ทำไมคุณต้องกิน สิ่งนี้ เพื่อป้องกัน โควิด 2019

ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา มีงานวิจัยมากมายที่ระบุว่า ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการเกิดภาวะแทรกซ้อนจาก โควิด – 19 อาจเกิดจาก…โรคเบาหวาน โรคอ้วน และโรคระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

และจากสถิติที่น่ากลัวเมื่อพิจารณาว่า โรคเบาหวาน หรือคนที่มีน้ำตาลในเลือดสูง มักมีอัตราต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน และการเสียชีวิตจากการติดเชื้อ โควิด – 19 สูงกว่าผู้ที่ไม่เป็นโรคเบาหวาน

อย่างไรก็ตาม การวิจัยใหม่กำลังเผยให้เห็นถึงขั้นตอนง่ายๆ ที่สามารถใช้ได้ผล ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงได้ โดยการเปลี่ยนอาหารเพื่อลดน้ำตาลในเลือด และการกินอบเชย อาจทำให้ได้รับประโยชน์เชิงป้องกัน



อบเชยเป็นเครื่องเทศที่มีสารต้นอนุมูลอิสระ ที่มีประสิทธิภาพ และมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ ที่อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ

โควิด
โควิด

การศึกษาใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสารของสมาคมต่อมไร้ท่อ แสดงให้เห็นว่า ” การรับประทานอบเชยทุกวัน อาจช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และชะลอการลุกลามของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 “

และการศึกษาที่ดำเนินการโดยนักวิจัยชาวเกาหลีใต้ และชาวเยอรมัน พบว่าอบเชยช่วยลดระดับน้ำตาล และปรับปรุงความสามารถของร่างกายกับอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตอย่างเพียงพอ

โดยคุณสามารถโรยผงอบเชย…ลงบนกาแฟ ซีเรียล ผลไม้ โยเกิร์ต สลัด หรือนำมาปรุงประกอบในอาหาร

แอปเปิ้ลไซเดอร์ คืออะไร ดีอย่างไร ทำไมต้องกิน

แอปเปิ้ลไซเดอร์ ( Apple Cider Vinegar ) คือ น้ำส้มสายชูหมักที่ได้จากการนำแอปเปิ้ลสดมาบ่มรวมกับยีสต์ มีรสเปรี้ยว และมีประโยชน์หลายด้านต่อสุขภาพ เนื่องจากอุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุหลายชนิด เช่น วิตามินซี วิตามินบี แคลเซียม ธาตุเหล็ก กรดโฟลิก ไบโอติน และโพแทสเซียม ฯลฯ

แอปเปิ้ลไซเดอร์ ดีอย่างไร ?

แอปเปิ้ลไซเดอร์
แอปเปิ้ลไซเดอร์

ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

  • การศึกษาขนาดเล็กชิ้นหนึ่งชี้ให้เห็นว่า แอปเปิ้ลไซเดอร์อาจช่วยเพิ่มความไวของอินซูลิน ซึ่งหมายความว่า ร่างกายของคุณอาจมีความไวต่อวิธีที่อินซูลินขนส่งกลูโคสจากกระแสเลือด เข้าสู่เซลล์ของคุณ
  • แต่อย่างไรก็ตาม การศึกษายังไม่ชัดเจนว่ามีประโยชน์ระยะยาว จากการใช้แอปเปิ้ลไซเดอร์ เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ควรระมัดระวังในการรับประทาน

ดีต่อสุขภาพของลำไส้

  • แอปเปิ้ลไซเดอร์ มีโปรไบโอติกที่เป็นมิตรกับลำไส้ และสารต้านอนุมูลอิสระจากพืชที่เรียกว่า โพลีฟีนอล ที่สลายตัวในร่างกายแล้วกลายเป็นอาหารสำหรับแบคทีเรียชนิดดี ในลำไส้ของคุณ



ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง

  • แอปเปิ้ลไซเดอร์อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันบางอย่าง รวมถึงเซลล์ที่มีแบคทีเรีย ดังนั้นการรับประทานแอปเปิ้ลไซเดอร์ในปริมาณที่พอดี จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงขึ้น

กำจัดไขมัน

  • กรดอะซิติกที่มีอยู่ในแอปเปิ้ลไซเดอร์ สามารถช่วยลดความอยากอาหาร ทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง และช่วยกำจัดไขมันชนิดไม่ดีในเลือด ซึ่งส่งผลที่ดีต่อผู้ที่เป็นโรคอ้วน หรือต้องการควบคุมน้ำหนัก

