10 อาหารช่วยลดและป้องกัน โรคเครียด

โรคเครียด เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ใครหลายคนไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หลายครั้งที่ต้องตกอยู่ในสภาวะเครียดอย่างหลีกไม่พ้น และทราบหรือไม่ว่าโดยธรรมชาติของมนุษย์แล้ว จะสามารถทนต่อความเครียดได้เพียงแค่ในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่หากผู้ใดที่มีความเครียดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และปล่อยให้สะสมมากเกินกว่าที่รับไหว มันจะกลายเป็นภัยเงียบที่ส่งผลต่อสุขภาพทางร่างกาย และจิตใจ โดยที่คุณไม่รู้ตัว แต่เราสามารถลดความเครียดได้ด้วยการทานอาหารเหล่านี้

10 อาหารช่วยลดและป้องกัน โรคเครียด

1. อโวคาโด

อโวคาโด อุมไปด้วย โปรตีน วิตามิน C และวิตามิน E รวมถึงยังช่วยบำรุงสมอง และระบบประสาท จึงช่วยลดความเครียด และลดความเสี่ยงการเกิดโรคอัลไซเมอร์

 2. ส้ม

มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีส่วนช่วยลดความเครียด รวมถึงเปลือกของส้ม มีสารระเหยที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย สดชื่น จึงทำให้อารมณ์ดี

3. ข้าวกล้อง

ข้าวกล้องอุดมไปด้วยวิตามิน B,  ใยอาหาร, แคลเซียม และสังกะสี ซึ่งช่วยลดอาการซึมเศร้า และไม่ทำให้หงุดหงิดง่าย

4. ปลาแซลมอน

มีกรดไขมันโอเมก้า 3 หากทานปลาแซลมอน เป็นประจำ จะช่วยทำให้ผ่อนคลาย ทำให้อารมณ์ดี จึงช่วยบรรเทาความเครียดลง ซึ่งความเครียด เป็นต้นเหตุที่ก่อให้เกิดอาการซึมเศร้า

5. ผักโขม

สารต้านอนุมูลอิสระในผักโขม เป็นส่วนสำคัญในการช่วยลดความเครียดออกซิเดชั่น และช่วยลดความเสียหาย ที่เกิดจากความเครียด

6. อัลมอนด์

เนื่องจากอัลมอนด์อุดมด้วยวิตามินบี และแมกนีเซียม จึงช่วยสร้างเซโรโทนิน ทำให้อารมณ์ดี รู้สึกผ่อนคลาย รวมถึงมีวิตามินอีที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระที่เกี่ยวเนื่องกับความเครียด และโรคหัวใจ

7. ชาเขียว

มีสารต้านอนุมูลอิสระ (Polyphenol, Flavanoid และ Catechins)  ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นส่วนสำคัญในการช่วยลดความเครียดออกซิเดชั่น และช่วยลดความเสียหาย ที่เกิดจากความเครียด

8. นม

มีสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน A, วิตามิน D, แคลเซียม และโปรตีน ที่เป็นส่วนสำคัญในการช่วยลดความเครียด และงานวิจัยส่วนใหญ่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นม ยังแสดงให้เห็นว่านมมีประโยชน์ต่อสุขภาพของกระดูก สุขภาพหัวใจ และหลอดเลือด

9. บลูเบอร์รี่

บลูเบอร์รี่นั้นเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามินซี ซึ่งช่วยผ่อนคลายความเครียดลงได้  และยังช่วยป้องกันร่างกายจากผลกระทบของความเครียดอีกด้วย

10. ดาร์กช็อคโกแล็ต

ในช็อคโกแลตมีคาเฟอีน  และสารที่มีฤทธิ์ช่วยกระตุ้น ให้รู้สึกผ่อนคลาย ทานแล้วทำให้รู้สึกอารมณ์ดี จึงสามารถช่วยลดความตึงเครียดได้ดี อีกทั้งยังมีส่วนช่วยป้องกัน การเกิดภาวะซึมเศร้า และความผิดปกติทางจิต ได้อีกด้วย

