5 ไอเดีย หารายได้เสริม ตัวช่วยสะสมความมั่งคั่ง

ชีวิตจะดีขึ้น เมื่อเรามีรายได้หลายช่องทาง … การมีรายได้หลายช่องทาง จะช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดรายได้หลัก และยังเป็นตัวช่วยสะสมความมั่งคั่งให้เร็วขึ้น เช่น รายได้จากงานประจำคือ เงินเดือน … แต่ยังสามารถ หารายได้เสริม จากการขายของออนไลน์ และรายได้เงินปันผลจากหุ้น

นี่คือไอเดีย การหารายได้เสริม

1. รายได้จากความรู้ทักษะ ให้คุณสำรวจตัวเอง ว่ามีความสามารถด้านไหน … อะไรที่ทำแล้วทำได้ดี และถนัด เช่น ถนัดสอน คุณอาจเปิดสอนพิเศษในวันหยุด หรือเวลาว่างช่วงเย็น

2. รายได้จากงานอดิเรก หากเป็นสิ่งที่คุณทำอยู่แล้ว และชอบทำ มีความสุขเวลาทำ … คุณแค่แชร์ประสบการณ์ หรือความรู้ ให้กับกลุ่มคนที่สนใจเหมือนคุณ เช่น ทำคลิปลง YouTube ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ในการสร้างรายได้ให้กับคุณ และวิธีนี้ยังเป็นรายได้แบบ Passive Income (สร้างรายได้แบบยั่งยืน) หรือ ปลูกต้นไม้ขาย ,งานแฮนด์เมด

3. รายได้จากสายสัมพันธ์ เครือข่าย เช่น ธุรกิจ MLM (ธุรกิจขายตรง ธุรกิจเครือข่าย) อาจสมัครเป็นตัวแทนก่อน เช่น ขายเครื่องสำอางค์ หรือขายประกัน

4. รายได้จากไอเดียการสังเกต และจินตนาการ เช่น เขียนหนังสือ ซึ่งมีวิธีการจัดจำหน่ายทั้งแบบออนไลน์ และ วางขายตามร้านหนังสือได้

5. รายได้จากช่องทางออนไลน์ เช่น ขายสินค้าออนไลน์ มีทั้งแบบวางขายฟรี (ใน facebook, instagram ฯลฯ) … หรือวางขายกับเว็บขายสินค้าชื่อดัง (Shopee, Lasada, ebay ฯลฯ)

นี่เป็นเพียงไอเดียบางส่วน … ที่อาจช่วยให้คุณเลือกตัดสินใจ เราหวังว่านี่อาจเป็นประโยชน์ สำหรับใครที่คิดไม่ออก … ว่าจะทำอะไรดี ที่จะเป็นอาชีพเสริม และไม่แน่ … นี่อาจกลายเป็นแหล่งรายได้หลักให้คุณในอนาคตก็ได้

วันนี้ คุณเลือกเดินตาม เป้าหมายในชีวิต แล้วหรือยัง

การเลือกทางเพื่อตามหา เป้าหมายในชีวิต ไม่ได้เป็นเรื่องยาก หรือง่าย เพียงขอแค่ตั้งเป้าหมาย แล้วพยายามไปให้ถึง …

วันนี้เรากำลังเดินทาง เพื่อไปเที่ยวบนยอดเขาที่สวยงามแห่งหนึ่ง … ซึ่งก่อนหน้านี้ เราวางแผนล่วงหน้าไว้ 1 เดือน … โดยเราศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยว ที่พัก และการเดินทางเป็นอย่างดี และวันนี้เราก็พร้อมมากๆ สำหรับการเดินทาง เพราะเราเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว

เราขับรถมาเอง แต่ระหว่างทางนั้น เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เพราะฝนตกหนัก ทำให้เส้นทางเดินรถเส้นทางปกติถูกตัดขาด ไม่สามารถข้ามผ่านไปได้

แต่ยังมีอีก 2 เส้นทาง ที่ให้เราเลือกไป … ซึ่งแต่ละทางก็เสี่ยงและอันตรายเท่าๆ กัน เพราะทางแรกเราต้องเดินเท้าไป เท่ากับว่าเราต้องทิ้งรถไว้ด้านล่าง แล้วแบกกระเป๋าเดินขึ้นไป

ทางที่สอง เราสามารถนำรถผ่านไปได้ แต่ถนนค่อนข้างลื่นมากๆ และไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนจะรับรองความปลอดภัยได้

ส่วนทางที่สามนั้นคือ เราต้องหยุดแล้วกลับบ้านไป

เหตุการณ์วันนี้ เป็นสิ่งที่เราไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น… เพราะเราไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ แม้เราจะเตรียมตัวมาดีแค่ไหน พร้อมแค่ไหน ก็ไม่มีทางรู้สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นได้เลย

หากวันนี้…คุณกำลังเดินทาง…โดยมีจุดมุ่งหมายปลายทางไปยังที่ใดที่หนึ่ง…แต่ระหว่างการเดินทาง…ต้องตัดสินใจ… ในการเลือกเดินทันที

โดยคุณต้องตัดสินใจเลือกระหว่างทางเพื่อไปยังจุดเป้าหมายที่คาดไว้…คุณจะเลือกไปทางไหน…เพราะทางที่จะไปนั้น … เป็นทางที่น่ากลัว อันตราย เสี่ยง และมืดเหมือนกันทุกทาง

3 ทางนี้ คุณจะเลือกทางไหน?

  1. หยุดร้องไห้ระหว่างทาง
  2. ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น
  3. หรือจะเลือกไปต่อ

หากคุณเลือกไปต่อ แล้วเรียนรู้ระหว่างทาง… แน่นอนว่า คุณอาจกลัว… ซึ่งเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ที่มักจะกลัวที่มืด… และกลัวในสิ่งที่มองไม่เห็น … เพราะไม่สามารถรู้หรือคาดเดาได้ … ไม่รู้ระหว่างทางนั้นต้องพบกับอุปสรรค หรือปัญหาอะไร …

แต่การตัดสินใจเลือก มักจะมีผลต่อชีวิตของคุณในอนาคตอย่างแน่นอน … หากคุณเลือกเดินไปข้างหน้า มันจะสอนคุณ และจะทำให้คุณเก่งขึ้น … และแน่นอนว่า…ความสำเร็จกำลังรอคุณอยู่

ความฝัน จะกลายเป็นจริง…สำหรับคนที่กล้าฝัน คนที่มุ่งหน้า บากบั่นไปต่อ แม้เจออุปสรรค… เขาจะไม่หยุดเดิน หรือย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น… บางครั้งระหว่างการเดินทางอาจจะเหนื่อย ก็แค่หยุดพักบ้าง… แต่ขอแค่อย่าหยุดที่จะเดินต่อ

แล้วคุณหล่ะ!! จะเลือกไปต่อ เพื่อไปยังเป้าหมายที่คาดไว้หรือไม่ !?

