อยากผอม ต้องทำ 10 สิ่งนี้ เคล็ดลับหุ่นสวยของคนขี้เกียจ

บ่อยครั้งแค่ไหนที่คุณต้องพูดคำว่า ” พรุ่งนี้ อาทิตย์หน้า เดือนหน้า หรือรอผ่านเหตุการณ์ใดๆ ค่อยลดน้ำหนัก ” แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะทำได้สำเร็จ ถือว่าเป็นเรื่องที่ยาก สำหรับใครหลายคนในการเริ่มต้นกับการลดน้ำหนักเสมอ ทั้งๆ ที่ อยากผอม เป็นอย่างมาก

แต่เราก็เชื่อว่า ในบางเทคนิคก็อาจช่วยทำให้ใครหลายคน โดยเฉพาะคนที่ชอบมีข้ออ้างในการลดน้ำหนัก หรือคนขี้เกียจในการออกกำลังกาย ก็สามารถบรรลุเป้าหมาย ในการลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

10 กิจกรรมสำหรับคน อยากผอม

อยากผอม

10. กินวิตามินช่วยเพิ่มการเผาผลาญ

การเลือกทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินดี เช่น ปลา ไข่ ตับ และเนย ฯลฯ จะช่วยให้คุณผอมได้เร็วขึ้น เพราะหากร่างกายของคุณ อุดมไปด้วยวิตามินดี มันจะช่วยให้ร่างกายเร่งการเผาผลาญได้ดีมากยิ่งขึ้น

และอย่าลืมแร่ธาตุโครเมียม ที่มีอยู่ในอาหารจำพวก กระเทียม อาหารทะเล ถั่ว และหอย ​ฯลฯ เพราะมันช่วยลดระดับอินซูลิน และลดความอยากอาหาร ได้เป็นอย่างดี



9. กลิ่น

กลิ่นบางชนิดมีผลต่อความอยากอาหารของเรา มีงานวิจัยหลายชิ้นที่พิสูจน์ว่าทฤษฎีนี้ใช้ได้ผล การศึกษาเหล่านี้ได้พิสูจน์แล้วว่า คนที่เคยดมกลิ่นสะระแหน่, แอปเปิ้ล, ส้มโอ และกล้วย ต้องการกินอาหารน้อยลง

นอกจากนี้กลิ่นของดอกไม้ เช่น ลาเวนเดอร์, ดอกกุหลาบ และดอกมะลิ มีผลต่อความอยากอาหารของเรา มีการกล่าวไว้ว่า กลิ่นของดอกไม้เหล่านี้สามารถควบคุมความอยากอาหารได้ และทำให้เรารู้สึกมีความสุขและสงบ

8. สี

ปรากฎว่าสีมีผลกระทบต่อความอยากอาหารของเรา และสีที่ไม่พึงประสงค์มากที่สุดคือ สีน้ำเงิน มีการกล่าวว่าอาหารดูอร่อยน้อยลงบนจานสีน้ำเงิน และทำให้เรากินได้น้อยลง

สีอื่นๆ ยังมีคุณสมบัติของตัวมันเอง เช่น สีชมพู ถือว่าเป็นสีที่มีกลิ่นหอมหวานที่สุด และมันสามารถเพิ่มกลิ่นของขนมได้ ส่วนสีส้มและสีเหลือง สามารถเพิ่มความอยากอาหาร

7. แอปเปิ้ล

แอปเปิ้ลที่มีรสเปรี้ยว จะช่วยกระตุ้นการผลิตกรดในกระเพาะอาหาร และเพิ่มความอยากอาหาร แต่ว่าแอปเปิ้ลมีผลกระทบบางอย่างที่น่าเหลือเชื่อ คือ ถ้าหากคุณกินแอปเปิ้ล 15 นาที ก่อนมื้ออาหาร จำนวนแคลอรี่ต่อวันจะลดลง 150 – 200 แคลอรี่เลยทีเดียว

นักโภชนาการบางคนบอกว่า เรากินน้อยลงเพราะกระเพาะของเราเต็มไปบางส่วน แล้วบางคนบอกว่ามันเป็นเรื่องของปริมาณเส้นใยสูง ที่ช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญ

6. เดินระยะสั้น

ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะทำให้คุณเดินได้มากขึ้น การเลือกจอดรถไม่กี่ช่วงตึก จากที่ทำงาน หรือเดินเล่นหลังมื้ออาหารกลางวัน

การกระทำเหล่านี้จะช่วยเผาผลาญแคลอรี่ และปรับปรุงการทำงานของหลอดเลือดของคุณ เพียงเปลี่ยนกิจกรรมเหล่านี้ทำเป็นประจำทุกวัน และคุณจะเริ่มเห็นความรู้สึกเปลี่ยนแปลง ในทางที่ดีขึ้น

เราคิดว่าฟรีแลนซ์ ควรให้ความสำคัญกับคำแนะนำนี้มากขึ้น เพราะมันเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขา ที่จะทำให้ตัวเองออกไปข้างนอกโดยไม่มีเหตุผลใดๆ

5. เพิ่มเครื่องเทศ

เครื่องเทศบางชนิด มีผลต่อการเผาผลาญของร่างกายสูง เช่น ขมิ้น, อบเชย, พริกแดง และขิง ซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุด

หากคุณลดปริมาณเกลือที่คุณบริโภค และเปลี่ยนมาเป็นการเพิ่มเครื่องเทศแทนลงในอาหาร มันจะสามารถช่วยเพิ่มการเผาผลาญ ให้กับร่างกายของคุณมากยิ่งขึ้น

อีกทั้งอบเชย ยังช่วยลดน้ำตาลในเลือด, ขิงช่วยปรับปรุงผิวและมีผลต่อการย่อยอาหาร, พริกแดงช่วยเพิ่มการทำงานของหลอดเลือดและลดการกักเก็บน้ำ, ขมิ้นช่วยลดการอักเสบและปรับปรุงการทำงานของถุงน้ำดี

4. ดื่มน้ำเย็น

ได้มีการกล่าวว่ารสชาติของน้ำขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ซึ่งเป็นเรื่องจริง เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ชอบดื่มน้ำอุ่น แต่พวกเขาชอบดื่มน้ำที่มีน้ำแข็งหรือน้ำเย็น หากไม่มีข้อห้ามใดๆ ให้ดื่มน้ำเย็น เพราะมันจะช่วยทำให้ร่างกายของคุณเผาผลาญแคลอรี่ได้มากขึ้น เพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น และเพื่อการดูดซึมที่ดีขึ้น ( การดื่มน้ำเย็น 1 แก้ว จะทำให้สูญเสียแคลอรี่ประมาณ 8 – 15 แคลอรี่)

3. ใช้อูมามิ

อูมามิ เป็นรสชาติอ่อนๆ ที่พบในซอสถั่วเหลือง บร็อคโคลี่ วอลนัท และเห็ด กล่าวว่า มันมีอิทธิพลบางอย่างต่อตัวรับของสมอง และช่วยให้เรารู้สึกอิ่มเร็วขึ้น

แต่การเพิ่ม ซอสถั่วเหลือง ลงไปในจานอาหารของคุณ อย่าลืมว่ามีเกลืออยู่จำนวนมาก ดังนั้นควรทานแต่พอดี

2. ตัดอาหารที่ชอบ

ควรส่วนใหญ่ยึดติดกับอาหารที่ตัวเองชอบ ดังนั้นควรตัดมันออกไปตั้งแต่แรก เพราะนี่เป็นเหตุผลที่จะทำให้คุณเข้าใกล้อาหารเพื่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น

การตัดอาหารที่ชอบออกไป ไม่ได้เป็นเรื่องง่าย แต่คุณต้องสามารถเอาชนะกับมันให้ได้

1. หลอกตา

หนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด ในการลดน้ำหนักคือ การลดขนาดการเสิร์ฟอาหารของคุณ โดยมันสามารถหลอกตา และท้องของคุณได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่ตัดอาหารชิ้นใหญ่ให้เป็นชิ้นเล็กๆ และเสิร์ฟอาหารบนจานเล็กๆ

กฎการลดน้ำหนักหลักๆ นั้นง่าย คุณต้องเผาผลาญแคลอรี่มากกว่าที่คุณบริโภค การออกกำลังกายสามารถช่วยคุณได้มาก แต่บ่อยครั้งที่หลายคนตัดสินใจที่จะไม่ออกกำลังกาย เพราะขี้เกียจ หรือมีข้ออ้างจากการทำงาน หรือกิจกรรมระหว่างวัน

