รู้หรือไม่ว่า แค่โพสต์รูป ก็รู้แล้วว่า กำลังป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

นักวิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ( Harvard University ) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเวอร์มอนต์ ( University of Vermont )… ได้รวบรวมรูปทั้งหมดจำนวน 43,950 รูป จากอาสาสมัครทั้งหมดจำนวน 166 คน…จากการศึกษาพบมีผู้ป่วยที่เป็น โรคซึมเศร้า จริงอยู่ทั้งหมดจำนวน 71 คน

หลังจากที่พวกเขาได้นำรูปทั้งหมด ไปทำนายผ่านคอมพิวเตอร์ AI … ว่าคนไหน โพสต์รูปยังไง
แล้วบ่งบอกว่า…คนนั้นป่วยเป็นโรคซึมเศร้าบ้าง!?

และบอกได้เลยว่าความแม่นยำของ computer AI มีมากถึง 70%

หลังจากที่พวกเขาได้อ่านแล้ว พวกเขาได้ผลการวิเคราะห์ออกมาว่า…จุดสังเกตุของคน
ที่โพสต์ภาพแล้วเป็นโรคซึมเศร้า มีอะไรบ้าง?

5 ภาพโพสต์ บอกเป็น โรคซึมเศร้า

  1. มักจะโพสต์ภาพโทนสีที่ไม่ค่อยสดใส โทนสีมืดๆ เช่น สีเทา ฯลฯ
  2. โพสต์ภาพที่เป็นสีโทนขาวดำเป็นส่วนใหญ่
  3. โพสต์ภาพที่อยู่คนเดียว ไม่ค่อยมีคนรอบข้าง ไม่มีสังคมอะไรมากมาย
  4. โพสต์ภาพที่สื่ออารมณ์เศร้าหรือเสียใจอยู่
  5. ภาพที่โพสต์จะมียอด Like น้อยกว่าคนที่ไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้า

แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้บอกนะ…ว่าคนที่โพสต์ภาพแบบนี้ทั้งหมด จะป่วยเป็นโรคซึมเศร้า อย่างที่บอกความแม่นยำของ computer AI มีมากถึง 70%

แล้วคุณเคยสังเกตุตัวเอง หรือคนรอบข้างบ้างหรือไม่? เพราะเมื่อไหร่ที่เราสังเกตุพบความผิดปกติ ที่อาจบ่งบอกถึงการป่วยได้เร็ว… เท่ากับว่าเราจะได้หาวิธีรักษาและป้องกันสิ่งที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดได้รวดเร็วขึ้น

จะเห็นได้ว่า เมื่อมีการพัฒนาทางด้านสมอง และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โรคซึมเศร้านั้น ยังคงอยู่กับคนกลุ่มที่มีความเครียดเสมอๆ ฉะนั้น ควรต้องหมั่นตรวจสอบ และดูแลสุขภพาจิตให้เป็นปกติ มิเช่นนั้นจะทำให้เกิดอันตรายกับคนรอบข้าง และตัวของเราเอง

โอไมครอน (Omicron) โควิดสายพันธุ์ใหม่ หนีจากภูมิแอนติบอดีของมนุษย์ ได้มากถึง 80%

จากข้อมูลล่าสุด…ส่อพบผู้ป่วยโควิด สายพันธุ์โอไมครอน (Omicron) ในประเทศเพิ่มขึ้นอีก 3 ราย ซึ่งกำลังรอผลแล็บยืนยัน …นี่อาจเป็นสัญญาณบอกว่า…โอไมครอนเริ่มใกล้ตัวคนไทยมากขึ้น

ล่าสุด ดร.อนันต์ เผยผลวิจัยโอมิครอน
เฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana ของ นายอนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ให้ข้อมูลว่า…

นักวิจัยได้ทำการทำนายผล…จากข้อมูลการจับของแอนติบอดีชนิดต่างๆ… ที่แยกได้จากผู้ป่วย

และ จากข้อมูลการจับแอนติบอดีเหล่านั้น…ในการจับกับโปรตีนหนามสไปค์ของไวรัสสายพันธุ์ต่างๆ… โดยใช้สไปค์ของสายพันธุ์ Wuhan ดั้งเดิมเป็นตัวตั้งที่ 100% …

แล้วถามคำถามว่า การกลายพันธุ์บนตำแหน่งต่างๆ…ของส่วนโปรตีนสไปค์ที่ใช้จับกับโปรตีนตัวรับบนผิวเซลล์มีผลต่อ…การจับของแอนติบอดีเหล่านั้นอย่างไร?

