Dr. Fauci เพิ่งแจ้งข่าวที่น่ากลัวเกี่ยวกับวัคซีนไวรัส โควิด

เนื่องจากไวรัสโคโรนา ( โควิด – 2019 ) ยังคงระบาดไปหลายประเทศทั่วโลก และดูเหมือนกับว่าจะรุนแรงมากขึ้น และเป็นเรื่องน่าเศร้าที่วัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาตัวแรก อาจไม่ใช่วิธีรักษาที่น่าอัศจรรย์ อย่างที่เราหวังไว้

เรื่องน่ากลัวของ โควิด – 2019

โควิด
โควิด

Dr. Fauci กล่าวว่า ” วัคซีนไวรัสโคโรนา มีประสิทธิภาพเพียง 50% เท่านั้นที่ยังคงเป็นที่ยอมรับ และมีแนวโน้มที่จะได้รับไฟเขียวจาก FDA นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่วัคซีนไวรัสโคโรนาตัวแรก ไม่สามารถป้องกันไม่ให้ใครติดเชื้อได้ตั้งแต่แรก แต่อาจป้องกันไม่ให้บุคคลใดมีอาการรุนแรงขึ้น



ซึ่งเท่ากับว่าวัคซีนไวรัสโคโรนาตัวแรก อาจไม่สามารถกำจัด COVID-19 ได้ แต่ก็ยังช่วยควบคุมได้

ผวา การระบาดของ ไวรัสโคโรนา ยอดพุ่งไม่หยุด

รายงานล่าสุดจากจีนยืนยันยอดผู้เสียชีวิต จากโรคปอดอักเสบเพิ่มขึ้น จากการระบาดของ ไวรัสโคโรนา ( Coronavirus )โดยระบุว่า…

  • มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคปอดอักเสบ ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในจีน เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 170 ราย
  • และมีผู้ติดเชื้อทั่วโลกเพิ่มขึ้นจำนวน 7,816 ราย
  • มีผู้ป่วย 47 รายที่รักษาหายและออกจากโรงพยาบาลแล้ว

นี่คือสิ่งที่เรารู้จนถึงตอนนี้ ( ไวรัสโคโรนา ) !!



  • ไวรัสส่งผ่านจากคนสู่คนได้รับการยืนยันแล้ว
  • ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพกล่าวว่า ไวรัสมีศักยภาพในการกลายพันธุ์
  • พบผู้ป่วยติดเชื้อจำนวนมากในประเทศจีน และดินแดนต่างๆ ทั่วโลก
  • พบผู้ติดเชื้อรายแรกในเยอรมณี และกัมพูชา
  • ล่าสุดมีจำนวนประเทศที่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มเป็น 15 ประเทศ ได้แก่ จีน กัมพูชา ไทย เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย ปากีสถาน เนปาล ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย เยอรมณี สหรัฐ แคนาดา และฝรั่งเศส

ขณะนี้รัฐบาลจีนได้ประกาศขยายวันหยุดเทศกาลตรุษจีนออกไป จนถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ และรัฐบาลเซี่ยงไฮ้ได้สั่งการบริษัทต่างๆ ทั้งรัฐบาลและเอกชนในเซี่ยงไฮ้ปิดทำการไปจนถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ แต่ไม่ได้บังคับใช้กับบริษัทที่ดำเนินการด้านสาธารณูปโภค และบริษัทบางประเภท เช่น บริษัทยา และบริษัทอุปกรณ์ทางการแพทย์

ภาวะโลกร้อน ส่งผลให้ ไวรัส แพร่ระบาดในสัตว์

เมื่อ ไวรัส ที่ฆ่าแมวน้ำที่ท่าเรือของยุโรปหลายหมื่นแห่ง ในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือในปี 2545 เริ่มคุกคามสิงโตทะเล แมวน้ำ และนากในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือ

การศึกษาเพิ่มเติมพบว่า ภาวะโลกร้อน กำลังมีผลกระทบที่ไม่คาดคิดต่อสัตว์ และสุขภาพของมนุษย์ นักวิจัยสังเกตเห็นความเชื่อมโยงระหว่าการสูญเสียน้ำแข็ง ในทะเลแถบอาร์กติก และการเพิ่มขึ้นของการระบาดของโรครุนแรง ที่มีผลต่อสัตว์ทะเล



ไวรัสติดเชื้อ phocine distemper ที่ไม่เชื่อว่ามีผลต่อมนุษย์ โจมตีระบบทางเดินหายใจและระบบประสาทของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทะเลบางชนิด จากการละลายของน้ำแข็งในทะเลอาร์กติก ที่เกิดจากสภาพภูมิอากาศที่อบอุ่นของโลก สร้างวิธีสำหรับไวรัสที่จะย้ายเข้าสู่ภูมิภาคใหม่ และแพร่กระจายไปยังสิ่งมีชีวิตในทะเลใหม่

นักวิจัยสังเกตุเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง การสูญเสียน้ำแข็งในทะเลในแถบอาร์กติก และการเพิ่มขึ้นของการระบาดของโรค กล่าวคือน้ำแข็งละลายนั้นน่าจะเปิดทางน้ำใหม่ สำหรับสัตว์ที่ติดเชื้อ เพื่อสัมผัสกับสายพันธุ์อื่นๆ

การศึกษาได้เพิ่มการวิจัยที่เพิ่มขึ้นว่า ภาวะโลกร้อนกำลังมีผลกระทบที่ไม่คาดคิดต่อสัตว์และสุขภาพของมนุษย์ เช่น การเพิ่มการระบาดของพิษสาหร่ายบุปผา ที่สามารถทำให้สัตว์ทะเลป่วย และขยายเห็บที่เป็นโรคที่อาจทำลายล้าง

ไม่มีหลักฐานว่าไวรัส phocine distemper สามารถส่งไปยังมนุษย์ได้ แต่ไวรัสนั้นอยู่ในตระกูลเดียวกับโรคหัดซึ่งมันรุนแรงมาก ไวรัสน่าจะแพร่กระจายในสัตว์ เมื่อพวกมันรวมตัวกันทำรังและผสมพันธุ์ หรือเมื่อพวกมันกินอาหารในบริเวณใกล้เคียง

งานวิจัยควรเป็นสัญญาณเตือน ถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต่อความสามารถในการต่อสู้กับโรค และป้องกันการแพร่กระจายของโรค สภาพอากาศกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราต้องเตรียมพร้อมสำหรับกระบวนใหม่ ของการแพร่กระจายของโรคในสัตว์ และในมนุษย์

การค้นพบของการศึกษา ไม่เพียงแต่สำหรับประชากรสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แต่ยังหมายถึงความสมดุลที่ละเอียดอ่อน ที่มีอยู่ในระบบนิเวศด้วย เมื่อเราเห็นการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นในสัตว์ เราไม่สามารถเพิกเฉยต่อสิ่งเหล่านี้ได้ เพราะมันอาจส่งผลกระทบต่อผู้คนและโลกใบนี้ไม่ไกลมากนัก

ชายวัย 60 ปี ตัดนิ้วตนเอง เพื่อป้องกันอันตราย หลังจากถูกงูกัด

ชาวนาในประเทศจีน เมื่อถูกงูพิษกัดนิ้วมือ ส่ิงเดียวที่เขาคิดได้เพื่อป้องกัน อันตราย เขาได้ตัดนิ้วมือของเขาก่อนที่จะเดินทางไปยังโรงพยาบาลในเมืองที่ใกล้ที่สุด

ตามรายงานของ South China Morning Post งูนั้นเป็นงูพิษชนิดหนึ่งที่รู้จักกันในท้องที่ ในเขต Shangyu ของจังหวัด Zhejiang ในชื่อ “five-step snake” จากตำนานในท้องถิ่นกล่าวว่า เมื่อถูกงูกัดคุณจะสามารถเดินได้เพียง 5 ก้าวก่อนจะทรุดตัวลงจากผลกระทบของพิษงู

