การโตขึ้น ทำให้เราคุ้นเคยกับ โลก

การที่มนุษย์โตขึ้นในทุกๆ วัน ทุกวินาที ยิ่งทำให้คนเราคุ้นเคยกับ โลก เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างชาญฉลาด เพื่อเอาตัวรอดในสถาณการณ์ที่แสนโหดร้าย บางครั้งอาจทำให้กลัว หมดหวัง ท้อใจ และอยากถดถอย แต่นั่นมันคือสิ่งที่ทำให้ตัวคุณเองโตขึ้นมาโดยมีภูมิต้านทานที่แข็งแรงไม่ใช่เหรอ?

คุ้นเคยกับ โลก หรือยัง ?



โลก
โลก

อย่ากลัวที่จะเติบโต อย่าคิดย้อนกลับไปเมื่อมันผ่านมาแล้ว จงเข้มแข็ง และสู้ต่อไป เพื่อมุ่งหวังไปสู่เส้นชัย และรับรางวัลแห่งชัยชนะด้วยความภาคภูมิใจในตัวเอง โลกมันก็งี้แหละ !

ไส้เลื่อน เกิดจากสิ่งนี้ ใครเสี่ยงมากที่สุด

ไส้เลื่อน ( Hernia ) คือ ภาวะที่ลำไส้เล็ก เคลื่อนตัวออกมาจากผนังกล้ามเนื้อหน้าท้องในตำแหน่งเดิม ซึ่งเป็นโรคที่ผู้ชายทั้งหลายกลัว และกังวล และเป็นโรคที่ไม่ได้เกิดจากการไม่สวมกางเกงใน อย่างที่ใครต่อใครพูดต่อๆ กันมา แท้จริงแล้วมันเกิดจากความผิดปกติ และพฤติกรรมบางอย่างที่หลายคนอาจไม่คาดคิด โดยโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ ไม่ได้เกิดขึ้นกับเฉพาะผู้ชายเท่านั้น และถือได้ว่าเป็นโรคที่มีอันตรายร้ายแรงเช่นกัน เพราะเมื่อใดหากเกิดการติดเชื้อ อาจมีอันตรายต่อชีวิตได้

ไส้เลื่อน เกิดจากสิ่งนี้ ?

ไส้เลื่อน
ไส้เลื่อน



  • ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ขึ้นไป
  • ผนังหน้าท้องอ่อนแอ ซึ่งเกิดจากความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด
  • อาการท้องผูกเรื้อรัง
  • การจามแรงๆ หรือไอเรื้อรัง
  • ยกของหนัก
  • เบ่งปัสสาวะ
  • ผู้ที่เคยผ่าตัด
  • ผู้ที่เป็นโรคอ้วน
  • ผู้ที่สูบบุหรี่

เมื่อใดที่สังเกตพบความผิดปกติ บริเวณหน้าท้อง หรือขาหนีบ มีก้อนนูนออกมา ร่วมกับมีอาการปวดมากผิดปกติ หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย เช่น มีไข้ ปวดท้องรุนแรง ฯลฯ ให้สงสัยว่าอาจเป็นอาการของโรคไส้เลื่อน ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโดยเร็ว

เกิดอะไรขึ้น หากใส่ รองเท้าส้นสูง เป็นประจำ

รองเท้าส้นสูง ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อเท้าของคุณเท่านั้น แต่มันยังสามารถส่งผลกระทบไปยังร่างกายส่วนอื่นๆ ได้อีกด้วย ตามที่สมาคมการแพทย์ในอเมริกันกล่าว 71 เปอร์เซ็นต์ ของผู้หญิงที่เป็นเจ้าของรองเท้าส้นสูง มักประสบกับอาการปวดเมื่อสวมใส่ และนั่นอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่รุนแรงมากขึ้น

เกิดอะไรขึ้น เมื่อสวม รองเท้าส้นสูง?

