มะเร็งปากมดลูก 8 สาเหตุการเกิด โรคมะเร็งปากมดลูก มาเช็คว่าคุณเสี่ยงหรือไม่

สิ่งผู้หญิงไม่ควรมองข้าม มะเร็งปากมดลูก ภัยร้ายที่พบได้มากที่สุดในผู้หญิงไทย อย่าคิดว่าตัวคุณเอง จะไม่มีความเสี่ยง เพราะมันสามารถเกิดขึ้นได้ กับผู้หญิงทุกคน

มะเร็งปากมดลูก

เรื่องที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม มะเร็งปากมดลูก ภัยร้ายที่พบได้มากที่สุดในผู้หญิงไทย อย่าคิดว่าตัวคุณเอง จะไม่มีความเสี่ยง เป็นโรคมะเร็งปากมดลูก เพราะมะเร็งปากมดลูก สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทุกคน แต่โดยส่วนใหญ่มักพบในผู้หญิง ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป แต่ถึงอย่างไรผู้หญิงที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปี ก็มีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูก ได้เช่นกัน

มาเช็คกันว่าคุณเสี่ยงเป็น มะเร็งปากมดลูก มากน้อยเพียงใด

1. การทานยาคุมกำเนิด ติดต่อกันเป็นเวลานาน มากกว่า 5 ปีขึ้นไป

2. การมีเพศสัมพันธ์ ตั้งแต่อายุต่ำกว่า 17 ปี

3. การเป็นโรคอ้วน มีน้ำหนักตัวที่ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

4. การสูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่ม ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์

5. การใช้กระดาษทิชชูที่มีแบคทีเรีย ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นเป็นประจำ

6. การมีคู่นอนมากกว่า 1 คน

7. การติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เช่น HPV ,  หนองใน , เริม , ซิฟิลิส ฯลฯ เป็นต้น

8. ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ และไม่ชอบออกกำลังกาย ทำให้สามารถติดเชื้อไวรัส และแบคทีเรียได้ง่าย ซึ่งเป็นสาเหตุเริ่มต้นของการ นำไปสู่การเป็น มะเร็งปากมดลูกได้



อาการของมะเร็งปากมดลูก ที่คุณสามารถสังเกตุได้

1. มี อาการตกขาว ผิดปกติ เช่น อาจมีเลือดปน หรือ มีกลิ่นเหม็น

2. มีประจำเดือน มานานผิดปกติ

3. มีเลือดออก หลังจากมีเพศสัมพันธ์

4. มีอาการเจ็บ ขณะมีเพศสัมพันธ์

5. มีเลือดไหลผิดปกติ กระปริบกระปรอย ออกจากช่องคลอด

เพื่อป้องกันการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก ควรที่จะไปตรวจเช็คประจำปีอย่างสม่ำเสมอ และควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ที่ก่อให้เกิดการเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ในบางรายไม่อาจสามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะอาจมีสาเหตุมาจาก พันธุกรรม ที่คนในครอบครัวเคยมีประวัติ ของการเป็นโรคมะเร็งปากมดลูก

PHP Connect Database MySQL with MySQLi

การเชื่อมต่อ Database นั่น เป็นหัวใจสำคัญของ PHP เลยก็ว่าได้ บทความนี้จะพูดถึง PHP Connect Database MySQL ด้วย MySQLi ซึ่งปัจจุบัน การ connect แบบนี้ ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง เนื่องจาก การจัดการที่ค่อนข้างง่าย และรวดเร็วในการแก้ไข อีกทั้งยังเป็นมาตรฐานในการเชื่อมต่อ เลยก็ว่าได้ สำหรับ MySQL

php connect database

การเชื่อมต่อ Database ( php connect database ) นั่น เป็นหัวใจสำคัญของ PHP เลยก็ว่าได้ บทความนี้จะพูดถึง PHP Connect Database MySQL ด้วย MySQLi ซึ่งปัจจุบัน การ connect แบบนี้ ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง เนื่องจาก การจัดการที่ค่อนข้างง่าย และรวดเร็วในการแก้ไข อีกทั้งยังเป็นมาตรฐานในการเชื่อมต่อ เลยก็ว่าได้ สำหรับ MySQL

ตัวอย่าง

<?php class ConnectDB{ public $db; public function cConnect(){ try{ if($this->myIp()=='8.8.8.8'){
				$db['DF_MYSERVER']	=	'localhost';
				$db['DF_DATABASE']	=	'database_name';
				$db['DF_USERNAME']	=	'root';
				$db['DF_PASSWORD']	=	'1111';
			}else{
				$db['DF_MYSERVER']	=	'localhost';
				$db['DF_DATABASE']	=	'database_name';
				$db['DF_USERNAME']	=	'root';
				$db['DF_PASSWORD']	=	'11115555';
			}
				$db['DF_CHARSET']	=	'utf8';
				
				
			if(empty($db['DF_MYSERVER']) || empty($db['DF_USERNAME']) || empty($db['DF_PASSWORD']) || 
                           empty($db['DF_DATABASE'])){
				throw new Exception('Please try to check connection method.');
			}else{
				$this->db = new mysqli($db['DF_MYSERVER'], $db['DF_USERNAME'], $db['DF_PASSWORD'],$db['DF_DATABASE']);
				if($this->db->connect_error) {
					throw new Exception('Please try to check "ServiceConnectAuth". '.$this->db->connect_error);
				}else{
					if(empty($db['DF_CHARSET'])){
						throw new Exception('Cannot to set charset '.$db['DF_CHARSET'].'. '.$this->db->error);
					}else{
						$this->db->set_charset($db['DF_CHARSET']);
					}
				}
			}
		}catch (Exception $e){
			$this->cError($e);
			exit;
		}
	}
        public function myIp(){return $_SERVER['REMOTE_ADDR'];}
        public function cError($token){
		$this->style	=	'
<img src="data:image/gif;base64,R0lGODlhAQABAIAAAAAAAP///yH5BAEAAAAALAAAAAABAAEAAAIBRAA7" data-wp-preserve="%3Cstyle%3E.cError%7Bbackground-color%3A%20%23970000%3Bcolor%3A%20%23ffffff%3Bfont-size%3A%2020px%3B%7D%3C%2Fstyle%3E" data-mce-resize="false" data-mce-placeholder="1" class="mce-object" width="20" height="20" alt="<style>" title="<style>" />

';
		try{
			if(empty($token)){
				throw new Exception('Data error not found.');
			}else{
				echo $this->style;
				echo '

 '.$token->getMessage().'