ตัดนิ้วป้องกัน อันตราย จากงูกัด

ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้พิษแพร่กระจาย ชายวัย 60 ปี จึงได้ลงมือทำการตัดกระดูกบริเวณที่ถูกงูกัดอย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาก็พันแผลด้วยผ้าและเดินทางไปโรงพยาบาลในหางโจว 80 กิโลเมตร เพื่อรับการรักษา



มีรายงานจากแพทย์ที่โรงพยาบาลหางโจว บอกกับสื่อว่าผู้ป่วยไม่แสดงอาการใด เช่น ปัญหาการหายใจ ปวดศีรษะ หรือมีเลือดออกจากเหงือก ที่คาดว่าจะเกิดจากงูกัด

แพทย์หยวนเฉงดารายงานว่า งูที่มีชื่อเรียกว่า “five-step snake” อาจไม่มีพิษสูง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่อันตราย มันเป็นงูพิษชนิดหนึ่งซึ่งพบได้ทั่วไปในเวียดนามตอนเหนือ จีนตอนใต้ ไหหลำ และไต้หวัน

หยวนยังกล่าวด้วยว่า วิธีการของจางชายชาวนาคนดังกล่าว ในการจัดการกับอาการบาดเจ็บของเขานั้นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมีข้อมูลเก่าและล้าสมัยจำนวนมากเกี่ยวกับวิธีการรักษางูกัด รวมถึงการตัดและการดูดเพื่อกำจัดพิษ หรือใช้สายรัด ซึ่งไม่เป็นประโยชน์และอาจเป็นอันตราย

ตามคำแนะนำของรัฐบาลรัฐควีนส์แลนด์ในออสเตรเลีย (รัฐที่เป็นที่อยู่ของงูที่อันตรายที่สุดในโลก แต่ด้วยอัตราการตายจากงูพิษ ต่ำอย่างน่าประหลาดใจ) คุณต้องพันแผลด้วยผ้าพันแผล หรือฟิล์มที่ติดแน่นอยู่กับที่ และไปโรงพยาบาลโดยทันที หรือเรียกรถพยาบาลหากเป็นไปได้

คุณไม่ควรตัดหรือดูดบาดแผล ใช้สายรัด หรือพยายามล้างพิษ เพราะพิษจากบาดแผลจะสามารถใช้เพื่อระบุชนิดของงู เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถรักษาและจัดการยาที่เหมาะสมได้โดยเร็วที่สุด

สำหรับจางเขาได้รับยาต้านไวรัส และทำบาดแผล เขารายงานว่าเขาอยู่บ้านและรักษาหายดี แต่โชคไม่ดีที่นิ้วของเขาไม่สามารถต่อได้ เพราะเขาทิ้งมันไว้บนภูเขา

ทำไมสมองมนุษย์ คิดบวก มองว่าความตายเป็นเรื่องไกลตัว

แน่นอนว่าการ คิดบวก เรื่องชีวิตเป็นเรื่องที่ดี แต่เราหนีความจริงเรื่องนี้ไม่ได้ว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมาแล้วก็ต้องจากโลกนี้ไป แต่ทำไมคนเราส่วนใหญ่จึงมักลืมเรื่องจริงข้อนี้ไป โดยแทบไม่เคยคิด หรือจินตนาการถึงมันอย่างจริงจัง แต่ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์ พบว่ากลไกการทำงานของสมองมนุษย์นั้น ทำให้มนุษย์มองว่าความตายเป็นเรื่องไกลตัว และเป็นเรื่องของคนอื่นเท่านั้น

กลไกสมอง คิดบวก ?



