ผลวิจัยชี้คนที่มี ไอคิว ต่ำ เสี่ยงมะเร็งและโรคหัวใจสูง

อาจไม่จำเป็นว่าต้องเป็นอัจฉริยะ ก็สามารถรู้ได้ว่าการเป็นคนฉลาด มี ไอคิว สูง น่าจะช่วยทำให้คุณอายุยืนยาวขึ้นได้ คนฉลาดพวกเขาจะรู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง ถึงจะทำให้ตัวเองมีสุขภาพที่ดี พวกเขารู้ช่องทางเข้าถึงแหล่งทรัพยกรอันมีค่า และดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อให้ได้รับการรักษาที่ดีที่สุด

แต่สิ่งที่กล่าวข้างต้น อาจขึ้นอยู่กับความร่ำรวยเพียงอย่างเดียวก็ได้ คือ คนที่มีไอคิวสูงกว่ามีแนวโน้มจะได้งานที่เงินเดือนมากกว่า และมีรูปแบบการดำเนินชีวิต และได้รับการรักษาพยาบาลที่ดีกว่า



หากว่าคนที่เกิดมาแร้นแค้น หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมทางสังคมที่ยากลำบาก แบบนี้ต่อให้ฉลาดแค่ไหน ก็คงหนีออกจากความเครียดในชีวิตประจำวันได้ยาก ทว่าบางทีปัจจัยสำคัญที่สุดซึ่งซ่อนอยู่อาจอยู่ที่เรื่องการสูบบุหรี่ ซึ่งสิ่งนี้ทำให้พวกเขาเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ไอคิว ต่ำ เสี่ยงมะเร็ง ?

การสำรวจสุขภาพจิตของชาวสกอตพบว่า เมื่อเทียบกันแล้ว เด็กที่มีไอคิวต่ำนั้น มีโอกาสเสี่ยงเสียชีวิตจาก โรคมะเร็งปอด โรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้สูงกว่า รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือดด้วย ทั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นเพราะพวกเขามักจะสูบบุหรี่เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่

นักวิจัยของมหาวิทยาลัยด้านเศรษฐศาสตร์แห่งลอนดอน หรือ LSE รายงานว่าไอคิว มีส่วนสำคัญต่อการรับมือกับอันตรายจากการใช้ชีวิต นั่นคือ เมื่อนักวิจัยกลุ่มดังกล่าวใช้ข้อมูลจากธนาคารโลกและองค์การสหประชาชาติ พวกเขาพบว่าในประเทศที่พัฒนาแล้ว ไอคิวมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องของอายุ มากกว่าเรื่องของรายได้มากถึง 7 – 8 เท่า

ดังนั้นการพัฒนาสมองและทักษะของตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เลือกอยู่กับคนฉลาด ที่มีสติปัญญาที่ดี ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ที่อาจช่วยทำให้คุณฉลาดขึ้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : หนังสือThe long life equation

แพทย์เตือน แคปซูล อึประกายฟรุ้งฟริ้ง อันตรายต่อสุขภาพ

แคปซูล อึประกายฟรุ้งฟริ้งที่กำลังเป็นกระแสดังอยู่ขณะนี้ ที่กำลังเป็นที่นิยมกิน และขายในต่างประเทศ เพื่อให้อุจจาระมีความวิ้ง เปล่งประกาย โดยล่าสุด ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน หรือ หมอแล็บแพนด้า ได้ออกมาเตือน ถึงแคปซูลกากเพชร ที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

แคปซูล
แคปซูล

โดยแคปซูลฟรุ้งฟริ้งนี้ เริ่มต้นมาจากบริษัทแห่งหนึ่งในรัฐโอไฮโอ ที่ได้ทำการผลิตแคปซูลแฟนซีกากเพชรระยิบระยับออกมา แต่แคปซูลนี้มาพร้อมกับคำเตือนที่ระบุว่า ” พวกเขามีไว้สำหรับการตกแต่งเท่านั้น และไม่ได้มีไว้สำหรับการบริโภคของมนุษย์ “ แต่เห็นได้ชัดว่าผู้คนกำลังกินสิ่งนี้เข้าไป เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ของอึที่ระยิบระยับ



จากการวิจัยพบว่า แคปซูลนี้ไม่แนะนำให้บริโภค เพราะมีโอกาสที่จะติดอยู่ในระบบย่อยอาหาร และยังสามารถปรับเปลี่ยนการผลิตฮอร์โมนได้อีกด้วย

นอกจากนี้มันยังจะเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็ง และผลกระทบของกลิตเตอร์ต่อสิ่งแวดล้อม มันกำลังฆ่าสิ่งมีชีวิตในทะเล ซึ่งนักสิ่งแวดล้อมทั่วโลกต่างก็รณรงค์ให้ลดการใช้กลิตเตอร์

สำหรับบริษัทที่ใช้ กลิตเตอร์ (Glitters) ที่กินได้ พวกเขาจำเป็นต้องมีกฎหมายในการควบคุมรายการส่วนผสมบนฉลาก เช่น น้ำตาล แป้งข้าวโพด และสารปรุงแต่งสี ดังนั้นหากเป็นการบริโภคนี้เชื่อว่าน่าจะปลอดภัย

10 อาชีพ เสี่ยงตกงานสูงในปี 2020

เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลทำให้พฤติกรรมการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้คนก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามๆ กัน เมื่อย่างเข้าสู่โลกแห่งนวัตกรรมเทคโนโลยี ที่มีความสามารถในการทำงานได้แม่นยำ มีประสิทธิภาพสูง และสะดวกรวดเร็วกว่า ได้เข้ามาเป็นตัวช่วยหรือแทนแรงงานมนุษย์ในหลายธุรกิจ จึงมีการคาดการณ์ว่าภายในไม่กี่ปีต่อจากนี้ หลายๆ อาชีพ กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงสูง ที่อาจกำลังจะหายไป

10 อาชีพ เสี่ยงตกงานสูง ?

อาชีพ
อาชีพ

1. ครู อาจารย์ ในสถานศึกษา

  • ผู้คนสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้โดยผ่านช่องทางออนไลน์ ผู้คนบางส่วนอาจคิดว่าสถาบันการศึกษา ไม่ได้จำเป็นสำหรับพวกเขา

2. นักข่าว หรือผู้สื่อข่าวภาคสนาม

  • โซเชียลมีเดียได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น มันง่ายมากที่ใครๆ ก็สามารถเป็นนักข่าว เผยแพร่ข้อมูลผ่านโซเชียลได้เอง ส่งผลทำให้อาชีพนี้อาจถูกว่าจ้างน้อยลง



3. พนักงานธนาคาร

  • เมื่อมีตัวช่วยด้านเทคโนโลยี เข้ามามีบทบาทในสถาบันการเงินมากขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าและผู้เข้ามาใช้บริการ ทำให้ผู้คนสะดวกที่จะใช้บริการผ่านทางช่องทางออนไลน์มากกว่า จึงทำให้สาขาย่อยของธนาคารปิดตัวลง ซึ่งหมายความว่าพนักงานธนาคารอาจถูกลดจำนวนลงไปด้วย

4. นายหน้า หรือโบรกเกอร์

  • ผู้คนสามารถหาข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบ และตัดสินใจในการซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆ ได้เอง โดยผ่านช่องทางออนไลน์ จึงทำให้อาชีพดังกล่าวไม่จำเป็นสำหรับพวกเขา

5. พนักงานคอลเซ็นเตอร์

  • เทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและผู้ใช้บริการได้ตลอดเวลาโดยอัตโนมัติ โดยอาจทำให้อาชีพดังกล่าวถูกเลิกจ้างหรือลดจำนวนลง

6. พนักงานสื่อสิ่งพิมพ์

  • สังเกตเห็นได้ว่าคนส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ได้รับข่าวสารอย่างรวดเร็วบนหน้าจอมือถือ หรืออุปกรณ์พกพาส่วนตัว โดยทำให้จำนวนของหนังสือพิมพ์ สื่อสิ่งพิมพ์ และกระดาษอาจถูกใช้น้อยลง

7. ไกด์นำเที่ยว

  • ผู้คนส่วนใหญ่สามารถหาข้อมูล วางแผน ศึกษาสถานที่ท่องเที่ยว และจองที่พักได้เองผ่านช่องทางออนไลน์ โดยอาจทำให้อาชีพนี้มีความสำคัญลดน้อยลง

8. พนักงานต้อนรับ

  • เมื่อ AI ถูกพัฒนาได้ดีขึ้น มนุษย์อาจมีบทบาทน้อยลงให้การให้บริการสำหรับลูกค้า ที่เข้ามาใช้บริการตามสถานที่ต่างๆ เช่น โรงแรม บนเครื่องบิน ฯลฯ เป็นต้น

9. เกษตรกร

  • เครื่องจักรที่ล้ำหน้าที่ถูกพัฒนาด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น ได้เข้ามามีบทบาทและทำหน้าที่แทนเกษตรกรเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ทำให้การผลิตพืชผลทางการเกษตรแต่ละครั้งอาจใช้พนักงานเพียงแค่ 1 คน เพื่อควบคุมเครื่องจักร ก็สามารถทำงานแทนพนักงานจำนวนมากได้แล้ว

10. พนักงานฝ่ายผลิตในอุตสาหกรรม

  • เครื่องจักรที่ถูกพัฒนาด้วยเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองการทำงานในโรงงานมากขึ้น เพราะมันสามารถทำงานได้ตลอดเวลา ไม่เหนื่อยและหมดแรง จึงทำให้มันถูกเลือกมาแทนที่แรงงานมนุษย์มากขึ้น

แม้ว่าหลายคนอาจคิดว่าเทคโนโลยีเข้ามาแย่งงานของมนุษย์ แต่หากเรามองในแง่บวก มันเข้ามาเป็นตัวช่วยที่ดีอย่างหนึ่ง หากเราเลือกนำไปใช้อย่างถูกต้อง และชาญฉลาด และเราเชื่อว่าสำหรับบุคคลที่พัฒนาตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้มีความสามารถและชำนาญในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดและหลายๆองค์กร เพียงแค่อาจต้องปรับเปลี่ยน ปรับตัว และฉวยโอกาสในสถานการณ์ที่ปรับเปลี่ยนนี้

ภาวะแทรกซ้อนระหว่าง การตั้งครรภ์

แน่นอนว่า การตั้งครรภ์ ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้หญิง เพราะระหว่างการตั้งครรภ์การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทางด้านร่างกายและจิตใจย่อมเกิดขึ้น โดยที่อาจคาดไม่ถึง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของน้ำหนัก อารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว นี่จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ที่คุณแม่ควรต้องทำความเข้าใจ และปรับตัวเพื่อรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นให้ได้ เพื่อสุขภาพที่ดีของทารกและตัวของคุณแม่เอง

ระหว่าง การตั้งครรภ์ จะเกิดสิ่งนี้ ?

การตั้งครรภ์
การตั้งครรภ์

1. คลื่นไส้อาเจียน

อาการดังกล่าวมักเกิดขึ้นในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ บางรายอาจมีอาการแพ้ตั้งแต่ 2 สัปดาห์แรก บางรายแพ้มาก บางรายแพ้น้อย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและชีวเคมีของร่างกาย อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย



ระบบทางเดินอาหารทำงานผิดปกติ จึงทำให้รู้สึกเบื่ออาหาร คลื่นไส้ และอาเจียนบ่อยครั้ง น้ำหนักตัวมักจะลดลงเพราะรับประทานอาหารไม่เพียงพอ ซึ่งอาจมีผลทำให้การสร้างเนื้อเยื่อบกพร่อง ซึ่งอันตรายเพราะสามารถทำให้เกิดการแท้งได้

วิธีแก้ไข

  • เลือกกินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ไขมันต่ำ เช่น ขนมปังปิ้ง แครกเกอร์ เยลลี่ ฯลฯ โดยแนะนำให้กินช่วงเช้าก่อนลุกจากเตียง กินครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง
  • หลีกเลี่ยงการกินอาหารเหลวในช่วงเช้า
  • งดอาหารที่มีไขมันสูง และรสจัด
  • งดทานผักที่มีกลิ่นแรง
  • งดการดื่มกาแฟ
  • แต่หากมีอาการรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว เพราะสำหรับผู้ที่ทานอาหารไม่ได้เลย อาจต้องได้รับอาหารทางเส้นเลือดก่อน

2. โรคโลหิตจาง

ในระหว่างการตั้งครรภ์ปริมาตรของเลือดจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 ฮีโมโกลบินในเลือด และจำนวนเม็ดเลือดแดงจะลดลง หากไม่รีบแก้ไขอาจทำให้คลอดก่อนกำหนด และในหญิงตั้งครรภ์บางรายกรดในกระเพาะอาหารลดน้อยลง ทำให้เกิดโรคโลหิตจางชนิดที่เม็ดเลือดแดงใหญ่กว่าปกติ จำนวนเม็ดเลือดแดงและฮีโมโกลบินลดต่ำ

วิธีแก้ไข

  • ควรเสริมอาหารที่มีธาตุเหล็กเพิ่มขึ้น
  • เสริมด้วยกรดโฟลิก

3. อาการท้องผูก

ส่วนใหญ่อาการมักเกิดขึ้นหนักในช่วงครึ่งหลังของการตั้งครรภ์ ทั้งนี้เนื่องจากการเติบโตของเด็ก ไปกดอวัยวะทางเดินอาหาร หรือเกิดจากการออกกำลังกายไม่เพียงพอ และเกิดจากกินอาหารที่ไม่มีกากใย

วิธีแก้ไข

  • ควรดื่มน้ำให้มากเพียงพอ
  • ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และเพียงพอ
  • เน้นกินผักและผลไม้ให้มาก
  • ฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

4. ครรภ์เป็นพิษ

ถ้าหากคุณแม่ที่มีน้ำหนักเพิ่มสูงมากระหว่างการตั้งครรภ์ จะส่งผลทำให้เป็นโรคครรภ์เป็นพิษได้ง่าย โดยปกติโรคนี้มักเกิดขึ้นประมาณสัปดาห์ที่ 20 เกิดจากตับและไตทำงานผิดปกติ มักมีอาการบวม ความดันสูง ปัสสาวะมีอัลบูมินออกมา หากปล่อยทิ้งไว้จะทำให้เกิดอาการชักและหมดสติได้ และอาการดังกล่าวอาจจะรุนแรงขึ้น หากคุณแม่ป่วยเป็นโรคหัวใจ และโรคไตอยู่ก่อนแล้ว

วิธีแก้ไข

  • ควรกินอาหารที่มีโปรตีนให้เพียงพอ ประมาณวันละ 85 – 100 กรัม เพื่อแก้อาการบวม
  • ควรปรึกษาแพทย์ โดยแพทย์อาจให้รับประทานกรดอะมิโน เพื่อช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อ โดยไม่ให้ไปเพิ่มภาระการขับถ่ายให้แก่ไตมาก

5. อาการอื่นๆ

นอกจากอาการดังกล่าวที่กล่าวมาแล้ว นอกจากนี้ระหว่างการตั้งครรภ์ คุณแม่อาจมีอาการปวดหลัง ร้อนที่อกหรือบริเวณลิ้นปี่ และเป็นตะคริว ฯลฯ ซึ่งควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว

ดังนั้น การฝากครรภ์ตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นสิ่งที่จำเป็น และจะส่งผลดีต่อมารดาและทารก ที่สำคัญคุณแม่ควรต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ดูแลสุขภาพของฟัน ปรับอารมณ์ให้ผ่อนคลาย มีความสุข อารมณ์ดี ฝึกจิตใจให้เข้มแข็ง รวมถึงการดูแลความสะอาดของร่างกาย โดยเฉพาะเต้านม และการใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสมก็เป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นมากเช่นกัน

ทำไม น้ำมันพืช ถึงเป็นสารก่อมะเร็ง

การเลือกบริโภคไขมันที่ดีต่อสุขภาพ เช่น น้ำมันหมู เนย หรือ น้ำมันมะพร้าว เป็นวิธีที่ง่ายที่สามารถช่วยเสริมสร้างสุขภาพและลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง แต่ทำไม น้ำมันพืช ถึงได้ชื่อว่ามีอันตรายต่อสุขภาพ

น้ำมันพืชที่มีอันตราย มีไขมันอิ่มตัวที่สัมพันธ์กับระดับ LDL (หรือคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี) แพทย์ยอมรับว่าไขมันอิ่มตัวนั้น สัมพันธ์กับโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน และโรคเบาหวาน อย่างไรก็ตามไขมันอิ่มตัวก็มีความสำคัญต่อการเผาผลาญ และการทำงานของเซลล์

น้ำมันพืช เป็นสารก่อมะเร็งจริงเหรอ ?

น้ำมันพืช
น้ำมันพืช

การโต้เถียงเหล่านี้จัดทำขึ้นโดย ดร. โจเซฟ เมอร์โคล่า ในบทความ ” ทำไมน้ำมันพืชถึงเป็นสารก่อมะเร็ง ” ตีพิมพ์บนเว็บไซต์ของเขาที่ mercola.com ดร. เมอร์โคล่า เป็นทั้งแพทย์ และแพทย์ของแพทย์โรคกระดูก ที่เขาบอกว่าภารกิจของเขาคือ การจัดหาข้อมูลและทรัพยากรสุขภาพธรรมชาติที่ทันสมัยที่สุด ” ที่จะเป็นประโยชน์กับคุณมากที่สุด “



ดร. เมอร์โคล่า กล่าวว่า น้ำมันพืชเป็นแหล่งของกรดไขมันโอเมก้า 6 สิ่งนี้นำไปสู่ความไม่สมดุลอย่างรุนแรง ระหว่างอัตราส่วนโอเมก้า 6 และ โอเมก้า 3 และอาหารของผู้คนส่วนใหญ่ ดูเหมือนจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ ” น้ำมันพืชส่งเสริมมะเร็ง “

ระหว่างปี 1970 – 2014 การบริโภคไขมันสัตว์ที่อิ่มตัว เช่น เนย น้ำมันหมู ลดลง 27 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่การบริโภคน้ำมันพืชเพิ่มขึ้นถึง 87 เปอร์เซ็นต์

เขาอ้างว่ามนุษยชาติเคยบริโภคโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 ในอัตรา 1 ต่อ 1 อย่างไรก็ตามวันนี้ผู้คนส่วนใหญ่ได้รับโอเมก้า 6 มากกว่าโอเมก้า 3 มากถึง 25 เท่าในอาหารของพวกเขา จากนั้นเขาก็กล่าวว่า “ความไม่สมดุลนี้ เชื่อมโยงกับความหลากหลาย ของอาการเจ็บป่วย เช่น โรคหัวใจ โรคระบบทางเดินอาหาร และอาการอักเสบ มันเชื่อมโยงกับโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งปอด และมะเร็งเต้านม”

ดร.เมอร์โคล่า แนะนำให้เปลี่ยนมาบริโภคน้ำมันเพื่อสุขภาพและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเรื้อรัง เขาอ้างว่า ไขมันที่เลวร้ายที่สุดคือ น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน และน้ำมันคาโนลา ซึ่งพบได้ในอาหารแปรรูป

ดร.เมอร์โคล่า ยังอ้างถึงบทความในปี 2559 ” บทบาทของอาหารที่อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 ในการพัฒนามะเร็ง ” ซึ่งกล่าวว่า ” การศึกษาหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าโอเมก้า 6 PUFAs ทำให้เกิดมะเร็งบางประเภท ” ในขณะที่ ” โอเมก้า 3 PUFAs มีบทบาทในการรักษาโรคมะเร็งบางชนิด “

น้ำมันพืชมีกรดไขมันโอเมก้า 6 สูง ในระดับซึ่งทำให้เกิดความไม่สมดุลในการบริโภคไขมัน ” ร่างกายต้องการอัตราส่วนของกรดไขมันโอเมก้า 6 ต่อกรดไขมันโอเมก้า 3 ประมาณ 1:1 ” แต่ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ประชากรส่วนใหญ่ได้รับเกือบ 15:1

ชายวัย 43 ปี มีพยาธิตัวตืดหลาย 100 ตัว ในสมอง หน้าอก หลังจากกิน เนื้อหมู ที่ปรุงสุกแล้ว

ชายวัย 43 ปี ในประเทศจีนที่ป่วยเป็นลมชัก และหมดสติ ไปพบแพทย์หลังจากอาการของเขาหายไปหลายสัปดาห์แล้ว พบว่าเขามีพยาธิตัวตืดหลายร้อยตัวในสมอง และหน้าอก หลังจากที่เขาถูกกล่าวหาว่ากิน เนื้อหมู ที่ปรุงสุกแล้วซึ่งถูกปนเปื้อนด้วยพยาธิตัวตืด

ผู้ป่วยหลายราย จะตอบสนองต่อการติดเชื้อปรสิตที่แตกต่างกันไป ดร.หวาง แพทย์ของ Zhongfa ที่โรงพยาบาลในเครือของโรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยเจ้อเจียงกล่าวกับ AsiaWire ” ในกรณีนี้เขามีอาการชักและหมดสติ แต่คนอื่นๆ มีซีสต์ในปอด และอาจมีอาการไอมาก “



Jianrong อธิบายว่าตัวอ่อนเข้าสู่ร่างกายของ Zhongfa ผ่านระบบย่อยอาหารและเข้าสู่กระแสเลือด เขาได้รับการวินิจฉัยอย่างเป็นทางการว่ามี neurocysticercosis และ cysticercosis และได้รับยา antiparasitic และยาอื่นๆ เพื่อป้องกันอวัยวะเสียหาย

Jianrong กล่าวว่า ” ผู้ป่วยของเขาทำได้ดีหลังจากผ่านไป 1 สัปดาห์ แต่ผลกระทบระยะยาวจากการเข้าทำลายครั้งใหญ่นั้น ยังไม่ชัดเจน “

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค ( CDC ) แนะนำให้ทำอาหารเนื้อสัตว์ในอุณหภูมิที่ปลอดภัย และใช้เครื่องวัดอุณหภูมิอาหาร เพื่อพยามหลีกเลี่ยงพยาธิตัวตืด และไข่ในอุจจาระซึ่งปนเปื้อนในดินที่มีสุขภิบาลที่ไม่ดี ไข่พยาธิอยู่รอดในภาพแวดล้อมที่ชื้นเป็นเวลาหลายเดือน วัวและหมูจะติดเชื้อหลังจากได้รับอาหารบนพื้นที่ปนเปื้อน

เมื่อเข้าไปในสัตว์ ไข่จะฟักในลำไส้ และย้ายไปที่กล้ามเนื้อ ซึ่งมันพัฒนาเป็น cysticerci (โรคพยาธิตืดหมู) ซึ่งสามารถอยู่รอดได้เป็นเวลาหลายปี สิ่งนี้ทำให้มนุษย์ติดเชื้อ เมื่อกินเนื้อหมูหรือเนื้อวัวดิบ ที่ปนเปื้อนเข้าไป

ผู้ชายเสียชีวิต หลังจากถูก หมา เลีย

รายงานในวารสารยุโรป ชายคนหนึ่งในเยอรมณีเสียชีวิต และ หมา ของเขาถูกกล่าวหาว่าเป็นสาเหตุในครั้งนี้ แต่สุนัขของเขาไม่ได้กัดหรือทำร้ายเขาเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก และเหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นคำเตือนที่สำคัญ สำหรับเจ้าของที่มีสัตว์เลี้ยง

ชายคนนั้นไปพบแพทย์ครั้งแรก หลังจากเขามีอาการไข้ 3 วัน และหายใจลำบาก ต่อมาอาการของเขาไม่ดีขึ้น และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์พยายามหาที่มาของอาการของเขา ในที่สุดแพทย์ก็พบว่า มันเกิดจากการเลียจากสัตว์เลี้ยงตัวเดียวของเขา ซึ่งคือ สุนัข



ชายคนนี้ติดเชื้อ Capnocytophaga canimorsus ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่พบได้ในสัตว์ทั่วไป ที่อาจนำไปสู่การติดเชื้อในมนุษย์ การติดเชื้อเกิดขึ้นได้ยาก และโดยปกติจะเกิดขึ้นหลังจากถูกกัด แต่นี่เป็นแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น ในคนที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ความจริงที่ว่าชายคนนี้ไม่ได้ถูกสุนัขกัด แต่เพียงแค่โดนเลีย ซึ่งเป็นกรณีที่แปลกอย่างยิ่ง

หมา
หมา

เมื่อแพทย์ตรวจพบแบคทีเรีย พวกเขาก็เพิ่มระบบการให้ยาปฏิชีวนะที่มนุษย์ใช้อยู่ 4 วัน แล้วอาการของเขาทรุดลง การติดเชื้อแพร่กระจายไปทั่วร่างกายของเขา และนำไปสู่การตายของเนื้อเยื่อทั่วแขนและขาของเขา สมองของเขาเริ่มบวม

และสแกนที่หน้าท้องของเขา เผยให้เห็นว่า การไหลเวียนของเลือดถูกตัดออกจากอวัยวะบางส่วน ครอบครัวของเขาและแพทย์ ตัดสินใจหยุดการรักษา เพราะชายผู้นี่ติดเชื้อมาแล้ว 16 วัน หลังจากเริ่มการรักษา

เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์เน้นว่า กรณีนี้ควรใช้เป็นคำเตือน! สำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยง และแพทย์เหมือนกัน

เจ้าของสัตว์เลี้ยงที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน ซึ่งในกรณีนี้จะมีอาการหายใจลำบากรุนแรง มีเลือดออกใต้ผิวหนัง

กรณีดังกล่าวพบได้ยากมาก การมีสุนัขหรือแมวทำให้คุณมีความเสี่ยง และนั่นคือสิ่งที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงทุกคนควรเข้าใจ

ที่มาของเรื่อง ipad เกิดจากโต๊ะอาหาร

หลายคนยังไม่ทราบว่าที่จริงแล้ว ipad ( ไอแพด ) ที่ทางแอปเปิ้ล ( Apple ) ผลิตออกมาขายนั้น เกิดมาจากแนวคิดของพนักงานบริษัทคนหนึ่ง ที่ชอบคุยโวโอ้อวดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ให้กับสตีฟ จ็อบส์ ฟัง ” เหมือนกับว่าเอาความลับของบริษัทมาขาย “

ข้อมูลของเรื่องนี้ได้มาจากหนังสือชีวประวัติ สตีฟ จ็อบส์ และอย่างที่ทราบกันดีว่า ไอแพดได้ถือกำเนิดขึ้นจาก Apple ตั้งแต่ปี 2009 ซึ่งได้ประสบความสำเร็จกับยอดจำหน่ายมาก

แต่จะมีกี่คนที่รู้ว่า หากไม่มีพนักงานของ Microsoft ที่ชอบพูดมากและเสียงดังแล้วหล่ะก็ ไอแพดหรือแท็บเล็ตอื่นๆ ที่เราเห็นในปัจจุบัน อาจไม่มีทางเกิดขึ้นก็เป็นได้



ซึ่งต้นเรื่องทั้งหมด ได้มาจากโต๊ะอาหารมื้อหนึ่งที่มีพนักงานของ Microsoft คนหนึ่งที่ได้คุยโวถึงระบบปฏิบัติการ Windows ที่จะมาพร้อมกับคุณสมบัติในการใช้งานเป็นแท็บเล็ตพีซีได้

ipad
ipad

แน่นอนว่า Bill Gates คงไม่พอใจเป็นอย่างมาก กับการที่มีพนักงานของตนพูดถึงสินค้า ที่กำลังอยู่ในการค้นคว้าและวิจัย ซึ่งบังเอิญในโต๊ะอาหารวันนั้น มีคนอย่าง สตีฟ จ็อบส์ นั่งอยู่ซะด้วย

โดยเจ้าพนักงาน Microsoft คนเดิม ได้พูดถึงเรื่องแท็บเล็ตพีซีว่า มันจะเป็นอุปกรณ์ที่เปลี่ยนแปลงโลกนี้ อีกทั้งยังจะกำจัดในส่วนของคอมพิวเตอร์พีซี และโน็ตบุ๊คอีกด้วย พร้อมยังคุยอีกว่า Apple จะต้องมาซื้อสิทธิบัตรจาก Microsoft เพื่อผลิตแท็บเล็ตพีซีเป็นของตัวเอง

แต่แล้วแท็บเล็ตพีซี มันดันมาพร้อมกับปากกาสไตลัส เพื่อใช้ในงานควบคุม ซึ่งนั่นเป็นอะไรที่ผิดพลาดมากที่สุด และที่สำคัญไปกว่านั้น พนักงาน Microsoft คนนี้ยังได้พูดเรื่องเดิมซ้ำๆ ให้คนอย่าง สตีฟ จ็อบส์ ฟังเป็น 10 รอบ

แน่นอนว่าเป็นอะไรที่ สตีฟ จ็อบส์ คงเซ็งน่าดู ซึ่งพอ สตีฟ จ็อบส์ กลับมาถึงบ้าน ก็ได้ตัดสินใจว่า Apple จะสร้างแท็บเล็ตของจริง ว่าหน้าตามันจะออกมาเป็นอย่างไร โดยในวันต่อมา สตีฟ จ็อบส์ ก็ได้พูดคุยเรื่องนี้กับทีมงานพัฒนาว่า ” เรามาสร้างแท็บเล็ตที่ไม่ต้องอาศัย คีย์บอร์ดหรือปากกาสไตลัส ในการใช้งานกันเถอะ “

สิ้นสุดถ้อยคำนั้นไม่นาน ไอแพดก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมาจาก Apple และสตีฟ จ็อบส์ จนถึงปัจจุบัน ซึ่งขณะไอแพด 2 มียอดจำหน่ายไปแล้ว 39.8 ล้านเครื่อง ในด้านของ Microsoft ขณะนั้นยังไม่ได้ออกแท็บเล็ตอย่างที่เคยบอกเอาไว้เลย

ข้อมูลอ้างอิงจาก : หนังสือคิดแล้วต้องทำให้สำเร็จนี่แหละยิว

ทำไมการตั้งครรภ์ ถึงทำให้ สมอง ของคุณหดตัว

การให้กำเนิดทารก เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และรุนแรงต่อร่างกายเกือบทุกส่วนรวมถึง สมอง ของคุณด้วย แน่นอนว่าการมีลูกหมายความว่า คุณจะต้องรับมือกับความเจ็บปวด และความรู้สึกไม่สบายประมาณ 6 สัปดาห์หลังคลอด หรืออาจมากกว่านั้น แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมดที่คุณจะรู้สึก

นอกจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง ไปจนถึงภาวะซึมเศร้าหลังคลอด ผู้เชี่ยวชาญยังดูเหมือนจะยอมรับว่า การให้กำเนิดสามารถทำให้สมองของคุณเปลี่ยนแปลงตลอดไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีที่คุณคิด และความรู้สึกเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ จะเปลี่ยนไป

สมอง ของคุณอาจมีขนาดเล็กลง ?

สมอง
สมอง

การวิจัยโดยใช้เทคโนโลยี MRI ในสมองของหญิงตั้งครรภ์ แสดงให้เห็นว่าสมองของผู้หญิงอาจลดขนาดลงหลังการตั้งครรภ์ แต่จะจริงหรือไม่ ?



ดร. แอตกินสัน อธิบายว่า ” สิ่งที่เป็นเนื้อเยื่อสีชมพู/สีเทา ที่ล้อมรอบสมองด้านใน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมกล้ามเนื้อ และการรับรู้ทางประสาทสัมผัส จะลดปริมาณลงอย่างแน่นอน ” ซึ่งนั่นเป็นการลดลง หลังจากคลอดบุตร 2 ปี

มันอาจฟังดูไม่ดี เพราะคุณไม่ต้องการให้สมองของคุณหดตัวลงใช่ไหม ? มันไม่ได้แย่อย่างที่คิด และมันอาจมีประโยชน์ ดร. แอตกินสัน อธิบายว่า ” พื้นที่ส่วนใหญ่ที่หดตัว มีหน้าที่รอบด้านเกี่ยวกับความรู้ ความเข้าใจทางสังคม และการดูแล บางคนยังแย้งว่าการหดตัวนั้นเชื่อมโยงกับการปรับแต่ง และเพิ่มประสิทธิภาพของพื้นที่สมองเหล่านั้น เพื่อการทำงาน และการตอบสนอง “

ดร. แอตกินสันกล่าว ” ที่กล่าวมานี้เป็นสิ่งที่ต้องศึกษาอีกมาก นี่เป็นพื้นที่ที่ซับซ้อนมาก ซึ่งเราไม่รู้จักมากนัก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม “

การมีลูกและรับมือกับความเจ็บปวดหลังคลอด และการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ อาจเป็นเรื่องที่ยากมาก โชคดีที่สมองของเราแข็งแรงพอที่จะรับมือ และปรับให้เข้ากับทุกสิ่ง

ดร. แอตกินสันกล่าวว่า ” สมองมีความสามารถที่เหลือเชื่อในการปรับตัว เข้ากับสถานการณ์ใหม่ มีสัญชาตญาณพื้นฐานมากมาย ที่เกี่ยวกับการเป็นแม่และพ่อ ซึ่งเราไม่เคยอ่านหรือได้รับการสอนมาก่อน เพื่อให้รับมือกับการดูแลเด็กได้ และแม้ว่าจะเป็นกิจกรรมที่ท้าทายที่สุดในชีวิต แต่ผู้คนก็มักจะปรับตัวได้ดีอย่างเหลือเชื่อ “

เหา จำนวนมากที่เพิ่มขึ้นใน ขนตาปลอม ของคุณ

แน่นอนว่า ขนตาปลอม ทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่ดูดี มันสามารถเพิ่มความมั่นใจให้กับเราได้ แต่ล่าสุดมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น คือ ขนตาปลอมอาจทำให้จำนวนของเหาเพิ่มขึ้นได้อย่างง่ายดาย เหานั้นไม่เหมือนกับเหาที่อยู่บนศีรษะ แต่มันอาจเป็นไร หรือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ที่กินไขมัน หรือไขมันในรูขุมขน

Valeria Camacho จากคลินิกความงาม Armando Romo กล่าว ” ถ้าหากว่าพวกมันมีจำนวนมากเกินไป คุณจะเห็นพวกมันกำลังเดินเหมือนเม็ดทราย ” ทุกคนที่มีพวกมัน คือ จุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่บนผิวหนัง พวกมันจะเติบโตขึ้นที่นั่นและตายซ้ำไปมา แต่พวกเราส่วนใหญ่ไม่มีผลกระทบใดๆ แต่เมื่อการป้องกันของเราลดลด เหาเหล่านี้อาจปรากฏตัวในรูขุมขน



ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจาก เครื่องจักรของคลินิกส่วนใหญ่ที่ใช่ในการต่อขนตา ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำงานบนหนังศีรษะ ไม่ได้สร้างมาเพื่อใช้งานบนเปลือกตาโดยเฉพาะ และนี่คือปัญหา ที่ได้รับการลงทะเบียนเมื่อเร็วๆ นี้

ขนตาปลอม
ขนตาปลอม

เหา หรือไรในขนตา ที่เรียกว่า ” Demodex ” มันดูดซับความมันในรูขุมขน และเป็นสิ่งที่ติดต่อกันมาก และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กนี้ มันสามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงในสายตา และมันสามารถแพร่กระจายได้ หากผู้เชี่ยวชาญไม่ได้ฆ่าเชื้อเครื่องมืออย่างถูกต้อง ก่อนทำการต่อขนตา ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการคัน มีตุ่มแดง และเกิดการอักเสบ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัญหานี้ยังไม่พบในประเทศไทย แต่ก็เป็นเรื่องที่คุณควรให้ความสนใจ และระมัดระวังอยู่เสมอ และควรเลือกใช้บริการกับคลินิกที่มีความน่าเชื่อถือ และได้รับการรับรองที่ถูกต้องแล้วเท่านั้น