ทำไม น้ำตาล ไม่เคยให้โทษ ต่อร่างกายของคุณ

น้ำตาล ...ไม่เคยให้โทษ ต่อร่างกาย

เหมือนความรัก…ที่ไม่ได้ทำร้ายใครเช่นกัน

หากคุณใช้มัน…อย่างถูกวิธี


น้ำตาล

การบริโภคน้ำตาลในปริมาณที่ร่างกายต้องการอย่างเพียงพอ มักจะให้ประโยชน์มากกว่าให้โทษ เนื่องจากน้ำตาลให้พลังงานแก่ร่างกาย ทำให้รู้สึกสดชื่น รวมถึงยังจำเป็นต่อการทำงานของเนื้อเยื่อต่างๆ ภายในร่างกาย (เพียงแต่ต้องบริโภคแต่พอดี)

ความรัก

การมีความรักที่แท้จริง มีแต่คุณให้ ความรักไม่เคยทำร้ายใคร หากว่ารักเป็น และรู้จักว่ารักคืออะไร…



ความรักนั้น…ก็อดทนนาน…และกระทำคุณให้

ความรักไม่อิจฉา…ไม่อวดตัว…ไม่หยิ่งผยอง 

ไม่หยาบคาย…ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว…ไม่ฉุนเฉียว

ไม่ช่างจดจำความผิด…ไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด…

แต่ชื่นชมยินดีเมื่อประพฤติชอบ…ความรักทนได้ทุกอย่างแม้ความผิดของคนอื่น

และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ…และมีความหวังอยู่เสมอ…และทนต่อทุกอย่าง

น้ำตาล
น้ำตาล

8 วิธีควบคุมกระเพาะปัสสาวะ ขณะไม่มี ห้องน้ำ

อาการนี้อาจเคยเกิดขึ้นกับคุณ เมื่อกระเพาะปัสสาวะของคุณเต็ม คุณจะเริ่มรู้สึกอยากเข้า ห้องน้ำ แต่อย่างที่ทราบกันดีว่าบางครั้งสถานการณ์ และสถานที่อาจไม่สะดวกตามที่ต้องการ วันนี้เรามีเทคนิคควบคุมกระเพาะปัสสาวะมาฝาก เผื่อว่าคุณอาจต้องการใช้ในช่วงเวลาสุดแสนทรมาณนี้อีกครั้งก็ได้…

ห้องน้ำ ไม่มีทำไงดี ?

ห้องน้ำ
ห้องน้ำ

1. บีบก้นตัวเอง

  • กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน เป็นกล้ามเนื้อรอบท่อปัสสาวะ ดังนั้นการบีบก้น 2 – 3 ครั้ง อย่างรวดเร็วเป็นการช่วยให้กล้ามเนื้อกระชับ ซึ่งจะช่วยเก็บปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะได้ เพื่อป้องกันการรั่วไหล

2. ยืนไขว้ขา

  • ท่าปัสสาวะเป็นท่อที่ขับฉี่ออกจากร่างกาย โดยคุณสามารถไขว้ขาในท่ายืนบีบเล็กน้อยจะช่วยบรรเทาอาการลงได้ แต่การไขว้ขาในท่านั่งอาจทำให้เกิดแรงกดดันต่อกระเพาะปัสสาวะมากขึ้น

3. นั่งตัวตรง

  • การนั่งตัวตรง แล้วผ่อนคลาย จะสามารถช่วยกระชับกล้ามเนื้อรอบๆ กระเพาะปัสสาวะ ทำให้ช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งอาจจะช่วยลดความอยากฉี่ได้

4. การนอนราบ

  • เมื่อนอนลงแนวราบ จะช่วยลดความกดดันของกระเพาะปัสสวะอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับการยืนที่น้ำหนักจะกดลงบนกระเพาะปัสสาวะมากกว่า



5. ทำร่างกายให้อุ่น

  • เมื่อร่างกายของคุณเย็น สิ่งที่ตอบสนองต่ออุณหภูมิที่ลดลงคือการผลิตฉี่มากขึ้น ดังนั้นเมื่อคุณมีอาการปวดฉี่ ควรหลีกเลี่ยงการลงน้ำ และควรหาเสื้อมาใส่ หรือหาผ้ามาคลุมให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น