วิธี ปลดหนี้ ด้วย 5 ขั้นตอนเด็ดขาด สร้างความมั่งคั่ง ร่ำรวย

การใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล… เป็นจุดเริ่มต้นของความร่ำรวย แต่หากยังใช้จ่ายอย่างไม่มีเหตุผล… ไม่รู้จักเก็บออม จะไม่มีทางเห็นหนทางสู่ความร่ำรวยได้เลย และไม่มีทาง… ปลดหนี้ …ได้อย่างแน่นอน

หนี้ มีอยู่ 2 อย่าง คือ

  1. หนี้จน
    หนี้จน คือ หนี้ที่เราต้องจ่ายโดยทำให้เงินในกระเป๋าลดลง และไม่มีทางเพิ่มขึ้น เช่น หนี้บัตรเครดิต หนี้นอกระบบ และ หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล
  2. หนี้รวย
    หนี้รวย คือ หนี้ซื้อบ้าน หรือ หนี้กู้ยืมเพื่อนำมาทำธุรกิจ

5 ขั้นตอนในการ ปลดหนี้

อันดับที่ 1. ต้องหยุดก่อหนี้เพิ่ม ตัดการใช้เงินที่ไม่จำเป็นออกไปก่อน เช่น หยุดซื้อของที่ไม่จำเป็น หรือหากมีลูก อาจย้ายลูกมาเข้าโรงเรียนที่มีค่าใช้จ่ายลดลง

อันดับที่ 2. ตรวจสอบหนี้คงค้างทั้งหมด ว่ามียอดรวมทั้งหมดเท่าไหร่

อันดับที่ 3. หาเงินก้อน เพื่อนำมาจ่ายหนี้ทั้งหมดที่มี เพื่อรวมหนี้ให้เป็นก้อนเดียว จะได้ผ่อนชำระที่เดียว เช่น นำสินทรัพย์ที่ปลอดหนี้ไปจำนอง เพื่อนำเงินมาจ่ายหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงๆ

อันดับที่ 4. หยุดจ่ายหนี้ คือ การหยุดชำระหนี้ชั่วคราว แล้วขอเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันนั้นๆ เพื่อขอให้ดอกเบี้ยลดลง และยืดระยะเวลาในการผ่อน แต่วิธีนี้ อาจทำให้เสียเครดิต

อันดับที่ 5. วางแผนชำระหนี้ด้วยเงินคงเหลือ หากเราตัดค่าใช้จ่ายออกแล้ว รวมถึงการมียอดผ่อนชำระที่น้อยลง ให้เราชำระหนี้ด้วยเงินคงเหลือต่อเดือนของเรา หากไม่มีเงินคงเหลือ อาจต้องหารายได้เพิ่มจากหลายๆช่องทาง ไม่ใช่มีรายได้ทางเดียว

เพียงแค่มุ่งมั่น ตั้งใจ นี่อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่สามารถช่วยให้คุณปลดหนี้ได้ และเป็นหนทางนำไปสู่ความมั่งคั่ง ร่ำรวย

10 ข้อคิดเตือนใจจาก จิม โรห์น นักสร้าง แรงบันดาลใจ ผู้ยิ่งใหญ่

หากคุณต้องการพัฒนาตัวเองด้วยวิธีที่รวดเร็วที่สุด…ต้องเริ่มเรียนรู้จากคนที่ประสบความสำเร็จ จิม โรห์น ( Jim Rohn ) หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญ นักสร้างแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ และประสบความสำเร็จ เป็นที่รู้จักระดับโลก รวมทั้งยังเป็นผู้ที่ให้คำปรึกษาทางการพัฒนาตัวเอง ให้กับคนดังมากมาย เช่นTony Robbins

 จิม โรห์น (Jim Rohn) นักสร้าง แรงบันดาลใจ ผู้ยิ่งใหญ่

1. อย่าหวังว่ามันจะง่ายกว่านี้… แต่จงหวังว่าคุณจะเก่งกว่านี้… อย่าหวังว่าปัญหาจะน้อยลง… แต่จงหวังให้คุณมีทักษะเพิ่มขึ้น… อย่าหวังว่าจะมีอุปสรรคน้อยลง…แต่จงหวังให้มีปัญญาเพิ่มขึ้น

2. ความท้าทายของการเป็นผู้นำคือ… คุณต้องแข็งแกร่ง..แต่ไม่ใช่หยาบคาย …มีเมตตา…แต่ไม่ใช่อ่อนแอ… กล้าหาญ…แต่ไม่ใช่อันธพาล
ช่างครุ่นคิด…แต่ไม่ใช่ขี้เกียจ… อ่อนน้อมถ่อมตน…แต่ไม่ใช่ขี้ขลาด… มีความภาคภูมิใจ…แต่ไม่ใช่หยิ่งยโส… มีอารมณ์ขัน…แต่ไม่ใช่ขันอย่างโง่เขลา

3. เราต้องทนต่อสองสิ่ง… หากไม่ใช่ทนต่อความเจ็บปวด ทนต่อการมีวินัย… ก็เป็นความเจ็บปวดจากความเศร้าเสียใจ

4. วันเวลาเป็นของแพง… ถ้าคุณใช้วันเวลาหมดไปวันหนึ่ง … คุณก็จะมีเวลาให้ใช้ลดลง
ไปหนึ่งวัน… ดังนั้นจงแน่ใจว่าคุณใช้เวลาไปแต่ละวันอย่างชาญฉลาด

5. วินัยเป็นสะพานที่เชื่อมเป้าหมาย เข้ากับความสำเร็จ… ถ้าเรามีเป้าหมาย แต่ขาดวินัย
เป็นเรื่องยากที่จะทำเป้าหมายให้ประสบความสำเร็จได้

6. ถ้าคุณไม่ยอมเสี่ยง ให้กับสิ่งที่ไม่ธรรมดา… คุณก็จะใช้ชีวิต…ไปอย่างคนธรรมดา

7. แรงกระตุ้น…เป็นสิ่งที่ทำให้คุณเริ่มต้น
แต่นิสัยคือ…สิ่งที่ทำให้คุณเดินไปต่อ

8. ความสำเร็จไม่ใช่อะไรเลย…นอกจากการมีวินัยอย่างง่ายๆ แค่สองสามอย่าง… แต่ทำมันทุกๆวัน