กระดูกสันหลัง



  • โดยปกติกระดูกสันหลังของคุณ จะมีความยืดหยุ่น สิ่งนี้ทำให้ลดความเครียดที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของร่างกาย แต่เมื่อคุณใส่รองเท้าส้นสูง เส้นโค้งที่หลังส่วนล่างของคุณจะโค้งเกิดความเป็นจริง ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดหลัง
  • การเปลี่ยนแปลงทางกายวิภาคในกระดูกสันหลัง สามารถนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น มีความเป็นไปได้ในการพัฒนาสภาพของเส้นประสาทไขสันหลัง มันอาจทำให้เกิดอาการปวด กล้ามเนื้ออ่อนแรง ชัก และเกิดตะคริว

สะโพก

  • เมื่อคุณใส่รองเท้าส้นสูง ร่างกายของคุณจะต้องรักษาความสมดุล ทำให้การจัดตำแหน่งสะโพกและกระดูกสันหลังเปลี่ยนแปลง สะโพกจะต้องโค้งงออย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาสมดุล และหากว่าคุณใส่รองเท้าส้นสูงบ่อยครั้ง และเป็นเวลานาน อาจทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็ง ในทางกลับกันอาจนำไปสู่อาการปวดสะโพก
รองเท้าส้นสูง
รองเท้าส้นสูง

เข่า

  • เมื่อคุณใส่รองเท้าส้นสูง น้ำหนักของคุณจะตกไปที่เข่า เหตุนี้อาจทำให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อม อาการที่พบได้บ่อย เช่น อาการปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ และการเคลื่อนไหวที่ไม่สะดวก

แล้วคุณใส่รองเท้าส้นสูงบ่อยมากแค่ไหน และสังเกตุเห็นผลกระทบต่อร่างกายบ้างหรือไม่ ?

9 แนวคิดของ สตีฟจ็อบส์ สร้างความสำเร็จ

เพราะมนุษย์ทุกคนต่างก็มีความฝัน มีแนวคิดที่อาจแตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เราเชื่อว่าทุกคนต้องการเหมือนกันคือ ได้ทำในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่ตัวเองเรียกว่า “นี่แหละความสำเร็จ” แต่ก็ไม่มีใครได้สิ่งใดมาง่ายๆ แม้แต่ สตีฟจ็อบส์ ยังกล่าวไว้ว่า ” ไม่มีหนทางลัดสู่ความเป็นเลิศ “

แนวคิดของ สตีฟจ็อบส์ สร้างความสำเร็จ ?

สตีฟจ็อบส์
สตีฟจ็อบส์

1. นวัตกรรม เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่าง ระหว่างผู้นำและผู้ตาม



  • เปลี่ยนแปลงในสิ่งที่กำลังทำอยู่ก่อน ก่อนที่คุณกำลังจะกลายเป็นคนตกยุค ตกงาน หรือธุรกิจล่มสลาย และควรต้องจำไว้ว่า คุณจะผัดวันประกันพรุ่งไม่ได้ ต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงเดี๋ยวนี้

2. จงเป็นคนที่มีคุณภาพสูง คนบางคนไม่เคยชินกับการอยู่ในสภาพแวดล้อม ที่คาดหวังความเป็นเลิศ

  • แน่นอนมันไม่มีหนทางลัดสู่ความเป็นเลิศ คุณต้องตั้งใจและให้ความสำคัญ ใช้ความสามารถ ทักษะ และพรสวรรค์ ที่มีพยายามทำให้มากกว่าคนอื่น มีมาตรฐานที่สูงกว่า ใส่ใจในรายละเอียดที่ทำให้เกิดความแตกต่าง แต่นั้นหมายความว่า คุณต้องเริ่มลงมือทำโดยทันที

3. วิธีเดียวที่จะทำงานให้ได้ผลดีเยี่ยม คือ คุณต้องรักในสิ่งที่ทำ ถ้าคุณยังไม่เจอสิ่งที่รักในตอนนี้ จงมองหาไปเรื่อยๆ อย่าด่วนสรุป เพราะมันเป็นเรื่องของหัวใจ คุณจะรู้ได้เอง เมื่อเจอสิ่งที่รัก

  • จงทำในสิ่งที่รัก มองหาอาชีพการงานที่ทำให้คุณมีจุดประสงค์ ทิศทาง และความพึงพอใจในชีวิต เมื่อคุณมีเป้าหมายและพยายามไปให้ถึง มันจะทำให้ชีวิตของคุณมีความหมาย ทิศทาง และความพอใจ ซึ่งไม่เพียงช่วยให้มีสุขภาพดีและอายุยืนยาว แต่ยังจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นเมื่อต้องเจอกับอุปสรรค