6. ไม่โฟกัส

  • เมื่อกระเพาะปัสสาวะเต็ม หรือมากกว่าครึ่งประสาทในกระเพาะปัสสาวะจะบอกสมองว่าถึงเวลาแล้ว ดังนั้นการคิดเรื่องอื่นที่ทำให้ฟุ้งซ่าน ไม่โฟกัสที่การเข้าห้องน้ำ จะเห็นได้ว่าความรู้สึกปวดฉี่อาจหายไป

7. ผายลม

  • ก๊าซในลำไส้และกระเพาะอาหารอาจเพิ่มแรงกดดันขึ้นในกระเพาะปัสสาวะ การลดแรงกดดันนี้โดยการผายลม หรือเรอออกมา อาจช่วยทำให้คุณกลั้นปัสสาวะได้นานขึ้น

8. อย่าหัวเราะ

  • เพราะการหัวเราะส่งผลทำให้กล้ามเนื้อหลักของคุณเกร็ง และกดดันกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งอาจส่งผลให้ปวดปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น

แล้วคุณหล่ะ ! เคยตกอยู่ในสถานการณ์นี้บ้างหรือไม่ และคุณใช้เคล็ดลับใดเป็นตัวช่วย ? โดยคุณสามารถแบ่งปันเทคนิคใหม่ๆ กับเราได้…

8 เหตุผลทำไมคุณถึง หิว บ่อย

หิว ! อาจเป็นเรื่องปกติของชีวิต แต่อย่างไรก็ตามหากเราไม่สามารถควบคุมความหิวได้อย่างถูกต้อง คุณอาจมีแนวโน้มที่จะเกิดความอยากมากเกินไปโดยที่ไม่จำเป็น ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพตามมาในที่สุด

หิว ! อีกแล้ว… เกิดจากอะไร?

หิว
หิว

1. อารมณ์แปรปรวน หรืออยู่ในภาวะซึมเศร้า

  • อาการซึมเศร้า รู้สึกหดหู่ และอารมณ์แปรปรวน ที่เกิดจากความเครียดมีผลต่อชีวิตของคนเราอย่างมาก รวมไปถึงนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของความหิวในภายหลัง และความอยากอาหารอย่างรุนแรง

2. นอนไม่พอ

  • การนอนหลับส่งผลกระทบต่อชีวิตประวัน เมื่อใดที่พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือนอนหลับน้อยกว่า 7 ชั่วโมง อาจส่งผลให้คุณอยากกินตลอดทั้งวัน เนื่องจากการนอนหลับเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนควบคุมความอยากอาหาร

3. งดทานอาหารเช้า

  • การเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพในตอนเช้า ที่อุดมไปด้วยโปรตีน และเส้นใย จะช่วยทำให้คุณอิ่มนาน สามารถช่วยควบคุมความอยากอาหารในช่วงบ่ายได้ แต่การอดและงดการรับประทานอาหารเช้า จะนำไปสู่ความอยากอาหารที่บ่อย และการกินที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่การเป็นโรคอ้วน

4. ขาดโปรตีน

  • การรับประทานอาหารที่มีโปรตีนต่ำ อาจนำไปสู่ความรู้สึกหิวบ่อย แม้ว่าจะกินแคลอรี่ในปริมาณที่สูงกว่าก็ตาม



5. กินน้ำตาลมากเกินไป

  • เมื่อน้ำตาลในเลือดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่การดื้อต่ออินซูลิน ทำให้ร่างกายไม่สามารถใช้กลูโคสจากเลือดไปเป็นพลังงานได้
  • อินซูลินมีความคล้ายคลึงกันกับเลปติน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมความอยากอาหาร และการควบคุมน้ำหนัก ซึ่งนี่จะนำไปสู่วงจรความหิว ที่ทำให้รู้สึกหิวบ่อย

6. ขาดไฟเบอร์

  • อาหารที่มีกากใยต่ำอาจทำให้รู้สึกหิวบ่อย คุณควรได้รับอาหารที่มีเส้นใยอย่างน้อย 25 กรัมต่อวัน เนื่องจากไฟเบอร์มีส่วนผสมที่ทำให้คุณรู้สึกอิ่มอาหารได้นานเมื่อกินเสร็จ