คิดบวก
คิดบวก

นักประสาทวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบาร์อิลันของอิสราเอล เตรียมตีพิมพ์งานวิจัยข้างต้นลงในวารสาร NeuroImage โดยระบุว่าสมองมีกลไกปกป้อง ไม่ให้เราจมอยู่กับความกลัวตาย หากมีการรับรู้ข้อมูลที่เชื่อมโยงกับการดับสูญของตนเองเมื่อใด สมองส่วนที่ทำหน้าที่คาดการณ์ถึงอนาคตจะหยุดทำงานทันที และจะจัดประเภทให้ข้อมูลเรื่องความตายนั้น กลายเป็นเรื่องของคนอื่นแทน

ดร. ยาอีร์ ดอร์ – ไซเดอร์มาน ผู้นำทีมวิจัยกล่าวว่า การทำงานของสมองแบบดังกล่าว เป็นกลไกขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อ การดำรงชีวิต และเอาตัวรอดให้ได้ในสถานการณ์ปัจจุบันของมนุษย์ โดยทำให้ความคิดเรื่องการเสียชีวิตของตนเองเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อถือ และไม่อาจจะเป็นไปได้ เขายังคาดว่ากลไกของสมองนี้ เริ่มทำงานตั้งแต่วัยเด็ก

จากการทดลองชี้ให้เห็นว่า สมองมีกลไกปกป้องเราจากความคิด เรื่องการดับสูญของตัวเอง ซึ่งถือเป็นภัยต่อการดำรงอยู่ และความพยายามเอาชีวิตรอดของมนุษย์

” แม้ว่าเราไม่สามารถปฏิเสธความตายได้ แต่สมองกลับเลือกที่จะหยุดความคิดนั้น หรือทำให้มันกลายเป็นเรื่องของคนอื่น “

ข้อมูลอ้างอิงจาก : BBC NEWS

ผู้หญิงอังกฤษ ไม่สามารถกินอะได้นอกจาก แซนด์วิช

หลังจากไม่กี่สัปดาห์หลังจากมีข่าวว่า วัยรุ่นชาวอังกฤษคนหนึ่งตาบอด หลังจากกินแต่อาหารขยะมาหลายปี แต่มีหญิงชาวอังกฤษอีกคนหนึ่ง ที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับการกินอย่างรุนแรงเธอบอกว่า ตั้งแต่วัยเด็กเธอไม่สามารถกินอะไรได้นอกจาก แซนด์วิช ชีส

เธอกล่าว ” ทุกครั้งที่ฉันพยายามลองสิ่งใหม่ๆ ฉันมีอาการตื่นตระหนก เริ่มมีอาการสั่น และฉันรู้สึกประหม่าเป็นอย่ามาก ความกลัวในการสำลัก และสัมผัสกับอาหารที่แตกต่าง ทำให้ฉันกลัว และแม้ว่าฉันจะพยายามกินข้าว พาสต้า หรือผัก ฉันก็ไม่สามารถกลืนมันได้ “

เธอเคยได้รับการบำบัด โดยการสะกดจิต ซึ่งประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง โดย 5 ปี ที่ผ่านมาเธอก็สามารถที่จะกินข้าวได้ แต่การบำบัดมีค่าใช้จ่าย 300 ปอนด์ต่อชั่วโมง ซึ่งทำให้เธอไม่สามารถทำต่อได้



แซนด์วิช
แซนด์วิช

หลังจาก 29 ปีที่แล้ว Griffiths เธอเริ่มเบื่อแซนด์วิชชีส ทำให้บางครั้งเธอก็ปิ้งแซนด์วิชเพื่อความหลากหลาย และเธอยังสามารถกินมันฝรั่งทอด และดื่มน้ำส้มถึง 3 กล่องทุกวันเพื่อรับวิตามิน

เธอกล่าว ” ฉันชอบอาหารย่างในมื้อค่ำ แต่ฉันไม่สามารถเผชิญหน้ากับมันได้ ผัก มันฝรั่ง และเนื้อ ล้วนทำให้ฉันรู้สึกไม่สบาย “