สายพันธุ์เบต้าและมิว ที่ก่อนหน้านี้…เชื่อว่าหนีภูมิจากการจับของแอนติบอดีได้ดีที่สุด จะอยู่ที่ 0.4 หรือ หนีได้ 60%

เมื่อนำโอมิครอน (Omicron) มาใส่ในโปรแกรมนี้ดู ค่าที่ออกมาคือ 0.2 หรือ หนีได้ 80% …ซึ่งใกล้เคียงกับสไปค์ PMS20 ที่ยังไม่มีจริงในธรรมชาติ

แต่เป็นสไปค์…ที่นักวิจัยออกแบบสังเคราะห์ขึ้นจากการคาดการณ์ว่าจะหนีภูมิจากการจับแอนติบอดีของมนุษย์ได้ดีที่สุด…

ซึ่งถ้าการคำนวณอันนี้ใกล้เคียงของจริงจะแสดงว่า โอมิครอนอยู่ในระดับที่หนีภูมิได้สูงมาก

ย้ำอีกทีว่า…ค่านี้เกิดจากการคำนวณยังไม่ได้มีการพิสูจน์จริงด้วยไวรัสในห้องปฏิบัติการ … แต่เชื่อว่าข้อมูลของจริง… คงไม่หนีไปจากนี้เท่าไหร่ครับ

ข้อมูลจาก fb: Anan Jongkaewwattana

รู้หรือไม่ว่า โอกาสเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ เกี่ยวข้องกับการ ท่องเที่ยว

ผลวิจัย​เมื่อปี 2002 ข​อง มหา​วิทยา​ลัยเซอร์เรย์ (Surrey) ในประเทศอังกฤษ เปิดเ​ผยว่า…​คนที่ไม่​ค่​อยได้อ​อกไป ท่องเที่​ยว ​หรือ ไม่​ค่อยได้ออกเดินทาง ไ​ปไหนมาไหน…มีโอกาสเป็นโรคหัวใจ
มากกว่า ค​นที่เที่​ยวบ่อยๆ มากถึง 30%

ท่องเที่ยว บ่อยๆ ดีอย่างไร?

​การออกไปเ​ที่ย​วบ่อยๆ ​จะทำให้​มี​ควา​มสุขมา​กยิ่งขึ้น…แ​ละช่​วยใ​ห้สุข​ภา​พร่างกาย จิตใจดีขึ้นได้จริ​ง…เนื่องจากสมอง​จะ​มีกา​รคาดสถานกา​รณ์

และ เริ่มวางแผนล่วงหน้า หา​ก​การวางแผนท่องเที่ยวสำเร็​จ…ร่างกาย​จะผลิ​ตฮอ​ร์โมนโ​ดพามี​น ทุก​ครั้ง​ที่เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้​น จะทำให้รู้สึ​กดี เ​หมือน​ประ​ส​บความสำเร็​จ อะไรบา​งอย่างในชี​วิ​ต

สำหรับผู้ที่​ชื่น​ชอบ ​การท่องเที่ย​วแ​บบลุยๆ เช่น เดินป่า ฯลฯ ก็จะ​ยิ่​งทำให้สุขภาพแข็งแรงดีขึ้นไปอีก เพราะร่างกายได้ขยับ…เหมือนเป็นการออกกำลังไปด้วย

และตา​มข้อมู​ลใ​นปี 2013 จา​ก​การ​สำรวจพบ​ว่า การออกเดินทาง ช่วย​ลดควา​มเครี​ยด และโรคซึมเศร้า ได้ดีมากกว่า…คนที่ชอบเก็บ​ตั​วอยู่ค​นเดี​ยว

ส่​วนผู้ที่ไม่ไ​ด้ท่อ​งเที่ยว ติด​ต่อกันเ​ป็นเวลา​หลา​ยปี มากกว่า 30% มีโอกาสเสี่ยงเ​ป็​นโรคหัวใจ

ในทา​งจิ​ตวิท​ยา นอกจาก​สีเ​ขียวที่เรา​มั​กจะเห็น ตามธรรมชาติ…และมีอ​ยู่ในสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ทำให้คุณ​รู้สึกสด​ชื่​น และปลอดภัยแล้ว…ขณะเดียวกั​น สีฟ้าของน้ำทะเล ก็ทำใ​ห้เ​รารู้สึ​กผ่อนคลา​ย ​

ส่วนในบริเวณที่ชุ่​ม​ชื้น​…อ​ย่างชา​ยฝั่งทะเล แม่น้ำลำ​ธาร ​หรือ น้ำต​ก จะมี​ประจุไ​ฟฟ้าลบ ล​อ​ย​อยู่ในอา​กาศ…เมื่อ​กระท​บร่างกาย จะไ​ป​กระ​ตุ้นให้ร่างกาย สร้า​งสารเ​ซโ​รโทนิน ซึ่งทำใ​ห้เรารู้สึก​ส​งบ ผ่อน​คลา​ย และส​ดชื่น