โค้ชฟิตเนส แนะนำให้เราออกกำลังกายหลังอาหารทุกมื้อ เพราะช่วยปรับปรุงกระบวนการย่อยอาหาร และเผาผลาญแคลอรี่ส่วนเกิน อย่านั่งหลังมื้ออาหารกลางวัน และอย่าเข้านอนหลังอาหารเย็น ควรใช้เวลาเดิน 10 นาที และหลังจาก 20 – 30 นาที คุณสามารถออกกำลังกายได้

ร่างกายทั้งหมดของคนเรา โดยเฉพาะส่วนของระบบย่อยอาหาร มีความเครียดคงที่ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะต้องพักผ่อนเป็นระยะๆ นักโภชนาการแนะนำให้กินประมาณ 500 แคลอรี่ต่อวันติดต่อกันทุกๆ 1 – 2 สัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อน

ออกกำลังกายด้วยกิจวัตรประจำวัน สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลา

8 สิ่งนี้จะเกิดขึ้นเมื่อคุณกิน เมล็ดแฟลกซ์ ทุกวัน

สำหรับมนุษย์แล้ว เมล็ดแฟลกซ์ หรือ แฟลกซ์ซีด ( Flaxseed ) รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ เพราะเชื่อมั่นว่ามันมีประโยชน์ด้านสุขภาพสูง หลังจากการวิจัยใหม่ที่สนับสนุนความเชื่อมั่นนั้น แฟลกซ์ซีด จึงได้กลับมานิยมอย่างมากอีกครั้ง

8 สิ่งเกิดขึ้นเมื่อกิน เมล็ดแฟลกซ์

เมล็ดแฟลกซ์

1. ช่วยควบคุมน้ำหนัก

จากการศึกษาพบว่าการเติมแฟลกซ์ซีด เพียง 25 กรัมลงในเครื่องดื่ม จะสามารถช่วยลดความรู้สึกหิวได้

การที่ความรู้สึกหิวลดลง เป็นผลมาจากปริมาณเส้นใยที่ละลายน้ำได้ของเมล็ดแฟลกซ์ เส้นใยจะชะลอการย่อยอาหาร และกระตุ้นฮอร์โมนที่ควบคุมความอยากอาหาร จึงทำให้รู้สึกอิ่มนาน ทำให้ไม่หิว และลดความอยากทานของจุกจิก



2. ลดความเสี่ยงของหัวใจวาย

การศึกษาจำนวนมากได้ข้อสรุปว่า การบริโภคของแฟลกซ์ซีด เกี่ยวข้องโดยตรงกับการลดลงจากโรคหลอดเลือดสมอง การศึกษาดำเนินการที่โรงเรียนสาธารณสุขฮาร์วาร์ด พบว่าคนที่บริโภค ALA มากกว่านั้น มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจวายต่ำกว่า คนที่บริโภค ALA ( กรดลิโนเลนิกอัลฟา ) น้อยกว่า

นอกจากนี้ จากการวิเคราะห์อย่างละเอียดของการศึกษา 27 เรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้คนมากกว่า 250,000 คน พบว่าการบริโภค ALA ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจได้ประมาณ 14 %

ALA ซึ่งมีอยู่ในเมล็ดแฟลกซ์ หรือแฟลกซ์ซีด เป็นกรดไขมันจำเป็นที่ต้องได้รับจากการรับประทานอาหาร เนื่องจากร่างกายไม่ได้ผลิต มันสามารถต่อสู้กับโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดโดยการป้องกันการสะสมของคอเลสเตอรอลในหลอดเลือด

3. ช่วยลดความดันโลหิต

เมล็ดแฟลกซ์เป็นที่รู้จักกันดีว่ามันสามารถช่วยลดความดันโลหิต จากการศึกษาของแคนาดาพบว่า ผู้ที่บริโภคแฟลกซ์ซีด 30 กรัมทุกวัน เป็นเวลา 6 เดือน ความดันโลหิตได้ลดลง

จากการศึกษา 11 ครั้งสรุปว่าการบริโภคแฟลกซ์ซีดทุกวัน นานกว่า 3 เดือน สามารถลดความดันโลหิตลงได้ และสามารถลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตจาก โรคหลอดเลือดสมองลง 10 % และโรคหัวใจ 7 %