9. อย่าขลุกอยู่กันคนที่เรียบง่าย พื้นๆ … เพราะคุณจะไม่เติบโต… จงไปอยู่กับกลุ่มคนที่สูง … ทั้งความคาดหวัง และต้องการประสิทธิภาพ

10. จงอย่าลืมเรียนรู้ที่จะมีความสุข กับสิ่งที่คุณมี ไปพร้อมๆ กับการมุ่งมั่น … สร้างทุกสิ่งที่คุณต้องการ

การพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่เรื่องยาก… เพียงแค่ตั้งใจ ฝึกฝน และทำมันอย่างต่อเนื่อง … ทำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ผลลัพธ์ ที่คุณพึงพอใจ

เงินเดือน ใช่ตัวทำลายความฝัน ของคุณหรือไม่

รู้หรือไม่ว่า ที่จริงแล้ว… เงินเดือน กำลังทำให้ตัวคุณเองถูกจำกัด…ความสามารถของตัวเองอยู่ ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับคำว่า “เงินเดือน” กันก่อน ว่ามีที่มา มาจากไหน…?

ที่มาของ เงินเดือน !!?

คำว่า เงินเดือน จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่ๆ ก็มีขึ้นมาเลย… แต่มันมีที่มา มีรายละเอียดมากกว่าที่เราอาจคิดไม่ถึง

เงินเดือน มาจากอเมริกา… โดยผู้ที่เป็นมหาเศรษฐีพันล้านดอลลา คนแรกของโลก
ซึ่งก็คือ ร็อกเกอะเฟลเลอร์ … ทำธุรกิจด้านคมนาคม คือ ทำเกี่ยวกับรถไฟ และเป็นรถไฟที่เชื่อมต่อไปทั่วอเมริกา

ในยุคนั้นเรียกได้ว่า… เป็นอะไรที่บูมมากๆ เพราะยุคนั้นเป็นยุคอุตสาหกรรม เป็นยุคที่มีโรงงาน… และการผลิตสินค้าจำนวนมาก

ทำให้มีการส่งออกจำนวนมาก และยุคนั้นวิธีที่ใช้ในการขนส่งก็คือ รถไฟ จึงทำให้ธุรกิจรถไฟของร็อกเกอะเฟลเลอร์ มีชื่อเสียง และรุ่งเรื่องมาก… ถึงขั้นที่เขาหาคนมาทำงานให้ไม่ทัน… เพราะไม่มีคนที่มีฝีมือเชี่ยวชาญ และทักษะมากเพียงพอที่จะมาทำงานให้เขา…

เขาจึงเกิดความคิดสร้างโรงเรียนขึ้นมา… เพื่อต้องการที่จะผลิตคนออกมาให้เหมือนๆ กัน
มีทักษะเดียวกัน … เพื่อที่จะได้มาทำงานเหมือนๆกัน นั่นก็คือ งานในโรงงาน … และนี่ก็คือ ต้นกำเนิดของโรงเรียน นั่นเอง

ฉะนั้น ร็อกเกอะเฟลเลอร์ และคนรวยคนอื่นๆ จึงคิดสร้างโรงเรียนขึ้นมา… เพื่อที่จะผลิตคนออกมาทำงานนั่นเอง

พอผลิตโรงเรียนขึ้นมา พวกเขาก็คิดว่า
จะหาวิธีจ่ายเงินให้คนเหล่านั้นยังไงดี… จึงเป็นที่มาให้พวกเขาคิดเป็น…ระบบเงินเดือนขึ้นมา

ฉะนั้น การจ่ายเงินเดือนทุกเดือน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ … ทำไมพวกเขาถึงจ่ายให้ทุกเดือน ทำไมไม่จ่าย 6 เดือน หรือ 1 ปีจ่าย …??

นั่น!! เป็นเพราะพวกเขาไม่อยากให้เราคิดเกินไปไกลกว่า 1 เดือน… ทำให้พอเราได้รับเงินเดือน
เราจะคิดแค่เดือนต่อเดือน… เราก็ใช้เงิน ใช้ๆไป พอถึงสิ้นเดือน … จึงทำให้เราคิดถึงแต่เงินเดือน ว่าจะพอไหม แล้วจะเอาอะไรกิน ไปจนถึงเงินเดือนอีกรอบที่จะได้รับ

ทำให้มันก็วนอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ คิดแบบนี้ไปเรื่อยๆ เราจะไม่คิดไปไหนไกล… เกินกว่านี้
จะไม่คิดไปถึง 5 ปี หรือ 10 ปี

พอเราไม่ได้คิดไปไกล นี่จึงกลายเป็นตัวลิมิตศักยภาพ … จำกัดความสามารถของตัวเราเอง

สังเกตุดูคนที่ประสบความสำเร็จระดับโลก อย่างเช่น บิลเกต… พวกเขาจะไม่คิดแค่เดือนต่อเดือน แต่พวกเขาจะคิดไปไกลถึง 5 ปี 10 ปี หรือมากกว่านั้น

หรืออย่างโตโยต้า ที่จริงพวกเขามีแผนธุรกิจไปเกิน 100 ปีแล้ว พวกเขาจะมองการไกล

สังเกตุเห็นหรือไม่ว่า… พวกเราก็ได้รับ การรับ เงินเดือน มาจากแบบตะวันตกเช่นกัน… เพราะสมัยก่อนพวกข้าราชการในไทยเอง ก็ได้รับเงินค่าจ้างเป็นรายปี … แต่ช่วงหลัง ได้รับอิทธิพลการรับค่าจ้างแบบเงินเดือน มาจนถึงปัจจุบัน

ความจริงแล้วการได้รับเงินเดือนมันทำให้เราจำกัดความคิด … จำกัดศักยภาพของเรา

มันทำให้เราไม่กล้าฝัน ไม่กล้าไปไหนไกล เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่เราติดอยู่ในกับดักเงินเดือน
เราจะกลัว… ทำให้รู้สึกปลอดภัยที่จะอยู่ตรงนี้

คิดว่าถ้าลาออก ออกไปทำธุรกิจของตัวเอง
หากไม่รอดจะทำยังไง สู้อยู่ตรงนี้เฉยๆดีกว่า … จึงทำให้ไม่กล้าที่จะออกไปทำตามความฝัน

รู้แบบนี้แล้ว…คุณตัดสินใจ ใช้ชีวิตแบบไหน!? โดยคุณสามารถแบ่งปันความคิดเห็นกับเราได้ … ในช่องแสดงความคิดเห็นด้านล่าง

