เมื่อคุณสัมผัส แสงแดด ทุกเช้า เกิดสิ่งดีแบบนี้ชัวร์

แสงแดด ได้ถูกตีตราว่ามีอันตราย จึงทำให้ทุกวันนี้ผู้คนต่างก็ต้องพยายามหลีกเลี่ยง แต่เดี๋ยวๆ นี่มันไม่จริงไปซะทีเดียว เพราะความคิดแบบผิดๆนี้ ทำให้คุณกำลังพลาดโอกาสดี ที่จำเป็นต่อการมีชีวิตที่ยืนยาวไป

เพราะในแสงแดดนั้นมี วิตามินดี ที่มีความจำเป็นต่อร่างกายของคนเราสูง หากพูดแบบเจาะจงคือ ร่างกายของคนเราใช้รังสีอัลตราไวโอเลตบี หรือที่เรียกว่า ” รังสี UVB ” เพื่อสร้างวิตามินดีขึ้นมา

แสงแดด ดีอย่างไร ?

แสงแดด
แสงแดด
  • ช่วยทำให้ชีวิตยืนยาวนาน
  • ช่วยป้องกันโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ลดความเสี่ยงต่อการหกล้ม และกระดูกหักได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ


  • ป้องกันการเกิดโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
  • ป้องกันอาการซึมเศร้า หดหู่ หรือ อารมณ์แปรปรวน
  • ป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิด โรคความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งชนิดต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกายของมนุษย์ได้
  • ป้องกันการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 1

แต่อย่างไรก็ตาม รังสีอัลตราไวโอเลตบี ( UVB ) เป็นรังสีประเภทหนึ่ง ที่ทำให้ผิวหนังไหม้ เพื่อความปลอดภัย การสัมผัสแสงแดดอ่อนๆ ในยามเช้า ก่อนเวลา 8.00 น. ประมาณ 10 – 15 นาที อย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ อาจดีที่สุดสำหรับสุขภาพร่างกายของเรา

เพราะรังสี UVB มีความผันผวนตลอดทั้งวัน และจะมีความเข้มสูงในช่วงเวลาประมาณ 12.00 – 14.00 น. ซึ่งหากว่าร่างกายได้รับรังสี UVB ที่เข้มมากเกินไปก็อาจเป็นอันตรายต่อผิวหนัง จนทำให้เกิดเม็ดสีใต้ผิวหนัง ที่มีสีน้ำตาลดำติดทนนาน อาจส่งผลกระทบทำให้ดวงตาและจอประสาทตาเกิดความเสียหาย และอาจสร้างความเสียหายให้กับดีเอ็นเอ

รวมไปถึงรังสี UVA ที่มีอันตรายต่อชั้นผิวหนังแท้ ที่อาจก่อให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย เรียกได้ว่าทั้งรังสี UVA และ UVB ล้วนมีอันตรายต่อผิวของคุณ ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง หากว่าผิวของคุณสัมผัสโดนรังสียูวีที่แรงจัด เป็นระยะเวลานานติดต่อกัน

ทุกวันนี้คุณคิดว่า คุณได้วิตามินดีจากแสงแดดเพียงพอแล้วหรือยัง และจะตัดสินใจอย่างไรต่อไป เมื่อคุณทราบเรื่องราวนี้จากเรา ?

7 โรงแรม ที่พักหรู ย่านนิมมานเหมินทร์ เชียงใหม่

สถานที่ท่องเที่ยว ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย คงหนีไม่พ้นจังหวัดเชียงใหม่ ที่ไม่ว่าทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติต่างก็ให้ความสนใจ เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งสำหรับวันหยุดพักผ่อน เพราะมีบรรยากาศดี โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว อากาศจะเย็นสบาย และสำหรับนักท่องเที่ยว ที่กำลังมองหาที่พักดีๆ สำหรับพักผ่อนหย่อนใจ วันนี้เรามี โรงแรม ที่พักย่านถนนนิมมานเหมินทร์ มาแนะนำ

7 โรงแรม หรูยอดนิยม ย่านถนนนิมมานเหมินทร์

1. Furama Chiang Mai – ฟูราม่า เชียงใหม่

Furama Chiang Mai ที่พักใกล้ถนนนิมมานเหมินทร์ เดินทางจากสนามบินเชียงใหม่เพียง 15 นาที บรรยากาศดี มองเห็นวิวดอยสุเทพ ห้องพักกว้างขวาง มีห้องอาหาร 4 ห้อง มีสระว่ายน้ำ 2 สระ ที่สำคัญมีห้องออกกำลังกาย และห้องซาวน่าเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับอาหารมีทั้งอาหารไทย และอาหารต่างประเทศ

สถานที่ตั้ง : 54 ถนนห้วยแก้ว ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

ขอบคุณรูปภาพจาก : pagefacebook Furama Chiang Mai

2. Stay with Nimman Chiang Mai – โรงแรมสเตย์ วิท นิมมาน เชียงใหม่



Stay with Nimman Chaingmai โรงแรมหรูระดับ 4 ดาว มีจำนวนห้องพัก 133 ห้อง ตั้งอยู่ย่านถนนนิมมานเหมินทร์ ซึ่งเป็นย่านรวมร้านดังๆ หลายร้าน เดินทางจากสนามบินเพียง 5 กม. ห้องพักสะอาดหรูหรา และมีสระว่ายน้ำบนดาดฟ้า

สถานที่ตั้ง : 8/8 ถนนศิริมังคลาจารย์ ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

ขอบคุณรูปภาพจาก : pagefacebook Stay with Nimman Chiang Mai

3. U Nimman Chiang Mai – ยู นิมมาน เชียงใหม่

พักผ่อนหย่อนใจ สบายๆ กับ U Nimman Chiang Mai ที่ตั้งอยู่บริเวณหัวมุมถนนนิมมานเหมินทร์ ตรงข้ามกับห้างเมญ่า เดินทางจากสนามบินเชียงใหม่เพียง 4 กม. บริการด้วยห้องพักแสนสบาย มองเห็นวิวภูเขา พร้อมสัมผัสได้ถึงวัฒนธรรมชาวล้านนาสไตล์โมเดิร์น มีบริการฟิตเนส สระว่ายน้ำ ตลอด 24 ชั่วโมง และยังมีให้บริการยืมจักรยานฟรี

สถานที่ตั้ง : ถนนนิมมานเหมินทร์ 1 ตำบลสุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

ขอบคุณรูปภาพจาก : pagefacebook U Nimman Chiang Mai

4. Cmor Hotel Chiang Mai by Andacura – โรงแรม ซีมอร์ เชียงใหม่ บาย อันดาคูรา

โรงแรม ซีมอร์ เชียงใหม่ บาย อันดาคูรา ตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ใกล้ย่านนิมมานเหมินทร์ ที่พักมีสระว่ายน้ำกลางแจ้ง มองเห็นวิวภูเขา ใกล้กับศูนย์การค้ากาดสวนแก้ว เดินทางจากสนามบินเพียง 4.2 กม.