อย่างไรก็ตาม การบริโภคน้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลไซเดอร์ก่อนนอน อาจเป็นอันตรายเนื่องจากสามารถทำลายสารเคลือบฟันของคุณได้ และสำหรับหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ควรระมัดระวังในการรับประทาน เพื่อความปลอดภัยควรปรึกษาแพทย์ก่อน

ทำไม น้ำตาล ไม่เคยให้โทษ ต่อร่างกายของคุณ

น้ำตาล ...ไม่เคยให้โทษ ต่อร่างกาย

เหมือนความรัก…ที่ไม่ได้ทำร้ายใครเช่นกัน

หากคุณใช้มัน…อย่างถูกวิธี


น้ำตาล

การบริโภคน้ำตาลในปริมาณที่ร่างกายต้องการอย่างเพียงพอ มักจะให้ประโยชน์มากกว่าให้โทษ เนื่องจากน้ำตาลให้พลังงานแก่ร่างกาย ทำให้รู้สึกสดชื่น รวมถึงยังจำเป็นต่อการทำงานของเนื้อเยื่อต่างๆ ภายในร่างกาย (เพียงแต่ต้องบริโภคแต่พอดี)

ความรัก

การมีความรักที่แท้จริง มีแต่คุณให้ ความรักไม่เคยทำร้ายใคร หากว่ารักเป็น และรู้จักว่ารักคืออะไร…



ความรักนั้น…ก็อดทนนาน…และกระทำคุณให้

ความรักไม่อิจฉา…ไม่อวดตัว…ไม่หยิ่งผยอง 

ไม่หยาบคาย…ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว…ไม่ฉุนเฉียว

ไม่ช่างจดจำความผิด…ไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด…

แต่ชื่นชมยินดีเมื่อประพฤติชอบ…ความรักทนได้ทุกอย่างแม้ความผิดของคนอื่น

และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ…และมีความหวังอยู่เสมอ…และทนต่อทุกอย่าง

น้ำตาล
น้ำตาล

8 วิธีควบคุมกระเพาะปัสสาวะ ขณะไม่มี ห้องน้ำ

อาการนี้อาจเคยเกิดขึ้นกับคุณ เมื่อกระเพาะปัสสาวะของคุณเต็ม คุณจะเริ่มรู้สึกอยากเข้า ห้องน้ำ แต่อย่างที่ทราบกันดีว่าบางครั้งสถานการณ์ และสถานที่อาจไม่สะดวกตามที่ต้องการ วันนี้เรามีเทคนิคควบคุมกระเพาะปัสสาวะมาฝาก เผื่อว่าคุณอาจต้องการใช้ในช่วงเวลาสุดแสนทรมาณนี้อีกครั้งก็ได้…

ห้องน้ำ ไม่มีทำไงดี ?

ห้องน้ำ
ห้องน้ำ

1. บีบก้นตัวเอง

  • กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน เป็นกล้ามเนื้อรอบท่อปัสสาวะ ดังนั้นการบีบก้น 2 – 3 ครั้ง อย่างรวดเร็วเป็นการช่วยให้กล้ามเนื้อกระชับ ซึ่งจะช่วยเก็บปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะได้ เพื่อป้องกันการรั่วไหล

2. ยืนไขว้ขา

  • ท่าปัสสาวะเป็นท่อที่ขับฉี่ออกจากร่างกาย โดยคุณสามารถไขว้ขาในท่ายืนบีบเล็กน้อยจะช่วยบรรเทาอาการลงได้ แต่การไขว้ขาในท่านั่งอาจทำให้เกิดแรงกดดันต่อกระเพาะปัสสาวะมากขึ้น

3. นั่งตัวตรง

  • การนั่งตัวตรง แล้วผ่อนคลาย จะสามารถช่วยกระชับกล้ามเนื้อรอบๆ กระเพาะปัสสาวะ ทำให้ช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งอาจจะช่วยลดความอยากฉี่ได้

4. การนอนราบ

  • เมื่อนอนลงแนวราบ จะช่วยลดความกดดันของกระเพาะปัสสวะอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับการยืนที่น้ำหนักจะกดลงบนกระเพาะปัสสาวะมากกว่า



5. ทำร่างกายให้อุ่น

  • เมื่อร่างกายของคุณเย็น สิ่งที่ตอบสนองต่ออุณหภูมิที่ลดลงคือการผลิตฉี่มากขึ้น ดังนั้นเมื่อคุณมีอาการปวดฉี่ ควรหลีกเลี่ยงการลงน้ำ และควรหาเสื้อมาใส่ หรือหาผ้ามาคลุมให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น