';
			}
		}catch (Exception $e){
			echo $this->style;
			echo '

'.$e->getMessage().'

';
		}
	}
}

        //New class เพื่อเปิดใช้งาน mysqli
        $mysqli = new ConnectDB();
        $res    = $mysqli->db->query('SELECT * FROM table ORDER BY ID DESC');
        if($res->num_rows){
            while($obj=$res->fetch_object()){
                echo $obj->ID.' '.$obj->Name;
            }
        }
?>




ในบรรทัดที่ 6 จะเห็นได้ว่า หากเราทำงานที่เครื่อง localhost ของเรา มันจะเป็นการทำงานที่สะดวกและรวดเร็ว ดังนั่น admin จริง ได้เขียนเช็คว่า หากเชื่อต่อด้วย IP นี้จริง ให้ SET ค่า username + password ให้ใช้งานแบบนี้ แต่ถ้าหากไม่ใช่ ก็จะเป็นในส่วนของ Server จริงแทน ซึ่งการทำงานแบบนี้จะทำให้เราไม่ต้องมานั่งเสียเวลาไล่เปลี่ยน Username + Password

ในบรรทัดที่ 58 นั้น เราจะทำการ ประกาศชื่อ Class หมายถึงให้ New ชื่อ Class ใหม่ โดยเราใช้ชื่อ $mysqli แต่ที่จริงแล้ว สามารถตั้งชื่ออะไรก็ได้ค่ะ จากนั้น หากต้องการทำการ Query ก็สามารถที่จะใส่เครื่องหมาย $mysqli->db->query(‘SQL COMMAND’); ลงไปได้เลย ง่ายไหมละค่ะ สำหรับ MySQLi หวังว่า ประโยชน์จากบทความนี้ จะช่วยให้ Developer ใหม่ๆ หรือผู้ที่กำลังศึกษา ได้ประโยชน์อย่างแท้จริงค่ะ

เป็นยังไงกันบ้างค่ะ? สำหรับบทเรียน “PHP Connect Database MySQL with MySQLi” หวังว่าประโยชน์จากบทความนี้จะส่งผลให้ Developer ที่ได้อ่านได้เข้าใจถึงการทำงานของ โครงสร้างที่ได้ทำการเขียนไปนะคะ

php connect database

เริ่มต้นเขียนโปรแกรม Chapter 10 (การเชื่อมต่อตัวแปร)

โดยทั่วไปแล้ว การเขียนโปรแกรมมักจะใช้ ภาษาใดภาษาหนึ่งเป็นสิ่งที่ค่อนข้างดี เมื่อจะ เริ่มต้นเขียนโปรแกรม สิ่งสำคัญการเชื่อมตัวแปร จะส่งผลต่อความเร็วสูงสุดในการทำงาน ก็จะไม่มี Source code เกี่ยวกับ html ผสมอยู่เลย แต่บางครั้ง การทำงานก็ไม่ราบรื่นเสมอไป บางที อาจต้องมี การแทรก Code html หรือ php ลงไปในไฟล์งานด้วยเช่นกัน

เริ่มต้นเขียนโปรแกรม

เทคนิพิเศษสำหรับการเขียน PHP

โดยทั่วไปแล้ว การเขียนโปรแกรมมักจะใช้ ภาษาใดภาษาหนึ่งเป็นสิ่งที่ค่อนข้างดี เช่น หน้า layout ก็จะมีส่วนของ layout เพียงอย่างเดียว ส่วน method ในการทำงาน ก็จะไม่มี Source code เกี่ยวกับ html ผสมอยู่เลย แต่บางครั้ง การทำงานก็ไม่ราบรื่นเสมอไป บางที อาจต้องมี การแทรก Code html หรือ php ลงไปในไฟล์งานด้วยเช่นกัน

การใช้ใช้เครื่องหมายคอมม่า (,) แทนเครื่องหมายจุด (.) ในการเชื่อมต่อ string

โดยทั่วไปแล้ว มักจะเห็นได้ว่า Developer ส่วนมาก ใช้เครื่องหมายจุด เป็นตัวเชื่อมต่อ String ซึ่งจะบอกว่าผิดไหม มันก็ถือว่าไม่ผิดวัตถุประสงค์ในการเชื่อมต่อ แต่อยากจะให้โปรแกรมมีการคำนวนที่เร็วขึ้น หรือเป็นไปในทิศทางของ การเขียนที่มีระดับมากยิ่งขึ้น ให้ใช้ เครื่องหมาย คอมม่า แทนเครื่องหมายจุด

ตัวอย่างที่ 1

<?php echo "Hello"."บทเรียนเขียนโปรแกรม"."Chapter 10 "."(การเชื่อมต่อตัวแปร)"; //การประมวลผลข้อมูลช้ากว่าเดิม echo "Hello","บทเรียนเขียนโปรแกรม","Chapter 10 ","(การเชื่อมต่อตัวแปร)"; //การประมวลผลข้อมูลเร็วขึ้น ?>

ต้องการแสดง String พร้อมกับตัวแปร ให้ใช้ Double Quotes แทน Single Quotes

ตัวอย่างที่ 2

<?php $e = "(การเชื่อมต่อตัวแปร)"; echo 'Double Quotes '.$e; //การประมวลผลข้อมูลช้ากว่าเดิม echo "Double Quotes $e"; //การประมวลผลข้อมูลเร็วขึ้น ?>

แสดงเฉพาะ String อย่างเดียว และไม่มีตัวแปร แทรกเข้าไประหว่าง การแสดงผล ให้ใช้ single quotes ( ‘ ‘ ) เร็วกว่า double quotes(“”)

ตัวอย่างที่ 3

<?php echo "Double Quotes"; //การประมวลผลข้อมูลช้ากว่าเดิม echo 'Double Quotes'; //การประมวลผลข้อมูลเร็วขึ้น ?>

ถ้ามีการใช้แปร Array หรือ Object ให้ใช้ foreach หรือ while หรือ for วนลูป

เนื่องจาก foreach มีความเร็วสุงสุด ตามด้วย while, แล้วก็ for ฉะนั้น การวน Loop ให้จำไว้เสมอว่า พยามใช้ foreach หากเป็นไปได้