สถานที่ตั้ง : 6 ม.2 โทรคมนาคม ซ.1 ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่

ขอบคุณรูปภาพจาก : pagefacebook Cmor Hotel by Andacura, Nimman, Chiang Mai

5.Akyra Manor Chiang Mai – อคิรา แมเนอร์ เชียงใหม่

Akyra Manor Chiang Mai โรงแรมหรูที่ให้บริการห้องสวีททั้งหมด ตั้งอยู่ใกล้ถนนนิมมานเหมินท์ เดินทางจากสนามบินเชียงใหม่เพียง 15 นาที ห้องพักกว้างขวาง พร้อมอ่างสปากลางแจ้งตรงระเบียง มองเห็นวิวภูเขา บริการอาหารเช้าแบบอเมริกัน อีกทั้งยังมีอาหารอิตาเลียนให้บริการอีกด้วย

สถานที่ตั้ง : 22/2 ถนนนิมมานเหมินทร์ ซอย 9 ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

ขอบคุณรูปภาพจาก : pagefacebook Akyra Manor Chiang Mai

6. Peak Nimman Prestige Hotel – โรงแรม พีคนิมมาน เพรสทีจ 

โรงแรม พีคนิมมาน เพรสทีจ ตั้งอยู่ย่านนิมมานเหมินท์ เดินทางจากสนามบินเพียง 6 กม. ใกล้กับศูนย์การค้าเมญ่า ทำเลใกล้แหล่งร้านค้าต่างๆ เป็นที่พักสไตล์ล้านนาดั้งเดิม ออกแบบร่วมสมัย ภายในตกแต่ด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สัก

สถานที่ตั้ง : 1/1 ถนนนิมมานเหมินทร์ ซอย 1 อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

ขอบคุณรูปภาพจาก : pagefacebook Peak Nimman Prestige Hotel

7. Art Mai Gallery Nimman Hotel – อาร์ต ไหม แกลเลอรี่ นิมมาน เชียงใหม่

Art Mai Gallery Nimman Hotel ตั้งอยู่ย่านนิมมานเหมินทร์ เดินทางจากสนามบินประมาณ 5 กม. เป็นห้องพักที่ให้บริการสไตล์ศิลปะ มีบริการสระว่ายน้ำกลางแจ้ง ห้องออกกำลังกาย และบริการนวด มีอาการไทยและอาหารนานาชาติให้บริการ

สถานที่ตั้ง : 21 ถนนนิมมานเหมินทร์ ซ.3 ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

ขอบคุณรูปภาพจาก : pagefacebook Art Mai? Gallery Hotel

8 ร้านกาแฟเชียงใหม่ น่านั่ง บรรยากาศสุดฟิน

จะดีแค่ไหนหาก แต่งงาน แล้วช่วยให้อายุยืนยาว

การมีชีวิตคู่ที่ดี ไม่ว่าหญิงหรือชายที่ แต่งงาน สร้างครอบครัวที่มั่นคงแล้ว พวกเขามีแนวโน้มที่จะมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น มีความสุขขึ้น และมีอายุที่ยืนยาวมากขึ้น

การวิจัยมากมายมหาศาลได้บ่งชี้ว่า การมีสัมพันธภาพทางสัมคม ที่เอื้ออาทรช่วยเหลือกันนั้นเกี่ยวข้องอย่างมาก กับเรื่องสุขภาพและความสุขของคนเรา ในสังคมการแต่งงานถือเป็นหนทางสำคัญทางหนึ่งที่ทำให้เกิดสัมพันธภาพอันมั่นคง และแน่นแฟ้น

ในปี 2006 นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในลอสแองเจลิส ได้ยืนยันว่า คนที่แต่งงานแล้ว มีแนวโน้มจะมีอายุยืนกว่าผู้ที่อย่าร้าง เป็นม่าย หรือไม่ได้แต่งงาน การวิจัยของนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้แสดงให้เห็นว่า คนที่ไม่เคยแต่งงานมีโอกาสเสียชีวิตเร็วกว่าคนที่แต่งงานแล้วเกือบ 2 ใน 3 ทั้งๆ ที่คนเหล่านี้ดูเหมือนมีสภาพร่างกายที่ดีกว่า



แต่งงาน

คนที่แต่งงานแล้วมีความสุข คนกลุ่มนี้มีแนวโน้มจะมีปัญหาทางด้านการเงิน มีปัญหาทางด้านร่างกายและจิตใจ น้อยกว่าคนที่ไม่ได้แต่งงาน และเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วย การแต่งงานยังอาจช่วยให้ฟื้นจากอาการเจ็บป่วยเร็วขึ้น

ยกตัวอย่าง มีการบ่งชี้ว่า คนที่แต่งงานแล้วมีอัตราการรอดชีวิตจาก โรคมะเร็งบางชนิดสูงกว่าคนที่เป็นโสด เป็นม่าย หรือคนที่อย่าร้าง

ดังนั้น การแต่งงานน่าจะมีอะไรบางอย่างอยู่ ถึงทำให้เรื่องนี้มีภาษีดีกว่า การอยู่กินโดยไม่แต่งงาน โดยอาจเป็นเรื่องของความรู้สึกส่วนหนึ่งทางสังคม หรือการได้แสดงให้คนอื่นรับรู้

ส่วนความสัมพันธ์ของผู้ที่เป็นเกย์นั้น แม้ความสัมพันธ์ที่มั่นคงอาจทำให้ได้ประโยชน์ในเรื่องสุขภาพเหมือนกับคู่สมรสชายหญิงทั่วไป แต่คงเร็วเกินไปที่จะคาดเดาผลที่พวกเขาแต่งงานกัน เพราะบางประเทศเพิ่งจะอนุญาติให้เกย์แต่งงานได้

ขอขอบคุณ : แหล่งข้อมูลอ้างอิงจาก “The long life equation”