7. บริโภคคาร์โบไฮเดรตไม่ถูกต้อง

  • การทานขนมปังขาว ข้าวขัดสี เบเกอรี่ ฯลฯ ในปริมาณที่มาก สามารถกระตุ้นอินซูลินซึ่งเป็นเป็นฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือด แม้ว่าคุณจะทานอาหารจำพวกนี้จนอิ่ม แต่อินซูลินจะทำให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาลอย่างรวดเร็ว จึงทำให้รู้สึกหิวเร็วขึ้น

8. โรคเบาหวาน หรือไทรอยด์

  • ความหิวที่เพิ่มมากขึ้น อาจเป็นสัญญาณของโรคเบาหวาน ที่ควบคู่ไปกับความกระหายเพิ่มขึ้น หรือปัสสาวะบ่อย
  • หรือนี่อาจเป็นสัญญาณของการทำงานผิดปกติของต่อมไทรอยด์ ที่มีอัตราการเต้นของหัวใจที่เพิ่มขึ้น และรู้สึกกระวนกระวาย

คุณคิดว่า…อาการหิวบ่อยของคุณ เกิดจากปัจจัยเหล่านี้บ้างหรือไม่ ? โดยคุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับเราได้ ในช่องแสดงความคิดเห็นด้านล่าง

5 โปรตีนจากพืช ที่ดีที่สุด ทานทดแทนเนื้อสัตว์ได้

หากพูดถึงโปรตีน คนส่วนใหญ่มักนึกถึงเนื้อสัตว์เป็นอันดับแรก โดยหารู้ไม่ว่า โปรตีนจากพืช นั้นมีไม่น้อยกว่าเนื้อสัตว์เลย และนี่คือพืชที่ให้โปรตีนสูงที่ดีที่สุด เมื่อเพิ่มลงไปในอาหารของคุณ

5 โปรตีนจากพืช ที่ดีที่สุด

โปรตีนจากพืช
โปรตีนจากพืช

1. เต้าหู้

  • เป็นหนึ่งในอาหารสุขภาพที่มีโปรตีนมากที่สุด ที่สามารถเลือกทานทดแทนเนื้อสัตว์ได้เลย เพราะให้โปรตีนมากกว่าเนื้อสัตว์บางชนิดมากถึง 2 เท่า ที่สำคัญไม่มีคอเลสเตอรอล โดยเต้าหู้ 1 ถ้วย ให้โปรตีนมากถึง 20 กรัม

2. ถั่วดำ

  • ถั่วเม็ดเล็กนี้ยังคงมีอิทธิพลต่อคุณมากกว่าที่คิด เพราะมันดีสุขภาพของไตคุณ ถั่วดำเพียง 1 ถ้วย ให้โปรตีนมากถึง 15 กรัม

3. ถั่วฝักยาว

  • ในฝักยาว 1 ถ้วย ให้โปรตีน 18 กรัม อีกทั้งมันยังช่วยบำรุงสุขภาพของกระดูกและฟัน ซึ่งช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนก่อนวัยได้ดี



4. เทมเป้

  • อาหารชนิดนี้ทำจากถั่วเหลืองหมัก มันไม่เพียงแต่เป็นวัตถุดิบหลักที่เป็นมิตรกับลำไส้ แต่มันยังเต็มไปด้วยโปรตีนที่มากเลยทีเดียว เทมเป้เพียง 20 กรัม ให้โปรตีนมากถึง 100 กรัมเลยทีเดียว

5. ถั่วแระ

  • รู้หรือไม่ว่าถั่วชนิดนี้มีโปรตีนสูงกว่าถั่วชิกพี โดยถั่วแระ 1 ถ้วย เท่ากับโปรตีน 19 กรัม นอกจากนั้นมันยังเป็นแหล่งของวิตามินเค โฟเลต และไฟเบอร์ที่ดีอีกด้วย

คนรักสุขภาพทั้งหลายรู้แบบนี้แล้ว ไม่ต้องกลัวว่าหากเลิกทานเนื้อสัตว์แล้วร่างกายจะไม่ได้รับโปรตีน เพราะในพืชก็มีโปรตีนที่มากเพียงพอสำหรับร่างกายเช่นกัน