4. ลดความเสี่ยงของมะเร็ง

การศึกษาล่าสุดชี้ให้เห็นว่าแฟลกซ์ซีด อาจช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ใหญ่ จากการศึกษาของแคนาดาที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงมากกว่า 6,000 คน พบว่าผู้ที่ทานแฟลกซ์ซีด เป็นประจำมีโอกาสน้อยมาก ที่จะเป็นมะเร็งเต้านม

แฟลกซ์ซีด เป็นแหล่งของลิกนิน ที่มีมากกว่า 800 เท่า ซึ่งมากกว่าพืชชนิดอื่นๆ มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ และสโตรเจนที่มีประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง

นอกจากนี้กรดไขมันโอเมก้า 3 ที่พบในแฟลกซ์ซีด เรียกว่า กรดลิโนเลนิกอัลฟา ( ALA ) สามารถช่วยยับยั้งการเกิดและการเจริญเติบโตของเนื้องอกได้

5. ช่วยปรับปรุงสุขภาพทางเดินอาหาร

แฟลกซ์ซีด 1 ช้อนโต๊ะ มีเส้นใยประมาณ 3 กรัม ซึ่งเท่ากับ 8 – 12 % โดยประกอบไปด้วยเส้นใยที่ละลายน้ำ ที่สามารถช่วยชะลออัตราการย่อยอาหาร และช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดและคอเลสเตอรอล

ในขณะที่เส้นใยที่ไม่ละลายน้ำ จะช่วยให้น้ำสามารถจับกับอุจจาระได้มากขึ้น และส่งผลทำให้อุจจาระนิ่ม

6. ลดระดับน้ำตาลในเลือด

โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ส่งผลต่อประชากรโลกมากกว่า 6 % โดยผู้หญิงเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง

แต่เมล็ดแฟลกซ์ซีด สามารถช่วยในการต่อสู้กับมันได้ โดยมีการศึกษาหนึ่งพบว่า การเติมแฟลกซ์ซีด ประมาณ 20 กรัมในมื้ออาหารเป็นประจำของผู้ป่วยโรคเบาหวาน หลังจากหนึ่งเดือน ผู้ป่วยเห็นว่าระดับน้ำตาลในเลือดลดลงมากถึง 8 – 20 % เลยทีเดียว

จากการวิจัยที่หลากหลายพบว่า คุณสมบัติของแฟล็กซ์ซีด มีเส้นใยที่ไม่ละลายน้ำ ซึ่งจะช่วยชะลอการปล่อยน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด และลดน้ำตาลในเลือด

7. ลดระดับคอเลสเตอรอล

จากการศึกษาระหว่างปี 1990 และ 2008 แสดงให้เห็นว่าการบริโภคแฟลกซ์ซีด จะช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด ที่มีประโยชน์มากในผู้หญิง และผู้ที่มีคอเลสเตอรอลสูง

จากการวิจัยเพิ่มเติมพบว่าการบริโภคแฟลกซ์ซีด 3 ช้อนโต๊ะทุกวัน เป็นเวลา 3 เดือน สามารถลดคอเลสเตอรอล LDL ลงมากถึง 20 % และคอเลสเตอรอลรวมได้เกือบ 17 %

ตามที่นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าสิ่งนี้ เป็นเพราะปริมาณเส้นใยสูงในเมล็ดแฟลกซ์ เส้นใยนั้นผูกกับเกลือน้ำดี ซึ่งจะถูกขับออกมาโดยร่างกาย ส่งผลทำให้เกิดการดึงคอเลสเตอรอลจากเลือดเข้าสู่ตับ เพื่อเติมเกลือน้ำดีเหล่านี้ ซึ่งจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด

8. ลดอาการร้อนวูบวาบ

ในการศึกษาขนาดเล็ก ดำเนินที่ Mayo Clinic ใน Rochester รัฐมินนิโซตา ผู้หญิงจำนวน 29 ราย มีอาการร้อนวูบวาบ 14 ครั้ง/สัปดาห์ เป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน

ผู้หญิงเหล่านี้ถูกขอให้เพิ่ม แฟลกซ์ซีด 2 ช้อนโต๊ะในซีเรียล น้ำผลไม้ โยเกิร์ต หรือผลไม้วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 6 สัปดาห์ ในตอนท้ายของการวิจัย นักวิจัยพบว่าผู้หญิงเหล่านี้ สามารถลดอาการร้อนวูบวาบต่อวันลงได้ครึ่งหนึ่ง และความรุนแรงของอาการลดลงถึง 57 %

คุณได้ทานเมล็ดแฟกซ์ซีดบ้างหรือไม่ แล้วคิดอย่างไร กับประโยชน์ที่ร่างกายของคุณจะได้รับจากเมล็ดแฟล็กซ์ หากคุณต้องเลือกทานเป็นประจำ ?