เพราะการดำเนินชีวิต ในสังคมปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูง ทำให้ภาวะความเครียด ทวีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อมนุษย์จำนวนมาก ฉะนั้นในเมื่อหลีกเลี่ยง จากภาวะความเครียดได้ยาก ก็ควรหาตัวช่วย หรือวิธีบรรเทาความเครียดลงบ้าง ซึ่งการเลือกรับประทานอาหารที่มีส่วนช่วยบรรเทาความเครียด ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยได้

ทำไมคุณต้องกิน สิ่งนี้ เพื่อป้องกัน โควิด 2019

ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา มีงานวิจัยมากมายที่ระบุว่า ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการเกิดภาวะแทรกซ้อนจาก โควิด – 19 อาจเกิดจาก…โรคเบาหวาน โรคอ้วน และโรคระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

และจากสถิติที่น่ากลัวเมื่อพิจารณาว่า โรคเบาหวาน หรือคนที่มีน้ำตาลในเลือดสูง มักมีอัตราต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน และการเสียชีวิตจากการติดเชื้อ โควิด – 19 สูงกว่าผู้ที่ไม่เป็นโรคเบาหวาน

อย่างไรก็ตาม การวิจัยใหม่กำลังเผยให้เห็นถึงขั้นตอนง่ายๆ ที่สามารถใช้ได้ผล ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงได้ โดยการเปลี่ยนอาหารเพื่อลดน้ำตาลในเลือด และการกินอบเชย อาจทำให้ได้รับประโยชน์เชิงป้องกัน



อบเชยเป็นเครื่องเทศที่มีสารต้นอนุมูลอิสระ ที่มีประสิทธิภาพ และมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ ที่อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ

โควิด
โควิด

การศึกษาใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสารของสมาคมต่อมไร้ท่อ แสดงให้เห็นว่า ” การรับประทานอบเชยทุกวัน อาจช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และชะลอการลุกลามของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 “

และการศึกษาที่ดำเนินการโดยนักวิจัยชาวเกาหลีใต้ และชาวเยอรมัน พบว่าอบเชยช่วยลดระดับน้ำตาล และปรับปรุงความสามารถของร่างกายกับอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตอย่างเพียงพอ

โดยคุณสามารถโรยผงอบเชย…ลงบนกาแฟ ซีเรียล ผลไม้ โยเกิร์ต สลัด หรือนำมาปรุงประกอบในอาหาร

ผวา การระบาดของ ไวรัสโคโรนา ยอดพุ่งไม่หยุด

รายงานล่าสุดจากจีนยืนยันยอดผู้เสียชีวิต จากโรคปอดอักเสบเพิ่มขึ้น จากการระบาดของ ไวรัสโคโรนา ( Coronavirus )โดยระบุว่า…

  • มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคปอดอักเสบ ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในจีน เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 170 ราย
  • และมีผู้ติดเชื้อทั่วโลกเพิ่มขึ้นจำนวน 7,816 ราย
  • มีผู้ป่วย 47 รายที่รักษาหายและออกจากโรงพยาบาลแล้ว

นี่คือสิ่งที่เรารู้จนถึงตอนนี้ ( ไวรัสโคโรนา ) !!



  • ไวรัสส่งผ่านจากคนสู่คนได้รับการยืนยันแล้ว
  • ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพกล่าวว่า ไวรัสมีศักยภาพในการกลายพันธุ์
  • พบผู้ป่วยติดเชื้อจำนวนมากในประเทศจีน และดินแดนต่างๆ ทั่วโลก
  • พบผู้ติดเชื้อรายแรกในเยอรมณี และกัมพูชา
  • ล่าสุดมีจำนวนประเทศที่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มเป็น 15 ประเทศ ได้แก่ จีน กัมพูชา ไทย เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย ปากีสถาน เนปาล ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย เยอรมณี สหรัฐ แคนาดา และฝรั่งเศส