Booking.com

หุ่นดี ได้ด้วย 8 อาหารชนิดนี้ ที่คุณหาทานได้ง่าย

แน่นอนว่าการทำให้ หุ่นดี ด้วยการออกกำลังกายเป็นหลักเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่อย่าลืมว่า อาหารก็สำคัญ เพราะมีส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรง เมื่อใดก็ตามที่คุณกินผิด เลือกกินแต่ของไม่ดีต่อร่างกาย นอกจากจะทำให้น้ำหนักเกินแล้ว ยังเป็นสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดโรคได้หลายชนิด

และหากว่าคุณต้องการมีรูปร่างที่ดี หน้าท้องแบนราบ การเลือกทานอาหารที่มีส่วนช่วยในการเพิ่มการเผาผลาญ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

หุ่นดี ได้ด้วย 8 อาหารชนิดนี้

หุ่นดี

1. ขิง

การดื่มน้ำ ขิง สามารถรักษาอาการท้องอืดได้ดี ซึ่งมันถูกใช้มาเป็นเวลานานหลายศตวรรษแล้ว

ในการศึกษาปี 2555 จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย นักวิจัยพบว่าผู้เข้าร่วม ที่ดื่มน้ำขิงร้อน รู้สึกอิ่มมากขึ้นหลังทานอาหาร ซึ่งมีการอธิบายไว้ว่า มันอาจช่วยในเรื่องของการควบคุมน้ำหนักได้



2. อะโวคาโด

ใน อะโวคาโด มีไขมันไม่อิ่มตัว และเส้นใยอาหาร ที่มีผลดีต่อสุขภาพหัวใจ ในการศึกษาครั้งหนึ่งพบว่า คนที่กินอะโวคาโดเป็นประจำนั้น มีรอบเอวเล็กกว่าคนที่ไม่ได้ทานอะโวคาโด

ไขมันชนิดดีในอะโวคาโด ส่งผลที่ดีต่อสุขภาพของลำไส้ ช่วยให้การย่อยอาหารง่ายขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ร่างกายเพิ่มการดูดซึมสารอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระ ได้อย่างดีอีกด้วย

3. อัลมอนด์

ใน อัลมอนด์ มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ซึ่งอาจช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมัน และต่อสู้กับความหิว

งานวิจัยชิ้นหนึ่งในวารสารโรคอ้วนนานาชาติพบว่า เมื่อคนกินอัลมอนด์เป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ พวกเขาลดน้ำหนักได้มากกว่าคนที่ทานอาหารที่คล้ายกัน

4. สาระแหน่

การดื่มชาสาระแหน่ หลังทานอาหารมื้อใหญ่ จะช่วยให้การย่อยอาหารดี และช่วยให้ร่างกายละลายก๊าซในทางเดินอาหาร จึงสามารถช่วยลดอาการท้องอืดได้

และอาจช่วยปรับปรุงการนอนหลับที่ดี เพราะการนอนน้อยเกินไปนั้น เชื่อมโยงกับการเพิ่มขึ้นของไขมันหน้าท้อง

5. หน่อไม้ฝรั่ง

คุณรู้หรือไม่ว่า หน่อไม้ฝรั่ง เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และมันสามารถทำให้หน้าท้องของคุณแบนราบ เพราะเป็นผักที่ดีต่อสุขภาพ เป็นแหล่งที่ดีของเส้นใยที่ละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ ซึ่งจะช่วยทำให้คุณอิ่มนานในระหว่างมื้ออาหาร

อีกทั้งยังช่วยขับปัสสาวะ กำจัดน้ำและของเสีย เพื่อลดอาการบวมของร่างกาย และยังทำหน้าที่เป็นเชื้อเพลิงสำหรับแบคทีเรีย ซึ่งส่งผลที่ต่อการทำงานของลำไส้ของคุณ

6. พริก

ความเผ็ดของ พริก ช่วยทำให้การเผาผลาญดีขึ้น จากการศึกษาพบว่า ส่วนประกอบที่ให้ความร้อนในพริก อาจช่วยป้องกันการเพิ่มน้ำหนัก นักวิจัยยังพบอีกว่า ผู้ที่เข้าร่วมกินอาหารที่อุดมไปด้วยแคปไซซิน( แคปไซซิน – พบได้ในพืชที่มีรสเผ็ด ) มีความอยากอาหารไขมัน เค็ม และหวานน้อยลง

7. ธัญพืช

คาร์โบไฮเดรตจากธัญพืชมีส่วนช่วยให้คุณผอมเพรียว และเป็นแหล่งบรรจุไฟเบอร์ที่ดี ซึ่งช่วยในการย่อยและเพิ่มความอิ่ม

ในงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า ผู้หญิงที่บริโภคธัญพืชเป็นประจำ มีความเสี่ยงของการมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นลดลงถึง 49 เปอร์เซ็นต์

8. กล้วย

กล้วย อุดมไปด้วยสารอาหารหลายชนิด ที่ช่วยทำให้คุณอิ่มนาน ช่วยกระตุ้นให้ตับของคุณเปลี่ยนไปใช้โหมดการเผาผลาญไขมัน

อีกทั้งกล้วยยังอาจช่วยป้องกันการกักเก็บน้ำในร่างกาย ช่วยควบคุมระดับโซเดียม และลดความเสี่ยงของอาการท้องอืด

อย่างไรก็ตาม การเลือกทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะช่วยทำให้คุณรูปร่างดี ห่างไกลจากโรคอ้วน และโรคร้ายอื่นๆ ได้

อยากผอม แต่ขี้เกียจออกกำลังกาย ทำยังไงดี ?

9 อาหารต้องห้าม คนท้อง ต้องระวังอย่าทานเด็ดขาด

สำหรับคุณแม่ทั้งหลาย การตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด สำหรับชีวิตของผู้หญิง การที่คุณแม่ใส่ใจกับอาหารที่ คนท้อง ควรหลีกเลี่ยง เพราะอาจส่งผลอันตรายขึ้นได้ กับทารกที่แสนบอบบาง และอ่อนโยน

อาหารต้องห้ามสำหรับ คนท้อง ?