ตัวอย่างที่ 4

<?php $e = ['A','B','C','D','E','F','G','H','I','J']; foreach($e AS $val){ echo $val; } ?>



การใช้งาน file_get_contents ดีกว่า fread

การอ่านหรือเปิดไฟล์ ด้วย function file_get_contents นั้น ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ขนาดเล็กหรือว่า ไฟล์ขนาดใหญ่ นั้น จะมีความเร็วมากกว่า fread()

เป็นยังไงกันบ้างค่ะ? สำหรับบทเรียน “เริ่มต้นเขียนโปรแกรม Chapter 10 (การเชื่อมต่อตัวแปร)” จริงแล้วควรคำนึงถึง เรื่องความเร็วและ ความเหมาะสมของการใช้งานด้วยนะค่ะ จะทำให้โปรแกรมทำงานได้ไวมากยิ่งขึ้น

เริ่มต้นการเขียนโปรแกรม

เริ่มต้นเขียนโปรแกรม Chapter 9 (Array, Object)

ตัวแปรชนิด Array เป็นตัวแปร ชนิดหนี่งที่มีความเร็วค่อนข้างสูงพอสมควรหากกำลัง เริ่มต้นเขียนโปรแกรม นั้น Array ถือว่าเป็นตัวแปร ที่ตอบโจทย์ได้อย่างดี และ…

เริ่มต้นเขียนโปรแกรม

Array

ตัวแปรชนิด Array เป็นตัวแปร ชนิดหนี่งที่มีความเร็วค่อนข้างสูงพอสมควร หากเมื่อเปรียบเทียบกับ ตัวแปร ชนิดอื่นๆ และค่อนข้างที่จะจัดการง่าย และ Array ยังมีคุณสมบัติเป็นมิติ อีกด้วย มิติใน Array นั้น ก็คือ [] นั่นเอง เช่น $array[0][1] แบบนี้จะเรียกว่า Array 2 มิติ ซึ่งการใช้งานจะแตกต่างกันออกไป การใช้ Array เครื่องที่ประมวลผลข้อมูลจะทำการจองจำ Memory เป็นก้อน ทำให้ประมวลผลได้เร็วขึ้น ในการรองรับ data ที่ค่อนข้างเยอะ

ตัวอย่างการใช้งาน Array เบื้องต้น

<?php //array 2 มิติ $src['tokenAuth']['mac_address'] = ['ee3-11w8r-w11g33w', 'wwr-113w-wer094f', 'w31r32-wer21g1']; $src['tokenAuth']['ip_address'] = ['8.8.8.8', '8.8.8.9', '8.8.8.10']; //ตัวอย่างที่ 1 foreach($src['tokenAuth'] AS $keys => $val){
    echo 'value '.$val['ip_address'];
}
//ตัวอย่างที่ 2
foreach($src['tokenAuth']['mac_address'] AS $keys => $val){
    echo 'keys is '.$keys.'  value '.$val;
}
//ตัวอย่างที่ 3 array จะใช้งานแบบเรียกใช้ keys และ value
$countries = [
"AF" => "Afghanistan (افغانستان)",
"AX" => "Åland Islands (Åland)",
"AL" => "Albania (Shqipëri)",
"DZ" => "Algeria (الجزائر)",
"AS" => "American Samoa"];
    echo '<select id="tokenCountries" name="tokenCountries">';
    foreach($countries AS $keys => $val){
        echo '<option value="'.$keys.'">'.$val.'</option>';
    }
    echo '</select>';
?>




จากตัวอย่างด้านบน จะเป็นการสอนเกี่ยวกับการใช้ foreach เข้าร่วมในการรัน Loop Array ตัวอย่างที่ 1 จะเห็นได้ว่า เป็นการวนลูป Array ที่ชื่อ $src[‘tokenAuth’] และ ตัวอย่างที่ 2 นั้น จะเห็นได้ว่าการทำงานคล้ายกับ ตัวอย่างที่ 1 แต่จะเป็นการวนลูปแบบ ใช้ มิติที่ชื่อ mac_address สำหรับ ตัวอย่างที่ 3 ใน เป็นการวนลูปของ array แบบทั่วไป แต่ประยุกต์ใช้งานกับ html ซักมีชื่อว่า select โดย ข้อมูลเหล่านี้จะเป็น List box ให้เลือก ตัวอย่างเช่น เป็น Listbox ให้เลือก ประเทศ เป็นต้น

Object

ตัวแปรชนิดพิเศษอีกอันหนึ่งคือ object เราจะต้องทำการ new stdClass(); เสมอๆ เมื่อเราเปิดใช้งานตัวแปรนี้ อย่างไรก็ดี เรื่องทรัพยากร object กินทรัพยากรมากว่า array จำนวนหนึ่ง แต่มีข้อดีอยู่หลายด้าน และมักจะนิยมใช้กันเป็นประจำ เพราะรูปแบบโครงสร้าง เหมือนกับการใช้งาน Class ลองมาดูตัวอย่างกัน

<?php $e = new stdClass(); $e->ip_af = '8.8.8.8';
    $e->ip_ax = '8.8.8.9';
    $e->ip_al = '8.8.8.10';
    $e->ip_dz = '8.8.8.11';

    foreach($e AS $keys => $val){
        echo 'keys is '.$keys.' value'.$val
    }
?>

การเขียนข้างต้นนี้ จะเป็นการเขียนแบบ class object หากต้องการใช้งานแบบนี้ก็ไม่ผิดเหมือนกันจ้า ลองเขียนแล้วประยุกต์ใช้ตามงานที่ได้ทำ

เป็นยังไงกันบ้างค่ะ? สำหรับบทเรียน “เริ่มต้นเขียนโปรแกรม Chapter 9 (Array, Object)” จริงแล้วควรคำนึงถึง เรื่องความเร็วและ ความเหมาะสมของการใช้งานด้วยนะค่ะ จะทำให้โปรแกรมทำงานได้ไวมากยิ่งขึ้น

เริ่มต้นเขียนโปรแกรม Chapter 8 (Loop While, do While)

While คืออะไร การวน Loop แบบมีเงื่อนไข และ จะทำได้ก็ต่อเมื่อเป็นจริงเท่านั้น ซึ่งการเขียนโปรแกรม แบบ Loop เหล่านี้สามารถ ย่นระยะเวลาในการทำงานได้เป็นอย่างดีเช่นกัน เราจะ เริ่มต้นเขียนโปรแกรม ด้วย while ก็ไม่