ขณะนี้รัฐบาลจีนได้ประกาศขยายวันหยุดเทศกาลตรุษจีนออกไป จนถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ และรัฐบาลเซี่ยงไฮ้ได้สั่งการบริษัทต่างๆ ทั้งรัฐบาลและเอกชนในเซี่ยงไฮ้ปิดทำการไปจนถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ แต่ไม่ได้บังคับใช้กับบริษัทที่ดำเนินการด้านสาธารณูปโภค และบริษัทบางประเภท เช่น บริษัทยา และบริษัทอุปกรณ์ทางการแพทย์

ไวรัสอู่ฮั่น จากจีนระบาดรุนแรง เสียชีวิตแล้ว 17 ราย ชี้อาจกลายพันธุ์ จนควบคุมไม่อยู่

เชื้อไวรัสตัวใหม่จากจีนที่แพร่ระบาดรุนแรง ไปยังหลายประเทศทั่วโลก ขณะนี้มีรายงานพบว่ามีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 17 ราย และมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 540 รายในประเทศจีน และในประเทศไทยได้รับการยืนยัน 4 ราย แต่เชื่อว่ามีผู้ติดเชื้อมากกว่าที่รายงานหลายเท่าตัว และอาจระบาดจนควบคุมไม่อยู่ ซึ่งเชื่อว่าเชื้อ ” ไวรัสอู่ฮั่น ” มีต้นกำเนิดเริ่มแพร่มาจากสัตว์ป่าที่ซื้อขายกันโดยผิดกฎหมายมาสู่คน ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าไวรัสดังกล่าวอาจกลายพันธุ์ได้

ไวรัสอู่ฮั่น
ไวรัสอู่ฮั่น

ก่อนหน้านี้ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เกิดขึ้นจากใจกลางเมืองอู่ฮั่น และเชื้อไวรัสได้แพร่กระจายไปหลายประเทศ ขณะนี้มีรายงานตรวจพบที่ไต้หวัน เกาหลีใต้ ฮ่องกง มาเก๊า และญี่ปุ่น ลามไกลไปถึงสหรัฐอเมริกา



เชื้อไวรัสแพร่กระจายโดยผ่านการหายใจ ไปยังคนสู่คน ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคปอดบวม โดยอาการเบื้องต้นอาจมีไข้ขึ้นรวดเร็ว เริ่มไอ ปวดศีรษะ และหายใจลำบาก ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการรักษา

เพื่อความปลอดภัย ควรป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ โดยควรสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อออกไปยังที่สาธารณะ และหลีกเลี่ยงสถานที่คนหนาแน่น

เด็กหญิงวัย 4 ขวบ ตาบอดจากไวรัส ไข้หวัดใหญ่

เด็กหญิง อายุ 4 ขวบ ตาบอด และไม่แน่ชัดว่าเธอจะกลับมามองเห็นได้อีกครั้งหรือไม่? หลังจากที่ครอบครัวของเธอล้มเหลวจากการฉีดวัคซีนป้องกัน ไข้หวัดใหญ่ ในฤดูกาลนี้

อแมนดา ฟิลลิปป์ กล่าวว่า ” เธอพาลูกสาวของเธอ ที่มีอาการไข้สูง ที่อาจเป็นอันตรายตามรายงานของ NBC ไปที่โรงพยาบาลในวันคริสต์มาสอีฟ ” เธอบอกว่าลูกสาวของเธอ ได้รับวัคซีนเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนอีกในฤดูกาลนี้ โดยหวังว่าการฉีดวัคซีนก่อนหน้านี้จะเพียงพอ



ไข้หวัดใหญ่
ไข้หวัดใหญ่

ลูกสาวของเธอ เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลนานกว่าสองสัปดาห์ ในช่วงเวลานั้นอาการไม่ดีขึ้น โดยเกิดโรคไข้สมองอักเสบ และสูญเสียการมองเห็น ส่วนอาการของสมองบวมเป็นภาวะที่หายากมาก พบได้ 1 ใน 5 ล้านคน

ฟิลลิปป์ กล่าวว่า ” แพทย์บอกกับเธอว่าพวกเขายังไม่ทราบแน่ชัดว่า ตาบอดของลูกสาวเธอถาวรหรือไม่ก็ประมาณ 6 เดือน “

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคกล่าวว่า ” ไข้หวัดใหญ่ในปีนี้ ส่งผลกระทบมาก โดยเฉพาะกับเด็ก “

หน่วยงานประมาณการว่า มีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่อย่างน้อย 9.7 ล้านคน ในฤดูกาลนี้ โดยป่วย 87,000 ราย และมีผู้เสียชีวิต 4,800 ราย

ฟิลิปป์ กล่าวว่า เธอหวังว่าเรื่องราวของลูกสาวเธอ จะไปถึงผู้ปกครองคนอื่นๆ เธอกล่าว ” คุณควรทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกๆ ของคุณ “

ระวัง โรคปอดอักเสบ เสี่ยงแพร่ระบาดในไทย จากเชื้อไวรัสในประเทศจีน

มีรายงานข่าวในประเทศจีนว่าพบผู้ป่วย โรคปอดอักเสบ จากเชื้อไวรัส จำนวน 44 ราย จากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ทางการจีนได้ดำเนินการสอบสวนโรค และอยู่ระหว่างการตรวจหาสาเหตุ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรค

ซึ่ง พญ.ศิริลักษณ์ ไทยเจริญ ในฐานะผู้บัญชาเหตุการณ์ ( IC ) ได้สั่งเปิดศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางด้านสาธารณสุข กรณีผลกระทบของโรคปอดอักเสบรุนแรงจากเชื้อไวรัส เน้นคุมเข้มเฝ้าระวังโดยการตรวจคัดกรองในผู้ที่เดินทางมาจาก เมืองอู๋ฮั่น ประเทศจีน ผ่านด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศภูเก็ต และกระบี่ เตรียมพร้อมทีมสอบสวนโรคหากพบผู้ป่วยสงสัย และเตรียมพร้อมสำรองวัสดุ เวชภัณฑ์ที่จำเป็น ให้ประชาชนมั่นใจสามารถป้องกันการแพร่ระบาดมาสู่ไทยได้

โรคปอดอักเสบ
โรคปอดอักเสบ

พญ.ศิริลักษณ์ ได้เน้นย้ำคำแนะนำสำหรับผู้ที่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปประเทศจีน หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด หรือสถานที่ ที่มีมลภาวะเป็นพิษ ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว ฯลฯ รวมถึงการรักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ

นอกจากนี้ สำหรับคนที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น ภายใน 14 วัน โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ หากมีอาการเริ่มป่วย เช่น มีอาการไข้ ไอเจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ให้รีบไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

5 สัญญาณเตือน อาการนิ่วในไต ที่คุณจำเป็นต้องรู้

มนุษยชาติคุ้นเคยเกี่ยวกับปัญหา นิ่วในไต มาตั้งแต่ราว 600 ปีก่อนคริสตกาล ส่วนใหญ่ผู้ชายมีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิง เมื่อใดก็ตามเมื่อก้อนนิ่วขยับ สัญญาณความรุนแรงและความเจ็บปวดจะเริ่มขึ้น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่เราจำเป็นต้องรู้ก่อน

นี่คือ สัญญาณเตือน นิ่วในไต !



1. ปัสสาวะมีการเปลี่ยนแปลง

เมื่อก้อนนิ่วเริ่มเคลื่อนที่ และมายังกระเพาะปัสสาวะ สิ่งนี้จะทำให้เกิดอาการปวด รู้สึกแสบร้อนขณะปัสสาวะ และปัสสาวะได้น้อยเนื่องจากมีก้อนนิ่วติดอยู่ โดยมันสามารถหยุดการไหลของปัสสวะได้ รวมถึงอาจมีเลือดปนกับปัสสาวะ ปัสสาวะขุ่น และหากปัสสาวะมีกลิ่นเหม็นนั่นบ่งบอกได้ว่า คุณกำลังติดเชื้อในไต

2. รู้สึกอ่อนเพลีย

เมื่อมีก้อนนิ่วอยู่ในไต จะทำให้การทำงานของไตมีประสิทธิภาพลดลง การสะสมของสารพิษสามารถเกิดขึ้นได้กับร่างกาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบที่ทำให้คุณรู้อ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายมากกว่าปกติ

3. เจ็บปวดรุนแรง

อาการนิ่วในไต
อาการนิ่วในไต

คุณอาจรู้สึกเจ็บปวดมากบริเวณท้อง หลัง หรือขาหนีบ ซึ่งอาการนี้จะเกิดขึ้นเมื่อก้อนนิ่วเริ่มเคลื่อนที่ และติดอยู่ในท่อไต จึงทำให้เกิดแรงกดดันในไต และในขณะที่ก้อนนิ่วเคลื่อนที่ ความเจ็บปวดจากด้านหลังอาจเปลี่ยนไปปวดที่ขาหนีบ

4. มีไข้ และหนาวสั่น

หากมีไข้นั่นหมายถึงเกิดการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ หรือในไต ซึ่งสิ่งนี้สามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้

5. คลื่นไส้

เนื่องจากไตและระบบทางเดินอาหารถูกเชื่อมโยงถึงกันด้วยเส้นประสาท จึงส่งผลทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียน และอาการนี้อาจมีผลมาจาก อาการเจ็บปวดที่รุนแรง

ดังนั้นอย่าลืมดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน และหากเมื่อใดที่พบว่าตัวคุณเองมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

วิธีเอาชนะ โรคเบาหวาน โดยไม่ต้องพึ่งยา

ผู้ป่วย โรคเบาหวาน อาจไม่จำเป็นต้องได้รับยาไปตลอดชีวิต สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ร่างกายผลิตอินซูลินได้น้อยหรือไม่ได้เลย ซึ่งเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ ส่งผลทำลายตับอ่อนที่ทำหน้าที่ในการผลิตอินซูลิน ส่วนโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้น้ำตาลกลูโคสไม่สามารถผ่านเข้าสู่เซลล์ และไปสะสมอยู่ในกระแสเลือด

และเมื่อน้ำตาลกลูโคสไม่สามารถเข้าสู่เซลล์ได้ มันจะถูกสะสมในกระแสเลือด จนทำให้เกิดความเสียหายต่อดวงตา เท้า ไต หัวใจ และส่วนอื่นๆของร่างกาย ซึ่งมีอันตรายถึงชีวิต

วิธีที่ดีคือการใช้ยารักษาโรคเบาหวาน แต่มันก็เป็นผลข้างเคียงในระยะยาว ตัวอย่างเช่นยาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมักทำให้เกิดอาการ คลื่นไส้ อาเจียน และตะคริว

โรคเบาหวาน

วิธีเอาชนะ โรคเบาหวาน โดยไม่พึ่งยา ?



1. อย่าเครียด

ความเครียดเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ก่อให้เกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 รวมถึงโรคเรื้อรังอื่นๆ ด้วย การหาวิธีลดความเครียดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เช่น การฝึกการหายใจ ทำสมาธิ หรือการฝึกโยคะ จะช่วยคุณได้อย่างมาก การหายใจมีประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อหายใจเข้าลึกๆ 10 ครั้งช้าๆ สามารถหลอกสมองให้คิดว่ามันผ่อนคลาย

2. ลดการทานคาร์โบไฮเดรต

ร่างกายของเราต้องการคาร์โฮเดรต 100 กรัมต่อวัน ดังนั้นการได้รับคาร์โบไฮเดรตจากเส้นใย เช่น ผักใบเขียว หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำดอก พริกหวาน แตงกวา ผักชีฝรั่ง มันฝรั่ง ข้าวโพด แครอท มะเขือเทศ และพืชตระกูลถั่ว ในจำนวนเล็กน้อยต่อวัน จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี และการทานคาร์โบไฮเดรตให้น้อยลง จะทำให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้เร็วขึ้น

ตอนนี้เรารู้แล้วว่าอาหารอย่างข้าว พาสต้า และขนมปัง นั้นถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว และสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดระดับน้ำตาลในเลือดที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงแต่ทำให้คุณหิวได้ง่าย แต่ในที่สุดมันจะทำให้ร่างกายของคุณหยุดฟังอินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ความต้านทานต่ออินซูลินนี้ทำให้เกิดการสะสมของไขมันในตับ และตับอ่อน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคเบาหวาน

3. ออกกำลังกาย

การศึกษาแสดงให้เห็นว่า การนั่งติดต่อกันตลอดทั้งวัน มีผลต่อความไวของอินซูลิน และการควบคุมระดับน้ำตาลมากกว่าการออกกำลังกาย ดังนั้นควรลุกเดินระหว่างวันบ่อยครั้ง และการแบ่งเวลาออกกำลังกายอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์

4. อย่าอดนอน

การนอนหลับที่ไม่ดีเพียง 1 คืน สามารถนำไปสู่การเลือกกินอาหารที่ไม่ดีมากขึ้น การศึกษาหนึ่งพบว่า การนอนหลับเพียง 4 – 5 ชั่วโมงต่อคืน เป็นเวลา 4 คืนติดต่อกัน ลดความความไวของอินซูลิน และนี่คือสิ่งที่นำไปสู่โรคเบาหวานชนิดที่ 2

5. กินไขมันที่ดี

การเลือกกินไขมันชนิดดี ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น อะโวคาโด น้ำมันมะกอก ฯลฯ ซึ่งมันอาจส่งผลอย่างมากต่อระดับน้ำตาลในเลือด และการควบคุมน้ำหนัก ดังนั้นการงดกินน้ำมันปาล์ม และเนย อาจเป็นทางเลือกที่ถูกต้องสำหรับเรื่องนี้

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าพฤติกรรมที่เราทำในชีวิตประจำวัน รวมถึงอาหารที่นำเข้าสู่ร่างกาย ล้วนมีผลต่อการเกิดโรคเบาหวาน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและอาหารจึงมีความสำคัญต่อสุขภาพและชีวิตที่ยืนยาวขึ้น โดยเราอาจไม่ต้องพึ่งการใช้ยาไปตลอดชีวิต

ชายวัย 43 ปี มีพยาธิตัวตืดหลาย 100 ตัว ในสมอง หน้าอก หลังจากกิน เนื้อหมู ที่ปรุงสุกแล้ว

ชายวัย 43 ปี ในประเทศจีนที่ป่วยเป็นลมชัก และหมดสติ ไปพบแพทย์หลังจากอาการของเขาหายไปหลายสัปดาห์แล้ว พบว่าเขามีพยาธิตัวตืดหลายร้อยตัวในสมอง และหน้าอก หลังจากที่เขาถูกกล่าวหาว่ากิน เนื้อหมู ที่ปรุงสุกแล้วซึ่งถูกปนเปื้อนด้วยพยาธิตัวตืด

ผู้ป่วยหลายราย จะตอบสนองต่อการติดเชื้อปรสิตที่แตกต่างกันไป ดร.หวาง แพทย์ของ Zhongfa ที่โรงพยาบาลในเครือของโรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยเจ้อเจียงกล่าวกับ AsiaWire ” ในกรณีนี้เขามีอาการชักและหมดสติ แต่คนอื่นๆ มีซีสต์ในปอด และอาจมีอาการไอมาก “



Jianrong อธิบายว่าตัวอ่อนเข้าสู่ร่างกายของ Zhongfa ผ่านระบบย่อยอาหารและเข้าสู่กระแสเลือด เขาได้รับการวินิจฉัยอย่างเป็นทางการว่ามี neurocysticercosis และ cysticercosis และได้รับยา antiparasitic และยาอื่นๆ เพื่อป้องกันอวัยวะเสียหาย

Jianrong กล่าวว่า ” ผู้ป่วยของเขาทำได้ดีหลังจากผ่านไป 1 สัปดาห์ แต่ผลกระทบระยะยาวจากการเข้าทำลายครั้งใหญ่นั้น ยังไม่ชัดเจน “

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค ( CDC ) แนะนำให้ทำอาหารเนื้อสัตว์ในอุณหภูมิที่ปลอดภัย และใช้เครื่องวัดอุณหภูมิอาหาร เพื่อพยามหลีกเลี่ยงพยาธิตัวตืด และไข่ในอุจจาระซึ่งปนเปื้อนในดินที่มีสุขภิบาลที่ไม่ดี ไข่พยาธิอยู่รอดในภาพแวดล้อมที่ชื้นเป็นเวลาหลายเดือน วัวและหมูจะติดเชื้อหลังจากได้รับอาหารบนพื้นที่ปนเปื้อน

เมื่อเข้าไปในสัตว์ ไข่จะฟักในลำไส้ และย้ายไปที่กล้ามเนื้อ ซึ่งมันพัฒนาเป็น cysticerci (โรคพยาธิตืดหมู) ซึ่งสามารถอยู่รอดได้เป็นเวลาหลายปี สิ่งนี้ทำให้มนุษย์ติดเชื้อ เมื่อกินเนื้อหมูหรือเนื้อวัวดิบ ที่ปนเปื้อนเข้าไป

อะไร คือสิ่งที่เลวร้ายที่สุด สำหรับไตของคุณ

ไม่ว่า อะไร ที่เป็นอวัยวะในร่างกายของคุณก็สำคัญทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่ ไตที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากสำหรับร่างกายของคุณ เพราะไตจะคอยทำหน้าที่กำจัดของเสียออกทางปัสสาวะ ผลิตฮอร์โมน และกรองสารพิษและของเหลวในเลือด และนี่คือเหตุผลที่คุณควรดูแลไตของคุณให้ดี แต่น่าเศร้าที่รายการอาหารบางอย่าง มีส่วนที่สามารถทำร้ายและส่งผลกระทบต่อการทำงานของไต หากว่าคุณกินมากเกินไป

อาหาร อะไร เลวร้ายต่อไตคุณ ?

1. เนื้อสัตว์

การรับประทานเนื้อสัตว์มากเกินไป อาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นกับไตได้ เนื่องจากโปรตีนในสัตว์นั้นยากต่อการเผาผลาญ ทำให้การกำจัดของเสียเป็นภาระสำหรับไต



อาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนจากสัตว์ อาจนำไปสู่การพัฒนานิ่วในไต เนื่องจากเนื้อสัตว์มีพิวรีน (Purine) จำนวนมาก ที่กระตุ้นการผลิตกรดยูริก ซึ่งเป็นสาเหตุของนิ่วในไต

การเลือกรับประทานผักและถั่วแทนเนื้อสัตว์ จะช่วยให้ร่างกายของคุณได้รับโปรตีนที่เพียงพอ ต่อความต้องการในแต่ละวัน

2. กล้วย

หากคุณสงสัยว่าคุณมีปัญหาเกี่ยวกับไต การกำจัดอาหารบางอย่างออกไปจึงเป็นทางเลือกที่ดี เช่น กล้วย เพราะมีโพแทสเซียมในระดับสูงมาก ซึ่งอาจเป็นอันตรายสำหรับผู้ที่ไตทำงานไม่ปกติ

ผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี ควรได้รับโพแทสเซียมจากอาหารประมาณ 3,500 – 4,700 มิลลิกรัมต่อวัน และกล้วย 150 กรัม มีโพแทสเซียมประมาณ 537 มิลลิกรัม

แต่ถ้าหากว่าคุณมีปัญหาเกี่ยวกับไต การเลือกบริโภคโพแทสเซียมให้น้อยลงจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เนื่องจากร่างกายของคุณ ไม่สามารถกรองส่วนเกินออกไปได้ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงมากขึ้น