1. ไข่ดิบ

เพราะไข่ดิบอาจมีการปนเปื้อนด้วยเชื้อ ซาลโมเนลลา  ( salmonella ) ซึ่งเป็นแบคทีเรีย ที่สามารถทำให้เกิดโรค และอาการเจ็บป่วย ซึ่งในบางกรณีการติดเชื้อ อาจทำให้เกิดตะคริวในมดลูก ซึ่งนำไปสู่การคลอดก่อนกำหนดหรือเสียชีวิตได้

2. คาเฟอีน

คาเฟอีน เป็นสารออกฤทธิ์ทางจิตที่ใช้กันมากที่สุดในโลก และส่วนใหญ่พบในกาแฟ ชา น้ำอัดลม และโกโก้



โดยทั่วไปแล้วหญิงตั้งครรภ์แนะนำให้ จำกัดการบริโภคคาเฟอีนให้น้อยกว่า 200 มก.ต่อวัน หรือประมาณ 2 – 3 ถ้วยกาแฟ

คาเฟอีนจะถูกดูดซึมอย่างรวดเร็ว และผ่านรกเข้าไปถึงทารกในครรภ์ได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากทารกในครรภ์ และรกของพวกเขา ไม่มีเอนไซม์หลักที่จำเป็นในการเผาผลาญคาเฟอีนระดับสูง

ปริมาณคาเฟอีนที่สูงในระหว่างตั้งครรภ์ แสดงให้เห็นว่ามีข้อจำกัด ในการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ และเพิ่มความเสี่ยงต่อน้ำหนักแรกเกิดต่ำ

ซึ่งหากน้ำหนักของทารกแรกเกิดต่ำกว่า 2.5 กก. มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ของการเสียชีวิตของทารก และความเสี่ยงที่สูงขึ้นของโรคเรื้อรังในผู้ใหญ่ เช่น เบาหวานประเภทที่ 2 และโรคหัวใจ

3. ถั่วงอกดิบ

คนท้อง

การบริโภคถั่วงอกดิบ อาจได้รับการปนเปื้อนด้วย ซาลโมเนลลา  ( salmonella ) เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ชื้นสำหรับการเจริญเติบโตของถั่วงอก เหมาะสำหรับแบคทีเรียชนิดนี้

ด้วยเหตุนี้จึงขอแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงการทานถั่วงอกดิบ ซึ่งควรทานถั่วงอกที่ปรุงสุกแล้วเท่านั้น

4. แอลกอฮอล์

หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยง การดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้งบุตร และการคลอดบุตรก่อนกำหนด แม้แต่ในปริมาณเล็กน้อยก็อาจส่งผลเสียต่อการพัฒนาสมองของทารกได้

นอกจากนี้ยังสามารถทำให้เกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์ เช่น ความพิการทางปัญญา และหัวใจบกพร่อง ฯลฯ

8 สาเหตุ ต้องเช็คก่อนตั้งครรภ์ ป้องกันและลดความเสี่ยง

อาหารสำหรับคนท้อง 9 อาหารบำรุงครรภ์ ที่ควรเน้นเป็นพิเศษ

5. อาหารขยะแปรรูป

อาหารขยะแปรรูปโดยทั่วไป มีสารอาหารต่ำ และมีแคลลอรี่ น้ำตาล และไขมันสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบที่เสียหายโดยรวมต่อสุขภาพของทั้งคุณแม่ และทารกในครรภ์

ยิ่งไปกว่านั้นน้ำตาลสูง ยังเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในการพัฒนาโรคหลายชนิด รวมถึงโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และโรคหัวใจ

ในขณะที่หญิงตั้งครรภ์มีน้ำหนักตัว ที่เพิ่มขึ้นเกินเกณฑ์มาตรฐาน อาจเชื่อมโยงไปถึงการเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ขึ้นได้

6. นม และน้ำผลไม้ ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ

น้ำนมดิบ และน้ำผลไม้ ที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์ อาจมีแบคทีเรียที่เป็นอันตรายหลายชนิด ปนเปื้อนอยู่มาก การติดเชื้อที่อันตราย อาจมีผลกระทบที่คุกคามต่อชีวิตของทารกในครรภ์

การฆ่าเชื้อด้วยความร้อน เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อในหญิงตั้งครรภ์ แนะนำให้บริโภคน้ำผลไม้ และนมที่ผ่านการฆ่าเชื้อเท่านั้น

7. เครื่องในสัตว์

แน่นอนว่าเครื่องในสัตว์หลายชนิด เป็นแหล่งรวมของวิตามินบี 12, วิตามินเอ, เหล็ก และทองแดง ซึ่งสารอาหารเหล่านี้ดีสำหรับทารกมาก

อย่างไรก็ตามไม่แนะนำให้รับประทานวิตามินเอ จากสัตว์มากเกินไปในระหว่างการตั้งครรภ์ ซึ่งมันอาจส่งผลให้เกิดข้อบกพร่องและความเป็นพิษต่อตับ

ดังนั้นเพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หญิงตั้งครรภ์ ควรจำกัดการบริโภคเครื่องใน โดยไม่ควรทานเครื่องในสัตว์ มากกว่าสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

8. ปลา และเนื้อสัตว์ดิบ

ปลาดิบ และเนื้อสัตว์ดิบ อาจก่อให้เกิดการติดเชื้อได้หลายอย่าง เช่น ไวรัส แบคทีเรีย หรือปรสิต

การติดเชื้อเหล่านี้ มีผลโดยตรงต่อคุณแม่ เพราะอาจทำให้เกิดอาการขาดน้ำ อ่อนแอ และการติดเชื้อ ที่อาจถูกส่งต่อไปยังทารกในครรภ์โดยตรง ที่อาจมีผลร้ายแรง ถึงขั้นเสียชีวิตได้

เชื้อ Listeria สามารถส่งผ่านไปยังทารกในครรภ์ผ่านรกได้ แม้ว่าคุณแม่จะไม่แสดงอาการเจ็บป่วยใดๆก็ตาม สิ่งนี้สามารถนำไปสู่ปัญหาทางด้านสุขภาพ การคลอดก่อนกำหนด และการแท้งบุตร

แบคทีเรียบางชนิด อาจคุกคามสุขภาพของทารกในครรภ์ ที่อาจนำไปสู่การเสียชีวิต หรือการเจ็บป่วยทางระบบประสาทอย่างรุนแรง รวมถึงความพิการทางสติปัญญา ตาบอด หรือโรคลมชัก

ดังนั้นหญิงตั้งครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคเนื้อสัตว์ และปลาดิบ หากต้องการทานควรปรุงให้สุกก่อน

9. ปลาปรอทสูง

ปรอทเป็นองค์ประกอบที่มีพิษ หากร่างกายได้รับในปริมาณที่สูง อาจเป็นพิษต่อระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน และไต มันอาจทำให้เกิดปัญหาการพัฒนาที่รุนแรงในเด็ก

