ตาบอดสี เกิดจากสิ่งนี้ ใครเสี่ยงมากที่สุด

ตาบอดสี เป็นภาวะที่พบได้ทั่วไปในประชากรไทยประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีภาวะการมองเห็นสีบางสีได้ชัดเจน หรือผิดเพี้ยน โดยพบได้ในเพศชายมากกว่าเพศหญิงประมาณ 5 – 8 เปอร์เซ็นต์

ตาบอดสี เกิดจากอะไร ?

ตาบอดสี
ตาบอดสี

1. พันธุกรรม

กลุ่มนี้จะพบได้บ่อยที่สุด หากพบว่าคนในครอบครัวมีประวัติตาบอดสีจะถ่ายทอดต่อไปยังรุ่นต่อไป โดยการถ่ายทอดผ่านยีนส์ด้อย บนโครโมโซมเพศชนิดเอ็กซ์ ( Chromosome X ) ส่วนใหญ่มีอาการตาทั้ง 2 ข้างมองเห็นสีผิดปกติ คงที่ไม่เปลี่ยนแปลง พบในเพศชายประมาณ 8% ในเพศหญิงประมาณ 0.4% ทั้งนี้เพราะความผิดปกติของเม็ดสีและเซลล์รังแสงสีเขียวหรือแดงซึ่งถูกควบคุมด้วยยีนส์บนโครโมโซม ซึ่งสีที่พบว่าเป็นตาบอดสีมากที่สุด คือ สีเขียว สีเหลือง และสีแดง



2. เกิดขึ้นภายหลัง

กลุ่มนี้พบได้น้อยกว่าพันธุกรรม โดยเกิดจากจอประสาทตาและเส้นประสาทตาถูกทำลาย หรือส่วนของการรับรู้ในสมองผิดปกติ ซึ่งสีที่พบว่าเป็นตาบอดสีมากที่สุด คือ สีน้ำเงิน และสีเหลืองมากกว่า ซึ่งอาจเป็นทั้งสองข้างหรือข้างเดียวก็ได้ โดยมีสาเหตุหลายสาเหตุ เช่น

  • การเสื่อมของเซลล์ เนื่องจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น
  • การอักเสบ หรือภาวะขาดเลือด
  • เกิดจากโรคบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน โรคพาร์กินสัน โรคต้อหิน โรคต้อกระจก โรคอัลไซเมอร์ และเนื้องอก ฯลฯ
  • การเกิดอุบัติเหตุ ที่ทำให้บริเวณดวงตาได้รับการบาดเจ็บ
  • ผลข้างเคียงจากการยา หรือสารเคมีบางชนิด
ตาบอดสี

วิธีป้องกัน และรักษาตาบอดสี

ตาบอดสีที่เกิดจากพันธุกรรมไม่สามารถป้องกัน หรือรักษาให้หายขาดได้ แพทย์หรือจักษุแพทย์อาจแนะนำให้สวมแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ ที่มีเลนส์กรองแสงบางสีออกไป หรือแนะนำให้จดจำตำแหน่ง หรือป้ายสัญลักษณ์แทนการใช้สีในบางกรณี เช่น ไฟจราจร ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างมากในชีวิตประจำวัน

แต่สำหรับตาบอดสีนอกเหนือจากพันธุกรรม แพทย์อาจรักษาให้หายขาดได้ โดยรักษาตามสาเหตุหรือโรคที่เกิดขึ้น

แม้ว่าภาวะตาบอดสีอาจไม่ใช่โรคร้ายแรง หรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่น แต่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันได้ ซึ่งหากพบความผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยทันที

ทำไมเราต้อง ขูดหินปูน ปีละ 2 ครั้ง จำเป็นแค่ไหน

แม้ว่าการ ขูดหินปูน จะไม่ได้มีความสำคัญมากสำหรับใครหลายคน แต่ทราบหรือไม่ว่าหากในช่องปากของคุณ เกิดการสะสมของคราบหินปูนจำนวนมาก อาจส่งผลทำให้คุณอาจสูญเสียฟันได้ที่สุด

คราบหินปูนคือ ?

ขูดหินปูน
ขูดหินปูน

แผ่นคราบจุลินทรีย์ ที่เกิดจากเศษอาหารที่ตกค้าง ทำปฏิกิริยากับจุลินทรีย์ในช่องปาก และสารประกอบในน้ำลายรวมกัน เมื่อเราทำความสะอาดฟันไม่ได้ทุกซอกทุกมุม จึงทำให้แผ่นคราบจุลินทรีย์ตกค้างและพอกพูนในช่องปาก ร่วมกับการตกตะกอนของแคลเซียมในน้ำลายด้วย จึงทำให้เกิดเป็นหินปูน มีลักษณะแข็งติดแน่นบริเวณใต้เหงือกและเหนือเหงือก



ทำไมเราต้อง ขูดหินปูน ?

เนื่องจากในชีวิตประจำวันของเรา เศษอาหารต่างๆ มักตกค้างในช่องปาก ซึ่งเราไม่สามารถทำให้สะอาดได้ทุกซอกทุกมุม ด้วยการแปรงฟันเพียงอย่างเดียว จึงทำให้เกิดการสะสมของแผ่นคราบจุลินทรีย์ ที่ทำให้เกิดโรคปริทันฑ์อักเสบ และเหงือกอักเสบ จึงจำเป็นที่เราต้องไปพบทันตแพทย์เพื่อขูดหินปูนออก

อาการของเหงือกอักเสบ และโรคปริทันต์

  • มีกลิ่นปากเหม็น
  • มีคราบหินปูนเกาะบริเวณคอฟันจำนวนมาก
  • เหงือกแยกออกจากตัวฟัน
  • มีเลือดออกขณะแปรงฟัน
  • เหงืองมีลักษณะบวม และนิ่ม
  • เกิดหนองขึ้นบริเวณคอฟัน
  • ฟันไม่แข็งแรง โยกได้ง่าย

วิธีการป้องกันโรคปริทัณต์ และเหงือกอักเสบ

1.แปรงฟันให้สะอาดอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ร่วมกับการแปรงลิ้นด้วย

2. ควรใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ

3. ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ที่ช่วยลดการสะสมของหินปูน

4. ควรพบทันตแพทย์อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

รู้แบบนี้แล้ว ควรให้ความใส่ใจในการดูแลช่องปากให้มากขึ้นด้วยนะคะ เพื่อสุขภาพช่องปากที่ดี และเพิ่มความมั่นใจเมื่อพูดคุยกับผู้อื่น

สัญญาณเตือน ออฟฟิศซินโดรม เกิดจากสิ่งนี้

อาการที่พบได้มากในกลุ่มคนวัยทำงาน ที่ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานในชีวิตประจำวัน อันมีสาเหตุหลักๆมาจาก พฤติกรรมและลักษณะในการทำงานที่ไม่ถูกต้อง และหลีกเลี่ยงได้ยาก

โรคออฟฟิศซินโดรมเป็นโรคที่สามารถป้องกันและรักษาให้หายขาดได้ แต่เมื่อใดหากพบว่า มีอาการเรื้อรังแล้วไม่รีบรักษา ก็อาจส่งผลเสียหายไปในระยะยาวได้

อาการ ออฟฟิศซินโดรม ?

ออฟฟิศซินโดรม
ออฟฟิศซินโดรม

1. ปวดหลังและไหล่เรื้อรัง

อาการที่พบได้บ่อยเป็นอันดับต้นๆ คืออาการปวดหลัง อาการปวดตึงบริเวณคอ และไหล่ สาเหตุเกิดจากการนั่งหรือยืนทำงานติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน ที่นั่งผิดท่า หรือนั่งหลังค่อม อาจทำให้กล้ามเนื้อบริเวณต้นคอเกิดอาการเกร็ง และปวดเมื่อย

2. ปวดศีรษะ



ความเครียดจากการทำงานที่สะสมติดต่อกันเรื้อรัง รวมถึงการพักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นสาเหตุหลักของอาการปวดศีรษะ รวมถึงอาจเกิดอาการไมเกรนด้วย

และหากนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือเอกสารเป็นเวลานาน ก็อาจส่งผลเสียหายต่อสายตา ซึ่งมักส่งสัญญาณด้วยอาการปวดศีรษะ

3. ปวดตึงบริเวณขา

อาการปวดตึง อาการเหน็บชาบริเวณขา หรือขาไม่มีแรง สิ่งนี้บอกว่าคุณกำลังนั่งทำงานนานเกินไป อาจทำให้เส้นเลือดดำถูกกดทับ จึงส่งผลให้เลือดไหลเวียนไม่เป็นปกติ ในบางรายอาจมีอาการชาลามไปถึงบริเวณข้อเท้าและเท้า

4. มือชา นิ้วล็อค

การใช้มือพิมพ์เอกสาร หรือจับเมาส์ คีย์บอร์ด เป็นเวลานานในท่าเดิม ส่งผลทำให้กล้ามเนื้อกดทับเส้นประสาทจนเกิดเป็นพังผืด จนทำให้เส้นเอ็นนิ้วมือ ปลอกหุ้มเอ็นข้อมือเกิดการอักเสบ ส่งผลให้เกิดนิ้วและข้อมือล็อคได้

อันตรายของ โรคออฟฟิศซินโดรม

หากพบว่ามีอาการเรื้อรัง และรุงแรง โดยไม่รีบทำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือรักษา อาจส่งผลทำให้หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท หรือหมอนรองกระดูกเสื่อมได้

วิธีป้องกัน

1.ควรนั่งทำงานด้วยเก้าอี้ และโต๊ะที่ปรับระดับอย่างเหมาะสม

2.เคลื่อนไหวร่างกายบ้าง เช่น ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย หรือเดินไปดื่มน้ำ ฯลฯ

3.พักผ่อนให้เพียงพอ

4.ผ่อนคลายความเครียด

5.ควรจัดสภาพแวดล้อมในห้องทำงานให้สะอาด ถูกสุขลักษณะ มีแสงส่องสว่างอย่างเพียงพอ

6.ควรฝึกออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น การฝึกโยคะ ฯลฯ

วิธีการรักษา

หากพบว่ามีอาการรุนแรง ต้องรักษาโดยวิธีทางการแพทย์ ซึ่งแต่ละรายอาจแตกต่างกัน เช่น การรักษาด้วยยา การทำกายภาพบำบัดเพื่อยืดกล้ามเนื้อ การฝังเข็ม หรือการนวดแผนไทย

นอกจากอาการของโรคออฟฟิศซินโดรม ที่เสี่ยงอันตรายแล้ว ยังพบอีกว่าออฟฟิศบางแห่ง อาจมีสารเคมี ฝุ่น จากเอกสารและเครื่องใช้สำนักงาน ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ หรือก่อให้เกิดภูมิแพ้ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่เหล่าบรรดา คนทำงานทั้งหลายควรให้ความสนใจ และระมัดระวังให้มากขึ้น

7 วิธีธรรมชาติ ช่วยบำรุง คิ้วสวย ดกดำและหนาขึ้น

คิ้วสวย มีชัยไปกว่าครึ่ง เพราะคิ้วคือมงกุฎของใบหน้า คิ้วที่มีขนหนาดกดำ แข็งแรงสุขภาพดีมักเป็นคิ้วที่สมบูรณ์ ช่วยให้ใบหน้า และบุคลิกภาพของคุณดูดี และสวยงามมากยิ่งขึ้น หากว่าคุณอยากมีขนคิ้วสวยด้วยวิธีธรรมชาติ เรามีเคล็บลับดีๆ มาบอกต่อ พร้อมแล้วตามมาเลยค่ะ

7 วิธีบำรุง คิ้วสวย ?

คิ้วสวย
คิ้วสวย

1. น้ำมันมะกอก

น้ำมันมะกอก อุดมไปด้วยวิตามิน A และวิตามิน E ซึ่งช่วยในการเจริญเติบโตของเส้นผม และกระตุ้นการผลิตน้ำมันซึ่งเป็นน้ำมันตามธรรมชาติที่ดีร่างกาย 

วิธีใช้ : โดยการนำน้ำมันมะกอกเทลงปลายนิ้ว แล้วนำไปนวดบริเวณคิ้วเบาๆ ทิ้งไว้ 1 – 2 ชั่วโมง แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ควรทำเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง



2. น้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าว ทำหน้าที่เสมือนเป็นครีมนวดและครีมบำรุงผิว เหมาะสำหรับการช่วยปรับปรุงการไหลเวียนของโลหิต กรดไขมันที่พบในน้ำมันมะพร้าว จะทำงานร่วมกับโปรตีนธรรมชาติที่พบในเส้นผม เพื่อทำหน้าที่เป็นสารต้านจุลชีพ ป้องกันการติดเชื้อของรูขุมขน

โปรตีน วิตามิน และธาตุเหล็กที่พบในน้ำมันมะพร้าว ช่วยให้ขนคิ้วแข็งแรง และทำให้หนาขึ้น

วิธีใช้ : โดยการทาน้ำมันมะพร้าวลงบนคิ้วทุกวัน หรือ 2 – 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อให้เห็นผลที่ชัดเจน ควรทาก่อนนอนทิ้งไว้ข้ามคืน แล้วล้างออกตอนเช้า

3. ไข่แดง

ขนคิ้วประกอบไปด้วยโปรตีน เคราติน และไข่เป็นแหล่งโปรตีนชั้นเยี่ยม เคราตินเป็นส่วนประกอบในอาหารเสริม ที่ช่วยให้เส้นผมเจริญเติบโต ไข่แดงยังเป็นแหล่งของไบโอตินที่ช่วยให้ขนคิ้วเจริญเติบโตได้ดี

วิธีใช้ : นำไข่แดงที่แยกออกจากไข่ขาวแล้ว ตีจนเนื้อเนียน หลังจากนั้นนำมาแปรงบริเวณขนคิ้ว ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ควรทำอย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์

4. มะนาว

เนื่องจากมะนาวอุดมไปด้วยวิตามินบี วิตามินซี กรดโฟลิก และสารอาหารที่จำเป็นอื่นๆ ที่ช่วยทำให้ขนคิ้วของคุณเจริญเติบโตได้เร็วกว่าสิ่งอื่น

วิธีใช้ : นำมะนาวมาถูกลงบนคิ้วทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น แต่มะนาวอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวได้ หากผิวของคุณบอบบาง

5. นม

น้ำนมมีประโยชน์มากมาย และโปรตีนที่สำคัญสองชนิดที่เรียกว่า เคซีน และหางนม ทั้งสองนี้ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผม และขนคิ้ว

วิธีใช้ : นำสำลีชุบนม แล้วนำมานวดคิ้วเบาๆ ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

 6. น้ำหัวหอม

น้ำหัวหอมมีแร่ธาตุ วิตามินบี และวิตามินซีจำนวนมาก ที่ดีต่อการเจริญเติบโตของเส้นผม และช่วยให้ขนคิ้วโตเร็วและหนาขึ้น อีกทั้งยังช่วยเพิ่มการผลิตเนื้อเยื่อคอลลาเจน ที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของขนคิ้วด้วย

วิธีใช้ : สับหัวหอม หรือนำมาปั่นให้ละเอียด แล้วนำน้ำหัวหอม มาทาลงบนคิ้ว ทิ้งไว้ประมาณ 30 – 50 นาที แล้วเช็ดออกด้วยน้ำสะอาด หรือน้ำมะนาว

7. น้ำมันละหุ่ง

นี่เป็นวิธีที่เก่าแก่และมีประสิทธิภาพมากที่สุด ในการช่วยทำให้ขนคิ้วหนาขึ้น เป็นน้ำมันที่ดีเยี่ยมสำหรับใช้ในการปลูกผมตามธรรมชาติ เนื่องจากน้ำมันละหุ่งอุดมไปด้วยโปรตีน กรดไขมัน สารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามิน จึงช่วยบำรุงรูขุมขน

วิธีใช้ : นำน้ำมันละหุ่งเพียงเล็กน้อยนวดบริเวณคิ้ว จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที หลังจากนั้นเช็ดออกด้วยน้ำอุ่น สำหรับบางรายที่แพ้ อาจเกิดอาการระคายเคือง ลมพิษ หรือผื่นแดง โดยควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณไม่แพ้ก่อนใช้

หลังจากที่คุณทราบข้อมูลนี้จากเรา คุณคิดว่า วิธีไหนที่อาจช่วยให้คุณมีขนคิ้วที่แข็งแรง และหนาขึ้นได้เร็ว ?

10 เรื่องน่ารู้ของ บิงซู Bingsu ที่คุณไม่ควรพลาด

บิงซู ( Bingsoo / Bingsu ) ขนมหวานที่โหนกระแสนิยมสูงในปัจจุบัน โดยเฉพาะในประเทศไทยที่อากาศร้อน ซึ่งหลายๆคนก็ยังสงสัยว่า น้ำแข็งใสบ้านเรา กับ บิงซูนั้นต่างกันอย่างไร ? แล้วทำไมคนถึงได้นิยมบิงซู มากกว่าน้ำแข็งใส ทั้งที่ก็มีความหวานหอม และเย็นเหมือนๆกัน โดยเราได้มีเรื่องน่ารู้ เกี่ยวกับบิงซูมาฝาก หากว่าคุณยังสงสัย ?

10 เรื่องของ บิงซู ?

บิงซู
บิงซู

1. ชื่อเดิมของ บิงซู คือ พัดบิงซู



ตั้งแต่ยุคแรกของบิงซูแบบดั้งเดิม มีชื่อเรียกว่า ” พัดบิงซู ” ( Patbingsu ) แต่เมื่อเวลาผ่านไป ส่วนผสมต่างๆแบบดั้งเดิม ก็ได้ถูกปรับเปลี่ยนจากเดิม จึงได้ตัดคำว่า ” พัด หมายถึง ถั่วแดง ” ออกไป เหลือแต่คำว่า ” บิงซู “

2. บิงซู มีอายุมากกว่า 600 ปี

เชื่อกันว่าบิงซู หรือพัดบิงซู มีมาตั้งแต่สมัยยุคราชวงศ์โชซอน ( the Joseon Dynasty ) ราวปี ค.ศ. 1392 – 1910 ส่วนใหญ่คนที่มีฐานะและรวยเท่านั้นที่จะได้ทาน

3. บิงซูต้นตำรับมีส่วนผสมหลักแค่ 4 อย่าง

บิงซู หรือชื่อเดิม พัดบิงซู มีส่วนผสมหลัก คือ ถั่วแดงกวน นมข้น เค้กข้าว และถั่วลิสงบด

4. น้ำแข็งบิงซู ไม่ใช่น้ำแข็งธรรมดา

บิงซู ไม่ใช่น้ำแข็งธรรมดาปั่นละเอียด แต่เป็นน้ำแข็งปั่นละเอียดสูตรพิเศษที่ผสมนม และรสชาติอื่นๆ เพื่อให้มีความหวาน หอม มีเนื้อละเอียดเหมือนหิมะ ซึ่งแตกต่างจากน้ำแข็งใสในบ้านเรา

5. บิงซู ได้รับอิทธิพลจากญี่ปุ่น

แม้ว่าบิงซู จะเป็นขนมหวานประจำเกาหลี ที่ถูกคิดค้นโดยชาวเกาหลี แต่ก็เชื่อกันว่า พัดบิงซู ได้รับอิทธิพลมาจากญี่ปุ่น ที่ชาวญี่ปุ่นอาจจะมีส่วนในการร่วมพัฒนาและเผยแพร่ด้วย

6. บิงซู มีหลายประเทศทั่วโลก

บิงซูไม่ได้มีแต่โซนเอเชียเขตร้อนเท่านั้น แต่ยังมีในแถบยุโรป อย่างเช่น นิวยอร์ก แอตแลนต้า และอเมริกา ฯลฯ ที่นิยมทานมากไม่แพ้ชาวไทย

7. บิงซู ในแต่ละพื้นที่ หรือแต่ละประเทศแตกต่าง

บิงซู ในแต่ละประเทศ อาจมีท็อปปิ้งที่แตกต่างกัน แล้วแต่การปรับปรุงสูตรตามความชอบของบุคคลในพื้นที่นั้นๆ

8. บิงซู ได้รับความนิยมเพราะโซเซียล

เชื่อว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้บิงซู ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายอาจเป็นเพราะ หน้าตาที่น่ากิน ดูสวยงาม ถ่ายรูปสวย สะท้อนถึงรสนิยมที่ดูดี และอินเทรนด์ จึงทำให้เหล่าบรรดาที่นิยมใช้โซเซียล ถ่ายรูปแชร์ ราวกับเป็นตัวช่วยในการโปรโมท จึงทำให้ติดเทรนและนิยมมากในปัจจุบัน

9. บิงซู เป็นขนมหวานที่มีราคาสูง

บิงซู ที่ได้รับความนิยมสูง จึงทำให้โรงแรมหรู หรือภัตตาคารระดับห้าดาว ได้นำไปเป็นเมนูเพิ่มมูลค่าที่ขายกันด้วยราคาแพง

10. บิงซู มีแคลอรี่สูง

นอกจากความอร่อย และสดชื่นแล้ว จากข้อมูลยังพบว่าบิงซู 1 ถ้วย มีแคลอรี่ประมาณ 300 – 700 กิโลแคลอรี่ ซึ่งควรระมัดระวังในการทาน เพราะหากทานมากไปอาจก่อให้เกิดโรคอ้วนได้

หากคุณรู้เรื่องราวเกี่ยวกับบิงซู นอกจากที่เราได้กล่าวไว้ คุณสามารถแชร์ความรู้ และบอกต่อให้กับคนที่หลงใหลและชอบทานบิงซู ได้ในช่องแสดงความคิดเห็นด้านล่าง

ถุงใต้ตา เกิดจาก 6 อาหารนี้ ที่คุณกินเป็นประจำ

หากคุณนอนหลับสนิทฝันดี ไม่ได้อดนอน แต่ยังคงตื่นมาในตอนเช้าพร้อมกับ ถุงใต้ตา ให้สงสัยเลยว่า ถุงใต้ตาบวมของคุณนั้น อาจมีสาเหตุมาจากอาหารที่คุณชอบทานเป็นประจำ โดยที่คุณไม่รู้ตัว

ถุงใต้ตา เกิดจากอาหาร ?

ถุงใต้ตา
ถุงใต้ตา

1. น้ำตาล

น้ำตาลเป็นหนึ่งในอาหาร ที่ก่อให้เกิดอาการอักเสบขึ้นกับทุกส่วนของร่างกายมากที่สุด แต่จะสังเกตุเห็นได้ชัดบริเวณผิวรอบดวงตา โดยเฉพาะผิวใต้ตา เพราะมีผิวหนังที่บอบบางและมีแนวโน้มที่จะบวมได้ง่าย

การหลีกเลี่ยงน้ำตาล จะส่งผลที่ดีต่อสุขภาพโดยรวมด้วย รวมถึงน้ำตาลเทียม หรือสารให้ความหวาน ที่มีผลทำให้ท้องอืด



2. อาหารกระป๋อง

สำหรับอาหารที่ถูกบรรจุในกระป๋อง มักมีโซเดียมอยู่มาก สิ่งนี้นำไปสู่ปัญหาสุขภาพมากมาย รวมถึงผิวรอบดวงตาด้วย

3. มะเขือเทศ

นอกจากประโยชน์ที่เราได้รับมากมายจากมะเขือเทศแล้ว แต่หลายคนยังไม่รู้ว่า ในมะเขือเทศมีโซลานีน ( Solanine ) ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบและอาการบวม

ดังนั้นหากว่าคุณทานมะเขือเทศแล้วมีอาการตาบวม และมีถุงใต้ตาที่ชัดขึ้น ลองงดทานมะเขือเทศก่อน หากอาการถุงใต้ตาดีขึ้นหรือหายไป นี่อาจเป็นเพราะสาเหตุนี้ก็เป็นได้

4. ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวไรย์

หากคุณมีอาการแพ้กลูเตน ควรหลีกเลี่ยงการทานข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ และข้าวไรย์ เพราะสิ่งนี้มีผลต่ออาการตาบวม อีกทั้งยังส่งผลทำให้ท้องอืดอีกด้วย

5. แพ้แลคโตส

สำหรับผู้ที่มีอาการแพ้แลคโตส อาจส่งผลทำให้ตาของคุณเกิดอาการบวม หลังจากที่คุณกินผลิตภัณฑ์ที่มีแลคโตสผสมอยู่ ซึ่งพบได้บ่อยในผลิตภัณฑ์นม

โดยค่าเฉลี่ยของประชากรโลก ผู้ใหญ่ที่แพ้แลคโตสมีประมาณ 65 – 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาจรวมถึงคุณด้วย

6. พริก

ในพริกมีสารประกอบที่เรียกว่า แคปไซซิน ( Capsaicin ) ซึ่งสามารถทำให้เนื้อเยื่อเกิดอาการอักเสบได้ และการอักเสบนี้ สามารถทำให้ผิวรอบดวงตาบวมได้ง่าย และอาจทำให้คุณมีถุงใต้ตาเรื้อรังได้

ป้องกันตาบวม ได้อย่างไร ?

แตงกวา

โดยการนำแตงกวาฝานเป็นแผ่นวงกลมบางๆ แช่เย็น แล้วนำมาวางไว้บริเวณดวงตา ประมาณ 15 นาที เพื่อฟื้นฟูดวงตาที่อ่อนล้า และลดอาการบวมของถุงใต้ตา วิธีนี้จะทำให้คุณรู้สึกสดชื่นขึ้นมาก

อะโวคาโด

โดยการนำอะโวคาโดหั่นเป็นชิ้น แล้วนำมาวางทิ้งไว้บริเวณดวงตาประมาณ 10 นาที จะช่วยให้รอยคล้ำ และอาการบวมลดลง

ผักชีฝรั่ง

โดยการนำผักชีฝรั่งมาใส่เป็นส่วนหนึ่งในอาหารมื้อเช้า จะช่วยให้อาการตาบวมลดลง เนื่องจากผักชีฝรั่งช่วยล้างไต และล้างของเหลวส่วนเกินออกจากร่างกาย

ข้าวโอ๊ต

การกินข้าวโอ๊ตเป็นอาหารมื้อเช้าเป็นประจำ จะช่วยให้ปัญหาถุงใต้ตา และอาการบวมรอบดวงตากลับมาเป็นปกติ เพราะข้าวโอ๊ตจะช่วยลดอาการบวม และขับของเสียออกจากร่างกาย

อาการตาบวม และถุงใต้ตาของคุณ เกิดจากอาหารเหล่านี้เป็นสาเหตุบ้างหรือไม่ ? หลังจากที่คุณทราบเรื่องนี้จากเรา ลองสังเกตุอาการผิวรอบดวงตาของคุณร่วมกับการทานอาหารเหล่านี้ เพราะอาจช่วยคุณแก้ไขปัญหานี้ให้หมดไปได้

11 อาหารเสี่ยงสูง ของแม่ให้ นมลูก ที่ควรระวัง

สำหรับคุณแม่ที่กำลังให้ นมลูก การเลือกกินอาหารตามใจปากนั้น ย่อมเป็นเรื่องที่ต้องระวัง เพื่อลดปัญหาที่อาจมีผลกับเด็ก มาดูอาหารที่คุณแม่อาจต้องหลีกเลี่ยงในขณะให้นมลูก แต่เราไม่ได้หมายความว่าต้องงดทานอย่างเด็ดขาดสำหรับอาหารบางชนิด แต่อาจจำกัดปริมาณในการทานให้น้อยลง

11 อาหารเสี่ยง ของแม่ให้ นมลูก

นมลูก
นมลูก

1. ถั่วลิสง

หากครอบครัวของคุณมีประวัติการแพ้ถั่วลิสง คุณควรหลีกเลี่ยงการทานจนกว่าจะหย่านม เพราะโปรตีนที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ในถั่วลิสง สามารถผ่านเข้าไปในเต้านมและส่งต่อไปยังทารกได้

ซึ่งอาจทำให้เด็กเกิดความทุกข์ทรมานจากผื่น หายใจดังมีเสียงฮืด หรือลมพิษ การกินถั่วลิสงแม้แต่เพียงเล็กน้อย ก็อาจส่งผลให้สารก่อภูมิแพ้ผ่านเข้าไปในน้ำนมแม่ได้และอาจอยู่นานถึง 6 ชั่วโมง



การวิจัยแสดงให้เห็นว่ามีโอกาสเพิ่มขึ้น ในการพัฒนาโรคภูมิแพ้ถั่วลิสงไปตลอดชีวิต สำหรับเด็กที่สัมผัสกับถั่วลิสงตั้งแต่อายุยังน้อย อย่างไรก็ตามไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะชี้ให้เห็นว่าการหลีกเลี่ยงถั่วลิสงในระหว่างการให้นมแม่ ป้องกันการแพ้ถั่วลิสงในทารก

2. กระเทียม

กลิ่นของกระเทียมก็สามารถเข้าไปในนมได้เช่นกัน เด็กบางคนชอบ แต่เด็กบางคนก็ไม่ชอบ หากคุณพบว่าลูกของคุณรู้สึกไม่สบาย ให้ตรวจดูว่ากระเทียมเป็นสาเหตุหรือไม่ ทารกบางคนอาจทำหน้าบูดบึ้ง หรือกัดนมหากพบว่ามีกลิ่นของกระเทียม

3. ข้าวโพด

การแพ้ข้าวโพดเป็นเรื่องธรรมดาในเด็กเล็กและเด็กทารก ทำให้พวกเขารู้สึกไม่สบาย และมีผื่น หากคุณสังเกตุเห็นว่าลูกของคุณแพ้ข้าวโพด คุณควรหลีกเลี่ยงและไม่ควรทาน

4. ผลิตภัณฑ์นม

เป็นเรื่องลำบากสำหรับคุณแม่ที่ให้นมลูก เมื่อแม่กินผลิตภัณฑ์นม ที่อาจเป็นสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่น้ำนมแม่ และทำให้ทารกเกิดอาการระคายเคือง

หากคุณสังเกตุอาการของลูก มีอาการอาเจียน ผิวหนังเกิดปัญหา มีอาการจุดเสียด และมีปัญหาการนอนหลับหลังทานนม นั่นหมายความว่าคุณอาจต้องหยุดกินนมไประยะหนึ่งก่อน

เด็กที่มีอาการแพ้นมมักแสดงอาการแพ้ถั่วเหลืองด้วยเช่นกัน ควรตรวจสอบการผลิตภัณฑ์ให้แน่ใจว่าแหล่งที่มาไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ ใช้ฮอร์โมนการเจริญเติบโต ยาฆ่าแมลง หรือสารเคมีอื่นในการผลิต

5. ข้าวสาลี

การแพ้กลูเตนเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย เพราะมันอาจส่งผลให้อุจจาระเป็นเลือด วิธีที่ดีที่สุดในการวินิจฉัยโรคภูมิแพ้คือ การกำจัดมันออกไปจากอาหาร คุณแม่บางคนเลือกที่จะงดและกำจัดอาหารที่ก่อให้เกิดปัญหาที่พบบ่อยออกไป

6. ไข่

หากคนในครอบครัวมีประวัติแพ้ไข่ ควรหลีกเลี่ยงการทาน โดยสาเหตุของอาการแพ้ไข่ส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบของความไวต่อไข่ขาว

7. ผักชีฝรั่ง และสะระแหน่

สมุนไพรสองชนิดนี้ หากทานในปริมาณที่มากมันสามารถลดปริมาณน้ำนมของแม่ลงได้ เมื่อใดก็ตามที่คุณกินสมุนไพรเหล่านี้ ควรตรวจสอบปริมาณน้ำนมของคุณ หากยังอยู่ในช่วงที่ลูกน้อยต้องการนมมาก และอยู่ในช่วงการเจริญเติบโต

ในความเป็นจริง แม่มักจะดื่มชาเปปเปอร์มินท์ เมื่อพวกเขาต้องการหยุดการผลิตนมหลังจากอย่านม และสมุนไพรชนิดอื่นอาจลดปริมาณน้ำนมได้เช่นกัน

8. ปลาปรอทสูง

ปรอทจะปรากฏในน้ำนมแม่ หากคุณกินปลาและอาหารอื่นที่มีปรอทสูง ปรอทในระดับที่สูงขึ้นในน้ำนมแม่ อาจส่งผลต่อการพัฒนาการทางระบบประสาทของทารก

จากข้อมูลของกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริการะบุว่า “หากสตรีที่เลี้ยงลูกด้วยนม บริโภคอาหารที่มีสารปรอทจำนวนมาก อาจเป็นอันตรายต่อพัฒนาการของทากรก โดยการถ่ายโอนไปยังน้ำนมแม่สู่ทารก”

9. แอลกอฮอล์

แอลกอฮอล์สามารถส่งผ่านจากแม่สู่ทารกด้วยน้ำนม และส่งผลต่อพัฒนาการทางระบบประสาทและสมองของเด็ก

10. กาแฟ

ปริมาณคาเฟอีนในกาแฟนั้น สามารถส่งผ่านไปยังทารกทางน้ำนมได้ ซึ่งทารกไม่สามารถขับถ่ายคาเฟอีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจทำให้เกิดการสะสมในร่างกายของพวกเขา ทำให้เกิดการนอนไม่หลับ และการระคายเคือง

คาเฟอีนในปริมาณสูง สามารถลดระดับธาตุเหล็กในน้ำนมแม่ และลดระดับฮีโมโกลบินในทารก ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุด คืองดทานหรือลดปริมาณลง

11. ช็อคโกแลต

ช็อกโกแลตอุดมไปด้วยสารที่เรียกว่า ทีโอโบรมีน ( Theobromine ) ซึ่งมีผลคล้ายกับคาเฟอีน หากคุณรู้สึกว่าลูกของคุณเกิดมีพฤติกรรมที่ผิดปกติ คุณควรหลีกเลี่ยงการทานก่อน

อย่างไรก็ตามไม่จำเป็นว่าคุณต้องหยุดกินอาหารเหล่านี้ทั้งหมด เพราะลูกของคุณอาจแพ้แค่อาหารบางอย่าง เมื่อใดที่พบความผิดปกติกับลูกของคุณ ควรปรึกษาแพทย์ของคุณก่อนหากต้องหลีกเลี่ยงอาหารใดๆ เพื่อที่จะไม่ทำให้เกิดความไม่สมดุลทางโภชนาการในตัวคุณ

เมื่อใดที่คุณแน่ใจว่ามีบางอย่างในอาหาร ที่มีผลต่อลูกน้อยของคุณ ให้หลีกเลี่ยงอาหารนั้นเป็นเวลา หนึ่งสัปดาห์ และดูว่ามีความแตกต่างหรือไม่

และควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารแปรรูป ที่มีสารกันบูด และสารเติมแต่งที่ไม่ดีต่อลูกของคุณ รวมถึงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง และอาหารที่มีไขมันทรานส์ เพื่อลดความเสี่ยงของโรคอ้วน

เร่งอัตราการ เผาผลาญ ลดไขมันส่วนเกิน ด้วยเมตาบอลิซึม

หากคุณมีการ เผาผลาญ ที่ไม่ดีและช้า ซึ่งทำให้คุณอาจกำลังหมดกำลังใจและท้อในการลดไขมันหน้าท้อง แต่สาเหตุที่ว่าทำไมการลดน้ำหนัก รวมถึงไขมันหน้าท้องจึงทำได้ยาก นั่นอาจเป็นเพราะคุณมีเมตาบอลิซึมที่ทำงานช้า

เมตาบอลิซึม ( Metabolism ) คือ กระบวนการที่ช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างสมดุล โดยการเปลี่ยนอาหารและเครื่องดื่มที่เรากินเข้าไป ให้กลายเป็นพลังงาน เพื่อนำไปใช้ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงการเสริมสร้างและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย

อัตราการ เผาผลาญ ของร่างกาย มีอยู่ 3 ปัจจัย

เผาผลาญ
เผาผลาญ

1. พลังงานที่ใช้ในการย่อยอาหาร



เมื่อใดที่คุณกินอาหาร หรือเครื่องดื่มเข้าไป ร่างกายจะเริ่มเผาผลาญ เนื่องจากต้องใช้พลังงานขณะกิน และย่อยอาหาร โดยอัตราการเผาผลาญจะเพิ่มขึ้นมากหลังจากคุณกินอาหารเข้าไปประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง

การเผาผลาญอาจแตกต่างกันในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับชนิดอาหาร และปริมาณที่กินเข้าไป ซึ่งการเลือกกินอาหารชนิดที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย จะเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานที่มากขึ้น โดยเฉพาะโปรตีน ที่มีอัตราการเผาผลาญมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์

7 อาหารโปรตีนสูง ช่วยคุณลดน้ำหนัก

2. อัตราความต้องการเผาผลาญของร่างกาย

ซึ่งอัตราการเผาผลาญของร่างกาย ขึ้นอยู่กับมวลกล้ามเนื้อทั้งหมดของร่างกาย หากว่าร่างกายมีมวลกล้ามเนื้อน้อย อัตราการเผาผลาญของร่างกายก็จะน้อยตามไปด้วย

การเพิ่มอัตราการเผาผลาญของร่างกาย เริ่มจากการเพิ่มมวลกล้ามเนื้อโดยการออกกำลังกาย และรักษามวลกล้ามเนื้อ และที่สำคัญมวลกล้ามเนื้อยังช่วยลดการบาดเจ็บจากกิจกรรมต่างๆ ของคุณด้วย

3. พลังงานที่ใช้ระหว่างการทำกิจกรรมต่างๆ

ในขณะที่คุณทำกิจกรรมต่างๆ หรือเคลื่อนไหวร่างกาย การเผาผลาญพลังงานจะเพิ่มขึ้น ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ทำ รวมถึงอายุ และน้ำหนักตัวด้วย

การออกกำลังกายโดยการวิ่ง และว่ายน้ำ เป็นประจำอาจช่วยเพิ่มการเผาผลาญของร่างกายมากขึ้น

เมตาบอลิซึม ทำไมถึงทำงานช้า ?

1. ภาวะน้ำหนักตัวที่มาก เกินเกณฑ์มาตรฐาน หรือผู้ที่เป็นโรคอ้วน เพราะเซลล์ไขมันในร่างกาย จะทำให้การเผาผลาญพลังงานลดลง หรือเผาผลาญได้น้อย

2. มวลกล้ามเนื้อของร่างกายน้อย เพราะมวลกล้ามเนื้อในร่างกายที่มาก จะช่วยให้การเผาผลาญพลังานได้เร็วกว่า

3. ขนาดของร่างกายที่ใหญ่จะมีกระบวนการเมตาบอซึมที่มากกว่า เท่ากับว่าอัตราการเผาผลาญจะเร็วกว่าผู้ที่มีขนาดตัวเล็ก

4. ผู้หญิงจะมีอัตราเผาผลาญได้น้อยกว่าผู้ชาย เนื่องจากผู้ชายมีกล้ามเนื้อเยอะกว่า

5. การทานอาหารในปริมาณที่น้อยเกินไป หรืออดอาหาร จะส่งผลให้กระบวนการเมตาบอลิซึมทำงานช้าลง และยิ่งทำให้อัตราการเผาผลาญต่ำลง

6. อายุที่มากขึ้น จะมีอัตราการเผาผลาญได้น้อยลง เพราะผู้ที่มีอายุมากมวลกล้ามเนื้อจะน้อยลง และไขมันจะถูกเก็บสะสมมากขึ้น

7. ร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน สารอาหารบางอย่างไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งมีผลต่อการทำงานของเมตาบอลิซึม ทำให้อัตราการเผาผลาญช้าลง

8. การเจ็บป่วย และการติดเชื้อ มีผลต่ออัตราการเผาผลาญของร่างกาย เพราะเมื่อใดที่ร่างกายเกิดอาการเจ็บป่วย ร่างกายจะต้องใช้พลังงานเพื่อช่วยสร้างภูมิคุ้มกันมากกว่าการเผาผลาญ

ทำอย่างไร ให้เมตาบอลิซึม ทำงานเร็วขึ้น ?

  • การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย เช่น ผัก ผลไม้ และธัญพืช ฯลฯ
  • งดทานอาหารที่มีไขมันสูง และอาหารที่ทำลายสุขภาพ เช่น เบเกอรี่ น้ำอัดลม อาหารปิ้งย่าง อาหารทอด และอาหารสำเร็จรูป ฯลฯ
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อ
  • ลดไขมันที่สะสมในร่างกาย
  • ควบคุมแคลอรี่ที่รับประทานเข้าสู่ร่างกายในแต่ละวัน

ดังนั้นหากคุณต้องการลดน้ำหนัก และต้องการให้การเผาผลาญเร็วขึ้น จึงเป็นเรื่องท้าทายที่คุณต้องพยายามทำให้เมตาบอลิซึมของคุณทำงานได้อย่างสมดุล เพื่อผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพร่างกาย

ทำไม 6 อารมณ์กระตุ้น ปัญหาสุขภาพ ร้ายแรง

สภาพร่างกายของคนเรา ถูกเชื่อมโยงเข้ากับอารมณ์ความรู้สึก เมื่อเราไม่สามารถควบคุมความรู้สึกด้านลบได้ มันจะปรากฏเป็น ปัญหาสุขภาพ ทางร่างกาย และยิ่งหากคุณแสดงอารมณ์ด้านลบมากเท่าใด อาการเจ็บป่วยก็จะเกิดขึ้นมากเท่านั้น

และนี่เป็นเหตุผลทางจิตวิทยาของโรคทั่วไป และอาจช่วยคุณหลีกเลี่ยงกับปัญหาสุขภาพที่ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นกับร่างกายของคุณได้

6 อารมณ์เสี่ยง ปัญหาสุขภาพ

ปัญหาสุขภาพ
ปัญหาสุขภาพ

1. ความเครียด กระตุ้นระบบย่อยอาหาร

ความเครียดและความขัดแย้งทางอารมณ์ สามารถกระตุ้นความผิดปกติของการย่อยอาหาร กระเพาะอาหารของเราถูกควบคุมโดยระบบที่ซับซ้อน โดยความเครียดสามารถปรับแรงกระตุ้น และทำให้เกิดปฏิกิริยาที่ไม่ดีขึ้นภายใน

การอักเสบของกระเพาะอาหาร อาจเกิดจากความขัดแย้งทางอารมณ์และความเครียดของคุณ



2. ความหลงไหล กระตุ้นการเพิ่มน้ำหนัก

ปัญหาเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของน้ำหนัก มักถูกกระตุ้นโดยความหลงไหล หรือความลุ่มหลง ที่อาจเกิดจากจินตภาพ

การดูแลร่างกายให้มีสุขภาพดี รูปร่างดีนั้นสำคัญมาก โดยคุณอาจแก้ไขปัญหานี้ได้โดยการคิดถึงผลลัพธ์ที่อาจเป็นอันตราย ให้มากกว่าความคิดบางอย่างจากจินตภาพที่เกิดขึ้นในใจ

3. ความกังวล กระตุ้นให้เกิดโรคต่างๆ

ความกังวล เชื่อมโยงกับการเจ็บป่วยที่รุนแรง แม้ว่าจะไม่มีเหตุผลก็ตาม และหลังจากที่เราคิดมากเกี่ยวกับเรื่องใดๆก็ตาม มากเกินไป เราจะเริ่มรู้สึกถึงอาการบางอย่างในร่างกายที่กำลังเกิดขึ้น

บางครั้งเราอาจกังวล ประเมินเหตุการณ์เกี่ยวกับอาการเจ็บป่วย หรือบางอย่างที่เกิดขึ้นกับร่างกายที่เลวร้ายเกินไป ทำให้ติดอยู่กับความรู้สึกด้านลบ จนในที่สุดทำให้สถานการณ์แย่ลง และอาจทำให้เกิดโรคนั้นขึ้นมาจริงๆ

4. ความกลัว กระตุ้นโรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนัง

นักวิจัยบางคนบอกว่า อาการแพ้ทั่วไปสามารถเชื่อมโยงกับสุขภาพจิต โรคหอบหืดอาจเกิดจากความเจ็บป่วยทางจิต คุณอาจเป็นโรคภูมิแพ้มานานหลายปี แต่ก็ยังไม่ทราบสาเหตุของอาการ ซึ่งความกลัวภายในสามารถก่อให้เกิดสิ่งนี้ได้

อาการหอบหืด และโรคผิวหนัง สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยการลดภาระของปัจจัยทางจิต

5. ภาวะซึมเศร้า กระตุ้นโรคหัวใจ

ภาวะซึมเศร้า ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคซึมเศร้ายังสามารถกระตุ้นให้เกิดโรคหัวใจได้ด้วย

หากคุณรู้สึกว่าหัวใจของคุณเริ่มเต้นเร็ว เมื่อคุณมีอาการวิตกกังวล สิ่งนี้อาจสามารถทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับหัวใจได้

6. กล่าวโทษตัวเอง กระตุ้นไมเกรน

การกล่าวโทษ หรือวิจารณ์ตนเอง นับได้ว่าเป็นสิ่งที่แย่ที่สุดที่เกิดขึ้นภายใน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความกังวลและเครียดอยู่ตลอดเวลา

คุณอาจรู้สึกอับอาบขายหน้า ประเมินค่าตนเองต่ำ และไม่ให้อภัยตนเอง หรือบางครั้งอาจคาดหวังบางอย่างมากเกินไป และสิ่งนี้อาจทำให้เกิดปัญหาทางกายภาพอื่นๆ ขึ้น เช่น กระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัว หรือไมเกรน

เมื่อใดที่เราเกิดอาการเจ็บป่วยทางร่างกาย เราต้องไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุทางกายซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ควรทำ แต่เช่นเดียวกันจะต้องไปพบนักจิตวิทยาเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาและรับการรักษาที่เหมาะสมด้วย

จะเห็นได้ว่าความกลัว ความกังวล และความเครียด มีความเชื่อมโยงที่สำคัญกับสุขภาพร่างกายของเรามาก การฝึกสมาธิ ลดความเครียด จะเป็นอีกทางเลือกในการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการมีสติ ช่วยให้เราเรียนรู้ รู้วิธีเพ่งความสนใจของเรา เป็นสิ่งสำคัญที่จะไม่ตัดสินตัวเองและผู้อื่น และควรหยุดความคิดเหล่านั้นเมื่อเกิดขึ้น

7 อาหารที่มีโปรตีนสูง อีกทางเลือกช่วยคุณ ลดน้ำหนัก

การกินโปรตีนที่ไม่เพียงพอ เป็นความผิดพลาดอย่างมาก สำหรับผู้ที่ต้องการมีรูปร่างที่ดี แต่กลับเลือกที่จะงดกินโปรตีน รู้หรือไม่ว่าโปรตีนเป็นสารอาหารที่สำคัญที่สุด หากว่าคุณต้องการลดน้ำหนัก อาหารที่มีโปรตีนสูง จะช่วยเพิ่มการเผาผลาญ ลดความอยากอาหาร และส่งผลดีต่อฮอร์โมนควบคุมน้ำหนักหลายประการ

นอกจากนี้โปรตีนยังช่วยป้องกันมวลกล้ามเนื้อในช่วงที่คุณลดน้ำหนัก การศึกษาพบว่าอาหารที่มีโปรตีนประมาณ 0.6 – 0.8 กรัมต่อปอนด์ อาจช่วยควบคุมความอยากอาหาร และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย

อาหารที่มีโปรตีนสูง ช่วยลดน้ำหนัก ?

อาหารที่มีโปรตีนสูง
อาหารที่มีโปรตีนสูง

1. เมล็ดเจีย



ธัญพืชที่มีไฟเบอร์ และโปรตีนสูง ซึ่งเป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนักได้ดี ทานแล้วทำให้อิ่มนาน ระบบขับถ่ายดี โดยสามารถนำไปเติมในอาหารโปรดของคุณได้หลายชนิด เมล็ดเจีย 28 กรัม ให้โปรตีนประมาณ 4.2 กรัม อีกทั้งยังมีโอเมก้า 3 สูงกว่าปลาถึง 8 เท่า เมื่อเทียบในปริมาณเท่ากัน

2. อะโวคาโด

อะโวคาโด 1 ถ้วย มีโปรตีนประมาณ 3 กรัม ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับการใช้แทนเนย เพราะมีกรดไขมันไม่อิ่มตัว ที่มีส่วนช่วยลดคอเรสเตอรอลในเส้นเลือดได้ดี

3. ถั่วเหลือง

ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง หรือ นมถั่วเหลือง เป็นแหล่งโปรตีนสูง ที่สามารถเลือกทานแทนนมวัว หรือผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ได้ เพราะมีไฟเบอร์สูง ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี หากว่าคุณดื่มนมถั่วเหลืองในมื้อเช้า ในปริมาณที่พอดีเป็นประจำ จะมีส่วนช่วยลดน้ำหนักได้ดี

4. อัลมอนด์

แหล่งโปรตีนคุณภาพจากอัลมอนด์ 1 ถ้วย ให้โปรตีนประมาณ 30 กรัม นอกจากโปรตีนแล้ว อัลมอนด์ยังอุดมไปด้วยวิตามิน ไฟเบอร์ และกรดไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งดีต่อสุขภาพ ช่วยลดคอเลสเตอรอล และลดน้ำหนัก แต่ควรทานในปริมาณที่พอดีในแต่ละวัน

5. เนยถั่ว

เนยถั่วปราศจากน้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ มีโปรตีนประมาณ 15 กรัม และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ที่สามารถช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เหมาะสำหรับการใช้แทนเนยทั่วไป

6. ควินัว

ควินัว มีโปรตีนสูงเทียบเท่าน้ำนมแม่ ควินัว 1 ถ้วย มีโปรตีนประมาณ 8 กรัม มีโฟเลตสูง มีส่วนช่วยในการบำรุงสมอง ไฟเบอร์สูงจึงทำให้ระบบขับถ่ายดี ทานแล้วอยู่ท้องนาน ทำให้ไม่รู้สึกหิว หรืออยากกินของจุบจิบ

7.เม็ดมะม่วงหิมพานต์

เม็ดมะม่วงหิมพานต์อุดมไปด้วยโปรตีน แคลเซียม และแร่ธาตุหลายชนิด ที่มีส่วนช่วยป้องกันและรักษาอาการท้องผูก โดยเม็ดมะม่วงหิมพานต์ 100 กรัม มีโปรตีนประมาณ 17 กรัม

จะเห็นได้ว่าการเลือกทานโปรตีนนั้น เป็นทางเลือกที่ดีและหาทานได้ง่าย นอกจากแหล่งอาหารโปรตีนที่ได้จากพืชแล้ว ยังพบได้ในสัตว์หลายชนิด เช่น ไข่ไก่ เนื้อวัว ปลาแซลมอน โยเกิร์ต เนื้อปลา และอกไก่ ฯลฯ และอีกทางเลือกหนึ่งที่ง่ายสำหรับคนในยุคเร่งรีบปัจจุบันนี้ คือ เวย์โปรตีน หรือโปรตีนผงสำเร็จรูป ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่าสะดวก ที่จะเลือกทานแบบไหน