8 ความคิด ที่นำไปสู่ความมั่งคั่ง ร่ำ รวย แบบชาวยิว

รู้หรือไม่ว่า !? ทำไมชาวยิว ถึงถูกยกให้เป็นกลุ่มคนที่มั่งคั่งและ ร่ำ รวย … ที่สุดในโลก มาดูกันว่าพวกเขาคิดแบบไหน และทำอย่างไร… วันนี้เรามีคำตอบมาบอกต่อ

8 ความคิด ที่นำไปสู่ความมั่งคั่ง ร่ำรวย แบบชาวยิว

1.พวกเขาเน้นหารายได้ จากคนรวย และผู้หญิง … เพราะมองว่าผู้หญิงส่วนใหญ่เป็นคนถือเงิน และใช้เงิน … ส่วนผู้ชายจะไม่มีเวลาใช้เงิน เพราะผู้ชายจะใช้เวลาไปกับการทำงาน และหาเงินซะมากกว่า

2. ชาวยิวจะไม่เอาเวลาไปแลกกับเงิน เพราะนั่นเป็นสิ่งที่มองว่าโง่มาก… พวกเขาจะใช้วิธีที่ช่วยให้พวกเขาใช้เวลาไปอย่างคุ้มค่า … เปรียบเทียบ เช่น การซักผ้า พวกเขาจะใช้เครื่องซักผ้าเป็นเครื่องทุ่นแรง แทนการซักด้วยมือ ที่ทำให้เสียเวลา และแรงไปโดยไม่จำเป็น

3. เน้นขายของน้อย แต่ได้กำไรเยอะ … ไม่เน้นการขายในปริมาณเยอะ แต่จะเน้นขายของที่มีราคาต่อชิ้นสูง และมีคุณภาพสูง คุ้มค่าสำหรับคนจ่าย

4. พวกเขาจะเน้นขายของ ที่มองว่าคนอยู่ที่ไหนให้ขายที่นั่น … และห้ามเกลียดการขาย เช่น ขายของในห้างสรรพสินค้า เพราะมีคนจำนวนมาก เดินเข้าออกอยู่ตลอดเวลา

5. เรียนรู้จากคนรวย … เชื่อหรือไม่ว่ารายได้ของเราจะอยู่ที่ 5 คนเฉลี่ย ที่เราคุยด้วย และใช้ชีวิตอยู่ด้วยเป็นประจำ … ลองคำนวณดูว่าคุณอยากมีรายได้เท่าไหร่ต่อเดือน ให้เอาตัวเองไปอยู่กับคนกลุ่มนั้น

6. ไม่กลัวการเผชิญหน้ากับปัญหา … เมื่อพวกเขาเจอปัญหา พวกเขาจะไม่กลัว จะมองเห็นประโยชน์ที่ได้จากปัญหานั้นเสมอ เพื่อนำไปพัฒนาต่อ

7. เวลาของพวกเขาเป็นเงินเป็นทอง … พวกเขาจะไม่เสียเวลาไปกับสิ่งไร้สาระ … ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์

8. ความยากลำบาก คือ เส้นทางไปสู่ความมั่งคั่ง … พวกเขาเชื่อว่า หากไม่เจอความลำบาก… ก็จะไม่มีทางทำให้สำเร็จ เพราะไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ

หากคุณเป็นคนหนึ่ง ที่กำลังเดินมุ่งหน้าไปสู่ความมั่งคั่ง… การนำความคิด และวิธีการคิดแบบชาวยิว ไปใช้ ก็ไม่เลวนะ…

อยากมีอิสรภาพทางการ เงิน ต้องเริ่มต้นรู้จักตัวเองก่อน

อิสรภาพทางการ เงิน ใครก็มีได้ … แต่นั่นต้องเริ่มต้นด้วยการ… รู้จักตัวเองให้มากพอก่อน

บางคนโชคดี ที่รู้จักตัวเองได้เร็ว ทำให้พวกเขาเริ่มต้น และประสบความสำเร็จได้ก่อนคนที่ยังหาตัวเองไม่เจอ…

แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่า…คุณหาตัวเองไม่เจอจริงๆ หรือมองข้ามสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ และเป็นอยู่กันแน่!

แล้วจะรู้จักตัวเองได้ยังไง…!? เพราะเมื่อใด ที่เรารู้จักตัวเองได้เร็ว… เราจะสามารถก้าวไปต่อได้เร็วเท่านั้น

ก่อนอื่นเราขอบอกก่อนว่า…ไม่ใช่แค่คุณหรอกที่ยังหาตัวเองไม่เจอ…ไม่รู้ว่าตัวเองชอบทำอะไร ถนัดอะไร…เราเชื่อว่าบนโลกใบนี้ ยังมีคนอีกมากมาย…ที่กำลังตามหาตัวเองเหมือนคุณ

นี่คือเคล็ดลับ ที่ ofezsoft ใช้ทดสอบ แล้วมันให้คำตอบกับเราได้จริงๆ

เริ่มต้นด้วยการที่เรา…ลองทำทุกอย่างก่อน
ให้ลองทำหลายๆ อย่าง เหมือนกับการเดินทาง ให้เดินเป็นเส้นตรงก่อน

ให้เดินไปเรื่อยๆก่อน จนกว่าจะเจอสิ่งที่ถนัด…เมื่อเจอสิ่งที่ถนัด แล้วค่อยหยุด…ลงลึกไปกับสิ่งนั้น…โดยตั้งใจทำอย่างจริงจัง

ระว่างการเดินทาง… หากสิ่งไหนทำได้ไม่ดี ไม่ถนัด ให้ตัดออกไปทีละอย่าง

หาว่าอะไรคือจุดแข็ง… อะไรทำได้ดี… อะไรที่ถนัด… และอะไรคือจุดอ่อน ที่ควรตัดออกไป!?