6. ไม่โฟกัส

  • เมื่อกระเพาะปัสสาวะเต็ม หรือมากกว่าครึ่งประสาทในกระเพาะปัสสาวะจะบอกสมองว่าถึงเวลาแล้ว ดังนั้นการคิดเรื่องอื่นที่ทำให้ฟุ้งซ่าน ไม่โฟกัสที่การเข้าห้องน้ำ จะเห็นได้ว่าความรู้สึกปวดฉี่อาจหายไป

7. ผายลม

  • ก๊าซในลำไส้และกระเพาะอาหารอาจเพิ่มแรงกดดันขึ้นในกระเพาะปัสสาวะ การลดแรงกดดันนี้โดยการผายลม หรือเรอออกมา อาจช่วยทำให้คุณกลั้นปัสสาวะได้นานขึ้น

8. อย่าหัวเราะ

  • เพราะการหัวเราะส่งผลทำให้กล้ามเนื้อหลักของคุณเกร็ง และกดดันกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งอาจส่งผลให้ปวดปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น

แล้วคุณหล่ะ ! เคยตกอยู่ในสถานการณ์นี้บ้างหรือไม่ และคุณใช้เคล็ดลับใดเป็นตัวช่วย ? โดยคุณสามารถแบ่งปันเทคนิคใหม่ๆ กับเราได้…

8 เหตุผลทำไมคุณถึง หิว บ่อย

หิว ! อาจเป็นเรื่องปกติของชีวิต แต่อย่างไรก็ตามหากเราไม่สามารถควบคุมความหิวได้อย่างถูกต้อง คุณอาจมีแนวโน้มที่จะเกิดความอยากมากเกินไปโดยที่ไม่จำเป็น ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพตามมาในที่สุด

หิว ! อีกแล้ว… เกิดจากอะไร?

หิว
หิว

1. อารมณ์แปรปรวน หรืออยู่ในภาวะซึมเศร้า

  • อาการซึมเศร้า รู้สึกหดหู่ และอารมณ์แปรปรวน ที่เกิดจากความเครียดมีผลต่อชีวิตของคนเราอย่างมาก รวมไปถึงนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของความหิวในภายหลัง และความอยากอาหารอย่างรุนแรง

2. นอนไม่พอ

  • การนอนหลับส่งผลกระทบต่อชีวิตประวัน เมื่อใดที่พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือนอนหลับน้อยกว่า 7 ชั่วโมง อาจส่งผลให้คุณอยากกินตลอดทั้งวัน เนื่องจากการนอนหลับเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนควบคุมความอยากอาหาร

3. งดทานอาหารเช้า

  • การเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพในตอนเช้า ที่อุดมไปด้วยโปรตีน และเส้นใย จะช่วยทำให้คุณอิ่มนาน สามารถช่วยควบคุมความอยากอาหารในช่วงบ่ายได้ แต่การอดและงดการรับประทานอาหารเช้า จะนำไปสู่ความอยากอาหารที่บ่อย และการกินที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่การเป็นโรคอ้วน

4. ขาดโปรตีน

  • การรับประทานอาหารที่มีโปรตีนต่ำ อาจนำไปสู่ความรู้สึกหิวบ่อย แม้ว่าจะกินแคลอรี่ในปริมาณที่สูงกว่าก็ตาม



5. กินน้ำตาลมากเกินไป

  • เมื่อน้ำตาลในเลือดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่การดื้อต่ออินซูลิน ทำให้ร่างกายไม่สามารถใช้กลูโคสจากเลือดไปเป็นพลังงานได้
  • อินซูลินมีความคล้ายคลึงกันกับเลปติน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมความอยากอาหาร และการควบคุมน้ำหนัก ซึ่งนี่จะนำไปสู่วงจรความหิว ที่ทำให้รู้สึกหิวบ่อย

6. ขาดไฟเบอร์

  • อาหารที่มีกากใยต่ำอาจทำให้รู้สึกหิวบ่อย คุณควรได้รับอาหารที่มีเส้นใยอย่างน้อย 25 กรัมต่อวัน เนื่องจากไฟเบอร์มีส่วนผสมที่ทำให้คุณรู้สึกอิ่มอาหารได้นานเมื่อกินเสร็จ