นี่คือสาเหตุที่ทำให้ ร่างกายอ่อนแอ โดยที่คุณไม่คาดคิด

เชื่อได้ว่ามีหลายคนที่ไม่ทันได้ระวังกับพฤติกรรม หรือสิ่งรอบตัวใกล้ตัวเหล่านี้ ซึ่งส่งผลทำให้ ร่างกายอ่อนแอ ในความเป็นจริงแล้วทุกวันนี้ โลกที่เราอาศัยอยู่มีรังสีอยู่ทั่วไป หลักๆ ที่มนุษย์จะได้รับมากที่สุด คือกัมมันตภาพรังสี ที่มีอันตรายต่อเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิต และรังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่มาจากโทรศัพท์มือถือ และสายไฟฟ้า รวมถึงรังสีไมโครเวฟ ซึ่งเจ้าตัวรังสีเหล่านี้เป็นตัวอันตราย และทำให้มนุษย์เรามีอายุที่สั้นลง

ร่างกายอ่อนแอ เกิดจากพฤติกรรมเหล่านี้ ?

ร่างกายอ่อนแอ
ร่างกายอ่อนแอ
  1. ใช้ชีวิตประจำวันเกี่ยวกับงานก่อสร้าง เนื่องจาก กัมมันตภาพรังสี เกิดจากธรรมชาติ 85 เปอร์เซ็นต์ ในหิน ทราย และวัสดุก่อสร้างต่างๆ ซึ่งเป็นต้นเหตุการแพร่กระจายของรังสีแกมมา
  2. การเอ็กซ์เรย์ ส่วนใหญ่มักใช้ในทางการแพทย์เพื่อรักษาโรคเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง แน่นอนว่าหากได้รับมากเกินไป หรือโดยไม่จำเป็น อาจทำให้เนื้อเยื่อตาย ทำให้เยื่อหุ้มเซลล์ของอวัยวะต่างๆ ต้องหายไป ทำให้ผิวหนังไหม้ โลหิตจาง ที่สำคัญมันส่งผลให้มนุษย์เสียชีวิตเร็วขึ้น
  3. การอยู่บนพื้นที่สูง เช่น บนภูเขา อากาศจะเบาบางลง ทำให้เรามีโอกาสได้รับรังสีเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น



  4. การอยู่บนเครื่องบิน ทำให้เราได้รับรังสีมากขึ้นถึง 100 เท่า ซึ่งมีการวิจัยบ่งชี้ว่า นักบินที่มีชั่วโมงบินมากกว่า 5,000 ชั่วโมง มีโอกาสเสี่ยงจะเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลัน เนื่องจากได้รับรังสีคอสมิก (Cosmic ray) มากเกินไป
  5. การอาศัยอยู่ใกล้โรงงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นสถานที่ปล่อยสารกัมมันตภาพรังสีในรูปแบบของแก๊ส หรือถ่าน
  6. การดื่มน้ำ และบริโภคอาหารที่มีกัมมันตภาพรังสี เช่น ชา กาแฟ และขนมปัง ซึ่งมีกัมมันตภาพรังสีมากกว่าอาหารประเภทอื่น
  7. การใช้โทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นรังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าพลังงานต่ำ
  8. การอาศัยในสภาพแวดล้อม ที่มีเครื่องถ่ายเอกสาร อุปกรณตรวจจับควันไฟ หรือวัตถุบางชนิดที่มีรังสี ก็อาจทำให้ร่างกายได้รับรังสีได้เช่นกัน

รู้แบบนี้แล้ว เหลือเชื่อเลยใช่ไหมว่าทุกวันนี้มนุษย์เราได้รับรังสีต่างๆ เข้าสู่ร่างกายโดยไม่จำเป็นในแต่ละวัน แต่เพื่อความปลอดภัยการหลีกเลี่ยงให้ได้มากที่สุด จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดี และมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นได้

7 อาหารเสริมสร้าง ภูมิคุ้มกัน ต่อสู้ไวรัสโควิด-19

การเลือกบริโภคอาหารที่สมดุลอย่างเพียงพอ จะช่วยสนับสนุนระบบ ภูมิคุ้มกัน ของร่างกายให้แข็งแรง ลิซ่าโจนส์ นักโภชนาการในฟิลาเดลเฟียกล่าว ” การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ที่มีสารอาหารที่ร่างกายต้องการ เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ” โดยเฉพาะช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ( COVID-19 ) การเติมสารอาหารที่ดีให้กับร่างกาย จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก

7 อาหารช่วยเสริมสร้าง ภูมิคุ้มกัน

ภูมิคุ้มกัน
ภูมิคุ้มกัน

1. กระเทียม

  • กระเทียมมีสารประกอบที่ทำหน้าที่ทำลายเชื้อแบคทีเรีย และการติดเชื้อ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกันของคุณ และจากการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการบริโภคกระเทียม อาจช่วยลดความเสี่ยงของอาการเจ็บป่วย

2. เมล็ดฟักทอง



  • แร่ธาตุสังกะสีในเมล็ดฟักทองขนาดเล็กนี้ เป็นแร่ธาตุสำคัญสำหรับการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน การรับประทานเมล็ดฟักทองประมาณ 1.5 ออนซ์ ให้แร่ธาตุสังกะสีกับร่างกายประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ต่อวัน

3. อัลมอนด์

  • อัลมอนด์อุดมไปด้วยวิตามินอี ซึ่งการวิจัยชี้ให้เห็นว่ามีความสำคัญต่อการรักษาระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะเมื่อเราอายุมากขึ้น (การรับประทานอัลมอนด์ที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งจะดีที่สุด)

4. ผักใบเขียวเข้ม

  • ผักใบเขียวเข้มเป็นแหล่งของเบต้าแคโรทีน ที่เกี่ยวข้องกับการลดการอักเสบ และเพิ่มเซลล์ต่อสู้กับโรค ซึ่งช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้

5. ผลไม้รสเปรี้ยว

  • ผลไม้จำพวกส้ม มะนาว ส้มโอ ฯลฯ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสามารถช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของคุณได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นผลไม้รสเปรี้ยวยังมีวิตามิน และแร่ธาตุมากมาย ที่ช่วยให้ร่างกายของเราทำงานได้อย่างถูกต้อง

6. พริกหยวก

  • พริกหยวกให้วิตามินซีแก่ร่างกายมากกว่าที่ร่างกายต้องการตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะพริกหยวกแดงมีวิตามินซีมากเป็น 2 เท่าของผลไม้รสเปรี้ยว พวกมันเป็นแหล่งเบต้าแคโรทีน และวิตามินซีซึ่งอุดมไปด้วยระบบภูมิคุ้มกัน และยังช่วยบำรุงสุขภาพของดวงตาและผิวหนังของเรา

7. บล็อคโคลี่

  • บล็อคโคลี่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ โพแทสเซียม วิตามินA, C, E และเส้นใยที่ดี เป็นผักที่มีส่วนช่วยเสริมภูมิคุ้มกันที่ดีมาก รวมถึงยังเป็นแหล่งโภชนาการที่สูงต่อร่างกาย

การเลือกรับประทานอาหารที่ดี รวมถึงการออกกำลังกาย จะสามารถช่วยให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับโรคร้ายได้ ที่สำคัญอย่าลืมป้องกันตนเองจากพื้นที่เสี่ยง ด้วยการสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งด้วยนะคะ

ทำไมต้องกิน ไข่นกกระทา ดีกว่าอย่างไร

นี่คือเหตุผลที่ทำให้ ไข่นกกระทา ที่มีขนาดเล็กนี้ได้รับความนิยมทานมากขึ้น แม้ว่าจะมีขนาดเล็กว่าไข่ไก่ก็ตาม นั่นเป็นเพราะว่ามันมีวิตามินบี 12 ที่สูงกว่าไข่ไก่ 1 ใน 3, ซีลีเนียม, โคลีน รวมถึงธาตุเหล็ก ที่มีประโยชน์สูงต่อร่างกาย อีกทั้งยังมีแคลอรี่เพียง 14 แคลอรี่

ซีลีเนียมและไรโบฟลาวินในไข่นกกระทา เป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายของคุณย่อยอาหารได้ดี รวมถึงซีลีเนียมยังช่วยให้การทำงานของต่อมไทรอยด์มีสุขภาพที่ดี

ในขณะเดียวกันวิตามินบี 12 และธาตุเหล็ก ช่วยเสริมระบบประสาทให้แข็งแรง และช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง



ไข่นกกระทา
ไข่นกกระทา

สารต้านอนุมูลอิสระในไข่นกกระทาอาจช่วยลดความเสียหายของเซลล์ และรักษาอาการภูมิแพ้ และภาวะการอักเสบที่รุนแรงจากการแพ้อาหาร