เช่น คุณไม่เคยวาดรูปเลย เพราะคุณคิดว่าคงทำได้ไม่ดี…จึงตัดสินใจเลือกที่จะไม่ทดลองทำ …. ซึ่งจริงๆ แล้ว นี่อาจเป็นสิ่งที่คุณกำลังตามหาอยู่ก็ได้

โดยคุณอาจลองวาดรูปดู แล้วให้เพื่อน หรือคนใกล้ตัวช่วยตัดสิน… มันอาจสวยสำหรับคนอื่น… ในขณะที่คุณเองอาจมองว่าทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่

แล้วลองฝึกฝนทำไปเรื่อยๆ ใช้เวลาอยู่กับสิ่งนั้นสักพัก… คุณอาจหลงรักงานนี้ก็ได้

และงานนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้น… เป็นก้าวแรกที่จะนำคุณก้าวไปต่อ… จนถึงเส้นชัย

อย่าเพิ่งตัดบางอย่างออก…หากคุณยังไม่ได้ลงมือลองทำก่อน ให้ลองทำก่อน หากนี่ไม่ใช่ตัวตนของคุณจริงๆ ค่อยตัดออก

แน่นอนว่า… นี่อาจต้องใช้เวลาในการค้นพบ อาจเป็นวัน เป็นเดือน หรือนานหลายปี.. ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการเลือกของคุณด้วย

แต่การลองค้นหาตัวเองทีละก้าว… ยังดีกว่าให้เวลาผ่านไป… โดยไม่ได้ลองทำอะไรเลย… อาจช้ากว่าคนอื่น… แต่อย่างน้อย คุณก็ได้เริ่มก้าวออกไปแล้ว

หากคุณมีเพื่อนที่ดี พวกเขาจะมองเห็นและบอกเราเองว่า… คุณทำอะไรได้ดี ให้ลองนำข้อมูลที่เพื่อนบอกมาช่วยในการเลือกของคุณ

พอคุณเลือกและตัดสินใจแล้ว… ให้โฟกัส… ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน… ศึกษา หาข้อมูล … เรียนรู้…ใช้เวลาอยู่กับสิ่งนั้น แล้วลงมือทำอย่างจริงจัง

แล้วเราหวังว่า…สักวันนึง คุณจะหาตัวเองเจอ…ทำในแบบที่เป็นตัวตนของคุณจริงๆ… เพราะเมื่อคุณหาตัวเองเจอ มีเอกลักษณ์เฉพาะเป็นของตัวเอง… ก็จะไม่มีใครเรียนแบบ และนำสิ่งที่คุณเป็นไปจากคุณได้ และที่สำคัญความสำเร็จก็จะไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอน

เราขอเป็นกำลังใจ…ให้ผู้ที่กำลังเดินทาง…ตามหาตัวเอง…เพื่อมุ่งไปสู่ความสำเร็จในอนาคต

สร้างรายได้ออนไลน์ มากกว่า 1 ล้าน ด้วย E-Book

สร้างรายได้ออนไลน์ ด้วยการลงทุนสร้างงานเพียงครั้งเดียว แต่สามารถทำเงินให้คุณได้ตลอดเวลา แบบนี้คุณคิดว่า… นี่คือสิ่งที่คุณต้องการใช่หรือไม่? การขาย E-Book เป็นหนึ่งในสิ่งที่สามารถทำเงินได้จริง…การเป็นนักเขียนไม่ใช่เรื่องง่าย แต่นั่นก็ไม่ได้ยากเกินความสามารถ…หากคุณตั้งใจ หาข้อมูล เรียนรู้ และพร้อมเริ่มต้นลงมือเขียนอย่างจริงจัง

เทคนิคการเขียนมีอยู่หลายวิธี ขึ้นอยู่กับความถนัดของนักเขียนเอง… สำหรับใครที่กำลังจะเริ่มต้นเขียน แต่ไม่อยากเสียค่าใช้จ่ายไปกับการเข้าคอร์สเรียน… คุณสามารถนำเทคนิค และข้อมูลที่เรากำลังจะแบ่งปันไปใช้เป็นแนวทาง ในการเขียน…โดยคุณสามารถนำไปทำได้จริง และเริ่มต้นได้ทันที

ขั้นตอนการ สร้างรายได้ออนไลน์ หลักล้าน ด้วย E-Book

1. เริ่มเขียนบทความ

1.1 วิธีที่ “ ง่ายที่สุด “
เป็นการเริ่มต้นเขียน E-Book ที่ง่ายที่สุด และใช้เวลาน้อยที่สุดในการเขียน คือ การเขียนบทความสั้นๆ หลายๆบท…ให้อยู่ในประเด็นเดียวกัน ตัวอย่าง เช่น เขียนบทความเรื่อง สุขภาพ โดยแต่งเป็นหลายๆหัวข้อ เช่น (กินอย่างไรห่างไกลโรค, อาหารที่อันตรายต่อสุขภาพ, อาหารที่ดีต่อร่างกาย)

แล้วรวบรวมแต่ละบทเข้าด้วยกันเป็นเล่ม…การเขียนแบบนี้จะง่าย และมีประโยชน์กับผู้อ่าน…เท่านี้คุณก็สามารถสร้าง E-Book ได้ 1 เล่มแล้ว

1.2 เขียนแนว “ HOW TO “
เป็นการเขียนในแบบที่เป็นตัวของตัวเอง คือ เขียนแนวเคล็ดลับต่างๆ หรือ HOW TO เช่น
“ 10 วิธีสร้างเงินออนไลน์ “
“ 10 วิธีแต่งหน้าให้ดูเด็ก “
หัวข้อเหล่านี้เป็นเรื่องที่ช่วยพัฒนาความรู้…ผู้อ่านสามารถนำไปต่อยอดสร้างอาชีพ และใช้ประโยชน์ได้มาก…เมื่อนำเอาไอเดียทั้งหมดของคุณ มามัดรวมเป็น E-Book จึงทำให้ขายได้ง่ายและเร็ว

1.3 เขียนบทความ ที่มีข้อความมากกว่า 300 คำไทยต่อเรื่อง
การเขียนแบบนี้อาจใช้เวลานานกว่า 2 แบบแรก
เช่น เขียนเรื่องราวจากประสบการณ์ตนเอง หรือเขียนนิยายที่แต่งขึ้นเอง
อาจทำเป็นตอนๆ แล้วนำมามัดรวมเข้าด้วยกัน เพียงเท่านี้คุณก็สร้าง E-Book ได้แล้ว

**คุณควรเลือก…ว่าแบบไหนที่คุณถนัด!? การเขียนบทความไม่มีผิดหรือถูก ฉนั้นคุณสามารถเริ่มต้นเขียนได้เลย

2. รวบรวมบทความ

นำบทความที่เขียนทั้งหมดรวบรวมไว้ใน โปรแกรม Microsoft Word โดยกำหนดหน้าเอกสารเป็นขนาด A5
ตัวหนังสือ : ใช้ Font Codia New
ขนาดตัวหนังสือ :
-หัวข้อหลัก ขนาด 22
-หัวข้อย่อยรอง ขนาด 18
-เนื้อหา ขนาด 14-16

3. เลือกรูปภาพประกอบ E-Book

รูปภาพประกอบการเขียน E-Book นั้นมีความสำคัญมากเช่นกัน เพราะรูปภาพจะเป็นตัวกำหนดเรื่องของความน่าเชื่อถือ การดึงดูดความสนใจ…คุณจะใช้ 1 รูป หรือมากกว่าก็ได้

**การใช้รูปภาพฟรี ควรระวังในเรื่องของรูปภาพลิขสิทธิ์ด้วย

แหล่งซื้อขายรูปภาพที่แนะนำ เช่น Shutterstock.com,
istockphoto.com,
123rf.com

แต่การถ่ายภาพเอง จะดีที่สุด เพราะคุณจะได้รูปภาพที่ไม่ซ้ำใคร และมีความเป็นเอกลักษณ์

4. ออกแบบปก E-Book

หน้าปก เป็นด่านแรก เปรียบเสมือนหน้าตา เป็นสิ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจในการซื้อ…คุณอาจออกแบบเอง หรือจ้างคนออกแบบก็ได้

5. ตั้งราคาขาย E-Book

โดยส่วนใหญ่ E-Book ขนาด A5 ที่มีจำนวนหน้าประมาณ 100-300 … จะตั้งราคาไม่เกิน 300 บาท

6. วางขาย

แหล่งวางขายที่แนะนำ ที่มียอดซื้อขายจำนวนมาก :

  • ebooks.in.th
  • ookbee.com
  • mebmarket.com
  • icontentstock.com
  • amazon.com
    แต่ละที่จะมีค่าธรรมเนียมในการวางขายที่แตกต่างกัน อย่าลืมบวกลบราคา E-Book ของคุณให้เหมาะสมด้วยนะ

การสร้างเงินล้านต่อเดือนไม่ได้ไกลเกินเอื้อม…เพียงแค่คุณลงมือทำ

ลองคำนวณดูคร่าวๆ หากคุณขาย E-Book
ในราคา 290.- จำนวน 500 เล่ม/เดือน คุณจะมีรายได้ 145,000 บาท/เดือน…เท่ากับว่าคุณมีรายได้ 1,740,000 บาท/ปี เลยทีเดียว

ที่สำคัญคือ…นี่เป็นรายได้แบบ Passive income ซึ่งหมายถึงว่า คุณเพียงลงทุนเขียน E-Book เพียงแค่ครั้งเดียว…แต่สามารถนำไปขายได้ไม่จำกัด ทำให้คุณสร้างรายได้ ได้ตลอดเวลา

10 อาชีพ เสี่ยงตกงานสูงในปี 2020

เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลทำให้พฤติกรรมการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้คนก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามๆ กัน เมื่อย่างเข้าสู่โลกแห่งนวัตกรรมเทคโนโลยี ที่มีความสามารถในการทำงานได้แม่นยำ มีประสิทธิภาพสูง และสะดวกรวดเร็วกว่า ได้เข้ามาเป็นตัวช่วยหรือแทนแรงงานมนุษย์ในหลายธุรกิจ จึงมีการคาดการณ์ว่าภายในไม่กี่ปีต่อจากนี้ หลายๆ อาชีพ กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงสูง ที่อาจกำลังจะหายไป

10 อาชีพ เสี่ยงตกงานสูง ?

อาชีพ
อาชีพ

1. ครู อาจารย์ ในสถานศึกษา

  • ผู้คนสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้โดยผ่านช่องทางออนไลน์ ผู้คนบางส่วนอาจคิดว่าสถาบันการศึกษา ไม่ได้จำเป็นสำหรับพวกเขา

2. นักข่าว หรือผู้สื่อข่าวภาคสนาม

  • โซเชียลมีเดียได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น มันง่ายมากที่ใครๆ ก็สามารถเป็นนักข่าว เผยแพร่ข้อมูลผ่านโซเชียลได้เอง ส่งผลทำให้อาชีพนี้อาจถูกว่าจ้างน้อยลง



3. พนักงานธนาคาร

  • เมื่อมีตัวช่วยด้านเทคโนโลยี เข้ามามีบทบาทในสถาบันการเงินมากขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าและผู้เข้ามาใช้บริการ ทำให้ผู้คนสะดวกที่จะใช้บริการผ่านทางช่องทางออนไลน์มากกว่า จึงทำให้สาขาย่อยของธนาคารปิดตัวลง ซึ่งหมายความว่าพนักงานธนาคารอาจถูกลดจำนวนลงไปด้วย

4. นายหน้า หรือโบรกเกอร์

  • ผู้คนสามารถหาข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบ และตัดสินใจในการซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆ ได้เอง โดยผ่านช่องทางออนไลน์ จึงทำให้อาชีพดังกล่าวไม่จำเป็นสำหรับพวกเขา

5. พนักงานคอลเซ็นเตอร์

  • เทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและผู้ใช้บริการได้ตลอดเวลาโดยอัตโนมัติ โดยอาจทำให้อาชีพดังกล่าวถูกเลิกจ้างหรือลดจำนวนลง

6. พนักงานสื่อสิ่งพิมพ์

  • สังเกตเห็นได้ว่าคนส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ได้รับข่าวสารอย่างรวดเร็วบนหน้าจอมือถือ หรืออุปกรณ์พกพาส่วนตัว โดยทำให้จำนวนของหนังสือพิมพ์ สื่อสิ่งพิมพ์ และกระดาษอาจถูกใช้น้อยลง

7. ไกด์นำเที่ยว

  • ผู้คนส่วนใหญ่สามารถหาข้อมูล วางแผน ศึกษาสถานที่ท่องเที่ยว และจองที่พักได้เองผ่านช่องทางออนไลน์ โดยอาจทำให้อาชีพนี้มีความสำคัญลดน้อยลง

8. พนักงานต้อนรับ

  • เมื่อ AI ถูกพัฒนาได้ดีขึ้น มนุษย์อาจมีบทบาทน้อยลงให้การให้บริการสำหรับลูกค้า ที่เข้ามาใช้บริการตามสถานที่ต่างๆ เช่น โรงแรม บนเครื่องบิน ฯลฯ เป็นต้น

9. เกษตรกร

  • เครื่องจักรที่ล้ำหน้าที่ถูกพัฒนาด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น ได้เข้ามามีบทบาทและทำหน้าที่แทนเกษตรกรเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ทำให้การผลิตพืชผลทางการเกษตรแต่ละครั้งอาจใช้พนักงานเพียงแค่ 1 คน เพื่อควบคุมเครื่องจักร ก็สามารถทำงานแทนพนักงานจำนวนมากได้แล้ว

10. พนักงานฝ่ายผลิตในอุตสาหกรรม

  • เครื่องจักรที่ถูกพัฒนาด้วยเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองการทำงานในโรงงานมากขึ้น เพราะมันสามารถทำงานได้ตลอดเวลา ไม่เหนื่อยและหมดแรง จึงทำให้มันถูกเลือกมาแทนที่แรงงานมนุษย์มากขึ้น

แม้ว่าหลายคนอาจคิดว่าเทคโนโลยีเข้ามาแย่งงานของมนุษย์ แต่หากเรามองในแง่บวก มันเข้ามาเป็นตัวช่วยที่ดีอย่างหนึ่ง หากเราเลือกนำไปใช้อย่างถูกต้อง และชาญฉลาด และเราเชื่อว่าสำหรับบุคคลที่พัฒนาตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้มีความสามารถและชำนาญในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดและหลายๆองค์กร เพียงแค่อาจต้องปรับเปลี่ยน ปรับตัว และฉวยโอกาสในสถานการณ์ที่ปรับเปลี่ยนนี้

10 คำเตือน ซื้อของออนไลน์ ยังไงให้ปลอดภัย

ด้วยว่าปัจจุบันผู้คนทั่วโลกกว่า 1.8 พันล้านคนที่ ซื้อของออนไลน์ จึงไม่แปลกใจที่ผู้ค้าปลีกจะพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อให้ลูกค้ามีความสุข อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่ลืมเกี่ยวกับผลประโยชน์ของตัวเอง โดยมีเทคนิคที่แยบยล รวมถึงความรู้ทางด้านจิตวิทยามนุษย์ ที่ช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จในการทำเช่นนี้

ซื้อของออนไลน์ ยังไงให้ปลอดภัย ?

ซื้อของออนไลน์
ซื้อของออนไลน์

1. ไม่ตกเป็นเหยื่อ สำหรับการจัดส่งฟรี

ผู้ค้าปลีกรู้ว่า จากการวิจัยพบว่า 93 เปอร์เซ็นต์ ของผู้คนมีแนวโน้มที่จะซื้อมากขึ้น และทำให้มูลค่ารวมของการซื้อสูงขึ้นมาก หากใช้วิธี ” การจัดส่งฟรี ”



ผู้คนส่วนใหญ่เห็นคุณค่าของการจัดส่งฟรี มากกว่าความเร็วในการจัดส่ง ครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่า ” พวกเขายินดีที่จะรอหนึ่งสัปดาห์ สำหรับผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาจ่ายไปแล้ว หากพวกเขาได้รับการจัดส่งฟรี “

แม้ว่าการจัดส่งฟรี เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม หากคุณสนใจซื้อบางอย่างจากผู้ค้ารายปลีก แต่บางครั้งนี่อาจทำให้คุณชำระเงินสำหรับผลิตภัณฑ์คุณภาพต่ำ เนื่องจากคุณรู้สึกว่าคุณกำลังประหยัดเงินค่าบริการจัดส่ง

2. อ่านบทวิจารณ์ และความคิดเห็น

ผู้ค้าปลีกรวบรวมสถิติ และข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อของลูกค้า และสามารถแสดงบนเว็บไซต์ได้แบบเรียลไทม์ ตัวอย่างเช่น ร้านค้าบางแห่งจะแสดงให้คุณเห็นว่า มีคนกี่คนที่ซื้อผลิตภัณฑ์และมีอยู่ในตระกร้าพร้อมที่จะซื้อแล้ว แม้ว่าสิ่งนี้จะช่วยให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่า ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพดีจริงๆ แต่ก็ยังไม่น่าไว้วางใจ

ลูกค้าไม่มีวิธีตรวจสอบ และดูว่าสถิติเหล่านี้เป็นจริงมากแค่ไหน แต่ความคิดเห็นและบทวิจารณ์สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกที่ยอดเยี่ยม เกี่ยวกับคุณสมบัติที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์ได้ แต่อย่าลืมฟังความรู้สึกของตัวคุณเอง เพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุด

3. เพิกเฉยต่อความรู้สึกเร่งด่วนที่ผิดๆ

ผู้ค้าปลีกหลายรายกดดันลูกค้า โดยสร้างภาพลวงตาว่าพวกเขาจะพลาดข้อตกลงครั้งเดียวในชีวิต หากพวกเขาไม่ได้ซื้อผลิตภัณฑ์ทันที พวกเขาเรียกร้องให้ทำการซื้อ มิฉะนั้นส่วนลดจะหมดอายุ และพวกเขาจะไม่ได้รับข้อเสนอที่ยอดเยี่ยมอีกเลย และวลีทางอารมณ์ เช่น ” สั่งซื้อตอนนี้ ก่อนที่มันจะสายเกินไป หรือ เหลือเพียง 3 ชิ้นเท่านั้น ” ที่จะช่วยพวกเขา

วิธีการนี้จะสร้างสถานการณ์ที่ตึงเครียดสำหรับลูกค้า และทำให้เกิดความวิตกกังวล ทำให้พวกเขากระทำโดยไม่คิด หลายคนประสบจากความกลัวที่จะพลาดในบางสิ่งที่มีให้กับผู้อื่น ดังนั้นพวกเขาจึงทำการซื้อโดยไม่ได้คิดอย่างรวดเร็ว และซื้อในสิ่งที่พวกเขาไม่ต้องการมันจริงๆ

4. ตรวจสอบรถเข็นของคุณอีกครั้ง ก่อนเช็คเอาท์

ผู้ค้าปลีกเข้าใจว่าลูกค้าจำนวนมาก ได้รับความรำคาญจากความจำเป็นในการป้อนรายละเอียดการจัดส่ง หรือข้อมูลบัตรเครดิตทุกครั้งที่สั่งซื้อสินค้า ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามทำให้กระบวนการเช็คเอาท์เป็นเรื่องง่าย และสะดวกที่สุด

ผู้ค้าปลีกบางรายมี ” การชำระเงินด่วน ” ซึ่งคุณสามารถช็อปปิ้งให้เสร็จภายในไม่กี่วินาที ดังนั้นลูกค้าหลายคนไม่ใส่ใจกับจำนวนรายการ ที่เพิ่มลงในรถเข็น และสิ้นสุดการชำระเงินสำหรับสินค้าที่สั่งโดยไม่ได้ตั้งใจ

การเช็คเอาค์อย่างรวดเร็ว ทำให้คุณพลาดรายละเอียดได้ง่ายขึ้น เนื่องจากคุณรีบ จะเป็นการดีกว่าที่จะตรวจสอบรายการซื้อของคุณหลายครั้ง และกำจัดสิ่งที่คุณเพิ่มโดยไม่ได้ตั้งใจออก