3. น้ำส้มและส้ม

แน่นอนว่าส้มและน้ำส้มอุดมไปด้วยวิตามินซี และมีแคลอรี่ต่ำ แต่ก็มีโพแทสเซียมในระดับสูง ส้มขนาดกลาง 1 ลูก ให้โพแทสเซียม 240 มิลลิกรัม และน้ำส้ม 1 ถ้วย มีโพแทสเซียมมากถึง 470 มิลลิกรัม

จากตัวเลขเหล่านี้ การบริโภคส้ม และน้ำส้มควรเป็นไปอย่างจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณมีไตที่ทำงานไม่ปกติหรือสมบูรณ์ เพราะหากว่าไตไม่สามารถกำจัดโพแทสเซียมส่วนเกินออกจากเลือด สิ่งนี้อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายของคุณ

4. ผลิตภัณฑ์นม

แม้ว่าผลิตภัณฑ์นม จะอุดมไปด้วยสารอาหารและวิตามินมากมาย แต่การบริโภคนม โยเกิร์ต และชีสมากเกินไป อาจก่อให้เกิดอันตรายมากกว่าการได้รับประโยชน์ และสิ่งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากฟอสฟอรัสที่มีอยู่ในอาหารเหล่านี้จำนวนมาก อาจสร้างความเครียดให้กับไตของคุณ

ยิ่งกว่านั้นหากไตของคุณทำงานไม่ปกติอยู่แล้ว ไตจะไม่สามารถกำจัดฟอสฟอรัสส่วนเกินออกจากเลือด และเมื่อเวลาผ่านไป จะทำให้กระดูกอ่อนแอและบางลง และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการแตกหัก

5. เกลือ

ร่างกายควรได้รับโซเดียมสูงสุดในแต่ละวันประมาณ 2,300 มิลลิกรัม หรือประมาณ 1 ช้อนชา หากคุณกินเกลือมากเกินไป ไตของคุณจะต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อกำจัดโซเดียมส่วนเกิน ดังนั้นพวกเขาอาจเริ่มกักเก็บน้ำ ซึ่งอาจนำไปสู่ความดันโลหิตสูง

เพื่อให้ไตแข็งแรง คุณสามารถเพิ่มเครื่องเทศและสมุนไพรในอาหารของคุณ แทนการใช้เกลือ และคุณสามารถลดการบริโภคอาหารแปรรูป หรืออาหารสำเร็จรูปลง เนื่องจากสิ่งเหล่านี้มีเกลืออยู่จำนวนมาก

6. อะโวคาโด

แม้ว่าอะโวคาโด จะได้รับการยกย่องว่าเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ แต่การกินมากเกินไปอาจเป็นอันตรายต่อไต โดยเฉพาะหากคุณป่วยเป็นโรคไต และเหตุผลก็คือ ผลไม้ชนิดนี้มีโพแทสเซียมในระดับสูงมาก

แน่นอนว่าร่างกายของเราต้องการแร่ธาตุนี้ แต่โพแทสเซียมในเลือดมากเกินไป อาจทำให้เกิดปัญหาร้ายแรง เช่น หัวใจเต้นผิดปกติ ตะคริว และปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ

7. ขนมปังโฮลวีท

ขนมปังโฮลวีทดีต่อสุขภาพก็จริง แต่การกินในปริมาณมาก และโดยเฉพาะกับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับไต อาจเป็นอันตรายมาก สาเหตุคือฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมในปริมาณสูง ที่รวมอยู่ในขนมปังชนิดนี้

ขนมปังโฮลวีท 1 ชิ้น มีโพแทสเซียม 70 มิลลิกรัม และฟอสฟอรัส 57 มิลลิกรัม เมื่อเทียบกับขนมปังขาว 1 ชิ้น จะมีเพียง 25 มิลลิกรัม

แล้วคุณหล่ะ ! กินอาหารเหล่านี้บ่อยและมากแค่ไหน ? เพื่อประโยชน์ที่ดีต่อร่างกาย คุณอาจกินในปริมาณที่พอดี และไม่ควรมากเกินไป