นอกจากนี้โคลีนมีความสำคัญต่อการช่วยให้ร่างกายของคุณสร้าง อะซีทิลคอลีน (Acetylcholine) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่สร้างขึ้นภายในสมอง ที่ส่งข้อความจากระบบประสาท ไปยังกล้ามเนื้อของคุณ

อย่างไรก็ตามไข่นกกระทา อาจหาทานได้ยากกว่าไข่ไก่และอาจมีราคาแพงกว่า อีกทั้งส่วนใหญ่แล้วจะไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ ดังนั้นหญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรระมัดระวังในการรับประทาน

12 ประโยชน์ของ นมแพะ ดื่มแล้วดีอย่างไร

สารอาหารใน นมแพะ ที่มากไปด้วยคุณค่าทางสารอาหาร จึงทำให้ประชากรโลกกว่า 65 เปอร์เซ็นต์ เลือกที่จะดื่มมากกว่า เพราะมันเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับผู้ที่แพ้แลคโตส

นมแพะอุดมไปด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัส โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต โพแทสเซียม วิตามินซี วิตามินเอ และวิตามินดี

เมื่อพูดถึงนมวัว จะย่อยยากมากกว่า รวมถึงยังมีสารก่อภูมิแพ้ และแลคโตสสูง ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อระบบย่อยอาหาร และระบบอื่นๆ ในร่างกาย

นมแพะ ดีอย่างไร ?



นมแพะ
นมแพะ

นมแพะไม่เพียงแต่มีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเท่านั้น แต่มันยังส่งผลที่ดีต่อระบบย่อยอาหาร เพราะย่อยได้ง่ายกว่า และมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ที่ดีต่อสุขภาพของหัวใจมากกว่านมวัวถึง 30 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งยังมีประโยชน์ด้านอื่นๆ อีกมากมาย เช่น

  • ช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง จึงสามารถช่วยป้องกันโรคไข้หวัดได้
  • มีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล
  • ช่วยปรับปรุงสุขภาพของผิวให้ดีขึ้น สามารถป้องกันรังสียูวีจากแสงแดดได้ดี
  • ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย
  • ช่วยบำรุงสุขภาพของระบบประสาทและสมอง
  • เป็นตัวช่วยให้การดูดซึมสารอาหารดีขึ้น
  • มีสารก่อภูมิแพ้น้อยกว่านมวัว
  • ดีต่อสุขภาพของกระดูกและฟัน
  • ลดอาการท้องผูก เพราะช่วยในเรื่องระบบขับถ่ายได้ดี
  • เหมาะกับเด็กเล็ก เนื่องจากนมแพะมีประโยชน์ใกล้เคียงกับน้ำนมแม่
  • ช่วยบำรุงสุขภาพดวงตา ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต้อกระจก
  • ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคเบาหวาน ฯลฯ

แม้ว่านมแพะอาจจะมีราคาค่อนข้างแพงมากกว่านมวัว แต่ก็คุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ…แล้วคุณหล่ะ !! ดื่มนมแพะบ่อยมากแค่ไหน?

นี่คือเหตุผล ที่คุณควรกิน กิมจิ

กิมจิ เป็นอาหารเกาหลีแบบดั้งเดิมที่ทำจากผักดองเค็ม หมักเพียงไม่กี่วัน ไปจนถึง 3 สัปดาห์ หรือจะทานสดก็ได้ ส่วนใหญ่จะมีกะหล่ำปลี และเครื่องปรุงรส เช่น น้ำตาล พริก ขิง หัวหอม เกลือ และกระเทียม และอาจมีผักชีฝรั่ง แตงกวา แครอท ผักโขม หน่อไม้ หัวไชเท้า และมะเขือยาวผสมอยู่ด้วย

ไม่เพียงแต่ความอร่อยเท่านั้น แต่เพราะมันมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากนี่เอง จึงทำให้กิมจิได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน

นี่คือเหตุผล ที่คุณควรกิน กิมจิ ?