เริ่มต้นเขียนโปรแกรม

วันนี้จะพูดถึงการเขียนโปรแกรมที่ ทำแบบซ้ำๆ ตอนที่ 2 โดยการใช้ While ซึ่งการเขียนโปรแกรม แบบ Loop เหล่านี้สามารถ ย่นระยะเวลาในการทำงานได้เป็นอย่างดีเช่นกัน แต่การทำงานก็คล้ายคลึงกับ foreach เหมือนกัน แต่ While จำทำงานก็ต่อเมื่อมีค่าเป็นจริง เท่านั้น และ จะทำการตรวจสอบเงื่อนไขก่อนเสมอ

While

ตัวอย่างเช่น

<?php while($obj=$res->fetch_object()){
        echo $obj->id.'
';
    }
?>

จาก Source code ด้านบนจะเห็นได้ว่า $obj จะทำการแสดงค่า id ออกมาซึ่ง while จะทำการตรวจสอบค่า $obj เป็น array หรือ object หรือสิ่งที่สามารถให้วน Loop ได้หรือไม่ หรือเท่ากับจริงหรือไม่ หากเป็นจริง ก็จะทำภายใต้เงื่อนไขวงเล็บ ปีกกาทันที

do while คือทำคำสั่งที่อยู่ใน Loop ก่อน แล้วค่อยตรวจสอบทีหลัง ประโยชน์ของมัน ก็แล้วแต่สถานะการที่จะใช้ เช่น อย่างไรก็ดี จะต้องทำใน Loop 1 ครั้งเสมอ ก็สมควรที่จะใช้ do while


do While

ตัวอย่างเช่น

<?php
    $x=1;
    do{
        echo $x.'
';
        $x++;
    }while($x<=100); ?>

จาก Source Code ดังกล่าวจะเห็นถึงการใช้ do while คือจะบังคับให้ทำการ echo 1 ครั้งแล้วค่อยไปทำการ ตรวจสอบเงื่อนไขก่อนเสมอ หากเงื่อนไขเป็ฯจริง ก็จะกลับมาทำในภายใต้ วงเล็บปีกกาอีกครั้ง ไปเรื่อยๆ จนกว่าเงื่อนไขจะเป็น เท็จ

“การใช้งานทั่วไป โดยส่วนมาก while จะใช้ในการ query ข้อมูลที่ได้ทำการ Select มาจาก database”

การใช้งาน While แบบ List

<?php $e = ['John', 'Khama', 'Real', 'Tany']; while(list($key, $val) = each($e)){ echo 'isKeys = '.$key.' Values is = '.$val.' '; } ?>

จะเห็นได้ List สามารถที่จะทำงานร่วมกับ while ได้ด้วย ลองเอา list ไปประยุกต์ใช้กันค่ะ เพราะว่า การเริ่มเต้นเขียนโปรแกรม ส่วนมากแล้ว เราต้องลองการทำงานหลายๆแบบ หลายๆวิธี มันจะทำให้เราเก่งขึ้น และเรียนรู้งานจากการทำงานของ source code คนอื่นได้อย่างง่าย

เป็นยังไงกันบ้างค่ะ? สำหรับบทเรียน “เริ่มต้นเขียนโปรแกรม Chapter 8 (Loop While, do While)” เป็นสิ่งที่ Developer ทุกคนต้องได้ใช้อย่างแน่นอน โดยส่วนตัวแล้ว การ query ข้อมูลจาก database เรามักจะใช้ while เป็นตัววน Loop จ้า

เริ่มต้นการเขียนโปรแกรม

เริ่มต้นเขียนโปรแกรม Chapter 7 (Loop For, Foreach)

เริ่มต้นเขียนโปรแกรม Chapter 7 (Loop For, Foreach) วันนี้จะพูดถึงการเขียนโปรแกรมที่ ทำแบบซ้ำๆ หรือการกระทำซ้ำๆ สำหรับ เริ่มต้นเขียนโปรแกรม นั้น การเขียนแบบ Loop จำเป็นต้องที่จะทำความเข้าใจอย่างลึกซึ่ง เช่น การนับหมายเลข 1 ห้าร้อยครั้ง หรือ ให้ไปตลาด 50 ครั้ง ซึ่งการเขียนโปรแกรม แบบ Loop เหล่านี้สามารถ ย่นระยะเวลาในการทำงานได้เป็นอย่างมาก การเขียนโปรแกรมที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นนั้น จำเป็นต้องมี Loop เป็นตัวช่วยในเรื่อง การประมวลผลหรือ รวมไปถึงการแสดงผลของข้อมูลที่ถูกต้อง สิ่งเหล่านี้ Developer ทั้งหลายจะข้ามไปไม่ได้เลย

เริ่มต้นเขียนโปรแกรม

Loop

วันนี้จะพูดถึงการเขียนโปรแกรมที่ ทำแบบซ้ำๆ หรือการกระทำซ้ำๆ เช่น การนับหมายเลข 1 ห้าร้อยครั้ง หรือ ให้ไปตลาด 50 ครั้ง ซึ่งการเขียนโปรแกรม แบบ Loop เหล่านี้สามารถ ย่นระยะเวลาในการทำงานได้เป็นอย่างมาก การเขียนโปรแกรมที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นนั้น จำเป็นต้องมี Loop เป็นตัวช่วยในเรื่อง การประมวลผลหรือ รวมไปถึงการแสดงผลของข้อมูลที่ถูกต้อง สิ่งเหล่านี้ Developer ทั้งหลายจะข้ามไปไม่ได้เลย และต้องทำความเข้าใจถึงแก่นแท้ของคำว่า Loop

For, Foreach

ตัวอย่างการใช้งานแรก For คืออะไร For คือ Loop ชนิดหนึ่งที่ต้องกำหนดจำนวน Loop ที่ชัดเจน หากไม่ได้กำหนด Loop ที่ชัดเจนแล้ว การทำงานของ For ก็จะ เกิด Infinity Loop หากเกิด Infinity Loop ผลตามมาก็คือ Methods ค้าง หรือหน้า page ค้าง เพราะว่าการประมวลผลเรื่อยและหนักขึ้นเรื่อยๆ ไม่สามารถทำให้มันหยุดเนื่องจากเงื่อนไขบางประการ

<?php
    $isNumber = 10;
    for($i=1;$i<=$isNumber;$i++){
        echo $i.'
';
    }
?>