เนื่องจากมลพิษในทะเลที่มาก อาจทำให้ปลาขนาดใหญ่สามารถสะสมปรอทในปริมาณที่สูง

ดังนั้นหญิงตั้งครรภ์จึงควรจำกัด การบริโภคปลาที่เสี่ยงปรอทสูง เช่น ปลาฉลาม ปลาอินทรี ปลาไทล์ ปลากระโทงดาบ ซึ่งอาจรวมไปถึงปลาแมคเคอเรลและปลาทูน่า

นอกจากอาหารต้องห้ามดังที่กล่าวมาแล้วนี้ คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ควรระมัดระวังในการบริโภคอาหารรสจัด อาหารหมักดอง อาหารที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ และอาหารที่มีส่วนผสมของผงชูรส รวมไปถึงอาหารบางชนิด ที่อาจมีการปนเปื้อนหรือส่วนผสมของสิ่งที่อาจก่อให้เกิดอันตรายกับทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์ด้วย

15 อาการอันตราย ปัจจัยเสี่ยง สัญญาณเตือนที่ควรรู้

ตั้งครรภ์ ตอนอายุมาก ช่วยให้อายุยืน กระตุ้นให้สุขภาพดี

กรมอนามัยชี้ เห็ด ควรสังเกตให้ดี หวั่นเก็บเห็ดพิษกิน

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผยประโยชน์ของ เห็ด อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ แนะเลือกกินเห็ดที่กินเป็นประจำ เลี่ยงเห็ดแปลกที่เป็นภัยถึงชีวิต เพื่อความปลอดภัย พร้อมย้ำ ล้างให้สะอาด ปรุงสุกก่อนกิน

แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากกรณีหนุ่มจังหวัดน่านกินเห็ดพิษเข้าไปแล้วมีอาการปวดท้อง ถ่ายเหลว อาเจียน ต้องหามส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตนั้น ประชาชนที่กินเห็ดในช่วงนี้ จึงขอให้ระมัดระวังเป็นพิเศษ

เนื่องจากในช่วงฤดูฝนของทุกปี จะพบผู้ป่วยและเสียชีวิตจากการกินเห็ดพิษที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยเห็ดที่มีพิษรุนแรงถึงชีวิตที่พบบ่อยคือ เห็ดระโงกหิน เห็ดระงากหรือเห็ดสะงาก และเห็ดไข่ตายซาก ซึ่งมีรูปร่างคล้ายกับเห็ดระโงกที่กินได้



สังเกตุ เห็ด ให้ดีก่อนกิน !

จึงควรสังเกตให้ดีและหลีกเลี่ยงเห็ดที่มีสีน้ำตาลเห็ดที่ปลอกหุ้มโคน เห็ดที่มีวงแหวนใต้หมวก เห็ดที่มีโคนอวบใหญ่ เห็ดที่มีปุ่มปม เห็ดที่มีหมวกสีขาว เห็ดที่มีหมวกเห็ดเป็นรูๆ แทนที่จะเป็นช่องๆ คล้ายครีบปลา เห็ดตูมที่มีเนื้อในสีขาว เห็ดที่ขึ้นในมูลสัตว์หรือใกล้มูลสัตว์ ที่สำคัญไม่ควรเก็บหรือซื้อเห็ดป่าที่ไม่รู้จักมาปรุงอาหารหรือกินเห็ดดิบ

เห็ด

“ ทั้งนี้ เห็ดมีประโยชน์ทางโภชนาการ เป็นแหล่งโปรตีนที่ดีมีใยอาหาร โปแตสเซียมสูง มีโซเดียมและน้ำตาลต่ำ และยังอุดมไปด้วยวิตามินโดยเฉพาะวิตามินบี ซึ่งจะช่วยควบคุมการทำงานของระบบย่อยอาหาร เป็นแหล่งแร่ธาตุที่สำคัญ เช่น ซิลิเนียม ทำหน้าที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โปแตสเซียมทำหน้าที่ควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ สมดุลของน้ำในร่างกาย การทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาทต่างๆ มีทองแดง ทำหน้าที่ช่วยเสริมการทำงานของธาตุเหล็ก

นอกจากนี้เห็ดยังประกอบด้วยโพลีแซคคาไรด์ ( Polysaccharide ) เช่น กลูแคน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยบางชนิดทำปฏิกิริยาร่วมกับแมคโครฟาจ (macrophage) ที่คอยทำหน้าที่ทำลายเซลล์แปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย รวมถึงพวกไวรัสและแบคทีเรียอื่นๆ

ซึ่งเห็ดที่มีโพลีแซคคาไรด์สูง ได้แก่ เห็ดหอม เห็ดนางรม เห็ดหูช้าง และเห็ดกระดุม   เป็นต้น และยังมีเห็ดอื่นๆ ที่นิยมนำมาบริโภค เช่น เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู เห็ดแชมปิญอง เห็ดโคน เห็ดออรินจิและเห็ดเข็มทอง

ที่สำคัญก่อนนำเห็ดมาปรุงอาหาร ต้องล้างน้ำให้สะอาดหลายๆ ครั้งหรือล้างตามขั้นตอนการล้างผัก หลังจากนั้นค่อยนำมาปรุงอาหาร และปรุงให้สุกทุกครั้ง ” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว

ประโยชน์จากเห็ด แต่ละชนิด

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

ปลาทู แหล่งวิตามินบี 12 สูง จะเกิดอะไร หากกินเป็นประจำ

น่าเสียดายที่การขาดวิตามินบี 12 มีผลต่อประชากรสูง เพราะการขาดวิตามินบี 12 อาจนำไปสู่การสูญเสียความทรงจำ และอาการซึมเศร้าอย่างรุนแรง ดังนั้นการเลือกกินอาหารที่มีแหล่งของวิตามินบี 12 สูงอย่างเช่น ปลาทู ที่มีวิตามินบี 12 สูงมากถึง 145 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมากที่สุดหากเทียบกับวิตามินชนิดอื่นในปลาทู นอกจากนี้ในปลาทูยังพบว่า เป็นแหล่งรวมของสารอาหารหลายชนิด เช่น วิตามินดี วิตามินเอ วิตามินเค โปรตีน แร่ธาตุ คาร์โบไฮเดรต และโอเมก้า 6 ฯลฯ

การขาดวิตามินบี 12 อาจพบได้ในกลุ่มคนที่รับประทานมังสวิรัติ และ Vegen เพราะพวกเขาเน้นทางแต่พืชเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งพืชนั้นไม่มีการสร้างวิตามินบี 12

วิตามินบี 12 ใน ปลาทู ดีอย่างไร ?