รวมถึงเสียง​คลื่นกระ​ทบชา​ย​หาด เสียง​ลม และ เสี​ยงสั​ตว์ป่าในธรรมชาติ เ​ป็นเสี​ยงที่​มีโ​ทนเสียงปานกลางถึ​งต่ำ… ทำใ​ห้เรารู้สึ​กสง​บ ทุ​กครั้ง​ที่ไ​ด้ยิน

หากการออกเดินทางท่องเที่ยว…ไปยังโลกกว้าง เป็นสิ่งที่คุณรักและแสวงหา…ถึงเวลาแล้วที่ควรออกไปพักผ่อน เพราะนี่คือโอกาสดี ที่อาจช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจของคุณ

ผมแตกปลาย ผมแห้ง ผมชี้ฟู ผมไร้น้ำหนัก ที่แท้เกิดขึ้นเพราะรูขุมขน

สุขภาพของ เส้นผม ของคุณเป็นอย่างไรบ้าง… ผมแห้ง ผมชี้ฟู ผมร่วง ผมแตกปลาย หรือไม่? หากคุณกำลังเผชิญกับปัญหาเหล่านี้อยู่…บางทีปัญหาเหล่านี้…อาจเกิดจากรูพรุนของเส้นผมของคุณเองก็ได้ และนี่คือวิธีตรวจสอบว่า … เส้นผม … ของคุณมีรูพรุนมากน้อยแค่ไหน!?

รูพรุนของเส้นผม คือ หลุมหรือรูขุมขนของเส้นผม ที่สามารถเปิดกว้างเพื่อดูดซับฝุ่นละออง สิ่งสกปรก และสารเคมีต่างๆ แล้วแทรกซึมเข้าไปในส่วนลึกของโครงสร้างของเส้นผม

ผมแตกปลาย
ผมแตกปลาย

เส้นผมที่มีรูพรุนมาก เท่ากับว่าเส้นผมจะดูดซับของเหลวและความชื้นได้ดี รวมถึงสารเคมีด้วย
ซึ่งนำไปสู่ปัญหาต่างๆของเส้นผม ส่วนใหญ่มักจะรู้สึกแห้ง และมีแนวโน้มที่จะชี้ฟูมากกว่า…

เพื่อรักษารูพรุนของเส้นผม…คุณต้องบำรุงเส้นผมด้วยผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และพยายามหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องเป่าผมเพื่อป้องกันอาการแห้งและเปราะบางเกินไปของเส้นผม

ริ้วรอย และเส้นแนวนอนที่คอ อาจเป็นสัญญาณเตือนบางอย่างจากร่างกายของคุณ

ริ้วรอย เริ่มปรากฏเมื่อคุณอายุมากขึ้น…และสตรีวัยหมดประจำเดือน จะผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน…น้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ…สิ่งนี้ก็เพื่อรักษาความทนทานของกระดูก


และริ้วรอยลึกที่คอ…เป็นสัญญาณบ่งบอกว่ากระดูกของคุณเริ่มเปราะบาง และมีความหนาแน่นน้อยลง ซึ่งหมายความว่า…อันตรายจากการแตกหักของกระดูกจะสูงขึ้นมาก



อาหารเสริมแคลเซียม และวิตามินดี อาจเป็นความคิดที่ดีในการหลีกเลี่ยงโรคกระดูกพรุน

ริ้วรอย
ริ้วรอย

และริ้วรอยเหล่านี้ อาจบอกคุณด้วยว่า… ต่อมไทรอยด์ของคุณกำลังเริ่มมีปัญหา… และหากไม่ได้รับการรักษา ริ้วรอยร่องลึกนี้…มันอาจจะเริ่มปรากฏที่คอของคุณ รวมไปถึงบริเวณอื่นๆ ด้วย

คุณเคยสังเกตุหรือไม่ว่า…ที่คอของคุณ มีเส้นแนวนอนนี้บ้างหรือไม่…? หากมี นี้อาจถึงเวลา ที่คุณควรเช็คสุขภาพแล้ว

เรื่องจริงที่คุณไม่รู้ของ กาแฟ ดื่มแล้ว แต่ทำไมยังรู้สึกง่วงนอน

คุณอาจไม่สามารถเผชิญกับเช้าวันใหม่ได้อย่างสดชื่น…หากไม่มี กาแฟ ยามเช้า !! แต่ปรากฎว่ากาแฟร้อนๆ สักถ้วยสามารถช่วยให้คุณนอนหลับได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ…คาเฟอีนเป็นสารกระตุ้นที่จะช่วยให้คุณตื่นตัว แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าการดื่มกาแฟทำให้คุณอยากงีบหลับ นั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

คุณจะรู้สึกประหลาดใจ!! ที่พบว่า กาแฟ สามารถช่วยให้คุณนอนหลับได้ดีขึ้น

1.คาเฟอีนไม่ได้รบกวนการนอนหลับของคุณ

หากคุณเป็นคอกาแฟ เรามีข่าวดีสำหรับคุณ: การดื่มกาแฟสักถ้วยในช่วงดึกจะไม่ส่งผลต่อการนอนหลับของคุณ…นักวิจัยกลุ่มหนึ่งได้ข้อสรุปว่าการดื่มกาแฟภายใน 4 ชั่วโมงก่อนนอน…จะไม่ทำให้คุณตื่นกลางดึก พวกเขาเฝ้าสังเกตอาสาสมัคร 785 คนเป็นเวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์โดยใช้เซ็นเซอร์ข้อมือและบันทึกการนอนหลับ และผลลัพธ์ก็น่าประหลาดใจ : คาเฟอีนไม่ได้รบกวนการนอนหลับของพวกเขาเลย

2. กาแฟทำให้คุณรู้สึกเหนื่อย

คุณเคยรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำหลังจากดื่มกาแฟไหม? สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะ…คาเฟอีนทำหน้าที่เป็นยาขับปัสสาวะ พูดอีกอย่างก็คือ คุณมักจะไปเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น เมื่อร่างกายของคุณสูญเสียของเหลว การคายน้ำจะมีผล ซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยและง่วงนอน

3. กาแฟทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง

หากคุณชอบดื่มกาแฟที่มีรสหวานที่มีน้ำตาลและวิปครีมเยอะๆ คุณอาจประสบปัญหาน้ำตาลตกหลังจากดื่มไปไม่นาน… เมื่อร่างกายของคุณกินน้ำตาลแปรรูป… ระดับน้ำตาลในเลือดของคุณจะเริ่มลดลง ส่งผลให้คุณอาจรู้สึกขาดพลังงานและเหนื่อยล้า

4. ในกาแฟมีเชื้อราที่อาจทำให้เมื่อยล้า

การดื่มกาแฟ 1 ถ้วย มีแนวโน้มว่าคุณอาจดื่มเครื่องดื่มที่มีเชื้อราค่อนข้างมาก…จากการศึกษาพบว่าเมล็ดกาแฟส่วนใหญ่มีเชื้อราปนเปื้อน และสารพิษในเมล็ดกาแฟสามารถทำให้คุณรู้สึกง่วงและหมดแรงได้

5. ส่งผลให้ร่างกายถูกแปลจากความเครียดเป็นการง่วงนอน

คุณเคยสังเกตไหมว่าหลังดื่มกาแฟไป 1 ถ้วยทำให้คุณรู้สึกกระวนกระวายใจ? นั่นเป็นเพราะการดื่มกาแฟจะเพิ่มระดับฮอร์โมนความเครียดในร่างกายเป็นสองเท่า… แม้ว่าคุณจะดื่มกาแฟในปริมาณที่เท่ากันทุกวันก็ตาม และหลังจากการตอบสนองต่อความเครียดในระยะแรกผ่านไป … คุณอาจต้องการนอนหลับเพื่อประมวลผลประสบการณ์ … เนื่องจากความง่วงนอนและความเหนื่อยล้าเป็นวิธีตามธรรมชาติที่ร่างกายจะตอบสนองต่อความเครียด

คุณดื่มกาแฟก่อนนอนหรือไม่? คุณสังเกตไหมว่ามันส่งผลต่อการนอนหลับของคุณอย่างไร?

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อคุณเปิด ไฟ นอนหลับในเวลากลางคืน

การเปิด ไฟ นอนตอนเวลากลางคืน นี่อาจเป็นวิธีเดียวที่ช่วยให้คุณหายกลัว และเลิกกังวลกับบางสิ่งได้ ขณะที่คุณนอนหลับอยู่ และยิ่งไปกว่านั้น บางคนอาจชอบเปิดไฟทิ้งไว้ขณะนอนหลับ รู้หรือไม่ว่านี่อาจเป็นอันตรายที่ซ่อนอยู่ในแสงไฟ ที่คุณอาจไม่คาดคิด

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อคุณเปิดไฟนอนหลับในเวลากลางคืน

ไฟ
ไฟ

1.อาจทำให้คุณมีบุตรยาก

การศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่าการเปิดรับแสงในเวลากลางคืนสามารถเพิ่มความเสี่ยงของภาวะมีบุตรยาก จากการทดลองกับหนูเพศเมีย หนูที่นอนหลับโดยเปิดไฟในเวลากลางคืนมีแนวโน้มที่จะมีบุตรยาก เชื่อกันว่าจังหวะของ circadian (นาฬิกาภายในของร่างกาย) มีอิทธิพลต่อจังหวะเวลาของกระบวนการสืบพันธุ์ในสตรี

การศึกษาอื่นติดตามพยาบาลที่ทำงานกะกลางคืนและผลกระทบของการเปิดรับแสงในเวลากลางคืน ปรากฎว่าพยาบาลส่วนใหญ่บ่นว่ารอบเดือนผิดปกติ

2.อาจทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับหัวใจได้

เมลาโทนินไม่เพียงลดอุณหภูมิของร่างกาย แต่ยังช่วยลดความดันโลหิตด้วย หากคุณถูกแสงในเวลากลางคืน การผลิตเมลาโทนินของคุณจะลดลง ส่งผลให้ความดันโลหิตของคุณเพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน ความผันผวนตามปกติสามารถเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด

3.คุณอาจน้ำหนักเพิ่มขึ้น

แสงที่มากเกินไปในตอนกลางคืนอาจเป็นสาเหตุของการเผาผลาญอาหารได้ช้าลง นอกจากนี้ การสะดุ้งตื่นนอนตอนกลางคืนอาจทำให้อ้วนได้ การศึกษาที่ติดตามผู้หญิงมากกว่า 43,000 คนเปิดเผยว่าผู้ที่นอนกับทีวี น้ำหนักเพิ่มขึ้น

4.อาจทำให้ฮอร์โมนแก่ก่อนวัยเพิ่มขึ้น

แม้แต่แหล่งกำเนิดแสงเพียงแหล่งเดียวก็สามารถเปลี่ยนแปลงความสมดุลของฮอร์โมนได้ แสงจากสมาร์ทโฟน ทีวี หรือคอมพิวเตอร์มีส่วนทำให้ขาดเมลาโทนิน นอกจากนี้ กระบวนการทางชีววิทยาอื่นๆ ยังถูกรบกวนอีกด้วย ส่วนใหญ่แล้วเมลาโทนินจะหยุดหลั่งเมื่อเจอแสงสว่าง ซึ่งอาจจะเพิ่มฮอร์โมนที่แก่ก่อนวัยและช่วยลดฮอร์โมนต่อต้านวัยได้

5.คุณอาจเป็นโรคซึมเศร้า

การศึกษาพบว่า การเปิดรับแสงไฟในเวลากลางคืน เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า และการหยุดชะงักของจังหวะการเต้นของหัวใจอาจทำให้อาการซึมเศร้าที่มีอยู่แล้วแย่ลงไปอีก

คุณนอนเปิดไฟไหม… ถ้าไม่คุณจะทำให้ห้องของคุณมืดลงได้อย่างไร?

6 เหตุผล ทำไมเราจึงควรอาบน้ำในช่วงกลางคืน

แพทย์ผิวหนังแนะนำให้ อาบน้ำ ประมาณ 5 ถึง 10 นาทีต่อวัน  แม้ว่าเวลาที่คุณอาบน้ำจะขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวของคุณ แต่ผู้ที่เลือกอาบน้ำตอนกลางคืน สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ด้านความงาม และสุขภาพได้ดีกว่า

6 เหตุผล ทำไมเราจึงควรอาบน้ำในช่วงกลางคืน ?

1. ดีต่อผิวของคุณ

การอาบน้ำก่อนเข้านอนอาจช่วยรักษาสิวได้  เนื่องจากเส้นผมของเราเก็บสะสมแบคทีเรียอยู่ตลอดทั้งวัน และเมื่อศีรษะของคุณกระทบหมอน สิ่งสกปรกทั้งหมดเหล่านี้จะถูกส่งไปยังปลอกหมอนและใบหน้าของคุณ  เนื่องจากเซลล์ผิวของเราจะถูกสร้างใหม่ในขณะที่เรานอนหลับ การเข้านอนด้วยผิวที่สะอาดและสดชื่น ก็หมายความว่าเซลล์ผิวใหม่ของคุณจะแข็งแรงขึ้น

 2. ช่วยให้หลับเร็วขึ้น

การอาบน้ำก่อนเข้านอนช่วยให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย และเมื่อคุณอาบน้ำในเวลาที่เหมาะสม จะช่วยให้คุณนอนหลับได้ดีขึ้น  การอาบน้ำอุ่นนาน  90 นาที สามารถช่วยให้คุณหลับได้เร็วกว่าปกติประมาณ 10 นาที  สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะน้ำอุ่นช่วยลดอุณหภูมิของร่างกายคุณเล็กน้อย ซึ่งจะส่งสัญญาณไปยังร่างกายของคุณว่าถึงเวลาเข้านอนแล้วนะ

 3. ช่วยบรรเทาอาการแพ้ตามฤดูกาลได้

หากคุณมีอาการแพ้ตามฤดูกาล การอาบน้ำตอนกลางคืนอาจช่วยบรรเทาอาการได้  การอยู่ข้างนอกอาจทำให้คุณพบกับสารก่อภูมิแพ้ เช่น ละอองเกสร และฝุ่นละออง เข้าไปที่ผิวหนังและเสื้อผ้าของคุณ และหากคุณไม่อาบน้ำก่อนเข้านอน มันอาจจะจบลงที่ผ้าปูที่นอนของคุณ  หากคุณมีนิสัยไม่ชอบอาบน้ำในตอนกลางคืนก่อนเข้านอน  ให้ลองเปลี่ยนมาอาบน้ำตอนกลางคืนแทน เพื่อหลีกเลี่ยงอาการไม่พึงประสงค์

4. อาจป้องกันตะคริวของกล้ามเนื้อ

หากกล้ามเนื้อของคุณรู้สึกเจ็บปวดและเจ็บหลังจากทำงานมาทั้งวัน การอาบน้ำอุ่นอาจช่วยบรรเทาอาการไม่สบายได้  เมื่อน้ำอุ่นกระทบร่างกาย จะช่วยบรรเทาความตึงเครียดของกล้ามเนื้อและช่วยให้นอนหลับสบายตลอดคืน  การอาบน้ำอุ่นยังสามารถป้องกันตะคริวที่ขาในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นอาการทั่วไปที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนมากถึง 60 เปอร์เซ็นต์



5. ช่วยต่อสู้กับอาการเหงื่อออกตอนกลางคืน

แม้ว่าการอาบน้ำตอนเช้าเป็นวิธีที่ดี ที่ช่วยทำให้สดชื่นก่อนเผชิญกับวันใหม่ แต่การอาบน้ำตอนกลางคืนสามารถช่วยป้องกันกลิ่นตัวได้จริง  และการอาบน้ำช่วงเย็นก่อนนอน อาจช่วยลดเหงื่อออกตอนกลางคืนที่หลายคนต้องทนทุกข์ทรมานได้

6. ผมของคุณจะแข็งแรงขึ้น

หากคุณสระผมในตอนเย็น คุณจะมีเวลามากขึ้นในการปล่อยให้ผมแห้งตามธรรมชาติ  ในทางกลับกันจะช่วยให้เส้นผมของคุณเงางามและเด้งได้ยาวนานขึ้น เนื่องจากช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น  แต่การเป่าผมให้แห้งในตอนเช้าอาจทำให้เส้นผมเสียหาย ทำให้เส้นผมอ่อนแอได้ง่าย

 แล้วคุณหล่ะ…ชอบอาบน้ำก่อนเข้านอนหรือไม่? แล้วคุณคิดอย่างไร หากต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการอาบน้ำใหม่…

7 เหตุผลว่าทำไมคุณควรถอดเครื่องประดับ ก่อนเข้านอน

มีหลายคนที่มักชอบสวมแหวนหมั้น หรือสวมแหวนแต่งงานขณะนอนหลับ เพราะนั่นอาจเป็น เครื่องประดับ ชิ้นพิเศษที่คุณไม่อยากถอดออกเลย และบางครั้งเราก็เหนื่อยเกินกว่าที่จะถอดแหวนและกำไล ออกก่อนที่เราจะทิ้งตัวนอนลงบนที่นอนนุ่มๆของเรา แม้ว่าการสวมเครื่องประดับขณะนอนหลับอาจไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับเรา แต่มันก็มีข้อเสียที่ร้ายแรงบางประการในการสวมใส่พวกมันในขณะที่เรานอนพักผ่อนในตอนกลางคืน

1. เครื่องประดับหมองคล้ำ

อาจทำให้เครื่องประดับชิ้นโปรดของคุณหมองได้ เนื่องจากขณะที่เรานอนหลับจะมีเหงื่อออก และเหงื่อที่ตกกระทบบนเครื่องประดับ จะทำให้ความเงางามของเครื่องประดับมัวหมองลงได้

2. อาจรบกวนการนอนหลับของคุณ

การนอนโดยสวมสร้อยคอ อาจทำให้การพักผ่อนในตอนกลางคืนของคุณตกอยู่ในความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณเป็นคนนอนพลิกตัวไปมาบ่อย สร้อยคออาจพันกับเส้นผมหรือพันรอบคอ ซึ่งเป็นการรบกวนการนอนหลับของคุณ หากสร้อยคอชิ้นโปรดของคุณมีจี้หรือเครื่องราง พวกมันสามารถสะกิดคุณขณะหลับและปลุกคุณให้ตื่นได้

3. ติ่งหูของคุณอาจหย่อนคล้อย

การใส่ตุ้มหูขณะนอนหลับอาจทำให้รู้สึกไม่สบาย การใส่ตุ้มหูขนาดใหญ่และหนัก อาจทำให้ใบหูของคุณยืดออกได้ ติ่งหูอาจสูญเสียความยืดหยุ่น และหากคุณไม่ให้เวลาพักกับหูตอนกลางคืน พวกมันอาจฉีกขาดและหย่อนยาน

4. การถอดแหวนในตอนเช้าเป็นเรื่องยาก

คุณอาจสังเกตเห็นว่ามือและนิ้วของคุณดูใหญ่ขึ้นเล็กน้อยในตอนเช้า สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะเมื่อเรานอนนิ่งๆ ในตอนกลางคืน ของเหลวจะสะสมภายในเนื้อเยื่อและทำให้เราตื่นขึ้นด้วยมือที่บวมเล็กน้อย หากคุณหลับโดยสวมแหวน การถอดแหวนในตอนเช้าจะยากกว่ามาก หากต้องการถอดแหวนออกจากนิ้วที่บวม คุณจะต้องใช้สบู่เหลวหรือน้ำมันพืชเพื่อช่วยให้แหวนหลุดออก หรือแม้กระทั่งเอามือแช่น้ำเย็นจัดเพื่อลดอาการบวม



5. อาจทำให้ผิวระคายเคือง

วัสดุบางอย่างที่ใช้ทำเครื่องประดับ เช่น นิกเกิล อาจทำให้เกิดอาการแพ้และทำให้ผิวของคุณมีผื่นแดงและคัน และถึงแม้ว่าทองคำและเงินอาจฟังดูเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัย แต่พวกมันก็มักจะมีโลหะอื่นๆ ผสมอยู่ด้วย หากคุณมีผิวที่บอบบางและแพ้ง่าย ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าอัญมณีของคุณทำจากทองคำ 14k ขึ้นไป กะรัตที่สูงขึ้นหมายความว่าอาจทำให้มีโอกาสน้อยที่จะทำให้เกิดปฏิกิริยาที่ก่อให้เกิดอาการแพ้

6. อาจทำให้เกิดการสะสมของแบคทีเรีย

หากคุณไม่ถอดเครื่องประดับออกเพื่อทำความสะอาดอย่างถูกต้อง เครื่องประดับชิ้นโปรดของคุณอาจกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของสิ่งสกปรกและแบคทีเรีย วงแหวนที่สัมผัสใกล้ชิดกับผิวหนังทำหน้าที่เป็นกับดักความชื้น สร้างสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์แบบสำหรับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคและแบคทีเรีย

7.กลิ่นเหม็น

การใส่ตุ้มหูตอนกลางคืนอาจทำให้มีกลิ่นเหม็นได้ เมื่อความมันที่ผิวหนังหลั่งออกมาผสมกับเซลล์ผิวที่ตายแล้วและแบคทีเรีย มันจะทำให้รูหูที่เจาะของคุณมีกลิ่นเหม็น

คุณสวมเครื่องประดับของคุณขณะนอนหลับหรือไม่? แล้วคุณคิดอย่างไร หากคุณต้องถอดเครื่องประดับชิ้นโปรดของคุณออกก่อนเข้านอนทุกวัน…

9 สิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายของเรา เมื่อเราเป็น มังสวิรัติ

ทุกวันนี้ผู้คนจำนวนมาก ตัดสินใจทาน มังสวิรัติ สิ่งนี้ไม่เพียงเปลี่ยนร่างกายของคุณเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อโลกอีกด้วย ผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติสามารถสัมผัสประสบการณ์บางอย่างที่แตกต่างจากผู้กินเนื้อสัตว์

คุณว่าเกิดอะไรขึ้นกับเราเมื่อเราทาน มังสวิรัติ มันมีผลลัพธ์มีทั้งด้านบวกและด้านลบอย่างไร…?

1. คุณอาจนอนหลับได้ดีขึ้น

“กินอาหารที่มีเส้นใยมากขึ้นและไขมันอิ่มตัวน้อยลง” การศึกษาพบว่านี่อาจเป็นสูตรที่สมบูรณ์แบบสำหรับการนอนหลับสบายตลอดคืน ด้วยการรับประทานอาหารที่มีพืชเป็นส่วนประกอบเป็นหลัก คุณอาจกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่กระตุ้นการหลั่งของเซโรโทนินที่ช่วยให้คุณนอนหลับ ซึ่งหมายความว่าการกินอาหารประเภทแป้ง เช่น ข้าวและมันฝรั่งก่อนนอนสามารถช่วยให้คุณนอนหลับได้ดีขึ้น

2. คุณอาจลดน้ำหนักได้บ้าง

จากการศึกษาหลายชิ้นพบว่าการทานมังสวิรัติส่งผลต่อน้ำหนักของคุณ ในการศึกษาหนึ่ง ทั้งผู้ใหญ่และเด็กที่รับประทานอาหารมังสวิรัติ ที่จริงแล้วเด็กที่รับประทานอาหารมังสวิรัติลดน้ำหนักได้ 3.1 กก โดยเฉลี่ยในระหว่างช่วงการศึกษา