4. คุณก็รู้ว่า อาหารส่วนใหญ่ที่เรากิน เราไม่ได้ผลิตด้วยตัวเราเอง เราสวมใส่เสื้อผ้าที่คนอื่นผลิต เราพูดภาษาที่คนอื่นพัฒนาขึ้น เราใช้คณิตศาสตร์ที่คนอื่นค่อยๆ ปรับปรุงมาเรื่อยๆ ผมหมายถึงว่า เราเป็นฝ่ายรับอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นคงเป็นความรู้สึกที่น่าปลาบปลื้มอย่างยิ่ง ที่เราสามารถสร้างสรรค์บางสิ่งบางอย่าง ที่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ

  • จงใช้ชีวิตตามหลักศีลธรรม พยายามทำให้เกิดความแตกต่างบนโลกใบนี้ และมีส่วนร่วมให้เกิดสิ่งที่ดีงามยิ่งขึ้น คุณจะพบว่ามันจะทำให้ชีวิตของคุณมีความหมายมากยิ่งขึ้น

5. มีคำพูดในพุทธศาสนาว่าจิตของผู้เริ่มต้น มันเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างยิ่ง ที่ทุกคนควรจะมีจิตของผู้เริ่มต้น

มันเป็นจิตที่มองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง ซึ่งค่อยๆทำให้เราตระหนักถึงแก่นแท้ของสิ่งเหล่านั้น จิตของผู้เริ่มต้นก็คือ การนำหลักการของเซนมาปฏิบัติจริง เป็นจิตบริสุทธิ์ที่ปราศจากอคติ การคาดหวัง การตัดสิน ความลำเอียง ให้คิดว่าจิตของผู้เร่ิมต้น เหมือนจิตของเด็กน้อยซึ่งเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ความสงสัย และความประหลาดใจ

6. เราคิดว่า โดยทั่วไปแล้ว คุณดูโทรทัศน์เพื่อพักสมอง และคุณใช้คอมพิวเตอร์เมื่อต้องการให้สมองทำงาน

ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมามีรายงานการศึกษาจำนวนมากที่ยืนยันหนักแน่นว่า การดูทีวีส่งผลเสียด้านจิตใจและมีอิทธิพลด้านศีลธรรม และคนที่ติดทีวีส่วนมากแม้จะรู้ว่า มันทำให้ชินชาและเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ แต่ก็ยังใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งอยู่หน้าจอสี่เหลี่ยม ดังนั้น ควรปิดทีวีซะ เพื่อถนอมเซลล์สมอง

7. ผมสูญเงินไป 250 ล้านดอลลาร์ ภายใน 1 ปี มันทำให้ผมรู้จักตนเองดีขึ้น

อย่ามองว่าการทำผิดกับความผิดเป็นเรื่องเท่าเทียมกัน! เพราะคนที่ประสบความสำเร็จโดยไม่เคยล้มเหลว หรือทำผิดเลยนั้นไม่มีหรอก มีแต่คนที่ประสบความสำเร็จ เคยทำผิดพลาด และรู้จักเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพื่อทำให้ถูกต้องในครั้งต่อไป พวกเขามองความผิดพลาดเป็นเครื่องเตือนสติ มากกว่าความสิ้นหวัง การไม่เคยทำผิดเลย แสดงว่า คนนั้นไม่เคยใช้ชีวิตอย่างเต็มที่

8. ในโลกนี้ไม่เคยมีใคร ที่ไม่เคยผิดพลาด เราเกิดมาบนโลกใบนี้แล้วก็ได้ทำสิ่งผิดพลาดเช่นกัน ไม่งั้นแล้ว เราจะเกิดมาทำไม