7. บริโภคคาร์โบไฮเดรตไม่ถูกต้อง

  • การทานขนมปังขาว ข้าวขัดสี เบเกอรี่ ฯลฯ ในปริมาณที่มาก สามารถกระตุ้นอินซูลินซึ่งเป็นเป็นฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือด แม้ว่าคุณจะทานอาหารจำพวกนี้จนอิ่ม แต่อินซูลินจะทำให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาลอย่างรวดเร็ว จึงทำให้รู้สึกหิวเร็วขึ้น

8. โรคเบาหวาน หรือไทรอยด์

  • ความหิวที่เพิ่มมากขึ้น อาจเป็นสัญญาณของโรคเบาหวาน ที่ควบคู่ไปกับความกระหายเพิ่มขึ้น หรือปัสสาวะบ่อย
  • หรือนี่อาจเป็นสัญญาณของการทำงานผิดปกติของต่อมไทรอยด์ ที่มีอัตราการเต้นของหัวใจที่เพิ่มขึ้น และรู้สึกกระวนกระวาย

คุณคิดว่า…อาการหิวบ่อยของคุณ เกิดจากปัจจัยเหล่านี้บ้างหรือไม่ ? โดยคุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับเราได้ ในช่องแสดงความคิดเห็นด้านล่าง

สำเร็จ ได้โดยไม่คิดแผนสอง

สำเร็จ…โดยไม่คิดแผนสอง แต่น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่ มักจะต้องคิดแผนสำรองไว้ก่อนที่จะลงมือทำบางอย่าง เพื่อรองรับแผนแรกที่เขาอาจทำไม่สำเร็จ หรือล้มเหลว แล้วไม่พยายามทำต่อ แน่นอนว่าการมีแผนสำรองอาจเป็นเรื่องที่ดี แต่นี่ไม่ใช่ความคิดของคนที่ประสบความสำเร็จ…อย่างแน่นอน

สำเร็จ ไม่คิดแผนสอง

สำเร็จ
สำเร็จ

เพราะคนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่… พวกเขาจะไม่คิดแผนที่สองเพื่อรองรับ หากเกิดความล้มเหลว เพราะนั่นเขาไม่คิดที่จะล้มเลิก หรือเลิกที่จะทำหากทำครั้งแล้วครั้งเล่าแล้วผิดพลาด ยังไม่สำเร็จ ตั้งแต่ครั้งแรก หรือจนถึงกว่าพันครั้ง… พวกเขาจะทำจนกว่าจะสำเร็จ เขาไม่เคยคิดว่าจะทำไม่ได้ เขาคิดแต่ว่าจะต้องทำให้สำเร็จ แม้อาจต้องใช้เวลานาน



พวกเขาจะไม่ยกเลิก หรือล้มเลิกที่จะทำ จนกว่าสิ่งที่ทำนั้นจะสำเร็จ พวกเขาไม่เคยกลัวความล้มเหลว เพราะความล้มเหลว…เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว

แล้วคุณหล่ะ! มีแผนสำรองไว้กี่แผน ?

15 สุดยอดอาหาร ช่วยบำรุงสุขภาพของ ปอด

การสัมผัสกับมลพิษต่างๆในส่ิงแวดล้อม ควันบุหรี่ ฝุ่น เชื้อโรคต่างๆ รวมถึงการรับประทานอาหาร ซึ่งอาจก่อให้อวัยวะภายในอย่าง ปอด เกิดการอักเสบ ซึ่งนำไปสู่การเกิดโรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และปอดพังผืด ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งนี้มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคุณอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตามการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต รวมถึงการเลือกรับประทานอาหาร สามารถช่วยปกป้องปอด และยังช่วยลดความเสียหายของปอดของคุณได้ และนี่คืออาหารที่ได้รับการระบุว่า มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการทำงานของปอด

15 สุดยอดอาหารบำรุง ปอด

ปอด

1. พริกไทย

  • เป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งเป็นสารอาหารที่ละลายน้ำได้ ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ การได้รับวิตามินซีอย่างเพียงพอ เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่สูบบุหรี่

2. ขมิ้น

  • มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์ต้านการอักเสบ เคอร์คูมินในขมิ้นซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์หลัก ที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการรองรับการทำงานของปอด

3. ชาเขียว

  • คาเทชินเข้มข้นในชาเขียว มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ และต้านการอักเสบ อีกทั้งยังช่วยยังยั้งพังผืดที่ปอด