3. ฮอร์โมนของคุณสามารถเปลี่ยนแปลงได้

แม้ว่าถั่วเหลืองสามารถทดแทนเนื้อสัตว์ได้ดี แต่การรับประทานถั่วเหลืองมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้หากคุณเปลี่ยนโปรตีนจากเนื้อสัตว์เป็นโปรตีนถั่วเหลืองเป็นประจำ พบว่าการกินถั่วเหลืองในปริมาณมากสามารถทำลายต่อมไทรอยด์ ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมฮอร์โมนและความสมดุล สิ่งนี้สามารถนำไปสู่ความไม่สมดุล ซึ่งหมายความว่ามันอาจจะดีต่อสุขภาพมากกว่าที่จะหาสิ่งทดแทนอื่น ๆ

4. ข้อของคุณอักเสบน้อยลง

อาหารอย่างเนย ชีส และเบอร์เกอร์สามารถทำให้เกิดการอักเสบของข้อต่อของคุณได้เนื่องจากมีไขมันอิ่มตัวสูง งานวิจัยใหม่แสดงให้เห็นว่าการรับประทานอาหารจากพืชโดยเฉพาะการทานมังสวิรัติสามารถช่วยลดอาการของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคุณจะไม่กินไขมันอิ่มตัวมากนัก และเพราะคุณกินอาหารที่ต่อสู้กับการอักเสบได้จริง

5. คุณลิ้มรสสิ่งต่าง ๆ

การเปลี่ยนจากอาหารขยะและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่มีเกลือ ไขมัน และน้ำตาลสูง อาจส่งผลต่อต่อมรับรสของคุณ ความไวของต่อมรับรสของคุณจะเปลี่ยนไปเมื่อคุณเริ่มรับประทานอาหารที่เน้นพืชเป็นหลักและตัดผลิตภัณฑ์จากสัตว์และไขมันออก นี่หมายความว่าคุณค้นพบความรักครั้งใหม่ต่ออาหารที่คุณไม่เคยชอบมาก่อน

6. ผิวของคุณอาจกระจ่างใสขึ้น

สิ่งที่เรากินเข้าไปส่งผลโดยตรงต่อผิวของเรา การศึกษาแนะนำว่าการรับประทานอาหารที่มีพืชเป็นส่วนประกอบหลักสามารถขจัดสิวได้ และโดยทั่วไปแล้วจะทำให้สุขภาพผิวของคุณดีขึ้น การจำกัดการบริโภคผลิตภัณฑ์จากนมและการรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติมากขึ้น อาจเป็นผลดีต่อผิวของคุณ ดูเหมือนว่าการทานผลิตภัณฑ์จากนมมาก ๆ อาจส่งผลเสียต่อผิวของคุณเนื่องจากฮอร์โมนและสเตียรอยด์มีอยู่ตามธรรมชาติ



7. กลิ่นตัวของคุณเปลี่ยนไป

แม้ว่าการรับประทานเนื้อสัตว์จะทำให้คุณปล่อยสารพิษที่ส่งกลิ่นแรง แต่ผักและธัญพืชก็เปลี่ยนกลิ่นของคุณได้เช่นกัน ผักบางชนิดมีกำมะถันตามธรรมชาติอยู่มาก เช่น กะหล่ำปลีและหัวหอม เมื่ออาหารของคุณประกอบด้วยสิ่งเหล่านี้ เหงื่อและลมหายใจของคุณจะเริ่มมีกลิ่นเหมือนอาหารที่สลายในร่างกาย

8. คุณมีพลังงานมากขึ้น

การกินอาหารที่เน้นพืชเป็นหลักจะทำให้ร่างกายย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น ซึ่งหมายความว่าร่างกายไม่ได้ทำงานหนักเกินไป เมื่อระบบย่อยอาหารทำงานหนักเกินไป คุณจะรู้สึกเซื่องซึมและมีพลังงานน้อย ดังนั้นการรับประทานอาหารมังสวิรัติจึงหมายความว่าระดับพลังงานของคุณสูงขึ้น และคุณอาจสังเกตเห็นว่าคุณมีประสิทธิผลมากขึ้นในระหว่างวัน

9. กระดูกของคุณอาจแตกหักได้ง่ายขึ้น

การรับประทานอาหารมังสวิรัติอาจหมายความว่าคุณสามารถมีแคลเซียมและวิตามินดีในระดับที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ใช่มังสวิรัติ การทำเช่นนี้อาจทำให้คุณมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุน ซึ่งความหนาแน่นของกระดูกของคุณลดลงและสามารถแตกหักได้ง่ายขึ้น ตามการศึกษาใหม่ของอ็อกซ์ฟอร์ด พวกเขากล่าวว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะมังสวิรัติมีค่าดัชนีมวลกายต่ำกว่า เนื่องจากพวกเขามีแนวโน้มที่จะกระดูกสะโพก ขา และกระดูกสันหลังหัก

คุณเคยยอมงดทานเนื้อสัตว์และนมหรือไม่? แล้วพบการเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่างไรบ้าง…?