เป็นเรื่องน่าเศร้า โดยเราไม่สามารถคาดเดาถึงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารแซนด์วิชชีสทั้งหมดได้ แต่เรารู้ว่าอาหารเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต และเราหวังว่าการเผยแพร่บทความนี้ จะช่วยให้ Griffiths ได้รับความช่วยเหลือ

น้ำยาบ้วนปาก ส่งผลอย่างไร หากใช้ผิดเวลา

น้ำยาบ้วนปาก ที่เราเชื่อกันว่าเป็นตัวช่วยขจัดและต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย สาเหตุหลักของกลิ่นปาก แต่ล่าสุดมีงานวิจัยพบว่า การใช้น้ำยาบ้วนปากในบางเวลา อาจจะเป็นการทำลายจุลินทรีย์ที่สำคัญ ที่มีผลกระทบกับความดันโลหิต

แบคทีเรียในช่องปากของเรา มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพ จากการวิเคราะห์จุลินทรีย์ในช่องปาก ของคนหลายหมื่นคนพบว่า มีความสัมพันธ์ระหว่างแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคเหงือก และมีความเสี่ยงสูงต่อโรคมะเร็งหลอดอาหาร

การศึกษาอื่นๆ เปิดเผยว่าแบคทีเรียในช่องปากสามารถเร่งการเจริญเติบโตของเนื้องอกในลำไส้ใหญ่ และแสดงให้เห็นว่าสามารถทำให้สุขภาพทางเดินหายใจแย่ลง และงานวิจัยบางชิ้นชี้ว่ามีความเชื่อมโยงโรคเหงือกกับความเสี่ยงสมองเสื่อมที่สูงขึ้น

แต่งานวิจัยล่าสุดของทีมนักวิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยพลีมัธของสหราชอาณาจักร ร่วมกับสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีบาร์เซโลนาของสเปน เผยการศึกษาล่าสุดในวารสาร ” การแพทย์และชีววิทยาอนุมูลอิสระ ” โดยระบุว่าแบคทีเรียบางชนิดในช่องปาก ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย มีบทบาทสำคัญในการนำส่งออกซิเจนสู่กล้ามเนื้อ รวมถึงควบคุมกลไกของหลอดเลือด ที่ทำให้ความดันโลหิตต่ำลงหลังจากออกกำลังกาย



เพื่อค้นหาคำตอบ ทีมวิจัย ขอให้ผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี 23 คน มีส่วนร่วมในการออกกำลังกายแบบเฉียบพลันสองครั้ง ผู้เข้าร่วมวิ่งบนลู่วิ่งเป็นเวลา 30 นาที แล้วให้ใช้น้ำยาบ้วนปากทันที หลังจากออกกำลังกายเสร็จ

หลังจากนั้นนักวิจัยตรวจสอบความดันโลหิตของผู้เข้าร่วมเป็นเวลา 2 ชั่วโมง หลังออกกำลังกาย กลุ่มที่บ้วนปากด้วยน้ำยาหลอกยังคงมีความดันโลหิตในระดับต่ำ ซึ่งเป็นผลที่ดีต่อสุขภาพ ในขณะที่อีกกลุ่มที่ใช้น้ำยาบ้วนปาก ไม่มีสัญญาณของความดันโลหิตต่ำ

ทีมผู้วิจัยอธิบายว่า ” หลอดเลือดของคนเราจะขยายตัวขึ้นเมื่อออกกำลังกาย เนื่องจากมีการผลิตสารไนตริกออกไซด์(NO) ออกมา โดยจะสลายตัวกลายเป็นไนเตรต ขณะที่ร่างกายเข้าสู่ช่วงพักฟื้น “

แบคทีเรียบางชนิดในช่องปาก มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนไนเตรตในน้ำลายให้กลายเป็นไนไตรต์ โดยมันจะถูกกลืนและกลับเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อคงการขายตัวของหลอดเลือด ซึ่งมีผลดีต่อระดับความดันโลหิต

แต่การใช้น้ำยาบ้วนปาก หลังจากการออกกำลังกายทันที จะไปกำจัดแบคทีเรียชนิดดี และขัดขวางไม่ให้กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้น เท่ากับว่าการออกกำลังกายไม่มีประโยชน์เท่าที่ควรจะเป็น

