

1. เสริมสร้างคอลลาเจน

เมล่อน มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยวิตามินซี และยังมีการศึกษาชี้ให้เห็นว่า วิตามินซี มีส่วนเกี่ยวข้องในการผลิตคอลลาเจน ในกระดูกหลอดเลือด กระดูกอ่อน และกล้ามเนื้อ รวมไปถึงช่วยต่อต้านริ้วรอย ป้องกันการเสื่อมสภาพของผิวแห่งวัยได้

อีกทั้งยังมีการศึกษาเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิตามินซี เพื่อพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพ ที่มีส่วนช่วยในการต่อต้านโรค เช่น โรคเบาหวาน โรคหอบหืด และโรคมะเร็ง

แต่อย่างไรก็ตาม การเลือกทานเมล่อน และอาหารชนิดที่อุดมไปด้วยวิตามินซี จะช่วยป้องกันโรคหวัด และลดอาการหวัด ได้ในระยะยาว โดยผู้ใหญ่คิดเป็นร้อยละ 8 และในเด็กพบว่าโรคหวัดลดลง ร้อยละ 14

เมล่อน
เมล่อน

2. บำรุงกระดูกและฟัน

ในเมล่อนอุดมไปด้วยแคลเซียม ที่มีส่วนสำคัญ ที่ช่วยในการบำรุงสุขภาพ ของกระดูกและฟันให้แข็ง ป้องกันการสึกหรอได้ง่าย โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีอายุมาก

3. ช่วยลดน้ำหนัก

เมล่อนนอกจะเป็นผลไม้ ที่ดีต่อสุขภาพ มีเส้นใยสูง ป้องกันอาการท้องผูกแล้ว ยังมีส่วนช่วยในการ ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ และโรคเบาหวาน ที่สำคัญเหมาะกับผู้ที่เป็นโรคอ้วน ที่ต้องการลดน้ำหนัก เนื่องจากเมล่อน เมื่อทานแล้วทำให้รู้สึกอิ่มนาน จึงมีส่วนช่วยลดน้ำหนักได้



4. ต่อต้านอนุมูลอิสระ

เมล่อนอุดมไปด้วย เบต้าแคโรทีน ที่เทียบเท่ากับแครอท เมื่อร่างกายได้รับสารอาหารเบต้าแคโรทีน จะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ที่มีหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีประสิทธิภาพสูง มีฤทธิ์ช่วยต่อตานอนุมูลอิสระ ที่ทำคอยร้ายเซล์ต่างๆ ในร่างกาย

5. บำรุงหัวใจ

เมล่อนมีปริมาณน้ำสูงเกือบร้อยละ 90 การเลือกทานเมล่อน จะช่วยทำให้รู้สึกสดชื่นตลอดทั้งวัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของหัวใจ ทำให้เลือดไหลเวียนไปยังหัวใจได้ดี ทำให้หัวใจไม่ต้องทำงานหนัก ป้องกันหัวใจวาย อีกทั้งเมล่อน ยังมีส่วนช่วยในการบำรุงไต และช่วยรักษาการไหลเวียนของเลือดให้สมดุล

6. ลดการสูญเสียความทรงจำ

เมล่อนอุดมไปด้วยโฟเลต ที่หลายคนรู้ในในนามของ วิตามินบี 9 ซึ่งมีอยู่ในอาหารตามธรรมชาติ ในขณะที่กรดโฟลิก เป็นคำที่ใช้เรียกสำหรับอาหารเสริม

อย่างที่ทราบกันว่า วิตามินชนิดนี้ มีประโยชน์ต่อสุขภาพสูง เพราะมีฤทธิ์ช่วยในการป้องกัน ข้อบกพร่องที่อาจเกิดขึ้นกับท่อประสาท เช่น กระดูกสันหลัง ฯลฯ และโฟเลต ยังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆอีก เช่น ช่วยลดการสูญเสียความทรงจำ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งบางชนิด

แต่เมื่อพูดถึงโฟเลต อาจเป็นดาบสองคม เพราะมีการศึกษาเกี่ยวกับโฟเลต ที่เผยแพร่ใน American Journal of Clinical Nutrition ว่าอาจเป็นการป้องกันมะเร็ง ในระยะแรกเริ่มสำหรับผู้ที่มีโฟเลตต่ำ แต่ในทางตรงกันข้าม อาจเป็นสารอาหารที่กระตุ้น หรือทำให้มะเร็งในระยะหลังแย่ลง เมื่อรับประทานในปริมาณที่สูง

ดังนั้นการทานโฟเลตที่เหมาะสม สำหรับหญิงตั้งครรภ์ ควรทาน 400 – 600 ไมโครกรัม/วัน สำหรับชายที่มีอายุมากกว่า 13 ปี ควรทาน 400 ไมโครกรัม/วัน และสำหรับในเมล่อน 2 ถ้วย มีโฟเลตประมาณ 74 ไมโครกรัม

7. บำรุงระบบประสาท

ในเมล่อน อุดมไปด้วยโพแทสเซียม ที่จำเป็นต่อร่างกาย มีฤทธิ์ช่วยในการรักษาสมดุลระหว่างเซลล์ และของเหลวในร่างกาย อีกทั้งยังช่วยบำรุงระบบประสาท ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

melon
melon

8. บำรุงสุขภาพดวงตา

เนื่องจากเมล่อนอุดมไปด้วย วิตามินเอ ที่มีส่วนสำคัญ ในการบำรุงและรักษาสุขภาพของดวงตา ช่วยในการมองเห็น โดยเฉพาะการมองเห็นในที่มืด

หากร่างกายขาดน้ำ จะส่งผลทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ผิวแห้ง ปากแห้ง ท้องผูก ขาดสติ และส่งผลทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานผิดปกติ เช่น ส่งผลทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น ความดันโลหิต่ำ และอาจพัฒนาการเกิดนิ่วในไตได้ ดังนั้นควรเลือกดื่มน้ำให้เพียงพอต่อวัน และเลือกทานอาหารและผลไม้ ที่มีน้ำในปริมาณสูง อย่างเช่นเมล่อน

ดังนั้นการเลือกทานผลไม้อย่างเมล่อน จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับผู้ที่รักสุขภาพ ต้องการดูแลและลดความเสี่ยง ของการเกิดโรคต่างๆตามมา แต่อย่างไรก็ตาม การเลือกทานเมล่อน ก็ควรทานในปริมาณที่พอดีในแต่ละวัน ควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย จะยิ่งช่วยทำให้สุขภาพร่างกาย แข็งแรงมากยิ่งขึ้น