4. หอยนางรม

  • สังกะสี ซีลีเนียม วิตามินบี และทองแดงที่มีอยู่ในหอยนางรม เป็นแหล่งอาหารที่จำเป็นต่อสุขภาพของปอด

5. โกโก้

  • ผลิตภัณฑ์จากโกโก้ เช่น ช็อคโกแลตเข้ม มีสารต้านอนุมูลอิสระจากฟลาโวนอยด์สูง และมีสารประกอบที่เรียกว่า theobromine ซึ่งช่วยผ่อนคลายทางเดินหายใจในปอด การบริโภคโกโก้อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการทางระบบทางเดินหายใจ และช่วยป้องกันมะเร็งปอดได้

6. ถั่วฝักยาว

  • ในถั่วฝักยาวมีสารอาหารหลายชนิด ที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของปอด และจากงานวิจัยยังแสดงให้เห็นว่าอาจช่วยป้องกันมะเร็งปอด และปอดอุดกั้นเรื้อรังได้



7. น้ำมันมะกอก

  • การบริโภคน้ำมันมะกอก อาจช่วยป้องกันโรคทางเดินระบบหายใจ เช่น โรคหอบหืด และยังพบอีกว่าน้ำมันมะกอกมีประโยชน์ต่อการทำงานของปอดในผู้สูบบุหรี่ เช่นเดียวกับผู้ที่เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคหอบหืด

8. ข้าวบาร์เลย์

  • อาหารที่มีเส้นใยสูง มีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวข้องกับปอด รวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระที่พบในข้าวบาร์เลย์ ยังช่วยส่งเสริมสุขภาพปอด และป้องกันความเสียหายของเซลล์

9. กาแฟ

  • คาเฟอีนและสารต้านอนุมูลอิสระในกาแฟ อาจช่วยปกป้องปอดของคุณ โดยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคในทางเดินระบบหายใจ และอาจช่วยลดอาการในผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืดในระยะสั้นได้

10. มะเขือเทศ

  • มะเขือเทศอุดมไปด้วยไลโคปีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพที่ดีขึ้นของปอด การบริโภคผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศ จะช่วยลดการอักเสบของทางเดินหายใจในผู้ที่เป็นโรคหอบหืด และช่วยปรับปรุงการทำงานของปอดในผู้ป่วยปอดอุดกั้นเรื้อรัง

11. แอปเปิ้ล

  • งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการกินแอปเปิ้ลเป็นประจำ อาจช่วยส่งเสริมการทำงานของปอด เนื่องจากการบริโภคแอปเปิ้ลเป็นประจำเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่ลดลงของโรคมะเร็งปอด และโรคหอบหืด

12. โยเกิร์ต

  • โยเกิร์ตอุดมไปด้วยแคลเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส และซีลีเนียม ซึ่งตามการวิจัยสารอาหารเหล่านี้ อาจช่วยเพิ่มการทำงานของปอด และป้องกันความเสี่ยงปอดอุดกั้นเรื้อรัง

13. บลูเบอร์รี่

  • การศึกษาในทหารผ่านศึกจำนวน 839 ราย พบว่าการบริโภคบลูเบอร์รี่มีความสัมพันธ์กับอัตราการลดลงของการทำงานของปอดที่ช้าที่สุด และการบริโภคบลูเบอร์รี่ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ทำให้การทำงานของปอดลดลงถึง 38 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับการบริโภคบลูเบอร์รี่ต่ำ หรือไม่บริโภคเลย

14. ฟักทอง

  • เนื้อฟักทองอุดมไปด้วยแคโรทีนอยด์ รวมถึงเบต้าแคโรทีน ลูทีน และซีแซนทีน ซึ่งมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ ระดับแคโรทีนอยด์ในเลือดที่สูงนั้นสัมพันธ์กับการทำงานของปอดที่ดีขึ้นในผู้สูงอายุ

15. บีทรูท

  • บีทรูทอุดมไปด้วยไนเตรต ซึ่งมีประโยชน์ต่อการทำงานของปอด ไนเตรตช่วยผ่อนคลายหลอดเลือด ลดความดันโลหิต และเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดออกซิเจน

แหล่งอาหารเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่ง ที่มีประโยชน์ต่อการทำงานของปอด แต่การดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย และการหลีกเลี่ยงสิ่งแวดล้อม หรือมลพิษที่อาจทำลายปอดนั้น จะเป็นวิธีที่จะช่วยป้องป้องปอดของคุณให้มีสุขภาพดีเพิ่มมากยิ่งขึ้น