เด็กวัยรุ่น ตาบอด หลังจากกินอาหารเพียง 5 ชนิด

วัยรุ่นที่กินอาหารที่แตกต่างกันเพียง 5 ชนิดเท่านั้น ถึงขั้น ตาบอด ได้ทั้งๆที่ ไม่มีสัญญาณ หรืออาการแสดงที่ชัดเจน ว่าเขาเป็นโรคขาดสารอาหาร

จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Annals of Internal Medicine เด็กชายคนหนึ่ง ( ไม่ออกนาม ) ไปพบแพทย์ประจำครอบครัวของเขา เพราะเขาบ่นว่าเขาเหนื่อย หมอรู้ว่าเด็กคนนี้เป็นคนกินจุกจิก แต่เขาดูดี จากการทดสอบพบว่า เขาเป็นโรคโลหิตจาง และมีวิตามินบี 12 ในระดับต่ำ

ปลาทู แหล่งวิตามินบี 12 สูง

เมื่อเขาอายุได้ 15 ปี การได้ยินและการมองเห็นของเขาก็เริ่มจางหายไป การสแกน MRI เปิดเผยว่าเขาไม่มีปัญหาเชิงโครงสร้างกับหูของเขา ในขณะที่การทดสอบสายตาไม่สามารถเปิดเผยสาเหตุเชิงโครงสร้างใดๆ ได้



เมื่อเขาอายุ 17 ปี วิสัยทัศน์การมองเห็นของเขายังคงแย่ และแพทย์ได้ค้นพบว่าเด็กชายคนนี้ ได้รับความเสียหายต่อเส้นประสาทตาของเขา การที่มีวิสัยทัศน์การมองเห็น 20/200 หมายถึง เขาถูกมองว่าตาบอดตามกฎหมาย

การทดสอบแสดงให้เห็นว่าร่างกายของเขา มีสารอาหารที่ไม่เพียงพอ รวมถึงวิตามินบี 12 รวมถึงทองแดง ซีลีเนียม และวิตามินดี ซึ่งเชื่อว่าทำให้กระดูกอ่อนแอ อย่างไรก็ตามน้ำหนักและส่วนสูงของเขาได้พัฒนาไปตามปกติ ตามค่า BMI

หลังจากที่หมอถามเขา เกี่ยวกับอาหารของเขา เด็กชายคนนี้ยอมรับว่าทุกวันเขาจะกินแต่ มันฝรั่งทอด ขนมขบเคี้ยว ขนมปังขาว แฮม และไส้กรอกแปรรูป โดยเขากินแบบนี้มาตั้งแต่ประถม

แพทย์สั่งให้เขาเสริมโภชนาการ แนะนำให้เขาไปรักษาสุขภาพจิต สำหรับการรับประทานอาหารที่ผิดปกติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บุคคลส่วนใหญ่ที่มีสภาพเช่นนี้ ถูกพัฒนาขึ้นในวัยเด็ก และไม่สนใจอาหารชนิดอื่นที่ดีต่อสุขภาพ อย่างไรก็ตามค่าดัชนีมวลกายของพวกเขามักจะเป็นปกติ

Atan อธิบาย ” โภชนาการไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณกินมากแค่ไหน และในกรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความจริงที่ว่า นี่คือเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ที่บริโภคแคลอรี่เพียงพอ เขามีความสูงและน้ำหนักปกติ และไม่มีอาการขาดสารอาหาร ”

” กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า อาหารที่ให้พลังงานสูงมีคุณค่าทางโภชนาการน้อย กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าการบริโภคแคลอรี่ และค่าดัชนีมวลกาย ไม่น่าเชื่อถือสำหรับสถานะทางโภชนาการ “

ประชาชนราว 2 พันล้านคนทั่วโลก ได้รับผลกระทบจากการขาดสารอาหารระดับไมโคร แต่มีความตระหนักเล็กน้อยในหมู่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ และสาธารณชน ถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสุขภาพทางสายตา

นี่เป็นตัวอย่าง ของการขาดสารอาหารในยุคปัจจุบันนี้ ที่ไม่จำเป็นต้องขาดพลังงาน แต่ขาดแร่ธาตุและเส้นใย

8 สัญญาณบอกถึง คุณมีภาวะขาดสารอาหาร

รู้ทัน ให้รีบป้องกัน พยาธิ ก่อนเข้าสู่กระแสเลือด

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวถึงกรณีที่มีรายงานข่าวหญิงรายหนึ่งมีซีสต์หรือถุงตัวอ่อนพยาธิตืดหมูฝังอยู่ในลิ้นนั้น กรมควบคุมโรคขอให้ข้อมูลว่า พยาธิตืดพบได้ทั้งในคนและในสัตว์เลี้ยงที่สามารถติดต่อมาสู่คนได้ เช่น หมู สุนัข แมว วัว ควาย รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่ไม่ถูกสุขลักษณะ 

ส่วนพยาธิตืดหมูที่พบในคนจะมีหมูเป็นตัวนำกึ่งกลางกินอาหารที่ปนเปื้อนไข่พยาธิ หรือในอุจจาระคน แล้วเกิดเป็นถุงตัวอ่อนในหมูเรียกกันว่า ” พยาธิเม็ดสาคูในเนื้อหมู ” เมื่อคนกินเม็ดสาคูในเนื้อหมูเข้าไป จะเจริญเป็นตัวเต็มวัยในลำไส้เล็ก และพยาธิตืดมีอายุในคนได้นานถึง 25 ปี ซึ่งสามารถกินยาถ่ายพยาธิตืดออกมาได้

หากคนเรากินอาหาร ที่มีไข่พยาธิตืดหมูที่ปนเปื้อนมากับอาหารหรือน้ำดื่ม หรืออาเจียนขย้อนพยาธินี้มาที่กระเพาะ พยาธิตัวอ่อนจะฟักจากไข่แล้วไชทะลุลำไส้ เข้าสู่กระแสเลือดหรือน้ำเหลืองไปยังอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เช่น สมอง ตา กล้ามเนื้อ กระพุ้งแก้ม และลิ้น เป็นต้น



ซึ่งการเกิดโรคมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับตำแหน่ง จำนวน และอายุของถุงตัวอ่อนที่เข้าไปฝังอยู่ที่อวัยวะใด เช่น ฝังที่สมองอาจทำให้เกิดอาการชัก ความดันในสมองสูง เคลื่อนไหวผิดปกติ หากฝังที่ตาทำให้บวม เลือดออก มองเห็นมัว หากฝังที่กล้ามเนื้ออาจทำให้กล้ามเนื้ออักเสบรุนแรงในระยะแรก และบวมแดง ดังนั้นการที่ถุงตัวอ่อนพยาธิตืดเข้าไปฝังอยู่ในลิ้นตามที่เป็นข่าว จึงต้องพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย และผ่าเอาถุงตัวอ่อนพยาธิออก

กรมควบคุมโรค แนะประชาชนให้สังเกตตัวเองหากสงสัยว่ามีตัวพยาธิในร่างกาย เช่น มีปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย น้ำหนักตัวลดผิดปกติ ถ้าไม่แน่ใจสามารถไปพบแพทย์ให้ตรวจวินิจฉัยเพื่อให้ยาฆ่าพยาธิที่มีประสิทธิภาพ เพราะอาจเป็นหนอนพยาธิชนิดอื่นๆ ได้

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันระบบสุขาภิบาลและระบบสุขภาพของไทยดีขึ้นมาก การขับถ่ายอย่างเป็นระบบ ทำให้ปัญหาโรคหนอนพยาธิลดลงไปมาก มาตรการในการป้องกันโรคพยาธิตืดหมู ประชาชนควรเลือกซื้อเนื้อหมู ผัก และผลไม้จากแหล่งที่ถูกสุขลักษณะ กรณีเนื้อหมูจะต้องล้างทำความสะอาด หรือแช่แข็งที่อุณหภูมิต่ำกว่า –5C หรือ 23F ( การแช่แข็งนานติดต่อกัน 4 วัน สามารถฆ่าตัวอ่อนในถุงหุ้มซีสต์พยาธิตืดได้ ) และปรุงให้สุกด้วยความร้อน ดื่มน้ำสะอาด

ส่วน ผักผลไม้ ต้องล้างผ่านน้ำหลายๆ รอบให้สะอาดก่อนรับประทาน เพราะผักบางชนิดต้องกินสดๆ ถ่ายอุจจาระลงส้วมและล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร ก่อนปรุงอาหาร และหลังถ่ายอุจจาระทุกครั้ง

ข้อมูลอ้างอิงจาก : กรมควบคุมโรค

เตือน สัมผัสสัตว์ป่วยตาย พบเสี่ยง พิษสุนัขบ้า

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวถึงกรณีที่มีรายงานข่าว พบฝูงสุนัขจรจัดรุมกัดสุกรตาย 9 ตัว ที่จังหวัดบุรีรัมย์ และเจ้าของได้นำเนื้อสุกรที่ถูกกัดตาย แจกชาวบ้านรับประทาน เพราะคิดว่าไม่มีอันตราย กรมควบคุมโรคขอเตือนว่า พิษสุนัขบ้าสามารถพบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด เช่น สุนัข แมว ค้างคาว โค กระบือ สุกร แต่ในประเทศไทยพบมากในสุนัข แมว และโค

พิษสุนัขบ้า
พิษสุนัขบ้า

สำหรับประชาชนที่ชำแหละเนื้อสัตว์ดังกล่าว มีความเสี่ยงสูงที่จะสัมผัสกับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าผ่านสารคัดหลั่งทั้งเลือดและน้ำลายของสัตว์ ส่วนกลุ่มเสี่ยงรองลงมาคือ ผู้ที่ปรุงประกอบอาหารหรือสัมผัสเนื้อสัตว์ดิบ ผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์แบบดิบ หรือกึ่งสุกกึ่งดิบ กรณีผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกถือเป็นกลุ่มเสี่ยงต่ำ ต้องเฝ้าระวัง



หลังได้รับรายงานดังกล่าว กรมควบคุมโรคได้สั่งการไปยังสำนักงานป้องกันควบคุมโรค ที่ 9 จังหวัดนครราชสีมา ส่งทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็ว ( SRRT ) ลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุข และหน่วยงานปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อสอบสวนควบคุมโรคและค้นหาผู้ที่มีความเสี่ยงจากการสัมผัสเนื้อสุกรที่ตาย และได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับทุกคนเป็นที่เรียบร้อย

นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า กรมควบคุมโรคขอแนะนำว่า หากพบสัตว์เลี้ยงตายหรือป่วยตายผิดปกติ โดยเฉพาะการตายที่เกิดจากสุนัขกัดหรือสัตว์ล้มป่วยตายกระทันหัน ให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรง

หากจำเป็นต้องมีการสัมผัสหรือเคลื่อนย้ายขอให้สวมอุปกรณ์ป้องกัน เช่น ถุงมือยางก่อนการสัมผัส เพื่อลดความเสี่ยงต่อการรับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย รวมถึงอย่านำสัตว์ดังกล่าวมาชำแหละ ปรุงเป็นอาหารรับประทาน โดยเฉพาะการปรุงอาหารแบบดิบ หรือสุกๆดิบๆ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่อาจติดเชื้อโรคได้ และไม่ควรขายหรือนำไปให้สัตว์อื่นกินเด็ดขาด ขอให้รีบแจ้งปศุสัตว์ในพื้นที่หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันที

12 อาการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า

ข้อมูลอ้างอิง : กรมควบคุมโรค