5. ต่อต้าน การกระตุ้นให้ซื้อมากขึ้น หากมีตัวเลือกคืนฟรี

การช็อปปิ้งออนไลน์ทำให้ลูกค้าเสียเปรียบด้วยข้อดีหลายประการ พวกเขาไม่สามารถสัมผัส ลอง หรือดมกลิ่นผลิตภัณฑ์ที่พวกเขากำลังซื้อ นั่นเป็นเหตุผลที่พวกเขาอาจลังเลเมื่อซื้อสินค้า ที่พวกเขาไม่เคยเห็นในชีวิตจริง

ผู้ค้าปลีกเข้าใจแรงจูงใจของพวกเขา และเพื่อชดยการขาดข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ พวกเขาให้ผลตอบแทนแก่ลูกค้า โดยหากไม่พอใจจะให้ “คืนฟรี”

และมันคุ้มค่า ลูกค้ามีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้ามากกว่า หากพวกเขาสามารถส่งคืนสินค้าที่สั่งซื้อโดยไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ในท้ายที่สุดผู้คนจำนวนมาก ไม่ต้องการใช้เวลาในการคืนสินค้าที่สั่งซื้อ แต่กลับลืมมันไปอย่างง่ายดาย ดังนั้นจึงเป็นสถานการณ์ที่ผู้ค้าปลีกเอาชนะลูกค้าได้

6. ตรวจสอบราคา

ผู้ค้าปลีกต้องปรับราคาอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดลูกค้าให้มากขึ้น และติดตามแนวโน้มของตลาด ดังนั้นราคาของผลิตภัณฑ์เดียวกัน สามารถผันผวนในระหว่างวัน

ร้านค้าออนไลน์ตรวจสอบกิจกรรมของลูกค้า และทำการตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลนี้ บางครั้งร้านค้าปลีกจงใจทำให้ผลิตภัณฑ์อีกหนึ่งทาง มีราคาแพงกว่า ดังนั้นลูกค้าจึงได้รับความประทับใจที่ผิดว่า ผลิตภัณฑ์ที่เหลือในร้านนั้น เป็นข้อเสนอที่ดีเมื่อเปรียบเทียบแล้ว

7. จำกัดเวลาในการช็อปปิ้ง

วิทยาศาสตร์กล่าวว่า คนทั่วไปไม่สามารถมีสมาธิกับงานใดงานหนึ่ง โดยปราศจากการรบกวนใดๆ นานกว่า 20 นาที ดังนั้นยิ่งคุณมองหาสิ่งต่างๆ ในโลกออนไลน์นานเท่าไหร่ ระดับความอดทน การคิดวิเคราะห์ข้อมูลของคุณก็จะยิ่งลดลง

และผู้ค้าปลีกสามารถใช้สิ่งนั้น เพื่อประโยชน์ของพวกเขา พวกเขามีตัวเลือกหลายร้อยตัว ให้ลูกค้าใช้เวลานานในการค้นหา ดังนั้นหลังจากใช้เวลาออนไลน์หลายชั่วโมง คุณจะรู้สึกเหนื่อยล้า และหงุดหงิด และจะตัดสินใจซื้อในสิ่งที่คุณไม่ต้องการ

8. อย่าใส่ใจ กับรายการที่แนะนำมากเกินไป

แม้ว่าบางครั้งการเตือนให้ซื้อผลิตภัณฑ์บางอย่าง อาจเป็นประโยชน์ที่ดีสำหรับคุณ แต่ในกรณีส่วนใหญ่ ผู้ค้าปลีกจะใช้เคล็ดลับนี้ เพื่อให้ได้รับเงินมากขึ้นจากคุณ

พวกเขาอาจแนะนำรายการที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ ที่ตอนนี้อยู่ในรถเข็นของคุณ หรือที่สอดคล้องกับประวัติการเรียกดูของคุณ รายการเหล่านี้มักจะไม่เสียค่าใช้จ่ายมาก และทำให้คุณรู้สึกว่าคุณกำลังอัปเกรดผลิตภัณฑ์ที่คุณกำลังจะซื้ออยู่

หากคุณต้องการใช้จ่ายให้น้อยลง อย่ายอมแพ้กับสิ่งล่อใจที่จะทำให้คุณใช้จ่ายมากกว่าที่คุณวางแผนไว้

9. เช็คส่วนลด

ผู้ค้าปลีกดึงดูดความสนใจของลูกค้า โดยเสนอข้อเสนอส่วนตัว หรือขายผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงพิเศษ เพื่อเพิ่มยอดขาย โดยขึ้นราคาเล็กน้อยไว้ล่วงหน้า และเสนอส่วนลดทีหลังให้ลูกค้า ดังนั้นข้อเสนอพิเศษอาจกลายเป็นเพียงสินค้า ที่ผู้ค้าปลีกต้องการขายให้เร็วที่สุด

หากคุณมีเวลาควรเปรียบเทียบราคา และข้อเสนอในร้านค้าออนไลน์อื่นๆด้วย และพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ที่อาจมีผลต่อราคา เช่น วันหมดอายุ ค่าธรรมเนียมในการจัดส่ง ปริมาณของผลิตภัณฑ์ ที่คุณต้องซื้อพร้อมกันเพื่อรับส่วนลด

10. เพิ่กเฉยต่ออีเมลล์ส่งเสริมการขาย

เมื่อคุณสมัครรับจดหมายข่าวทางอีเมลล์ของผู้ค้าปลีก คุณมีแนวโน้มที่จะได้รับกล่องจดหมายที่เต็มไปด้วยตัวอักษร พร้อมข้อเสนอที่น่าดึงดูด เพราะแม้ว่าคุณจะวางสินค้าไว้ในรถเข็น แต่ไม่ได้ซื้อ ร้านค้าออนไลน์อาจส่งคำเตือนถึงคุณว่า ช่วยซื้อของจนหมด

อีเมลล์เหล่านี้อาจเสนอส่วนลดบางส่วน แต่เป้าหมายหลักคือ เพื่อให้คุณกลับไปยังร้านค้า และสนับสนุนให้คุณซื้อ

คุณเคยตกเป็นเหยื่อของกลอุบายเหล่านี้บ้างหรือไม่ ? และคุณมีวิธีการจัดการกับสิ่งเหล่านี้อย่างไร โดยคุณสามารถแชร์ประสบการณ์ และแสดงความคิดเห็นกับเราได้ เพื่อเป็นความรู้กับผู้อื่นต่อไป