ปลาทู

วิตามินบี 12 เป็นหนึ่งในสารอาหารที่สำคัญที่สุด สำหรับสุขภาพร่างกายของเรา เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับระบบภูมิคุ้มกัน และระบบประสาท อีกทั้งยังมีบทบาทในการสร้าง DNA



ขาดวิตามินบี 12 เกิดอะไรขึ้น ?

การขาดสารอาหารวิตามินบี 12 อาจทำให้เกิดโรคโลหิตจาง และระบบประสาทถูกทำลาย ด้วยเหตุผลนี้วิตามินบี 12 จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ร่างกายคุณควรได้รับอย่างเพียงพอ

ขาดวิตามินบี 12 มีอาการอย่างไร ?

  • มักมีปัญหาในเรื่องของการเดิน เพราะจะรู้สึกปวดข้ออย่างรุนแรง
  • มีอาการชาตามมือ ขา และเท้า
  • ตาเหลือง ตัวเหลือง
  • รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรง หายใจลำบาก
  • หากเมื่อใดที่ขาดวิตามินชนิดนี้อย่างรุนแรง ก็อาจทำให้เกิดอาการซึมเศร้าอย่างรุนแรง
  • สูญเสียความทรงจำ การรับรสและกลิ่น

ผู้ใหญ่โดยทั่วไปควรได้รับวิตามินบี 12 วันละ 2 – 4 ไมโครกรัม ซึ่งในปลาทูเป็นแหล่งที่มีวิตามินชนิดนี้สูง นี่อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีสำหรับสุขภาพร่างกายของคุณ

แต่นอกจากปลาทูแล้ว ยังพบวิตามินบี 12 ได้ในอาหารอีกหลายชนิดเช่น ไข่ นม เนื้อสัตว์ และสัตว์ปีก ฯลฯ ฉะนั้นการเลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ อย่างเพียงพอ จะส่งผลที่ดีต่อสุขภาพร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

8 สัญญาณเตือน บ่งบอกร่างกายต้องการ วิตามินดี

กรมควบคุมโรคห่วง เกษตรกร เสี่ยงป่วย โรคเนื้อเน่า

กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุขห่วง เกษตรกร ไทย เสี่ยงป่วยด้วยพิษจากสารกำจัดศัตรูพืช โดยเฉพาะโรคเนื้อเน่าในกลุ่ม ผู้สูงอายุ คนอ้วน ป่วยโรคเบาหวาน ไตวาย ผู้ที่กินยาสเตียรอยด์ เป็นต้น พร้อมแนะหลักการ “ อ่าน ใส่ ถอด ทิ้ง ” เพื่อใช้ยาฆ่าแมลงอย่างปลอดภัย

            วันนี้ (20 มิถุนายน 2562) นายแพทย์อัษฎางค์ รวยอาจิน รองอธิบดีและโฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว และเป็นช่วงฤดูการเพาะปลูก ซึ่งเกษตรกร มักใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งใช้มากในช่วงเดือนพฤษภาคม – สิงหาคมของทุกปี  ข้อมูลจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC) กระทรวงสาธารณสุข พบว่าในปี 2561 มีรายงานผู้ป่วยจากพิษสารกำจัดศัตรูพืชทุกชนิดทั้งหมด 6,079 คน คิดเป็นอัตราป่วย 12.95 ต่อแสนประชากร นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยจากพิษสารกำจัดแมลง 2,956 คน คิดเป็นอัตราป่วย 6.3 ต่อแสนประชากร



         

สารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืช สามารถเกิดพิษได้ 2 แบบ คือ  แบบเฉียบพลัน อาการจะเกิดขึ้นทันที เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อเกร็ง กระตุก ท้องร่วง หายใจติดขัด ตาพร่า แสบตา และแบบเรื้อรัง เกิดจากการสัมผัสเป็นเวลานาน และเกิดพิษสะสมจนก่อให้เกิดโรคหรือปัญหาต่อสุขภาพ เช่น มะเร็ง เบาหวาน อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคผิวหนังต่างๆ การเป็นหมัน การพิการของทารกแรกเกิด การสูญเสียการได้ยิน และการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เป็นต้น

เกษตรกร เสี่ยงโรคเนื้อเน่า !

                นายแพทย์อัษฎางค์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนโรคเนื้อเน่า นั้น ทางการแพทย์เรียกว่า เนคโครไทซิ่ง แฟสซิไอติส (Necrotizing fasciitis) จัดเป็นโรคติดเชื้อที่ผิวหนังและชั้นไขมันใต้ผิวหนังอย่างรุนแรง มีอัตราตายและพิการสูง พบในอาชีพเกษตรกรเป็นส่วนใหญ่ ต้องเดินลุยดงหญ้า นาข้าว เหยียบย่ำโคลนระหว่างทำนา ทำให้มีโอกาสเกิดบาดแผลเล็กๆ น้อยๆ และสัมผัสกับเชื้อโรคที่อยู่ในดิน หรือในน้ำได้ง่าย  ซึ่งกลุ่มที่มีความเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำหรือเป็นโรคเกี่ยวกับเส้นเลือด เช่น เบาหวาน ไตวาย มะเร็งที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัด ผู้สูงอายุ คนอ้วน ผู้ที่กินยาสเตียรอยด์หรือยาชุด ผู้ที่ดื่มเหล้าเป็นประจำ เป็นต้น ต้องระวังอย่าให้มีบาดแผล  หากมีบาดแผลก็จะต้องดูแลรักษาแผลให้สะอาด และหลีกเลี่ยงให้แผลโดนน้ำหรือดิน เพื่อไม่ให้แผลติดเชื้อลุกลามเป็นโรคเนื้อเน่า

            ทั้งนี้ กรณีหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืชไม่ได้ ขอให้เกษตรกรใช้อย่างปลอดภัย  โดยยึดหลักปฏิบัติ คือ “อ่าน ใส่ ถอด ทิ้ง” ได้แก่ 
1. อ่าน คือ ก่อนใช้ ให้อ่านฉลากให้เข้าใจ 
2. ใส่ คือ สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันตัว ให้มิดชิดขณะฉีดพ่น 
3. ถอด คือ หลังจากเสร็จงานแล้วให้ถอดเสื้อผ้าแยกซัก อาบน้ำ ชำระร่างกายให้สะอาด และ 4. ทิ้ง คือ ทิ้งภาชนะบรรจุสารเคมีให้ถูกวิธี พร้อมทั้งสนับสนุนให้ประชาชนบริโภคผัก ผลไม้ ที่ไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และอบรมแนะนำการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัย

รวมถึงสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันตนเองจากสารเคมี เช่น แว่นตาป้องกันสารเคมี หน้ากากป้องกันสารเคมี หมวกปีกกว้าง เสื้อแขนยาวกางเกงขายาว ถุงมือ และรองเท้าบูท เป็นต้น  สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมควบคุมโรค

ภัยเสี่ยง ชายวัย 55 ปีใช้ สีย้อมผม เกิดอาการแพ้ มีตุ่มใสขึ้น

สีย้อมผม ภัยร้ายใกล้ตัวคุณที่ควรระมัดระวังให้มากขึ้น ล่าสุดนายแพทย์ อารักษ์ วงศ์วรชาติ ได้เผยเรื่องราวของชายวัย 55 ปี ที่เกิดอาการแพ้ขึ้น หลังจากทำการย้อมสีผม

สีย้อมผม เกิดอาการแพ้ !

#แพ้ยาย้อมสีผม

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2562 ผู้ป่วยชายวัย 55 ปี มีผมหงอกขาวมากขึ้นจึงไปย้อมผมดำ อีก 6 ชั่วโมงต่อมาเริ่มคันที่หัว หน้าบวม ตาบวม หายใจติดขัด เมื่อดูบนหัวพบว่ามีตุ่มน้ำใสขึ้นเต็มไปหมด ปวดแสบมาก จึงรีบมาพบแพทย์ ถ้าหากมีอาการแพ้รุนแรงอาจทำให้เสียชีวิตได้

สีย้อมผม

#จึงขอให้ระมัดระวังกันด้วยครับ



อาการแพ้จากยาย้อมเคมี เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย มีตั้งแต่อาการคัน ผื่นแดงเล็กน้อยไปจนถึงน้ำเหลืองไหล หายใจไม่ออก หน้าบวม ตาบอด สารที่ทำให้เกิดการแพ้ในยาย้อมสีผม

  1. ยาย้อมผมที่มี พาราฟีนิลีนไดอะมีน หรือ พาราโทลูอีนไดอะมีน เป็นสารออกฤทธิ์สำคัญอาการแพ้ได้แก่ บวมบริเวณเปลือกตา ใบหน้า และริมฝีปาก มีผื่นแดงเป็นตุ่มใส และมีน้ำเหลือง คันบริเวณศีรษะ ใบหน้า ต้นคอ ถ้าแพ้มากทำให้หายใจไม่ออก หากโดนตาทำให้เยื่อบุตาอักเสบ ตาบวม หากสูดดมทำให้ไอ จาม และวิงเวียน และยังทำให้เกิดมะเร็งในสัตว์ทดลอง
  2. ยาย้อมผมที่มีไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ( Hydrogen peroxide ) ทำหน้าที่กัดสีผม ทำลายเม็ดสีตามธรรมชาติ ทำให้เส้นผมมีสีอ่อนลง ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อหนังศีรษะ ทำให้ผมแข็งกระด้าง ทำลายเซลล์ผม ทำให้ยิ่งย้อมก็ยิ่งหงอก
  3. ยาย้อมผมที่มี เกลือโลหะย้อมผม ( Metallic hair dye ) ได้แก่ ตะกั่วอะซิเตด หรือ ซิลเวอร์ไนเตรด ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อหนังศีรษะ หากเข้าตาจะทำลายเยื่อหุ้มตา ถึงขั้นตาบอด หากสะสมในร่างกายอาจทำลายสมอง และประสาทสัมผัส และจัดเป็นสารก่อมะเร็ง
  4. ยาย้อมผมที่มี แอมโมเนีย ( Ammonia ) ทำให้เกิดอาการระคายเคือง ทั้งต่อผิวหนัง ตา และระบบทางเดินหายใจ อาจมีทั้งน้ำตา น้ำมูกไหล และไอ และยังเป็นสาเหตุให้ผมเสีย ผมร่วง และรากผมอ่อนแอ กลิ่นฉุนแสบจมูก

หากคุณต้องการย้อมสีผม ควรระมัดระวังอย่างเป็นพิเศษ เพื่อความปลอดภัย ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมอย่างละเอียด ก่อนทำการย้อมสีผมทุกครั้ง

5 สาเหตุผมหงอก วิธีป้องกันการเกิดผมขาว

ขอบคุณข้อมูลจาก : Arak Wongworachat

7 สิ่งนี้เกิดขึ้น เมื่อคุณเลือกกิน หัวหอม เป็นประจำ

หัวหอม แหล่งรวมของวิตามิน และแร่ธาตุ ที่มีศักยภาพสูง ซึ่งมีสรรพคุณทางยาที่ได้รับการยอมรับ มาตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะเชื่อว่ามันสามารถช่วยรักษาโรคหัวใจ อาการปวดหัว และแผลในปาก

เนื่องจากวิตามินซีที่สูงเป็นพิเศษ จึงมีส่วนเกี่ยวข้องในการควบคุมสุขภาพภูมิคุ้มกัน การผลิตคอลลาเจน และการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ อีกทั้งยังมีวิตามินบี ที่มีบทบาทสำคัญในการเผาผลาญ ผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง และช่วยให้การทำงานของระบบประสาทดี

สิ่งนี้เกิดขึ้น เมื่อคุณกิน หัวหอม

1. ระดับคอเลสเตอรอลลดลง

หัวหอม

การศึกษาในผู้หญิงกลุ่มอาการถุงน้ำจำนวนมากในรังไข่ PCOS ( Polycystic Ovary Syndrome ) 54 คน พบว่าการบริโภคหัวหอมแดงดิบจำนวนมาก ( 40 – 50 กรัม / วัน และหากเป็นโรคอ้วน 50 – 60 กรัม / วัน) ระดับคอเลสเตอรอล LDL ลดลง

นอกจากนี้หลักฐานจากการศึกษาในสัตว์ ก็สนับสนุนว่าการบริโภคหัวหอม อาจลดปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ รวมถึงการอักเสบ การก่อตัวของลิ่มเลือด และระดับไตรกลีเซอไรด์สูง

งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการกินหัวหอม อาจช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ เช่น ความดันโลหิตสูง ระดับไตรกลีเซอไรด์ และอาการอักเสบ

2. ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง



การกินพืชผักตระกูลแอลเลียม ( Allium ) เช่น กระเทียม และหัวหอม มีความเกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยง ของการเกิดมะเร็งบางชนิด รวมถึงโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร และลำไส้ใหญ่

จากการศึกษา 26 ครั้งพบว่า ผู้ที่บริโภคพืชผักแอลเลียมในปริมาณที่สูงที่สุดนั้น มีโอกาสน้อยที่จะได้รับการวินิจฉัยว่า เป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้ถึง 22 % เมื่อเทียบกับผู้ที่บริโภคน้อยที่สุด

นอกจากนี้จากการศึกษาใน 13,333 คน แสดงให้เห็นว่าผู้ที่เข้าร่วมที่มีการบริโภคหัวหอมมากที่สุด มีความเสี่ยงการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และทวารหนักลดลงถึง 15 % เมื่อเทียบกับผู้ที่บริโภคน้อย

คุณสมบัติในการต่อสู้กับมะเร็งเหล่านี้ เชื่อมโยงกับสารต้านอนุมูลอิสระ จากฟลาโวนอยด์ ที่พบได้ในผักตระกูล Allium

สรุปได้ว่าหัวหอมเป็นแหล่งของสารออกฤทธิ์ ที่รู้จักกันในการยับยั้งการพัฒนาและการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง

3. หัวใจแข็งแรง

หัวหอมมีสารต้านอนุมูลอิสระ และสารที่ต่อสู้กับการอักเสบ ลดระดับคอเลสเตอรอล ลดไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งทั้งหมดนี้อาจลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ

คุณสมบัติต้านการอักเสบ ที่มีศักยภาพของหัวหอม ยังอาจช่วยลดความดันโลหิตสูง และป้องกันการอุดตันในเลือด

เควอซิทิน (Quercetin) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากฟลาโวนอยด์ในหัวหอม มีความเข้มข้นสูง เป็นยาแก้อักเสบที่มีศักยภาพ จึงอาจช่วยลดปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

การศึกษาในคนที่มีน้ำหนักเกิน 70 ที่มีความดันโลหิตสูง พบว่าปริมาณสารสกัดจากหัวหอมที่อุดมด้วย เควอซิทิน (Quercetin) 162 มิลลิกรัมต่อวัน ช่วยลดความดันโลหิต 3-6 มม.

4. สุขภาพทางเดินอาหารดี

หัวหอมเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ และพรีไบโอติก ซึ่งจำเป็นสำหรับสุขภาพของลำไส้ที่ดีที่สุด

แบคทีเรียในลำไส้กินพรีไบโอติก และสร้างกรดไขมันสายสั้น รวมถึงแอซิเตท โพรพิโอเนต และบิวทิริก งานวิจัยแสดงให้เห็นว่ากรดไขมันสายสั้นเหล่านี้ ช่วยเสริมสร้างสุขภาพทางเดินอาหาร เพิ่มภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบ และเพิ่มการย่อยอาหาร

นอกจากนี้การบริโภคอาหารที่อุดมไปด้วยพรีไบโอติก จะช่วยเพิ่มโปรไบโอติก เช่น แลคโตบาซิลลัส และสายพันธุ์ bifidobacteria ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพทางเดินอาหาร

5. ต้านเชื้อแบคทีเรีย

หัวหอมสามารถต่อสู้ และยับยั้งแบคทีเรียที่อาจเป็นอันตรายได้ การศึกษาในหลอดทดลองแสดงให้เห็นว่า เควอซิทิน (Quercetin) ที่สกัดจากหัวหอมสีเหลือง มีฤทธิ์ยังยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ Helicobacter pylori (H. pylori) และ Staphylococcus aureus (MRSA) ที่ทนต่อเมทิซิลลิน

H. pylori เป็นแบคทีเรียที่เกี่ยวข้องกับแผลในกระเพาะอาหาร และมะเร็งทางเดินอาหารบางชนิด ในขณะที่ MRSA เป็นแบคทีเรียที่ดื้อยาปฏิชีวินะ ที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในส่วนต่างๆ ของร่างกาย

6. กระดูกแข็งแรง

หัวหอมอาจช่วยสนับสนุนกระดูกที่แข็งแรง การศึกษาในสตรีวัยกลางคน และวัยหมดประจำเดือน 24 คน แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่บริโภคหัวหอม 3.4 ออนซ์ (100 มล.) ทุกวัน เป็นเวลา 8 สัปดาห์ มีความหนาแน่นของกระดูดีขึ้น และมีสารต้านอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น

การศึกษาอีก 507 ครั้งในสตรีก่อนหมดประจำเดือนและวัยหมดประจำเดือน พบว่าผู้ที่กินหัวหอมอย่างน้อยวันละครั้ง มีความหนาแน่นของกระดูกมากกว่า 5 % โดยรวมมากกว่าผู้ที่กินครั้งละเดือนหรือน้อยกว่า

นอกจากนี้การศึกษาแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงที่มีอายุมาก ที่กินหัวหอมบ่อยที่สุด ความเสี่ยงของการแตกหักกระดูกสะโพกลดลงมากกว่า 20 % เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เคยกิน

เชื่อว่าหัวหอมช่วยลดความเครียดออกซิเดชัน เพิ่มระดับสารต้านอนุมูลอิสระ และลดการสูญเสียกรดูก ซึ่งอาจป้องกันโรคกระดูกพรุน และเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกที่ดีขึ้น

7. ระดับน้ำตาลในเลือดสมดุล

การกินหัวหอมอาจช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน

การศึกษาใน 42 คนที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แสดงให้เห็นว่าการทานหัวหอมสีแดงสด 3.5 ออนซ์ ( 100 กรัม ) ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง

จากการศึกษาในสัตว์หลายครั้งพบว่า การบริโภคหัวหอม อาจเป็นประโยชน์ต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การศึกษาแสดงให้เห็นว่าหนูเบาหวาน ที่ได้รับอาหารที่มีสารสกัดจากหัวหอม 5 % เป็นเวลา 28 วัน พบว่าน้ำตาลในเลือดและไขมันในร่างกายต่ำลง

อีกทั้งสารประกอบเฉพาะที่พบในหัวหอม เช่น เควอซิทิน (Quercetin) มีผลต้านเบาหวาน

การเลือกเพิ่มหัวหอมให้มากขึ้น ในอาหารของคุณ อาจเป็นวิธีที่ง่ายและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวมของคุณ