ชายวัย 60 ปี ตัดนิ้วตนเอง เพื่อป้องกันอันตราย หลังจากถูกงูกัด

ชาวนาในประเทศจีน เมื่อถูกงูพิษกัดนิ้วมือ ส่ิงเดียวที่เขาคิดได้เพื่อป้องกัน อันตราย เขาได้ตัดนิ้วมือของเขาก่อนที่จะเดินทางไปยังโรงพยาบาลในเมืองที่ใกล้ที่สุด

ตามรายงานของ South China Morning Post งูนั้นเป็นงูพิษชนิดหนึ่งที่รู้จักกันในท้องที่ ในเขต Shangyu ของจังหวัด Zhejiang ในชื่อ “five-step snake” จากตำนานในท้องถิ่นกล่าวว่า เมื่อถูกงูกัดคุณจะสามารถเดินได้เพียง 5 ก้าวก่อนจะทรุดตัวลงจากผลกระทบของพิษงู

ตัดนิ้วป้องกัน อันตราย จากงูกัด

ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้พิษแพร่กระจาย ชายวัย 60 ปี จึงได้ลงมือทำการตัดกระดูกบริเวณที่ถูกงูกัดอย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาก็พันแผลด้วยผ้าและเดินทางไปโรงพยาบาลในหางโจว 80 กิโลเมตร เพื่อรับการรักษา



มีรายงานจากแพทย์ที่โรงพยาบาลหางโจว บอกกับสื่อว่าผู้ป่วยไม่แสดงอาการใด เช่น ปัญหาการหายใจ ปวดศีรษะ หรือมีเลือดออกจากเหงือก ที่คาดว่าจะเกิดจากงูกัด

แพทย์หยวนเฉงดารายงานว่า งูที่มีชื่อเรียกว่า “five-step snake” อาจไม่มีพิษสูง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่อันตราย มันเป็นงูพิษชนิดหนึ่งซึ่งพบได้ทั่วไปในเวียดนามตอนเหนือ จีนตอนใต้ ไหหลำ และไต้หวัน

หยวนยังกล่าวด้วยว่า วิธีการของจางชายชาวนาคนดังกล่าว ในการจัดการกับอาการบาดเจ็บของเขานั้นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมีข้อมูลเก่าและล้าสมัยจำนวนมากเกี่ยวกับวิธีการรักษางูกัด รวมถึงการตัดและการดูดเพื่อกำจัดพิษ หรือใช้สายรัด ซึ่งไม่เป็นประโยชน์และอาจเป็นอันตราย

ตามคำแนะนำของรัฐบาลรัฐควีนส์แลนด์ในออสเตรเลีย (รัฐที่เป็นที่อยู่ของงูที่อันตรายที่สุดในโลก แต่ด้วยอัตราการตายจากงูพิษ ต่ำอย่างน่าประหลาดใจ) คุณต้องพันแผลด้วยผ้าพันแผล หรือฟิล์มที่ติดแน่นอยู่กับที่ และไปโรงพยาบาลโดยทันที หรือเรียกรถพยาบาลหากเป็นไปได้

คุณไม่ควรตัดหรือดูดบาดแผล ใช้สายรัด หรือพยายามล้างพิษ เพราะพิษจากบาดแผลจะสามารถใช้เพื่อระบุชนิดของงู เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถรักษาและจัดการยาที่เหมาะสมได้โดยเร็วที่สุด

สำหรับจางเขาได้รับยาต้านไวรัส และทำบาดแผล เขารายงานว่าเขาอยู่บ้านและรักษาหายดี แต่โชคไม่ดีที่นิ้วของเขาไม่สามารถต่อได้ เพราะเขาทิ้งมันไว้บนภูเขา

ประวัติ วันฮาโลวีน Halloween หมายถึงอะไร

วันฮาโลวีน ( Halloween / All Hallows’ Eve ) เป็นวันหยุดที่มีการเฉลิมฉลองในแต่ละปี เป็นวันที่เกิดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม วันนี้เป็นจุดสิ้นสุดของฤดูร้อนและการเก็บเกี่ยว และเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูหนาวที่มืดและหนาวเย็น ซึ่งเป็นช่วงเวลาของปีที่มักเกี่ยวข้องกับความตายของมนุษย์ เชื่อว่าเป็นคืนที่เขตแดนระหว่างโลกของสิ่งมีชีวต กับคนตายจะเบลอ และมีความเชื่อกันว่าผีแห่งความตายกลับมาสู่โลก

ประเพณีนี้มีต้นกำเนิดจากเทศกาลเซลติกโบราณของ Samhain ในศตวรรษที่แปดสมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรี่ที่ 3 ได้กำหนดให้วันที่ 1 พฤศจิกายน เป็นเวลาเพื่อให้เกียรติแก่นักบุญทั้งหลายของศาสนาคริสต์ตะวันตก แต่เมื่อเวลาผ่านไปฮัลโลวีนก็กลายเป็นกิจกรรมหนึ่ง อย่างเช่น เล่นกลลวงตา เล่นตลก งานสังสรรค์รื่นเริง เครื่องแต่งกาย แกะสลักฟักทองเป็นแจ็คโอแลนเทิร์น และการทานอาหาร

บางคนเรียกเทศกาลนี้ว่า เทศกาลแห่งความตาย เชื่อว่าเป็นวันที่โลกนี้ และโลกหน้าโคจรมาใกล้กันมากที่สุด ซึ่งทำให้เหล่าพวกวิญญาณคนตายผ่านเข้ามาในโลกของคนเป็นอย่างอิสระ วิญญาณบรรพบุรุษจะถูกต้อนรับ ส่วนวิญญาณร้ายจะถูกขับไล่ โดยเชื่อว่าสามารถขับไล่วิญญาณร้ายได้ ด้วยการสวมชุดและหน้ากากผี



สัญญาลักษณ์ วันฮาโลวีน ?

วันฮาโลวีน
วันฮาโลวีน

ตั้งแต่ยุคโบราณจะแขวนโครงกระดูกไว้บริเวณหน้าต่าง เพื่อแสดงถึงความตาย และมีการแกะสลักโคมไฟจากฟักทองและหัวผักกาด เพราะเชื่อว่าเป็นส่วนที่มีพลังที่สุด เพื่อใช้ขับไล่วิญญาณร้าย

การเล่น trick or treat

เพื่อส่งผลบุญให้กับญาติผู้ล่วงลับ และพิธีทางศาสนาเพื่อทำบุญวันปีใหม่ ในสหรัฐอเมริกา ส่วนใหญ่ตามบ้านเรือนจะตกแต่งไปด้วยโคมไฟฟักทอง และตุ๊กตาหุ่นฟางที่เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลประเพณีเก็บเกี่ยว โดยแต่ละบ้านจะเตรียมขนมหวาน ลูกอม และขนมต่างๆ เตรียมไว้คอยเด็กๆ และผู้คนที่แต่งตัวแฟนซีเป็นแม่มด นางฟ้า ปีศาจ มาเคาะประตูพร้อมกับตะเกียงฟักทอง แล้วจะพูดกับเจ้าของบ้านว่า ” trick or treat ”

โดย treat หมายถึงฉันยอมแพ้แล้ว เอาลูกกวาดไปเถอะ ส่วน trick หมายถึงฉันไม่ยอม เด็กๆและเหล่าบรรดาผู้ที่แต่งตัวแฟนซี ก็จะมีทริคมาหลอกเจ้าของบ้าน เช่น หลอกหลอน ปริ้นตา แลบลิ้น หลังจากนั้นเจ้าของบ้านก็จะให้ลูกหวาด แต่สุดท้ายไม่ว่าเจ้าของบ้านจะเลือก trick or treat สุดท้ายก็จบลงด้วยเสียงหัวเราะ และการให้ขนม

ฟักทองแจ็คโอแลเทิร์น

เป็นตำนานพื้นบ้านของชาวไอริส ที่กล่าวถึงแจ๊คจอมตืด นักเล่นกลจอมขี้เมา วันหนึ่งเขาหลอกล่อปีศาจขึ้นไปบนต้นไม้ และเขียนกากบาทไว้ที่โคนต้นไม้ ทำให้ปีศาจลงมาไม่ได้ เขาจึงได้ทำข้อตกลงกับปีศาจ ห้ามนำสิ่งไม่ดีมาหลอกล่อเขาอีก แล้วเขาจะปล่อยปีศาจลงจากต้นไม้

เมื่อแจ็คตายลง เขาปฏิเสธที่จะขึ้นสวรรค์ ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธที่จะลงนรก ปีศาจจึงให้ถ่านที่กำลังคุแก่แจ็ค เพื่อเอาไว้สำหรักปัดเป่าความหนาวเย็นท่ามกลางความมืดมิด และแจ็คได้นำถ่านนี้ใส่ไว้ในหัวผักกาดเทอนิพที่ถูกเจาะให้กลวง เพื่อให้ไฟลุดโชติช่วงได้นานขึ้น ชาวไอริสจึงแกะสลักหัวผักกาดเทอนิพ และใส่ไฟด้านใน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของวันฮาโลวีน เพื่อระลึกถึง ” การหยุดยั้งความชั่ว ”

และต่อมาชาวอเมริกาพบว่า ฟักทองหาง่ายกว่าหัวผักกาดมาก จึงได้เปลี่ยนมาใช้ฟักทองแทน

เจ็บหน้าอกตรงกลาง เกิดจาก หัวใจขาดเลือด จริงเหรอ

อาการเจ็บหน้าอกตรงกลาง เป็นอาการที่มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยเสี่ยง หนึ่งในนั้นอาจมีสาเหตุมาจากภาวะ หัวใจขาดเลือด ซึ่งหากคุณพบว่า คุณมีอาการเจ็บหน้าอกบริเวณตรงกลาง ค่อนมาทางซ้าย ให้สงสัยว่านี่เป็นสถานการณ์ที่ไม่น่าวางใจ

หัวใจขาดเลือด คืออะไร ?

โรคหัวใจขาดเลือด คือ ภาวะที่กล้ามเนื้อหัวใจ มีเลือดไปเลี้ยงน้อยลง หรือไม่มีเลือดไปเลี้ยงเลย ส่งผลทำให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติ หากมีอาการรุนแรงอาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย



สาเหตุเกิดจากอะไร ?

โดยส่วนใหญ่เกิดจากมีไขมัน หรือคราบตะกรันหนา สะสมอยู่ภายในผนังหลอดเลือดแดง ส่งผลทำให้หลอดเลือดแดงตีบตัน หรือแคบลง ทำให้เลือดและออกซิเจนไหลผ่านไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ไม่สะดวก หรือเพียงพอ กล้ามเนื้อหัวใจจึงได้รับเลือดได้น้อยกว่าปกติ

อาการหัวใจขาดเลือด

  • มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก เหมือนถูกบีดหรือกด ร่วมกับมีอาการปวดบริเวณแขน หลัง ขากรรไกร คอ หรือไหล่ อาการดังกล่าวจะสังเกตพบได้ชัด ขณะออกแรงมาก หรือมีอาการเครียด
  • รู้สึกอึดอัดบริเวณกลางหน้าอก หรือเจ็บค่อนมาทางด้านซ้าย
  • รู้สึกแน่นหายใจไม่สะดวก
  • มีอาการใจสั่น หน้ามืด เหงื่อแตก
  • รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน
  • รู้สึกเหนื่อยง่าย

หลีกเลี่ยงและป้องกันอย่างไร ?

  • ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เน้นทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ป้องกันการเกิดโรคอ้วน
  • งดสูบบุหรี่
  • หลีกเลี่ยงภาวะเครียด
  • ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ตรวจเช็คสุขภาพประจำปี เป็นประจำ
  • สำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน ควรควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

แม้ว่าอาการเจ็บหน้าอก อาจเกิดมาจากหลายสาเหตุ แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณมีอาการเจ็บหน้าอก ร่วมกับอาการดังที่ได้กล่าวไว้ ควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยเร็ว

ทำไมสมองมนุษย์ คิดบวก มองว่าความตายเป็นเรื่องไกลตัว

แน่นอนว่าการ คิดบวก เรื่องชีวิตเป็นเรื่องที่ดี แต่เราหนีความจริงเรื่องนี้ไม่ได้ว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมาแล้วก็ต้องจากโลกนี้ไป แต่ทำไมคนเราส่วนใหญ่จึงมักลืมเรื่องจริงข้อนี้ไป โดยแทบไม่เคยคิด หรือจินตนาการถึงมันอย่างจริงจัง แต่ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์ พบว่ากลไกการทำงานของสมองมนุษย์นั้น ทำให้มนุษย์มองว่าความตายเป็นเรื่องไกลตัว และเป็นเรื่องของคนอื่นเท่านั้น

กลไกสมอง คิดบวก ?



คิดบวก
คิดบวก

นักประสาทวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบาร์อิลันของอิสราเอล เตรียมตีพิมพ์งานวิจัยข้างต้นลงในวารสาร NeuroImage โดยระบุว่าสมองมีกลไกปกป้อง ไม่ให้เราจมอยู่กับความกลัวตาย หากมีการรับรู้ข้อมูลที่เชื่อมโยงกับการดับสูญของตนเองเมื่อใด สมองส่วนที่ทำหน้าที่คาดการณ์ถึงอนาคตจะหยุดทำงานทันที และจะจัดประเภทให้ข้อมูลเรื่องความตายนั้น กลายเป็นเรื่องของคนอื่นแทน

ดร. ยาอีร์ ดอร์ – ไซเดอร์มาน ผู้นำทีมวิจัยกล่าวว่า การทำงานของสมองแบบดังกล่าว เป็นกลไกขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อ การดำรงชีวิต และเอาตัวรอดให้ได้ในสถานการณ์ปัจจุบันของมนุษย์ โดยทำให้ความคิดเรื่องการเสียชีวิตของตนเองเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อถือ และไม่อาจจะเป็นไปได้ เขายังคาดว่ากลไกของสมองนี้ เริ่มทำงานตั้งแต่วัยเด็ก

จากการทดลองชี้ให้เห็นว่า สมองมีกลไกปกป้องเราจากความคิด เรื่องการดับสูญของตัวเอง ซึ่งถือเป็นภัยต่อการดำรงอยู่ และความพยายามเอาชีวิตรอดของมนุษย์

” แม้ว่าเราไม่สามารถปฏิเสธความตายได้ แต่สมองกลับเลือกที่จะหยุดความคิดนั้น หรือทำให้มันกลายเป็นเรื่องของคนอื่น “

ข้อมูลอ้างอิงจาก : BBC NEWS

การศึกษาพบว่า มันฝรั่ง มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับ เจลพลังงาน

มันฝรั่ง อาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักกีฬา เพราะเป็นแหล่งของคาร์โบโอเดรตที่มีประสิทธิภาพที่คุ้มค่า เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารหลากหลายชนิด ที่จำเป็นต่อร่างกาย

มันฝรั่ง มีประสิทธิภาพเท่ากับ เจลพลังงาน ?

มันฝรั่ง
มันฝรั่ง



การศึกษาจากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ได้ข้อสรุปว่ามันฝรั่งสามารถให้ประโยชน์เช่นเดียวกับเจลพลังงาน แก่นักปั่นจักรยาน

เจลพลังงาน คือ อาหารเจลที่ให้พลังงาน โดยไม่มีไขมัน ไฟเบอร์ และโปรตีน เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ที่ช่วยรักษาสมดุลของน้ำในร่างกายด้านการสลายตัวของกล้ามเนื้อ และมีกรดอะมิโนที่ช่วยในการชะลออาการเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ

การศึกษาครั้งนี้เกี่ยวข้องกับนักปั่น 12 คน ที่หลังจากเสร็จสิ้นการปั่นจักรยานเป็นเวลา 2 ชั่วโมง ตามด้วยการทดลองครั้งหนึ่งกับนักปั่นที่ใช้พลังงานเจล และนักปั่นที่ใช้พลังงานจากมันฝรั่ง

รายงานพบว่า “มันฝรั่ง ทำงานในระดับเดียวกับเจลพลังงาน ในการรักษาระดับกลูโคสในเลือด และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ของนักปั่นจักรยาน”

มันฝรั่ง

แม้ว่าการทดสอบ แสดงให้เห็นว่าไม่มีความแตกต่างระหว่างมันฝรั่งบด และเจลพลังงาน แต่น่าสนใจที่จะเห็นว่าเจลพลังงานนั้นไม่ได้ดีไปกว่า สิ่งที่เติบโตตามธรรมชาติอย่างมันฝรั่ง

สรุปได้ว่า การบริโภคมันฝรั่ง และเจลพลังงาน มีประสิทธิภาพของการทำงานเท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่านักปั่นจักรยาน จะเลือกใช้มันฝรั่งหรือเจลพลังงานเพื่อให้เหมาะกับร่างกายของตนเองมากกว่า

ชีวิตที่คนอื่น อยากให้ เรา เป็นคืออะไร

หลายครั้งที่ผู้คนมักวาดให้ เรา เป็นอย่างที่พวกเขาคิด หรือต้องการ โดยที่พวกเขามีทั้งความประสงค์ดี หรืออาจประสงค์ร้ายก็ได้ ซึ่งนั่นอาจไม่แฟร์สำหรับเรา เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่เราอยากจะเป็น

แน่นอนว่าเราเลือกสถานที่เกิด เลือกพ่อแม่ไม่ได้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตนเองเพื่อไปต่อข้างหน้าไม่ได้ เราไม่จำเป็นต้องใส่ใจ หรือสนใจ กับความต้องการ ความคิดของผู้อื่นให้มาก

เรา
เรา

ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามใส่หรือเติมสิ่งนั้นๆ ให้เรามากแค่ไหน…ไม่เลย เราไม่จำเป็นต้องรู้ หรือเก็บมาคิดให้รกสมองเลย เพราะยังไงเราก็ไม่มีทางเป็นแบบนั้นแน่นอน



บ่อยครั้งที่คุณอาจถูกโจมตี เพราะการโดนใส่ร้าย หรือโดนให้ความเท็จที่มันไม่เคยเป็นคุณจริงๆเลย พวกเขาเหล่านั้นไม่มีทางรู้เลย…ว่านั่นเป็นความจริง หรือไม่จริง ?

โดยที่เราไม่จำเป็นต้องออกไปพูด หรือแก้ความต่างใดๆเลย เพราะสิ่งที่เป็นจริง ที่รู้อยู่ในใจของเราเสมอคือ ไม่ว่าใครจะพยายามให้เราเป็นอะไร มองเราแบบไหน แต่มันขึ้นอยู่กับเราต่างหาก ว่าจะเป็นแบบที่คนอื่นเขามองหรือไม่…ซึ่งขึ้นอยู่กับตัวเราเท่านั้น

อย่าได้แคร์ อย่าได้สนใจ หากสิ่งที่คุณเป็นนั้น ทำให้คุณมีความสุข เกิดประโยชน์ต่อทั้งตนเองและผู้อื่น ไม่ได้ทำให้ใครเดือนร้อน ไม่ได้ทำให้ใครทุกข์ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว…ไม่ใช่เหรอ ?

จงใช้ชีวิตอย่างที่คุณเป็น พยายามไปให้สุด อย่ากังวล หรือติดอยู่กับสายตาของผู้อื่น ที่พวกเขาอยากให้คุณเป็น

ล่าสุดค้นพบ สิ่งนี้ที่ช่วยทำให้ เล็บ แข็งแรงมากยิ่งขึ้น

คุณรู้หรือไม่ว่าเล็บที่งดงามเริ่มต้นมาจากภายใน และสิ่งที่คุณกินเข้าไปทุกวันนั้น เป็นปัจจัยสำคัญที่บ่งบอกว่า เล็บ ของคุณมีสุขภาพแข็งแรงแค่ไหน? หากคุณไม่ได้กินอาหารที่เพียงพอ ต่อกระบวนการทำงานของร่างกาย มันอาจทำให้ระบบอวัยวะต่างๆ รวมถึงเล็บอาจมีสุขภาพที่แย่ลง

อาหารช่วยให้ เล็บ แข็งแรง !!

เล็บ
เล็บ

ผลการศึกษาวิตามินบางชนิดต่อสุขภาพของเล็บ จากโรงพยาบาลเพรสบีเทอเรียนของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในนิวยอร์ก การวิจัยของพวกเขาค้นพบว่า ไบโอติน ( Biotin ) ช่วยในการต่อสู้กับปัญหาเล็บเปราะบาง และช่วยบำรุงเส้นผมและผิวหนัง โดยสารอาหารไบโอตินพบมากในอาหารที่เราบริโภคกันเป็นประจำอยู่แล้ว

อาหารที่มีไบโอตินสูง เช่น



  • ไข่ ที่ปรุงสุกแล้ว 1 ฟอง มีไบโอติน 10 ไมโครกรัม
  • อัลมอนด์คั่ว 1/4 ถ้วย มีไบโอติน 1.5 ไมโครกรัม
  • กะหล่ำดอก 1 ถ้วย มีไบโอติน 0.2 – 4 ไมโครกรัม
  • ชีส 1 ออนซ์ มีไบโอติน 0.4 ไมโครกรัม
  • มันฝรั่งหวานสุก ครึ่งถ้วย มีไบโอติน 2.4 ไมโครกรัม
  • ผักโขมต้ม ครึ่งถ้วย มีไบโอติน 0.4 ไมโครกรัม

ไบโอติน ยังมีประโยชน์ใดด้านอื่นๆ อีกด้วย เช่น

  • ช่วยในการทำงานของระบบการเผาผลาญ
  • ช่วยในการทำงานของระบบประสาท
  • ช่วยให้ระบบต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงเซลล์ทำงานได้ดีขึ้น

ร่างกายควรได้รับไบโอติน ปริมาณเท่าใด ?

  • หญิงตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร ประมาณ 30 – 35 ไมโครกรัมต่อวัน
  • เด็กเล็ก ( อายุประมาณ 3 – 8 ปี ) ประมาณ 5 – 12 ไมโครกรัมต่อวัน
  • เด็กโต ( อายุประมาณ 9 – 19 ปี ) ประมาณ 20 – 25 ไมโครกรัมต่อวัน
  • ผู้ใหญ่ ประมาณ 30 ไมโครกรัมต่อวัน

แม้ว่าไบโอตินจะดีต่อสุขภาพของเล็บมากก็ตาม แต่เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ร่างกายจำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่หลากหลายและครบถ้วน ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย รวมถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วย

ไดเอท ไม่ได้ผล น้ำหนักไม่ลด อาจเกิดจากสิ่งนี้

บางครั้งเพียงแค่การรับประทานอาหาร และการออกกำลังกายอาจไม่เพียงพอ สำหรับร่างกายของคุณ การเผาผลาญที่ล้มเหลว ทำให้การ ไดเอท ของคุณเป็นเรื่องที่ยาก แม้ว่าคุณจะพยายามควบคุมอาหารอย่างหนักก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่คุณอาจต้องจับตาดูและตรวจสอบให้แน่ใจ เพราะนี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ การเผาผลาญของคุณชะลอตัวลง

ทำไม ไดเอท ไม่ได้ผล ?

ไดเอท
ไดเอท

1. ร่างกายขาดโปรตีน

เพราะโปรตีนช่วยให้ร่างกายของเราย่อยอาหาร และเผาผลาญแคลอรี่ แต่เมื่อร่างกายขาดโปรตีนหรือได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ มันจะไม่สามารถทำงานได้ในอัตราที่ปกติ ดังนั้นหากคุณไดเอทโดยการงดทานโปรตีน วิธีนี้จะทำให้การเผาผลาญของคุณช้าลง และการเผาผลาญแคลอรี่จะมีอัตราที่ช้ากว่ามาก



2. นอนไม่พอ

การพักผ่อนให้เพียงพอนั้นสำคัญมาก เมื่อคุณไม่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ร่างกายของคุณก็จะไม่สามารถทำงานได้ดีในระหว่างวัน รวมถึงการทำงานของระบบการเผาผลาญด้วย

3. กินน้อยเกินไป

ร่างกายของคุณต้องการแคลอรี่จำนวนหนึ่ง และถ้าหากว่าคุณกินน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ อาจทำให้เมตาบอลิซึมของคุณช้าลง และนี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรี่ได้น้อยลง

4. แอลกอฮอล์

เมื่อคุณดื่มแอลกอฮอล์ ร่างกายของคุณจะมุ่งเน้นไปที่การทำลายและเผาผลาญแคลอรี่ในส่วนนั้น และจะไม่เผาผลาญแคลอรี่อื่นๆ ที่คุณกินเข้าไป สิ่งนี้จะเพิ่มไขมันสะสมในร่างกาย และนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของน้ำหนัก

5. มุ่งเน้นลดอาหาร

การมุ่งเน้นไปที่อาหารเพียงอย่างเดียว โดยควบคุมปริมาณแคลอรี่อย่างเคร่งครัด แต่ไม่ออกกำลังกาย แบบนี้การเผาผลาญของร่างกายก็จะไม่เกิดขึ้น

การไดเอทให้ได้ผล จำเป็นต้องทำให้ถูกวิธีโดยอาจมีปัจจัยหลายๆ ส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น และอาจต้องใช้เวลานานหรือเร็ว ก็ขึ้นอยู่กับระบบร่างกายและพฤติกรรมของแต่ละคน ซึ่งอาจแตกต่างกัน

6 อาหารบํารุงสายตา ที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้

หนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่คุณสามารถทำได้ เพื่อการมองเห็นที่ดี คือ การดูแลสุขภาพของดวงตาอย่างสม่ำเสมอ และเพื่อส่งผลที่ดีในระยะยาว คุณจำเป็นต้องได้รับการบำรุงด้วย อาหารบำรุงสายตา จากการรับประทานอาหารที่สมดุล โดยเฉพาะที่สำคัญอย่างยิ่งคือ วิตามินA, วิตามินC, วิตามินE และสังกะสี เพราะมีประโยชน์ต่อดวงตาของคุณโดยเฉพาะ

6 อาหารบำรุงสายตา มีอะไรบ้าง ?

1. แครอท

อาหารบำรุงสายตา

ทำไมแครอทถึงสามารถปกป้องสายตาได้ ? นั่นเป็นเพราะวิตามินเอจำนวนมาก ที่มีอยู่ในแครอท สามารถช่วยปกป้องพื้นผิวของดวงตา และเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการต่อสู้กับ ความแห้งกร้านในดวงตา

วิตามินเอ ยังมีบทบาทในการช่วยลดความเสี่ยง ของการสูญเสียการมองเห็น จากการเสื่อมสภาพของดวงตา และต้อกระจก

2. ฟักทอง

อาหารบำรุงสายตา

ฟักทองเป็นสารอาหารหลักที่มีสารอาหารบำรุงสายตา ซึ่งรวมถึงวิตามิน A, C และE, สังกะสี, ใยอาหาร, ลูกทีนและซีแซนทีน โดยสารอาหารเหล่านี้ช่วยต่อสู้กับการเสื่อมสภาพของดวงตาที่เกี่ยวข้องกับอายุ รวมถึงโรคตาแห้ง และต้อกระจกด้วย



3. ไก่งวง

อาหารบำรุงสายตา

ไก่งวงนั้นดีต่อสายตาของคุณจริงๆ เพราะในไก่งวงอุดมไปด้วยสังกะสี วิตามิน และไนอาซินB ซึ่งสามารถช่วยป้องกันโรคต้อกระจกได้

4. บัตเตอร์นัตสควอช

อาหารบำรุงสายตา

บัตเตอร์นัตสควอช อุดมไปด้วยลูทีน วิตามินซี วิตามินอี สังกะสี โอเมก้า 3 และซีแซนทีน

สำหรับอาหารที่อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 สามารถช่วยดูแลและปกป้องเส้นเลือดเล็กๆ ในดวงตา และปรับปรุงอาการตาแห้ง ส่วนอาหารที่มีแร่ธาตุสังกะสี สามารถช่วยป้องกันต้อกระจกได้

5. ผักใบเขียว

อาหารบำรุงสายตา

ผักใบเขียวเข้ม เช่น ผักคะน้า ผักโขม ฯลฯ มีสารอาหารที่สำคัญอย่างลูทีน ซีแซนทีน ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างสารอาหารเหล่านี้เองได้ เราจึงจำเป็นต้องได้รับจากการรับประทานอาหาร เพราะมันสามารถช่วยดูแลและปกป้องสายตา และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต้อกระจก รวมถึงการเสื่อมสภาพของจอประสาทตาด้วย

6. พริกหยวก

อาหารบำรุงสายตา

พริกหยวกนอกจากจะมีเส้นใย และมีแคลอรี่ต่ำแล้ว ยังมีฤทธิ์ที่ช่วยในการรักษาพื้นผิวของดวงตาให้แข็งแรง และลดความเสี่ยงต่อการเสื่อมสภาพของจอประสาทตา

นอกจากการบำรุงสายตาด้วยอาหารที่ดีและมีประโยชน์แล้ว อย่าลืมว่าวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาสุขภาพดวงตาอีกวิธีหนึ่งคือ การเข้ารับการตรวจดวงตาประจำปีกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตรวจสอบปัญหาที่อาจเกิดขึ้นเกี่ยวกับการมองเห็นด้วย

อาหารที่มี วิตามินอี ( Vitamin E ) สูง ดีอย่างไร

วิตามินอี ( Vitamin E ) เป็นกลุ่มของสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ ในการปกป้องเซลล์ของคุณจากความเครียดออกซิเดชัน ระดับวิตามินอีที่เพียงพอมีความจำเป็น เพื่อให้ร่างกายสามารถทำงานได้ปกติ และหากว่าคุณได้รับวิตามินอีไม่เพียงพอ อาจทำให้คุณติดเชื้อได้ง่าย มีการมองเห็นที่ผิดปกติ หรือมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง

โชคดีที่วิตามินอี มีอยู่ในอาหารทั่วไป และสำหรับผู้ใหญ่ควรได้รับปริมาณวิตามินอีให้เพียงพอประมาณ 15 มิลลิกรัมต่อวัน

อาหารที่มี วิตามินอี สูง ?

วิตามินอี
วิตามินอี
  • ถั่วและธัญพืช เช่น อัลมอนด์ เมล็ดทานตะวัน เฮเซลนัท ถั่วพิสตาชิโอ ถั่วลิสง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และเมล็ดฟักทอง



  • ผัก เช่น หัวผักกาดเขียว พริกหวานแดง บร็อคโคลี่ หน่อไม้ฝรั่ง และผักโขม
  • ผลไม้ เช่น มะม่วง อะโวคาโด กีวี่ แครนเบอร์รี่ มะกอก และแอปริคอต
  • น้ำมัน เช่น น้ำมันจมูกข้าวสาลี น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันเฮเซลนัท น้ำมันเมล็ดฝ้าย น้ำมันอัลมอนด์ น้ำมันรำข้าว น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันเมล็ดองุ่น และน้ำมันปาล์ม
  • ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น เนื้อห่าน หอย ปลา ล็อบสเตอร์ ปลาหมึกยักษ์ แซลมอน และกุ้งเครฟิช

ขาดวิตามินอี เกิดอะไรขึ้น ?

  • เกิดความผิดปกติในการดูดซึมไขมัน เช่น การทำงานของตับอ่อน และลำไส้ผิดปกติ
  • มีโรคทางพันธุกรรม เช่น ระบบประสาทผิดปกติ
  • สำหรับหญิงตั้งครรภ์ทารกอาจคลอดก่อนกำหนด หรือมีน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์

อย่างไรก็ตามร่างกายควรได้รับวิตามินอีในปริมาณพอดี ไม่ควรมากจนเกินไป ไม่เช่นนั้นอาจเกิดอาการท้องอืด ท้องร่วง อ่อนเพลีย และตาพร่ามัวได้ หากได้รับในปริมาณสูง