คุณรู้หรือไม่ว่ามีเรื่องใหญ่ๆ หลายเรื่องที่ต้องทำให้สำเร็จในชีวิต และรู้หรือไม่ว่า เรื่องสำคัญเหล่านั้นจะถูกฝุ่นจับ เมื่อคุณใช้เวลามัวแต่นั่งคิดมากกว่าลงมือทำ เราทุกคนล้วนเกิดมาพร้อมของขวัญชิ้นหนึ่งที่จะมอบให้กับชีวิตของเราเอง ของขวัญที่เต็มไปด้วยความปรารถนา ความสนใจ ความหลงใหล และความอย่างรู้อยากเห็นของขวัญชิ้นนี้แท้จริงแล้ว มันคือเป้าหมายของเรานั่นเอง

9. เวลาของคุณมีจำกัด จงอย่าเสียเวลาใช้ชีวิตตามแบบคนอื่น อย่าติดอยู่ในหลักความเชื่อ ซึ่งทำให้คุณใช้ชีวิตตามผลความคิดของผู้อื่น อย่ายอมให้เสียงความคิดของคนอื่นมากลบเสียงที่อยู่ภายในตัวของคุณ และที่สำคัญที่สุดคือ คุณต้องมีความกล้า ที่จะทำตามหัวใจปรารถนา และสัญชาตญาณ เพราะมันรู้ดีว่าจริงๆ แล้ว คุณต้องการเป็นอะไร เรื่องอื่นๆ กลายเป็นเรื่องรองไปโดยสิ้นเชิง

  • ชีวิตของคุณเอง คุณมีสิทธิ์ที่จะใช้ชีวิตตามแบบที่คุณต้องการ โดยไม่ต้องมีใครมาคอยขัดขวาง ลองให้โอกาสตัวเองฝึกความคิดริเริ่ม ในบรรยากาศที่ปราศจากความกลัวและแรงกดดัน

หากวันนี้คุณยังมีความฝัน อยากประสบความสำเร็จในชีวิต การนำวิธีคิดของผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างสตีฟจ็อบส์ ไปใช้เป็นแนวทาง สร้างแรงบันดาลใจ แล้วรีบลงมือทำ ความสำเร็จของคุณก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน

ข้อมูลอ้างอิงจากหนังสือคิดแล้วต้องทำให้สำเร็จนี่แหละยิว

5 สัญญาณเตือน อาการนิ่วในไต ที่คุณจำเป็นต้องรู้

มนุษยชาติคุ้นเคยเกี่ยวกับปัญหา นิ่วในไต มาตั้งแต่ราว 600 ปีก่อนคริสตกาล ส่วนใหญ่ผู้ชายมีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิง เมื่อใดก็ตามเมื่อก้อนนิ่วขยับ สัญญาณความรุนแรงและความเจ็บปวดจะเริ่มขึ้น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่เราจำเป็นต้องรู้ก่อน

นี่คือ สัญญาณเตือน นิ่วในไต !



1. ปัสสาวะมีการเปลี่ยนแปลง

เมื่อก้อนนิ่วเริ่มเคลื่อนที่ และมายังกระเพาะปัสสาวะ สิ่งนี้จะทำให้เกิดอาการปวด รู้สึกแสบร้อนขณะปัสสาวะ และปัสสาวะได้น้อยเนื่องจากมีก้อนนิ่วติดอยู่ โดยมันสามารถหยุดการไหลของปัสสวะได้ รวมถึงอาจมีเลือดปนกับปัสสาวะ ปัสสาวะขุ่น และหากปัสสาวะมีกลิ่นเหม็นนั่นบ่งบอกได้ว่า คุณกำลังติดเชื้อในไต

2. รู้สึกอ่อนเพลีย

เมื่อมีก้อนนิ่วอยู่ในไต จะทำให้การทำงานของไตมีประสิทธิภาพลดลง การสะสมของสารพิษสามารถเกิดขึ้นได้กับร่างกาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบที่ทำให้คุณรู้อ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายมากกว่าปกติ

3. เจ็บปวดรุนแรง

อาการนิ่วในไต
อาการนิ่วในไต

คุณอาจรู้สึกเจ็บปวดมากบริเวณท้อง หลัง หรือขาหนีบ ซึ่งอาการนี้จะเกิดขึ้นเมื่อก้อนนิ่วเริ่มเคลื่อนที่ และติดอยู่ในท่อไต จึงทำให้เกิดแรงกดดันในไต และในขณะที่ก้อนนิ่วเคลื่อนที่ ความเจ็บปวดจากด้านหลังอาจเปลี่ยนไปปวดที่ขาหนีบ

4. มีไข้ และหนาวสั่น

หากมีไข้นั่นหมายถึงเกิดการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ หรือในไต ซึ่งสิ่งนี้สามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้

5. คลื่นไส้

เนื่องจากไตและระบบทางเดินอาหารถูกเชื่อมโยงถึงกันด้วยเส้นประสาท จึงส่งผลทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียน และอาการนี้อาจมีผลมาจาก อาการเจ็บปวดที่รุนแรง

ดังนั้นอย่าลืมดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน และหากเมื่อใดที่พบว่าตัวคุณเองมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

วิธีเอาชนะ โรคเบาหวาน โดยไม่ต้องพึ่งยา

ผู้ป่วย โรคเบาหวาน อาจไม่จำเป็นต้องได้รับยาไปตลอดชีวิต สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ร่างกายผลิตอินซูลินได้น้อยหรือไม่ได้เลย ซึ่งเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ ส่งผลทำลายตับอ่อนที่ทำหน้าที่ในการผลิตอินซูลิน ส่วนโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้น้ำตาลกลูโคสไม่สามารถผ่านเข้าสู่เซลล์ และไปสะสมอยู่ในกระแสเลือด

และเมื่อน้ำตาลกลูโคสไม่สามารถเข้าสู่เซลล์ได้ มันจะถูกสะสมในกระแสเลือด จนทำให้เกิดความเสียหายต่อดวงตา เท้า ไต หัวใจ และส่วนอื่นๆของร่างกาย ซึ่งมีอันตรายถึงชีวิต

วิธีที่ดีคือการใช้ยารักษาโรคเบาหวาน แต่มันก็เป็นผลข้างเคียงในระยะยาว ตัวอย่างเช่นยาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมักทำให้เกิดอาการ คลื่นไส้ อาเจียน และตะคริว

โรคเบาหวาน

วิธีเอาชนะ โรคเบาหวาน โดยไม่พึ่งยา ?



1. อย่าเครียด

ความเครียดเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ก่อให้เกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 รวมถึงโรคเรื้อรังอื่นๆ ด้วย การหาวิธีลดความเครียดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เช่น การฝึกการหายใจ ทำสมาธิ หรือการฝึกโยคะ จะช่วยคุณได้อย่างมาก การหายใจมีประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อหายใจเข้าลึกๆ 10 ครั้งช้าๆ สามารถหลอกสมองให้คิดว่ามันผ่อนคลาย

2. ลดการทานคาร์โบไฮเดรต

ร่างกายของเราต้องการคาร์โฮเดรต 100 กรัมต่อวัน ดังนั้นการได้รับคาร์โบไฮเดรตจากเส้นใย เช่น ผักใบเขียว หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำดอก พริกหวาน แตงกวา ผักชีฝรั่ง มันฝรั่ง ข้าวโพด แครอท มะเขือเทศ และพืชตระกูลถั่ว ในจำนวนเล็กน้อยต่อวัน จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี และการทานคาร์โบไฮเดรตให้น้อยลง จะทำให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้เร็วขึ้น

ตอนนี้เรารู้แล้วว่าอาหารอย่างข้าว พาสต้า และขนมปัง นั้นถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว และสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดระดับน้ำตาลในเลือดที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงแต่ทำให้คุณหิวได้ง่าย แต่ในที่สุดมันจะทำให้ร่างกายของคุณหยุดฟังอินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ความต้านทานต่ออินซูลินนี้ทำให้เกิดการสะสมของไขมันในตับ และตับอ่อน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคเบาหวาน

3. ออกกำลังกาย

การศึกษาแสดงให้เห็นว่า การนั่งติดต่อกันตลอดทั้งวัน มีผลต่อความไวของอินซูลิน และการควบคุมระดับน้ำตาลมากกว่าการออกกำลังกาย ดังนั้นควรลุกเดินระหว่างวันบ่อยครั้ง และการแบ่งเวลาออกกำลังกายอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์

4. อย่าอดนอน

การนอนหลับที่ไม่ดีเพียง 1 คืน สามารถนำไปสู่การเลือกกินอาหารที่ไม่ดีมากขึ้น การศึกษาหนึ่งพบว่า การนอนหลับเพียง 4 – 5 ชั่วโมงต่อคืน เป็นเวลา 4 คืนติดต่อกัน ลดความความไวของอินซูลิน และนี่คือสิ่งที่นำไปสู่โรคเบาหวานชนิดที่ 2

5. กินไขมันที่ดี

การเลือกกินไขมันชนิดดี ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น อะโวคาโด น้ำมันมะกอก ฯลฯ ซึ่งมันอาจส่งผลอย่างมากต่อระดับน้ำตาลในเลือด และการควบคุมน้ำหนัก ดังนั้นการงดกินน้ำมันปาล์ม และเนย อาจเป็นทางเลือกที่ถูกต้องสำหรับเรื่องนี้

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าพฤติกรรมที่เราทำในชีวิตประจำวัน รวมถึงอาหารที่นำเข้าสู่ร่างกาย ล้วนมีผลต่อการเกิดโรคเบาหวาน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและอาหารจึงมีความสำคัญต่อสุขภาพและชีวิตที่ยืนยาวขึ้น โดยเราอาจไม่ต้องพึ่งการใช้ยาไปตลอดชีวิต

ทำไมต้อง กิน อาหารก่อนออกกำลังกาย ดีอย่างไร

ดูเหมือนว่าการออกกำลังกายขณะท้องว่างจะมีประโยชน์ เช่น การเผาผลาญไขมันมากขึ้นขณะออกกำลังกาย แต่นี่ไม่ใช่เหตุผลที่ดี เพราะมันมีข้อเสียมากกว่าประโยชน์อย่างมาก และนี่คือเหตุผลว่าทำไมคุณต้อง กิน ก่อนที่จะออกไปวิ่ง หรือสนุกสุดเหวี่ยงกับกีฬาและกิจกรรมของคุณ

งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร British Journal of Nutrition พบว่าผู้เข้าร่วมที่ออกกำลังกายขณะอดอาหาร มีอัตราการเผาผลาญไขมันมากกว่าคนที่กินอาหารก่อนเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์

ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการอาหารและกีฬากล่าว ” หากการออกกำลังกายอย่างหนัก เช่น การวิ่งทางไกล หรือยกน้ำหนัก หากร่างกายไม่มีไกลโคเจนสำรอง ร่างกายของคุณจะเผาผลาญไกลโคเจน หรือคาร์โบไฮเดรต ที่สะสมไว้ในร่างกาย (เหมือนกับอยู่ในสภาวะหิวและอดอาหาร) ในกรณีนี้ไขมันส่วนเกินทั้งหมดของคุณจะถูกกำจัดไป “

เมื่อร่างกายของคุณเผาผลาญอย่างรวดเร็ว มันจะเริ่มปรับการเผาผลาญเพื่อชดเชยการสูญเสียนั้น โดยทั่วไปแล้วมันจะเข้าสู่โหมดการอยู่รอด และเริ่มการเผาผลาญน้อยลง โดยร่างกายของคุณจะคิดว่า มันจำเป็นต้องเก็บไว้ให้มากขึ้น เมื่อกินอาหารมื้อต่อไปร่างกายของคุณจะต่อต้านการเผาผลาญไขมัน

ทำไมต้อง กิน อาหารก่อนออกกำลังกาย ?

กิน
กิน

การศึกษาในวารสารโภชนาการคลินิกของชาวอเมริกันพบว่า การอดอาหารเป็นระยะเวลานาน อาจนำไปสู่การลดอัตราการเผาผลาญ



และการออกกำลังกายที่อดอาหาร อาจทำให้สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ และอาจนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ

แต่การกินก่อนออกกำลังกาย จะช่วยกระตุ้นให้รู้สึกอยากกินน้อยลงในภายหลังมากกว่าการอดอาหาร

ดังนั้นการกินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ก่อนออกกำลังกายประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง และตามด้วยอาหารโปรตีนสูงหลังจากนั้น จะส่งผลที่ดีต่อระบบการเผาผลาญ และการทำงานของร่างกายคุณมากกว่า