5 ไอเดีย หารายได้เสริม ตัวช่วยสะสมความมั่งคั่ง

ชีวิตจะดีขึ้น เมื่อเรามีรายได้หลายช่องทาง … การมีรายได้หลายช่องทาง จะช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดรายได้หลัก และยังเป็นตัวช่วยสะสมความมั่งคั่งให้เร็วขึ้น เช่น รายได้จากงานประจำคือ เงินเดือน … แต่ยังสามารถ หารายได้เสริม จากการขายของออนไลน์ และรายได้เงินปันผลจากหุ้น

นี่คือไอเดีย การหารายได้เสริม

1. รายได้จากความรู้ทักษะ ให้คุณสำรวจตัวเอง ว่ามีความสามารถด้านไหน … อะไรที่ทำแล้วทำได้ดี และถนัด เช่น ถนัดสอน คุณอาจเปิดสอนพิเศษในวันหยุด หรือเวลาว่างช่วงเย็น

2. รายได้จากงานอดิเรก หากเป็นสิ่งที่คุณทำอยู่แล้ว และชอบทำ มีความสุขเวลาทำ … คุณแค่แชร์ประสบการณ์ หรือความรู้ ให้กับกลุ่มคนที่สนใจเหมือนคุณ เช่น ทำคลิปลง YouTube ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ในการสร้างรายได้ให้กับคุณ และวิธีนี้ยังเป็นรายได้แบบ Passive Income (สร้างรายได้แบบยั่งยืน) หรือ ปลูกต้นไม้ขาย ,งานแฮนด์เมด

3. รายได้จากสายสัมพันธ์ เครือข่าย เช่น ธุรกิจ MLM (ธุรกิจขายตรง ธุรกิจเครือข่าย) อาจสมัครเป็นตัวแทนก่อน เช่น ขายเครื่องสำอางค์ หรือขายประกัน

4. รายได้จากไอเดียการสังเกต และจินตนาการ เช่น เขียนหนังสือ ซึ่งมีวิธีการจัดจำหน่ายทั้งแบบออนไลน์ และ วางขายตามร้านหนังสือได้

5. รายได้จากช่องทางออนไลน์ เช่น ขายสินค้าออนไลน์ มีทั้งแบบวางขายฟรี (ใน facebook, instagram ฯลฯ) … หรือวางขายกับเว็บขายสินค้าชื่อดัง (Shopee, Lasada, ebay ฯลฯ)

นี่เป็นเพียงไอเดียบางส่วน … ที่อาจช่วยให้คุณเลือกตัดสินใจ เราหวังว่านี่อาจเป็นประโยชน์ สำหรับใครที่คิดไม่ออก … ว่าจะทำอะไรดี ที่จะเป็นอาชีพเสริม และไม่แน่ … นี่อาจกลายเป็นแหล่งรายได้หลักให้คุณในอนาคตก็ได้

วันนี้ คุณเลือกเดินตาม เป้าหมายในชีวิต แล้วหรือยัง

การเลือกทางเพื่อตามหา เป้าหมายในชีวิต ไม่ได้เป็นเรื่องยาก หรือง่าย เพียงขอแค่ตั้งเป้าหมาย แล้วพยายามไปให้ถึง …

วันนี้เรากำลังเดินทาง เพื่อไปเที่ยวบนยอดเขาที่สวยงามแห่งหนึ่ง … ซึ่งก่อนหน้านี้ เราวางแผนล่วงหน้าไว้ 1 เดือน … โดยเราศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยว ที่พัก และการเดินทางเป็นอย่างดี และวันนี้เราก็พร้อมมากๆ สำหรับการเดินทาง เพราะเราเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว

เราขับรถมาเอง แต่ระหว่างทางนั้น เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เพราะฝนตกหนัก ทำให้เส้นทางเดินรถเส้นทางปกติถูกตัดขาด ไม่สามารถข้ามผ่านไปได้

แต่ยังมีอีก 2 เส้นทาง ที่ให้เราเลือกไป … ซึ่งแต่ละทางก็เสี่ยงและอันตรายเท่าๆ กัน เพราะทางแรกเราต้องเดินเท้าไป เท่ากับว่าเราต้องทิ้งรถไว้ด้านล่าง แล้วแบกกระเป๋าเดินขึ้นไป

ทางที่สอง เราสามารถนำรถผ่านไปได้ แต่ถนนค่อนข้างลื่นมากๆ และไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนจะรับรองความปลอดภัยได้

ส่วนทางที่สามนั้นคือ เราต้องหยุดแล้วกลับบ้านไป

เหตุการณ์วันนี้ เป็นสิ่งที่เราไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น… เพราะเราไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ แม้เราจะเตรียมตัวมาดีแค่ไหน พร้อมแค่ไหน ก็ไม่มีทางรู้สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นได้เลย

หากวันนี้…คุณกำลังเดินทาง…โดยมีจุดมุ่งหมายปลายทางไปยังที่ใดที่หนึ่ง…แต่ระหว่างการเดินทาง…ต้องตัดสินใจ… ในการเลือกเดินทันที

โดยคุณต้องตัดสินใจเลือกระหว่างทางเพื่อไปยังจุดเป้าหมายที่คาดไว้…คุณจะเลือกไปทางไหน…เพราะทางที่จะไปนั้น … เป็นทางที่น่ากลัว อันตราย เสี่ยง และมืดเหมือนกันทุกทาง

3 ทางนี้ คุณจะเลือกทางไหน?

  1. หยุดร้องไห้ระหว่างทาง
  2. ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น
  3. หรือจะเลือกไปต่อ

หากคุณเลือกไปต่อ แล้วเรียนรู้ระหว่างทาง… แน่นอนว่า คุณอาจกลัว… ซึ่งเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ที่มักจะกลัวที่มืด… และกลัวในสิ่งที่มองไม่เห็น … เพราะไม่สามารถรู้หรือคาดเดาได้ … ไม่รู้ระหว่างทางนั้นต้องพบกับอุปสรรค หรือปัญหาอะไร …

แต่การตัดสินใจเลือก มักจะมีผลต่อชีวิตของคุณในอนาคตอย่างแน่นอน … หากคุณเลือกเดินไปข้างหน้า มันจะสอนคุณ และจะทำให้คุณเก่งขึ้น … และแน่นอนว่า…ความสำเร็จกำลังรอคุณอยู่

ความฝัน จะกลายเป็นจริง…สำหรับคนที่กล้าฝัน คนที่มุ่งหน้า บากบั่นไปต่อ แม้เจออุปสรรค… เขาจะไม่หยุดเดิน หรือย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น… บางครั้งระหว่างการเดินทางอาจจะเหนื่อย ก็แค่หยุดพักบ้าง… แต่ขอแค่อย่าหยุดที่จะเดินต่อ

แล้วคุณหล่ะ!! จะเลือกไปต่อ เพื่อไปยังเป้าหมายที่คาดไว้หรือไม่ !?

วิธี ปลดหนี้ ด้วย 5 ขั้นตอนเด็ดขาด สร้างความมั่งคั่ง ร่ำรวย

การใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล… เป็นจุดเริ่มต้นของความร่ำรวย แต่หากยังใช้จ่ายอย่างไม่มีเหตุผล… ไม่รู้จักเก็บออม จะไม่มีทางเห็นหนทางสู่ความร่ำรวยได้เลย และไม่มีทาง… ปลดหนี้ …ได้อย่างแน่นอน

หนี้ มีอยู่ 2 อย่าง คือ

  1. หนี้จน
    หนี้จน คือ หนี้ที่เราต้องจ่ายโดยทำให้เงินในกระเป๋าลดลง และไม่มีทางเพิ่มขึ้น เช่น หนี้บัตรเครดิต หนี้นอกระบบ และ หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล
  2. หนี้รวย
    หนี้รวย คือ หนี้ซื้อบ้าน หรือ หนี้กู้ยืมเพื่อนำมาทำธุรกิจ

5 ขั้นตอนในการ ปลดหนี้

อันดับที่ 1. ต้องหยุดก่อหนี้เพิ่ม ตัดการใช้เงินที่ไม่จำเป็นออกไปก่อน เช่น หยุดซื้อของที่ไม่จำเป็น หรือหากมีลูก อาจย้ายลูกมาเข้าโรงเรียนที่มีค่าใช้จ่ายลดลง

อันดับที่ 2. ตรวจสอบหนี้คงค้างทั้งหมด ว่ามียอดรวมทั้งหมดเท่าไหร่

อันดับที่ 3. หาเงินก้อน เพื่อนำมาจ่ายหนี้ทั้งหมดที่มี เพื่อรวมหนี้ให้เป็นก้อนเดียว จะได้ผ่อนชำระที่เดียว เช่น นำสินทรัพย์ที่ปลอดหนี้ไปจำนอง เพื่อนำเงินมาจ่ายหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงๆ

อันดับที่ 4. หยุดจ่ายหนี้ คือ การหยุดชำระหนี้ชั่วคราว แล้วขอเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันนั้นๆ เพื่อขอให้ดอกเบี้ยลดลง และยืดระยะเวลาในการผ่อน แต่วิธีนี้ อาจทำให้เสียเครดิต

อันดับที่ 5. วางแผนชำระหนี้ด้วยเงินคงเหลือ หากเราตัดค่าใช้จ่ายออกแล้ว รวมถึงการมียอดผ่อนชำระที่น้อยลง ให้เราชำระหนี้ด้วยเงินคงเหลือต่อเดือนของเรา หากไม่มีเงินคงเหลือ อาจต้องหารายได้เพิ่มจากหลายๆช่องทาง ไม่ใช่มีรายได้ทางเดียว

เพียงแค่มุ่งมั่น ตั้งใจ นี่อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่สามารถช่วยให้คุณปลดหนี้ได้ และเป็นหนทางนำไปสู่ความมั่งคั่ง ร่ำรวย

10 ข้อคิดเตือนใจจาก จิม โรห์น นักสร้าง แรงบันดาลใจ ผู้ยิ่งใหญ่

หากคุณต้องการพัฒนาตัวเองด้วยวิธีที่รวดเร็วที่สุด…ต้องเริ่มเรียนรู้จากคนที่ประสบความสำเร็จ จิม โรห์น ( Jim Rohn ) หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญ นักสร้างแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ และประสบความสำเร็จ เป็นที่รู้จักระดับโลก รวมทั้งยังเป็นผู้ที่ให้คำปรึกษาทางการพัฒนาตัวเอง ให้กับคนดังมากมาย เช่นTony Robbins

 จิม โรห์น (Jim Rohn) นักสร้าง แรงบันดาลใจ ผู้ยิ่งใหญ่

1. อย่าหวังว่ามันจะง่ายกว่านี้… แต่จงหวังว่าคุณจะเก่งกว่านี้… อย่าหวังว่าปัญหาจะน้อยลง… แต่จงหวังให้คุณมีทักษะเพิ่มขึ้น… อย่าหวังว่าจะมีอุปสรรคน้อยลง…แต่จงหวังให้มีปัญญาเพิ่มขึ้น

2. ความท้าทายของการเป็นผู้นำคือ… คุณต้องแข็งแกร่ง..แต่ไม่ใช่หยาบคาย …มีเมตตา…แต่ไม่ใช่อ่อนแอ… กล้าหาญ…แต่ไม่ใช่อันธพาล
ช่างครุ่นคิด…แต่ไม่ใช่ขี้เกียจ… อ่อนน้อมถ่อมตน…แต่ไม่ใช่ขี้ขลาด… มีความภาคภูมิใจ…แต่ไม่ใช่หยิ่งยโส… มีอารมณ์ขัน…แต่ไม่ใช่ขันอย่างโง่เขลา

3. เราต้องทนต่อสองสิ่ง… หากไม่ใช่ทนต่อความเจ็บปวด ทนต่อการมีวินัย… ก็เป็นความเจ็บปวดจากความเศร้าเสียใจ

4. วันเวลาเป็นของแพง… ถ้าคุณใช้วันเวลาหมดไปวันหนึ่ง … คุณก็จะมีเวลาให้ใช้ลดลง
ไปหนึ่งวัน… ดังนั้นจงแน่ใจว่าคุณใช้เวลาไปแต่ละวันอย่างชาญฉลาด

5. วินัยเป็นสะพานที่เชื่อมเป้าหมาย เข้ากับความสำเร็จ… ถ้าเรามีเป้าหมาย แต่ขาดวินัย
เป็นเรื่องยากที่จะทำเป้าหมายให้ประสบความสำเร็จได้

6. ถ้าคุณไม่ยอมเสี่ยง ให้กับสิ่งที่ไม่ธรรมดา… คุณก็จะใช้ชีวิต…ไปอย่างคนธรรมดา

7. แรงกระตุ้น…เป็นสิ่งที่ทำให้คุณเริ่มต้น
แต่นิสัยคือ…สิ่งที่ทำให้คุณเดินไปต่อ

8. ความสำเร็จไม่ใช่อะไรเลย…นอกจากการมีวินัยอย่างง่ายๆ แค่สองสามอย่าง… แต่ทำมันทุกๆวัน

9. อย่าขลุกอยู่กันคนที่เรียบง่าย พื้นๆ … เพราะคุณจะไม่เติบโต… จงไปอยู่กับกลุ่มคนที่สูง … ทั้งความคาดหวัง และต้องการประสิทธิภาพ

10. จงอย่าลืมเรียนรู้ที่จะมีความสุข กับสิ่งที่คุณมี ไปพร้อมๆ กับการมุ่งมั่น … สร้างทุกสิ่งที่คุณต้องการ

การพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่เรื่องยาก… เพียงแค่ตั้งใจ ฝึกฝน และทำมันอย่างต่อเนื่อง … ทำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ผลลัพธ์ ที่คุณพึงพอใจ

เงินเดือน ใช่ตัวทำลายความฝัน ของคุณหรือไม่

รู้หรือไม่ว่า ที่จริงแล้ว… เงินเดือน กำลังทำให้ตัวคุณเองถูกจำกัด…ความสามารถของตัวเองอยู่ ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับคำว่า “เงินเดือน” กันก่อน ว่ามีที่มา มาจากไหน…?

ที่มาของ เงินเดือน !!?

คำว่า เงินเดือน จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่ๆ ก็มีขึ้นมาเลย… แต่มันมีที่มา มีรายละเอียดมากกว่าที่เราอาจคิดไม่ถึง

เงินเดือน มาจากอเมริกา… โดยผู้ที่เป็นมหาเศรษฐีพันล้านดอลลา คนแรกของโลก
ซึ่งก็คือ ร็อกเกอะเฟลเลอร์ … ทำธุรกิจด้านคมนาคม คือ ทำเกี่ยวกับรถไฟ และเป็นรถไฟที่เชื่อมต่อไปทั่วอเมริกา

ในยุคนั้นเรียกได้ว่า… เป็นอะไรที่บูมมากๆ เพราะยุคนั้นเป็นยุคอุตสาหกรรม เป็นยุคที่มีโรงงาน… และการผลิตสินค้าจำนวนมาก

ทำให้มีการส่งออกจำนวนมาก และยุคนั้นวิธีที่ใช้ในการขนส่งก็คือ รถไฟ จึงทำให้ธุรกิจรถไฟของร็อกเกอะเฟลเลอร์ มีชื่อเสียง และรุ่งเรื่องมาก… ถึงขั้นที่เขาหาคนมาทำงานให้ไม่ทัน… เพราะไม่มีคนที่มีฝีมือเชี่ยวชาญ และทักษะมากเพียงพอที่จะมาทำงานให้เขา…

เขาจึงเกิดความคิดสร้างโรงเรียนขึ้นมา… เพื่อต้องการที่จะผลิตคนออกมาให้เหมือนๆ กัน
มีทักษะเดียวกัน … เพื่อที่จะได้มาทำงานเหมือนๆกัน นั่นก็คือ งานในโรงงาน … และนี่ก็คือ ต้นกำเนิดของโรงเรียน นั่นเอง

ฉะนั้น ร็อกเกอะเฟลเลอร์ และคนรวยคนอื่นๆ จึงคิดสร้างโรงเรียนขึ้นมา… เพื่อที่จะผลิตคนออกมาทำงานนั่นเอง

พอผลิตโรงเรียนขึ้นมา พวกเขาก็คิดว่า
จะหาวิธีจ่ายเงินให้คนเหล่านั้นยังไงดี… จึงเป็นที่มาให้พวกเขาคิดเป็น…ระบบเงินเดือนขึ้นมา

ฉะนั้น การจ่ายเงินเดือนทุกเดือน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ … ทำไมพวกเขาถึงจ่ายให้ทุกเดือน ทำไมไม่จ่าย 6 เดือน หรือ 1 ปีจ่าย …??

นั่น!! เป็นเพราะพวกเขาไม่อยากให้เราคิดเกินไปไกลกว่า 1 เดือน… ทำให้พอเราได้รับเงินเดือน
เราจะคิดแค่เดือนต่อเดือน… เราก็ใช้เงิน ใช้ๆไป พอถึงสิ้นเดือน … จึงทำให้เราคิดถึงแต่เงินเดือน ว่าจะพอไหม แล้วจะเอาอะไรกิน ไปจนถึงเงินเดือนอีกรอบที่จะได้รับ

ทำให้มันก็วนอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ คิดแบบนี้ไปเรื่อยๆ เราจะไม่คิดไปไหนไกล… เกินกว่านี้
จะไม่คิดไปถึง 5 ปี หรือ 10 ปี

พอเราไม่ได้คิดไปไกล นี่จึงกลายเป็นตัวลิมิตศักยภาพ … จำกัดความสามารถของตัวเราเอง

สังเกตุดูคนที่ประสบความสำเร็จระดับโลก อย่างเช่น บิลเกต… พวกเขาจะไม่คิดแค่เดือนต่อเดือน แต่พวกเขาจะคิดไปไกลถึง 5 ปี 10 ปี หรือมากกว่านั้น

หรืออย่างโตโยต้า ที่จริงพวกเขามีแผนธุรกิจไปเกิน 100 ปีแล้ว พวกเขาจะมองการไกล

สังเกตุเห็นหรือไม่ว่า… พวกเราก็ได้รับ การรับ เงินเดือน มาจากแบบตะวันตกเช่นกัน… เพราะสมัยก่อนพวกข้าราชการในไทยเอง ก็ได้รับเงินค่าจ้างเป็นรายปี … แต่ช่วงหลัง ได้รับอิทธิพลการรับค่าจ้างแบบเงินเดือน มาจนถึงปัจจุบัน

ความจริงแล้วการได้รับเงินเดือนมันทำให้เราจำกัดความคิด … จำกัดศักยภาพของเรา

มันทำให้เราไม่กล้าฝัน ไม่กล้าไปไหนไกล เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่เราติดอยู่ในกับดักเงินเดือน
เราจะกลัว… ทำให้รู้สึกปลอดภัยที่จะอยู่ตรงนี้

คิดว่าถ้าลาออก ออกไปทำธุรกิจของตัวเอง
หากไม่รอดจะทำยังไง สู้อยู่ตรงนี้เฉยๆดีกว่า … จึงทำให้ไม่กล้าที่จะออกไปทำตามความฝัน

รู้แบบนี้แล้ว…คุณตัดสินใจ ใช้ชีวิตแบบไหน!? โดยคุณสามารถแบ่งปันความคิดเห็นกับเราได้ … ในช่องแสดงความคิดเห็นด้านล่าง

8 ความคิด ที่นำไปสู่ความมั่งคั่ง ร่ำ รวย แบบชาวยิว

รู้หรือไม่ว่า !? ทำไมชาวยิว ถึงถูกยกให้เป็นกลุ่มคนที่มั่งคั่งและ ร่ำ รวย … ที่สุดในโลก มาดูกันว่าพวกเขาคิดแบบไหน และทำอย่างไร… วันนี้เรามีคำตอบมาบอกต่อ

8 ความคิด ที่นำไปสู่ความมั่งคั่ง ร่ำรวย แบบชาวยิว

1.พวกเขาเน้นหารายได้ จากคนรวย และผู้หญิง … เพราะมองว่าผู้หญิงส่วนใหญ่เป็นคนถือเงิน และใช้เงิน … ส่วนผู้ชายจะไม่มีเวลาใช้เงิน เพราะผู้ชายจะใช้เวลาไปกับการทำงาน และหาเงินซะมากกว่า

2. ชาวยิวจะไม่เอาเวลาไปแลกกับเงิน เพราะนั่นเป็นสิ่งที่มองว่าโง่มาก… พวกเขาจะใช้วิธีที่ช่วยให้พวกเขาใช้เวลาไปอย่างคุ้มค่า … เปรียบเทียบ เช่น การซักผ้า พวกเขาจะใช้เครื่องซักผ้าเป็นเครื่องทุ่นแรง แทนการซักด้วยมือ ที่ทำให้เสียเวลา และแรงไปโดยไม่จำเป็น

3. เน้นขายของน้อย แต่ได้กำไรเยอะ … ไม่เน้นการขายในปริมาณเยอะ แต่จะเน้นขายของที่มีราคาต่อชิ้นสูง และมีคุณภาพสูง คุ้มค่าสำหรับคนจ่าย

4. พวกเขาจะเน้นขายของ ที่มองว่าคนอยู่ที่ไหนให้ขายที่นั่น … และห้ามเกลียดการขาย เช่น ขายของในห้างสรรพสินค้า เพราะมีคนจำนวนมาก เดินเข้าออกอยู่ตลอดเวลา

5. เรียนรู้จากคนรวย … เชื่อหรือไม่ว่ารายได้ของเราจะอยู่ที่ 5 คนเฉลี่ย ที่เราคุยด้วย และใช้ชีวิตอยู่ด้วยเป็นประจำ … ลองคำนวณดูว่าคุณอยากมีรายได้เท่าไหร่ต่อเดือน ให้เอาตัวเองไปอยู่กับคนกลุ่มนั้น

6. ไม่กลัวการเผชิญหน้ากับปัญหา … เมื่อพวกเขาเจอปัญหา พวกเขาจะไม่กลัว จะมองเห็นประโยชน์ที่ได้จากปัญหานั้นเสมอ เพื่อนำไปพัฒนาต่อ

7. เวลาของพวกเขาเป็นเงินเป็นทอง … พวกเขาจะไม่เสียเวลาไปกับสิ่งไร้สาระ … ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์

8. ความยากลำบาก คือ เส้นทางไปสู่ความมั่งคั่ง … พวกเขาเชื่อว่า หากไม่เจอความลำบาก… ก็จะไม่มีทางทำให้สำเร็จ เพราะไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ

หากคุณเป็นคนหนึ่ง ที่กำลังเดินมุ่งหน้าไปสู่ความมั่งคั่ง… การนำความคิด และวิธีการคิดแบบชาวยิว ไปใช้ ก็ไม่เลวนะ…

เพราะความสมบูรณ์แบบ ไม่ได้การันตีเงินใน กระเป๋า ของคุณ

อยากมีรายได้เข้า กระเป๋า เพียงแค่ตั้งเป้าหมาย และก้าวออกไป อย่ารอให้ทุกอย่าง “สมบูรณ์แบบ” แล้วถึงจะลงมือทำ

แต่จงลงมือทำทั้งที่ยัง “ไม่สมบูรณ์แบบ” แต่หากไม่ยอม “เริ่มต้นจุดเเรก” เสียทีก็ไม่มีทางเลยที่จะ “มองเห็นจุดต่อไป”

หากคุณรอให้พร้อม แล้วถึงจะลงมือทำ… เท่ากับว่า คุณจะไม่มีวันได้เริ่มต้นทำอะไรเลย เพราะคำว่า… สมบูรณ์แบบ ไม่มีอยู่จริงในชีวิตของมนุษย์

แน่นอนว่า คำพูดที่ว่า “รู้งี้” เมื่อ 10 ปี ที่แล้วทำก็ดี อาจเกิดขึ้นแน่นอน… หากคุณไม่เริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ วันนี้!!

เพราะความสมบูรณ์แบบ ไม่ได้การันตีเงินใน กระเป๋า ของคุณ

เพราะหากคุณเริ่มตั้งแต่วันนี้ ตอนนี้ … ผลลัพธ์ที่ดี… กำลังรอคุณอยู่ข้างหน้าแล้ว อาจจะ 1 ปี หรือ 10 ปี ช้าหรือเร็ว แต่ผลลัพธ์ก็มีอย่างแน่นอน

และไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นยังไง… หากสำเร็จอย่างที่ตั้งใจ แสดงว่าคุณมาถูกทางแล้ว… แต่หากล้มเหลว นั่นคือคุณได้ประสบการณ์ ได้เรียนรู้ และได้ลงมือทำ นั่นก็เรียกว่า “กำไร” แล้ว

ความสำเร็จ ทำให้ได้ชัยชนะ … แต่ความล้มเหลว ทำให้ได้ประสบการณ์…

แต่หากคุณไม่พร้อมเสี่ยง…ที่จะก้าวออกไป
คุณจะไม่มีทางรู้ว่า… สิ่งที่กำลังทำจะสำเร็จได้ยังไง!?

เพียงแค่มีความฝัน เงินล้าน ก็ไม่ไกลเกินเอื้อม

เพียงแค่มีความฝัน เงินล้าน ก็ไม่ไกลเกินเอื้อม

จริงอยู่ที่ความฝัน… อาจมีราคาที่ต้องจ่าย แต่การไม่มีความฝัน… ก็อาจทำให้เราสูญเสียหลายๆอย่างในชีวิตไปเช่นกัน

บางคนไม่กล้าที่จะมีความฝัน… เพราะกลัวผิดหวัง แต่การไม่มีความฝัน… อาจจะทำให้เราใช้ชีวิตอย่างไร้เป้าหมาย … ทำให้เรายอมแพ้ง่ายๆ และไม่มีเหตุผลที่หนักแน่นพอ…ที่เราจะอดทน

ดังนั้นหากกล้าที่จะเสี่ยง ไม่กลัวที่จะลงมือทำ
ความสำเร็จในทุกด้านย่อมไม่ไกลเกินเอื้อม… รวมถึง การเงิน ของคุณด้วยเช่นกัน!!

ชีวิตคนเราถูกเรียกให้มาทำอะไรบางอย่าง อย่างเฉพาะเจาะจง… เพราะฉนั้นอย่ากลัวที่จะฝัน แล้วอนาคตจะเป็นของคนที่มีความฝัน…

แน่นอนว่าความล้มเหลว… อาจนำมาซึ่งความเจ็บปวด… แต่คนที่ประสบความสำเร็จ… ก็มักจะต้องล้มเหลวก่อนเสมอ…ใช่ไหม!?

แต่มันสำคัญอยู่ที่ว่า … เมื่อล้มแล้ว… คุณจะลุกเพื่อเดินไปต่อ หรือหยุดพอแค่นี้

ความสำเร็จ … มักเป็นของคนที่อดทนเสมอ … เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม พวกเขาจะยิ้มได้อย่างภาคภูมิใจ

เพราะความฝัน คือจุดเริ่มต้น… ของการทำอะไรบางอย่าง… หากคุณฝันอยากมี เงินล้าน ไว้ในกระเป๋า … จงเริ่มทำมันซะ… !!

— ofezsoft —

อยากมีอิสรภาพทางการ เงิน ต้องเริ่มต้นรู้จักตัวเองก่อน

อิสรภาพทางการ เงิน ใครก็มีได้ … แต่นั่นต้องเริ่มต้นด้วยการ… รู้จักตัวเองให้มากพอก่อน

บางคนโชคดี ที่รู้จักตัวเองได้เร็ว ทำให้พวกเขาเริ่มต้น และประสบความสำเร็จได้ก่อนคนที่ยังหาตัวเองไม่เจอ…

แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่า…คุณหาตัวเองไม่เจอจริงๆ หรือมองข้ามสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ และเป็นอยู่กันแน่!

แล้วจะรู้จักตัวเองได้ยังไง…!? เพราะเมื่อใด ที่เรารู้จักตัวเองได้เร็ว… เราจะสามารถก้าวไปต่อได้เร็วเท่านั้น

ก่อนอื่นเราขอบอกก่อนว่า…ไม่ใช่แค่คุณหรอกที่ยังหาตัวเองไม่เจอ…ไม่รู้ว่าตัวเองชอบทำอะไร ถนัดอะไร…เราเชื่อว่าบนโลกใบนี้ ยังมีคนอีกมากมาย…ที่กำลังตามหาตัวเองเหมือนคุณ

นี่คือเคล็ดลับ ที่ ofezsoft ใช้ทดสอบ แล้วมันให้คำตอบกับเราได้จริงๆ

เริ่มต้นด้วยการที่เรา…ลองทำทุกอย่างก่อน
ให้ลองทำหลายๆ อย่าง เหมือนกับการเดินทาง ให้เดินเป็นเส้นตรงก่อน

ให้เดินไปเรื่อยๆก่อน จนกว่าจะเจอสิ่งที่ถนัด…เมื่อเจอสิ่งที่ถนัด แล้วค่อยหยุด…ลงลึกไปกับสิ่งนั้น…โดยตั้งใจทำอย่างจริงจัง

ระว่างการเดินทาง… หากสิ่งไหนทำได้ไม่ดี ไม่ถนัด ให้ตัดออกไปทีละอย่าง

หาว่าอะไรคือจุดแข็ง… อะไรทำได้ดี… อะไรที่ถนัด… และอะไรคือจุดอ่อน ที่ควรตัดออกไป!?

เช่น คุณไม่เคยวาดรูปเลย เพราะคุณคิดว่าคงทำได้ไม่ดี…จึงตัดสินใจเลือกที่จะไม่ทดลองทำ …. ซึ่งจริงๆ แล้ว นี่อาจเป็นสิ่งที่คุณกำลังตามหาอยู่ก็ได้

โดยคุณอาจลองวาดรูปดู แล้วให้เพื่อน หรือคนใกล้ตัวช่วยตัดสิน… มันอาจสวยสำหรับคนอื่น… ในขณะที่คุณเองอาจมองว่าทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่

แล้วลองฝึกฝนทำไปเรื่อยๆ ใช้เวลาอยู่กับสิ่งนั้นสักพัก… คุณอาจหลงรักงานนี้ก็ได้

และงานนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้น… เป็นก้าวแรกที่จะนำคุณก้าวไปต่อ… จนถึงเส้นชัย

อย่าเพิ่งตัดบางอย่างออก…หากคุณยังไม่ได้ลงมือลองทำก่อน ให้ลองทำก่อน หากนี่ไม่ใช่ตัวตนของคุณจริงๆ ค่อยตัดออก

แน่นอนว่า… นี่อาจต้องใช้เวลาในการค้นพบ อาจเป็นวัน เป็นเดือน หรือนานหลายปี.. ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการเลือกของคุณด้วย

แต่การลองค้นหาตัวเองทีละก้าว… ยังดีกว่าให้เวลาผ่านไป… โดยไม่ได้ลองทำอะไรเลย… อาจช้ากว่าคนอื่น… แต่อย่างน้อย คุณก็ได้เริ่มก้าวออกไปแล้ว

หากคุณมีเพื่อนที่ดี พวกเขาจะมองเห็นและบอกเราเองว่า… คุณทำอะไรได้ดี ให้ลองนำข้อมูลที่เพื่อนบอกมาช่วยในการเลือกของคุณ

พอคุณเลือกและตัดสินใจแล้ว… ให้โฟกัส… ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน… ศึกษา หาข้อมูล … เรียนรู้…ใช้เวลาอยู่กับสิ่งนั้น แล้วลงมือทำอย่างจริงจัง

แล้วเราหวังว่า…สักวันนึง คุณจะหาตัวเองเจอ…ทำในแบบที่เป็นตัวตนของคุณจริงๆ… เพราะเมื่อคุณหาตัวเองเจอ มีเอกลักษณ์เฉพาะเป็นของตัวเอง… ก็จะไม่มีใครเรียนแบบ และนำสิ่งที่คุณเป็นไปจากคุณได้ และที่สำคัญความสำเร็จก็จะไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอน

เราขอเป็นกำลังใจ…ให้ผู้ที่กำลังเดินทาง…ตามหาตัวเอง…เพื่อมุ่งไปสู่ความสำเร็จในอนาคต

รู้หรือไม่ว่า แค่โพสต์รูป ก็รู้แล้วว่า กำลังป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

นักวิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ( Harvard University ) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเวอร์มอนต์ ( University of Vermont )… ได้รวบรวมรูปทั้งหมดจำนวน 43,950 รูป จากอาสาสมัครทั้งหมดจำนวน 166 คน…จากการศึกษาพบมีผู้ป่วยที่เป็น โรคซึมเศร้า จริงอยู่ทั้งหมดจำนวน 71 คน

หลังจากที่พวกเขาได้นำรูปทั้งหมด ไปทำนายผ่านคอมพิวเตอร์ AI … ว่าคนไหน โพสต์รูปยังไง
แล้วบ่งบอกว่า…คนนั้นป่วยเป็นโรคซึมเศร้าบ้าง!?

และบอกได้เลยว่าความแม่นยำของ computer AI มีมากถึง 70%

หลังจากที่พวกเขาได้อ่านแล้ว พวกเขาได้ผลการวิเคราะห์ออกมาว่า…จุดสังเกตุของคน
ที่โพสต์ภาพแล้วเป็นโรคซึมเศร้า มีอะไรบ้าง?

5 ภาพโพสต์ บอกเป็น โรคซึมเศร้า

  1. มักจะโพสต์ภาพโทนสีที่ไม่ค่อยสดใส โทนสีมืดๆ เช่น สีเทา ฯลฯ
  2. โพสต์ภาพที่เป็นสีโทนขาวดำเป็นส่วนใหญ่
  3. โพสต์ภาพที่อยู่คนเดียว ไม่ค่อยมีคนรอบข้าง ไม่มีสังคมอะไรมากมาย
  4. โพสต์ภาพที่สื่ออารมณ์เศร้าหรือเสียใจอยู่
  5. ภาพที่โพสต์จะมียอด Like น้อยกว่าคนที่ไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้า

แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้บอกนะ…ว่าคนที่โพสต์ภาพแบบนี้ทั้งหมด จะป่วยเป็นโรคซึมเศร้า อย่างที่บอกความแม่นยำของ computer AI มีมากถึง 70%

แล้วคุณเคยสังเกตุตัวเอง หรือคนรอบข้างบ้างหรือไม่? เพราะเมื่อไหร่ที่เราสังเกตุพบความผิดปกติ ที่อาจบ่งบอกถึงการป่วยได้เร็ว… เท่ากับว่าเราจะได้หาวิธีรักษาและป้องกันสิ่งที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดได้รวดเร็วขึ้น

จะเห็นได้ว่า เมื่อมีการพัฒนาทางด้านสมอง และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โรคซึมเศร้านั้น ยังคงอยู่กับคนกลุ่มที่มีความเครียดเสมอๆ ฉะนั้น ควรต้องหมั่นตรวจสอบ และดูแลสุขภพาจิตให้เป็นปกติ มิเช่นนั้นจะทำให้เกิดอันตรายกับคนรอบข้าง และตัวของเราเอง