จากตัวอย่างข้างต้น ที่ได้ทำการ Highlight บรรทัดที่ 3 ไว้นั้น จะเห็นได้ว่า มีการกำหนดรอบที่ชัดเจนคือ หาก $i น้อยกว่าหรือเท่ากับ $isNumber ก็จะแสดงผล $i ไปเรื่อยๆ ชุดแรกเป็นการกำหนดให้ $i หรือว่าตัวแปร ให้มีค่าเริ่มต้นเท่ากับ 1 จากนั้น เงื่อนไขจะทำงานก็ต่อเมื่อ หาก $i น้อยกว่าหรือเท่ากับ $isNumber จริง ก็จะให้โปรแกรมทำงานใต้วงเล็บปีกกา หรือ {} ของ for ทันที แล้ว ให้ $i++ หรือ ให้ $i เพิ่มค่าทีละ 1 ไปเรื่อยๆ จะกว่า เงื่อนไข จะเป็นเท็จ

Foreach

Foreach คืออะไร คือการวนลูปแบบที่ว่า หากมีจำนวนหรือ Index เท่าไรก็ช่างอยู่ในตัวแปรดังกล่าว ให้ทำจนหมด การใช้ foreach นั้น ไม่จำเป็นต้องรู้จำนวนรอบทั้งหมดก็ได้ แต่ ตัวแปรดังกล่าว ต้องเป็นชนิด Array, Object เท่านั้น เนื่องจาก เป็น Loop พิเศษทำให้ ใช้งานได้แค่สองประเภทตัวแปร นี้เท่านั้น ตัวอย่างเช่น

<?php $istokenArray = ['F80','F81','F82','F99','F42','F9']; $istokenObject = new stdClass(); $istokenObject->name 	= 'Off';
    $istokenObject->sname 	= 'Smith';
    $istokenObject->tel 	= '0888888888';
    $istokenObject->address     = 'Thailand';
    $istokenObject->zip 	= '50000';
    //example array variable
    foreach($istokenArray AS $keys => $val){
        echo $keys.' '.$val;
    }
    //example object variable
    foreach($istokenObjectAS $keys => $val){
        echo $keys.' '.$val;
    }
?>




จากตัวอย่าง บรรทัดที่ 11 เป็นการวน Loop ด้วยการใช้ตัวแปร ชนิด Array จะได้เห็นว่า มีตัวแปรชนิดหนึ่ง $keys ซึ่งเป็น index ของ array หากเราไม่ได้กำหนด เริ่มต้น index ของ array จะเป็น 0 และนับไปเรื่อยๆ แต่บรรทัดที่ 13 จะเป็นการวน Loop ด้วย Object เช่นกัน $keys จะแสดง คำว่า name, sname, tel, address and zip

ทำไมต้อง $i++ วนลูปกลับไม่ได้หรือ?

เป็นคำถามที่ดีมากสำหรับ การคิดต่างค่ะ โดยปกติทั่วไปแล้วการคิด เป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดความซับซ้อนระหว่างการทำงานได้ บางคนถนัดไปอีกแบบ ไม่เสมอไปที่ว่า เขียนแบบนี้ผิด แต่เป็นการบังคับใช้ตามสถานะการที่จะเกิดขึ้นต่างหาก ยกตัวอย่างเช่น

<?php $istokenArray = [0,1,2,3,4,5,6,7,8,9,10,11,12,13,14,15,16]; for($i=16;$i>=0;$i--){
        if($i%2==0){
            echo $i.' is event. 
';
        }
    }
?>

เป็นยังไงกันบ้างค่ะ? สำหรับบทเรียน “เริ่มต้นเขียนโปรแกรม Chapter 7 (Loop For, Foreach)” บทเรียนนี้เจาะลึกเกี่ยวกับการใช้ For และ Foreach หวังว่าการใช้งาน Loop ที่ชื่อ For, Foreach นั้นจะถูกใจและทำให้ผู้อ่านเข้าใจถึง Loop นี้ไม่มากก็น้อยค่ะ

เริ่มต้นเขียนโปรแกรม Chapter 6 (Switch Case)

อย่างที่ทราบกัน บทความนี้จะกล่าวถึงการ เริ่มต้นเขียนโปรแกรม ด้วย Switch Case ซึ่งการเขียนเงื่อนไขนี้ มีความแตกต่างกับ IF, ELSE แต่ทำไมถึงใช้ Switch Case

เริ่มต้นเขียนโปรแกรม

เริ่มต้นเขียนโปรแกรม

Switch Case

อย่างที่ทราบกันทั่วไป เงื่อนไขสามารถกำหนดได้อย่างง่ายโดยการใช้ IF ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ คนส่วนมากนิยมใช้ IF กัน แต่บทความที่แล้วได้กล่าวถึงการใช้ IF ว่าสมควรใช้ IF ในลักษณะใด หรือกับตัวแปร ชนิดไหน บทนี้จะกล่าวถึง การใช้งาน Switch Case กันค่ะ Switch Case คืออะไร มันคือเงื่อไขเฉพาะเจาะจง ที่ถูกสร้างขึ้น หากตรงกับเงื่อนไขใดจริง จะเป็นแบบ TRUE FALSE เช่นกันกับ IF แต่มีความยืดหยุ่นกว่า IF ข้อควรระวังในการใช้ Switch case หากถูกเงื่อนไขจริงอย่างลืม Break; มันด้วยนะค่ะ ไม่งั้น Break แตกจะหาว่าไม่เตือน การเขียนโปรแกรมที่ดีใส่ default สำหรับ Caseไว้ด้วย เพื่อป้องกันความผิดพลาดบางประการค่ะ

ตัวอย่างที่ 1.

<?php $e['name'] = 'Boy'; if(isset($e['name'])){ switch($e['name']){ case 'Boy' : echo 'Hello Mr.'.$e['name']; break; default : echo 'Hello Guest'; break; } } ?>

จากในตัวอย่าง 1 จะเห็นได้ว่า หากเงื่อนไขตรงกับ Boy จริง จะทำการ echo ค่า Hello Mr. Boy ออกมา แต่ถ้าเงื่อนไขผิดทั้งหมด จะแสดง Hello Guest ออกมา ก็คล้ายๆ กันกับ ELSE นั่นแหละค่ะ

ตัวอย่างที่ 2.

<?php $e['name'] = 'Boy'; if(isset($e['name'])){ switch($e['name']){ case 'Boy' : case 'Annie' : case 'Kim' : case 'John' : echo 'Hello Mr.'.$e['name']; break; default : echo 'Hello Guest'; break; } } ?>




ตัวอย่างที่ 2 จะเห็นได้ว่า ลืมใส่ Break; แต่ที่จริงแล้ว ไม่ได้ลืมใส่นะค่ะ ชุดนี้จะหมายถึง การทำงานเหมือนกับ ELSE IF ทันที โดย ถ้าตรงกับ Boy, Annie, Kim, John จะทำการ echo ค่า Hello Mr. นั้นๆ ออกมาให้เห็นค่ะ แต่ถ้าไม่มีในเหล่านี้ ก็จะเด้งไปหา default ทันที

          การประยุกต์ใช้ Switch case นั้น ทำได้โดยหลายแบบ เช่น การดึงหน้า page ต่างๆ ด้วยการ Focus ที่ index.php แล้วใช้ switch include page ต่างๆเช่น aboutus.php เข้ามา ตรงกลาง content ในหน้า index นี่คือ 1 Trick ทำแบบนี้ เราก็ไม่จำเป็นต้องประกาศเรียกใช้ CSS, JS, jQuery ต่างๆ หลายๆรอบ แต่ดึงมาเฉพาะใน page index.php เท่านั้น

เป็นยังไงกันบ้างค่ะ? สำหรับบทเรียน “เริ่มต้นเขียนโปรแกรม Chapter 6 (Switch Case)” บทเรียนนี้เจาะลึกเกี่ยวกับการใช้ Switch case หวังว่าเพื่อนที่อ่านคงเข้าใจดี ว่าหากต้องการใช้ Switch case นั้น ควรเลือกสถานะการให้เหมาะสมกับการทำงานกันค่ะ

ข้อควรระวัง อย่าลืมใส่ Break; กันด้วยละจะหาว่าไม่เตือน บางที ประมวลผลทุกเคสเลย อย่าลืมใส่ Break; กันจ้า

เริ่มต้นการเขียนโปรแกรม

เริ่มต้นเขียนโปรแกรม Chapter 5 (IF ELSE)

เริ่มต้นเขียนโปรแกรม เริ่มต้นเขียนโปรแกรม IF ELSE คืออะไร?           การเขียนโปรแกรมหรือการทำอะไรซักอย่าง หากไม่มีเงื่อนไข ก็ไม่สามารถบรรลุสิ่งที่จะทำได้ โดยบทเรียนนี้ จะมีชื่อที่เรียกว่า เริ่มต้นเขียนโปรแกรม Chapter 5 (IF ELSE) การใช้งาน IF นั้น เปรียบเสมือนกับ ข้อจำกัดบางอย่างสำหรับเงื่อไข พูดง่ายๆ คือ จริงกับเท็จ หรือ TURE, FALSE นั้นเองค่ะ

เริ่มต้นเขียนโปรแกรม

IF ELSE คืออะไร?

การเขียนโปรแกรมหรือการทำอะไรซักอย่าง หากไม่มีเงื่อนไข ก็ไม่สามารถบรรลุสิ่งที่จะทำได้ โดยบทเรียนนี้ จะมีชื่อที่เรียกว่า “เริ่มต้นเขียนโปรแกรม Chapter 5 (IF ELSE)” การใช้งาน IF นั้น เปรียบเสมือนกับ ข้อจำกัดบางอย่างสำหรับเงื่อไข พูดง่ายๆ คือ จริงกับเท็จ หรือ TURE, FALSE นั้นเองค่ะ แต่การใช้งานแตกกต่างกันออกไป บทเรียนนี้จะยกตัวอย่าง IF ในลักษณะสองแบบ การเขียน IF ไม่จำเป็นเสมอไปที่ว่าต้องมี ELSE IF, ELSE เพื่อมารองรับทุกกรณีไป แต่อย่างไรก็ตาม การเขียนโปรแกรมที่ดีนั้น ควรมี IF, ELSE มารองรับการกระทำที่ตรงกันข้ามค่ะ

องค์ประกอบของ IF

IF ประกอบไปด้วย “แบบที่ 1 if(1 2 3)” หรือ “แบบที่ 2 if(1)” ต้องงงกันแน่ๆเลย อิอิ การเช็คเงื่อนไขของ IF จะมีค่า TRUE, FALSE เท่านั้นนะค่ะ แต่อ่านบทความนี้ น่าจะไม่งง และเข้าใจการใช้งาน IF เป็นอย่างดีนะค่ะ

แบบที่ 1 :: if(1 2 3) ยกตัวอย่างเช่น “ถ้า (นายบอย เท่ากับ ชื่อบอย)” เงื่อนไขนี้เป็นจริง หรือเท่ากับ TRUE นั่นเองค่ะ

1. คือ Condition I (ที่บ้านหนูเรียก เงื่อนไขแรก)

2. คือ Compare (เครื่องหมายเปรียบเทียบ)

3. คือ Condition II (ที่บ้านหนูเรียก เงื่อนไขที่สอง)

<?php $e['name'] = 'นายบอย'; if($e['name'] == 'นายบอย'){ echo 'นายบอย'; }else{ echo 'ชื่ออะไรไม่รู้'; } ?>

ใน Condition ไม่จำเป็นเสมอไปที่จะต้องใช้ตัวแปร เพียงอย่างเดียวในการเปรียบเทียบค่า สามารถที่จะใช้ได้ทั้งตัวแปร และ ค่าที่เป็น String มาเปรียบเทียบกันก็ได้

แบบที่ 2 if(1) ยกตัวอย่างเช่น “ถ้า (ชื่อนายบอย)” เงื่อนไขนี้เป็นจริง หรือเท่ากับ TRUE นั่นเองค่ะ

เงื่อนไขนี้จะเช็คทันทีว่าเป็นจริง TRUE เลยหรือไม่ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องใส่ Compare หรือเครื่องหมายเปรียบเทียบ ก็ได้ วิธีนี้สำหรับผู้ที่เข้าใจและอยากให้การเขียน SourceCode กระชับมากยิ่งขึ้นค่ะ ยกตัวอย่างเช่น

<?php $e['name'] = 'นายบอย'; if($e['name']){ echo $e['name']; }else{ echo 'variable is empty'; } ?>



IF หลายเงื่อนไข (IF, ELSE IF, ELSE)

การเขียน IF แบบ มี ELSE IF นั้น ส่วนมากใช้สำหรับการเปรียบเทียบตัวตัวเ่ลข หรือ Int แต่อย่างไรก็ตาม คนส่วนมาก็จะนำมาใช้เปรียบเทียบตัวหนังสือ (String) เช่นกัน ถือว่าไม่ผิด เช่นโปรแกรมคำนวนเกรดนักเรียน (ไม่ว่ายุคสมัยไหนก็ต้องเจอกับเงื่อนไขนี้ Basic ล้วนๆ) ตัวอย่างเช่น

<?php
$isMark['student'] = 79;
if(isset($isMark)){
    if($isMark['student'] <= 69){
        echo 'Your have B+';
    }else if($isMark['student'] <= 79){
        echo 'Your have A';
    }else{
        echo 'Your have A+';
    }
}

IF สั้น!

การเขียน code แบบผสมผสาน การใช้ IF สั้นนั้นง่ายและสะดวกมาก แต่ใช้เพียง TRUE, FALSE เท่านั้น หรือจริง, เท็จ เท่านั้น โดยเงื่อนไข อาจหมายถึง ถ้าถูกให้ทำใน IF ถ้าผิด ให้ทำใน ELSE การเขียน IF สั้น มักจะใช้ประกอบกับ SourceCode ในส่วนต่างๆ ที่ไม่มี Tags php ร่วมอยู่ด้วย หรือไม่มีก็ได้ การเขียน IF สั้น มีองค์ประกอบดังต่อไปนี้

(เงื่อนไข ? หากเงื่อนไขเป็นจริง : หากเงื่อนไขเป็นเท็จ) สังเกต ได้ว่าจะมี เครื่องหมาย ? และ เครื่องหมาย : เป็นตัวแบ่งแยก ยกตัวอย่าง เช่น

<?php $e['name'] = 'นายบอย'; echo 'สวัสดี ฉันชื่อ'.(isset($e['name']) ? $e['name'] : 'ไม่ระบุชื่อ').' นามสกุล จงรักษ์'; ?>

สิ่งสำคัญที่สุดของการใช้งาน IF และการใช้งานโดยปกติทั่วไป ในการใช้ตัวแปร (variable) นั้น ควรเช็คค่าก่อนเสมอๆ ว่าหากมีค่านั้นจริง ค่อยให้ทำเข้า การทำงานของ IF หรือเข้าเงื่อนไขเช็ค IF จะทำงานได้ก็ต่อเมื่อมีค่า เข้ามาจริง หรือ ค่าว่างเปล่าด้วย หาก ค่าที่เข้ามาใน IF เท่ากับ ” (ว่างเปล่า) IF ก็จะทำงานตามปกติ (ควรระวังให้ดี) ดังนั้น การเช็คการทำงานก่อนเข้าเงื่อนไข IF ควรใช้ isset ในการเช็คเสมอๆ!

เป็นยังไงกันบ้างค่ะ? สำหรับบทเรียน “เริ่มต้นเขียนโปรแกรม chapter 5” หวังว่าบทความจะมีประโยชน์อย่างมาก หรือ ไม่มากก็น้อย สำหรับผู้ที่สนใจ เริ่มต้นการเขียนโปรแกรม นะค่ะ เพื่อการทำงานที่ถูกต้องและสนุกนานไปกับการเขียนโปรแกรมจ้า

เริ่มต้นการเขียนโปรแกรม

เริ่มต้นเขียนโปรแกรม Chapter 4 (Try Catch)

Try Catch สำหรับ PHP คือ สิ่งที่ตรวจสอบ และดักจับการทำงานของ Script บางอย่าง เพื่อไม่ให้การทำงาน เกิด Bugs หรือ การทำงานของโปรแกรมผิดพลาด ถ้าการทำงานผิดพลาดแล้วส่งผลให้ Script ทำการคำนวนหรือ ประมวลผลต่อไป มันก็จะเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยดีกับโปรแกรมนั้นเลย

เริ่มต้นเขียนโปรแกรม

Try Catch คืออะไร?

Try Catch สำหรับ PHP คือ สิ่งที่ตรวจสอบ และดักจับการทำงานของ Script บางอย่าง เพื่อไม่ให้การทำงาน เกิด Bugs หรือ การทำงานของโปรแกรมผิดพลาด ถ้าการทำงานผิดพลาดแล้วส่งผลให้ Script ทำการคำนวนหรือ ประมวลผลต่อไป มันก็จะเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยดีกับโปรแกรมนั้นเลย

การเขียน Methods ที่ดี หรือการเขียนที่ไม่ต้องทำให้ ผู้ร่วมงานได้ปวดหัวกันมากคือ การใช้ Try Catch เพื่อบอก Debug หรือข้อผิดพลาดในการประมวลผลต่างๆ ประโยชน์ของ Try Catch นั้น เพื่อป้องกันความผิดพลาดอย่างร้ายแรงเลยก็ว่าได้ ลองมาดูตัวอย่างการใช้งาน Try Catch กันเลย

<?php
function _alert($x=null) {
    if(isset($x)){
        return '<img src="data:image/gif;base64,R0lGODlhAQABAIAAAAAAAP///yH5BAEAAAAALAAAAAABAAEAAAIBRAA7" data-wp-preserve="%3Cscript%3Ealert(%5C''.%24x.'%5C')%3B%3C%2Fscript%3E" data-mce-resize="false" data-mce-placeholder="1" class="mce-object" width="20" height="20" alt="&lt;script&gt;" title="&lt;script&gt;" />';
    }else{
        throw new Exception('variable x is Null');
    }
}
 
try {
    echo _alert();
    echo _alert('Hello World');
} catch (Exception $e) {
    echo 'Caught exception: ',  $e->getMessage(), "\n";
}
?>




จะเห็นได้ว่า มีข้อความ variable x is Null ขึ้นแล้วโปรแกรมจะหยุดการทำงานทันที โปรแกรม จะไม่ทำการ Alert ข้อความ Hello World ออกมาให้ ฉะนั้น ประโยชน์ของการใช้ Try Catch นั้น เป็นสิ่งที่ดีสำหรับผู้ใช้งานเริ่มต้นที่ควร เขียนและง่ายต่อการ ตรวจ Debug งาน อาจประยุกต์ใช้สำหรับ การทำงาน หรือ Methos ที่สำคัญๆ

ข้อสังเกต สำหรับ บรรทัดที่ 6 throw new Exception(‘variable x is Null’); เราสามารถทำการเปลี่ยน String ใน () วงเล็บ เป็นอะไรก็ได้ โดยอาจใส่ เช่น TRO-L6 ถ้ามี Error นี้เกิดขึ้นจริง เราก็จะได้รู้ว่า เขียนเป็นแบบ Try Catch บรรทัดที่ 6 หรืออาจทำเอกสารอ้างอิงว่า รหัส TROL6 นั้นหมายถึงอะไรก็เป็นได้ (ใช้สำหรับการทำ API)

เป็นยังไงกันบ้างค่ะ? สำหรับ บทเรียน “เริ่มต้นเขียนโปรแกรม chapter 4” หากท่านใดลองใช้และประยุกต์ในการทำงาน จะเป็นผลดีมากสำหรับการทำงานค่ะ

เริ่มต้นเขียนโปรแกรม

เริ่มต้นเขียนโปรแกรม Chapter 3 (Function)

เริ่มต้นเขียนโปรแกรม ด้วย Function คืออะไร? ชุดคำสั่งเล็กๆ ที่ถูกเขียนขึ้นตามวัตถุประสงค์บางอย่าง อาจทำงานไม่ซับซ้อนซักเท่าไร แต่ก็สามารถเรียกใช้งานได้บ่อยๆ

เริ่มต้นเขียนโปรแกรม

Function คืออะไร?

มันก็คือ ชุดคำสั่งเล็กๆ ที่ถูกเขียนขึ้นตามวัตถุประสงค์บางอย่าง อาจทำงานไม่ซับซ้อนซักเท่าไร แต่ก็สามารถเรียกใช้งานได้บ่อยๆ หรือเท่าที่ต้องการได้ โดยภายใน Function นั้นจะมี Argument หรือไม่มีก็ได้แล้วแต่กรณีไป

Argument คืออะไร?

Argument หรือ อาร์กิวเมนต์ คือ ค่าตัวแปรบางอย่างที่ถูกส่งมายัง function หรือว่า Methods นั้นๆ โดยสามารถส่งค่าอะไรเข้ามาก็ได้ซึ่งจะทำงานภายใต้ Function and Methods นั้นๆ ได้ทันทียกตัวอย่าง เช่น

<?php
function alert_($params=null){
    if(!isset($params)){
        $params = 'No Argument!';
    }
    echo '<img src="data:image/gif;base64,R0lGODlhAQABAIAAAAAAAP///yH5BAEAAAAALAAAAAABAAEAAAIBRAA7" data-wp-preserve="%3Cscript%3Ealert(%5C''.%24params.'%5C')%3B%3C%2Fscript%3E" data-mce-resize="false" data-mce-placeholder="1" class="mce-object" width="20" height="20" alt="&lt;script&gt;" title="&lt;script&gt;" />';
}
?>

ตัวอย่าง บรรทัดที่ทำการ highlight นั้นคือค่า Argument ที่ส่งผ่านเข้ามาทำงานใน function alert_ แต่ทำไมต้อง =null การเขียนโปรแกรมที่ดีหากเราลืม assign ค่าเข้ามา function นี้จะไม่ได้ Error

เทคนิคการตั้งชื่อ Function

ส่วนมากโดยปกติทั่วไป การตั้งชื่อถือเป็นสิ่งที่ค่อนข้างสำคัญมาก สำหรับตัวผู้ใช้งาน หากเราเป็นคนที่ชอบลืม หรือเป็นคนที่ต้องการระเบียบในการจัดการมากยิ่งขึ้น เช่นการตั้งชื่อ Function and Class and Methods นั้น จะพลาดไม่ได้เลย เพราะว่า การแก้ไขภายหลังเราจะทราบได้ทันทีว่า สิ่งที่เราทำการแก้ไขอยู่นี้ มันคืออะไร เป็น function and methods or class เราก็จะสามารถทำงานได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น เช่น function จะขึ้นต้นด้วย fnc แล้วตามด้วย _ (underscore) จากนั้นก็ใส่ ชื่อ function ที่เราต้องการจะเขียนลงไป ก็จะได้เป็น fnc_functionname() อย่าลืมวงเล็บเด็ดขาด!

<?php
function fnc_alert($params=null){
    return '<img src="data:image/gif;base64,R0lGODlhAQABAIAAAAAAAP///yH5BAEAAAAALAAAAAABAAEAAAIBRAA7" data-wp-preserve="%3Cscript%3Ealert(%5C''.%24params.'%5C')%3B%3C%2Fscript%3E" data-mce-resize="false" data-mce-placeholder="1" class="mce-object" width="20" height="20" alt="&lt;script&gt;" title="&lt;script&gt;" />';
}
?>




และให้จำไว้เสมอว่า function จะมีการ Return ค่าหรือไม่ก็ได้ตามสิ่งที่เราตั้งหรือเขียนไว้ Developers ใหม่ๆ ยังอาจงงว่า ต้องมีการ Return ทุกครั้งนะ หรือไม่ต้อง Return ค่ากลับออกไปก็ได้ ซึ่งในการใช้งานจริงแล้ว เอาเรื่องนี้ออกนอกกรอบความคิดได้เลย การทำงานขึ้นอยู่กับการใช้งานแต่ละครั้งด้วย สามารถเขียนให้ยืดหยุ่นได้มากแค่ไหน แต่ทางที่ดี function จะมีการ Return ค่าทุกครั้ง

เป็นไงกันบ้างค่ะ? “เริ่มต้นเขียนโปรแกรม Chapter 3 (Function)” สำหรับการเขียน function trip and trick ในวันนี้ คงสอนและให้ความรู้เกี่ยวกับ การเขียน function ที่ดีๆ สำหรับ Developers มือใหม่และทุกท่านได้เป็นอย่างดี อย่าลืมตั้งชื่อให้เรา และผู้ร่วมงานได้แก้ไขงานได้ ง่ายๆนะค่ะ เพราะปัจจุบัน คนหนึ่งเขียนแบบหนึ่ง อีกคนเขียนแบบ DIY เห็นละปวดหัว และจะต้องมาเรียนวิธีการเขียนของเขาอีก แต่ก็เป็นส่วนที่ดี ที่เราจะมีความคิดใหม่ๆ ในแง่ของการเขียนของบุคคลท่านอื่นด้วย

เริ่มต้นเขียนโปรแกรม