กิมจิ
กิมจิ
  • อุดมไปด้วยสารอาหารหลากหลายชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบี แร่ธาตุมากกว่า 10 ชนิด และกรดอะมิโนที่มากกว่า 34 ชนิด
  • มีแคลอรี่ต่ำ ซึ่งอาจช่วยลดน้ำหนักได้
  • ช่วยชะลอกระบวนการชรา
  • ช่วยในเรื่องระบบการเผาผลาญ
  • ช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรง
  • ช่วยให้ผิวมีสุขภาพที่ดี แข็งแรง
  • ช่วยลดระดับเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ
  • แบคทีเรียแลคโตบาซิลลัสในกิมจิ อาจช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง
  • ป้องกันการเกิดโรคได้หลายชนิด เช่น โรคมะเร็ง โรคท้องผูก โรคหัวใจ และโรคไข้หวัด ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากิมจิจะมีความเสี่ยงน้อยมาก แต่เนื่องจากกิมจิเป็นอาหารหมักดองมันยังคงมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย ดังนั้นผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอควรระมัดระวังในการรับประทาน

14 สัญญาณ อาการขาด ธาตุเหล็ก เสี่ยงติดเชื้อไข้หวัดสูง

ภาวะขาด ธาตุเหล็ก พบได้บ่อยที่สุดทั่วโลก และมีความรุนแรงอย่างมากโดยเฉพาะกับผู้หญิง เพราะธาตุเหล็กเป็นสารอาหารสำคัญสำหรับการกระตุ้นการเจริญเติบโตของผู้หญิงแรกรุ่น หญิงตั้งครรภ์ รวมถึงหญิงสูงอายุ นอกจากนี้ธาตุเหล็กยังมีคุณสมบัติที่ช่วยต่อสู้กับมะเร็ง

14 สัญญาณอาการขาด ธาตุเหล็ก ?

ธาตุเหล็ก
ธาตุเหล็ก
  • เส้นผมอ่อนแอ ผมแห้ง แตกหัก และหลุดร่วงได้ง่าย
  • เล็บอ่อนแอ เปราะบาง
  • ชีพจรเต้นเร็ว ใจสั่น หายใจถี่
  • ผิวหมองคล้ำ ซีด ผิวอ่อนแอ เกิดบาดแผล และรอยฟกช้ำได้ง่าย
  • กล้ามเนื้อและกระดูกอ่อนแอ
  • ผิวใต้ตาคล้ำ
  • นอนไม่หลับ หลับยาก
  • รู้สึกเมื่อยล้า
  • รู้สึกปวดศีรษะ มึนงง
  • มือและเท้าเย็น
  • ลิ้นมีแผลได้ง่าย
  • เจ็บหน้าออกขณะออกกำลังกาย
  • มีอาการโรคขาอยู่ไม่เป็นสุข
  • ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ติดเชื้อได้ง่าย เช่น เสี่ยงป่วยเป็นหวัด และไข้หวัดใหญ่ได้ง่าย

ขาดธาตุเหล็ก อันตรายอย่างไร ?



  • สำหรับเด็กผู้หญิงวัยแรกรุ่น อาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโต ฮอร์โมน ที่มีผลต่อการมาของประจำเดือนโดยตรง
  • ผู้หญิงอายุมาก เสี่ยงทำให้ไทรอยด์ทำงานไม่สมดุล
  • หญิงตั้งครรภ์ เสี่ยงเป็นโรคโลหิตจาง เสี่ยงแท้งบุตร คลอดก่อนกำหนด และเสี่ยงกระทบต่อการพัฒนาสมองของทารก รวมถึงเสี่ยงกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอด
  • เสี่ยงพบปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับระบบทางเดินอาหาร เช่น ลำไส้อักเสบ กรดในกระเพาะอาหาร ฯลฯ

อาหารที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก

  • เช่น ผักชีฝรั่ง ผักโขม ผักกาดขาว ถั่ว ธัญพืชต่างๆ พริก ตับ กระเทียม ผักสีเขียวเข้ม ปลา ไข่แดง อาหารทะเล และสาหร่ายทะเล ฯลฯ

แล้วอาการเหล่านี้ เคยเกิดขึ้นกับคุณบ้างหรือไม่ ? เพราะธาตุเหล็กนั้นสำคัญต่อร่างกายมาก ไม่เพียงแต่ผู้หญิงเท่านั้นที่ต้องการ แต่ทุกเพศทุกวัยจำเป็นต้องได้รับอย่างครบถ้วน เนื่องจากธาตุเหล็กเป็นตัวการในการนำออกซิเจนไปเลี้ยงตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย รู้แบบนี้แล้ว… อย่าลืมหาอาหารเสริมธาตุเหล็กมาทานกันด้วยนะคะ