ฟิลิปปินส์กำลังต่อสู้กับ หัด ระบาดหนักเลวร้ายที่สุดในโลก

การระบาดของโรค หัด เลวร้ายในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ได้รับแรงผลักดันบางส่วนมาจากความไม่วางใจของวัคซีน หลังจากเรื่องอื้อฉาวของโรคไข้เลือดออก รวมถึงการลดลงของการฉีดวัคซีนในวัยเด็ก

การระบาดของโรคหัดในโรงพยาบาลซานลาซาโร ต้องตั้งเต๊นท์ในลานจอดรถ และบันไดด้านนอกของหอผู้ป่วยเด็ก เนื่องจากหอผู้ป่วยจะรองรับผู้ป่วยได้เพียง 50 รายเท่านั้น แต่มีจำนวนการระบาดของผู้ป่วยมากถึง 300 คนต่อหอผู้ป่วย ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีผู้ป่วย 3 รายต่อ 1 เตียงผู้ป่วยโรคหัด

เมื่อ 15 ปีก่อน ฟิลิปปินส์ได้กำจัดโรคหัดเกือบหมดแล้ว แต่เชื้อไวรัสกลับมารุนแรงอีกครั้ง ตั้งแต่เดือนมกราคม ซึ่งฟิลิปปินส์มีการระบาดของโรคหัด ที่เลวร้ายที่สุดในโลก มากกว่า 33,000 ราย และ เสียชีวิต 466 ราย

หัด



หัด

รัฐบาลได้ออกแคมเปญการฉีดวัคซีนโรคหัดทั่วประเทศครั้งใหญ่ เพื่อพยายามป้องกันการระบาดของโรคในปัจจุบัน โดยได้รับการฉีดวัคซีน 5.5 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นเด็ก รัฐบาลหวังจะสร้างภูมิคุ้มกันให้อีก 15 ล้านคน ภายในสิ้นเดือนกันยายน การฉีดวัคซีนมีเป้าหมายเพื่อทำให้ การระบาดช้าลงอย่างมาก แต่ประเทศยังคงมีผู้ป่วยรายใหม่หลายร้อยราย ในแต่ละสัปดาห์ ซึ่งในขณะนี้โรงพยาบาล San Lazaro ได้รับผู้ป่วยรายใหม่ 6 – 10 คนทุกวัน ส่วนใหญ่เป็นเด็ก

สำหรับในประเทศที่มีรายได้สูง ผู้ป่วยโรคหัดจะได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว การเสียชีวิตจากโรคนี้หาได้ยาก แต่ในประเทศฟิลิปปินส์และประเทศอื่นๆ ที่ด้อยกว่า โรคหัดยังคงเป็นอันตรายถึงชีวิต

นอกจากเด็กหลายร้อยคน ที่เสียชีวิตตั้งแต่เดือนมกราคม ในฟิลิปปินส์ ยังมีการอ้างว่า มีผู้ป่วยเสียชีวิตกว่าพันชีวิตในปีนี้ ในมาดากัสการ์

De Guzman กล่าวว่า ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุดจากโรคหัด คือ โรคปอดอักเสบชนิดหนึ่ง ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วด้วยยาปฏิชีวนะ อาจถึงแก่ชีวิตได้

หัดเป็นไวรัสในอากาศที่ติดต่อได้ง่าย มันสามารถอยู่ในห้องเครื่องบิน หรือรถบัสนานถึง 2 – 3 ชั่วโมง ถ้าหากผู้มีเชื้อไอหรือจาม

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกล่าวว่า ” การหยุดการแพร่กระจายของโรคหัดในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น 95 % ของประชากรนั้น จำเป็นต้องมีภูมิคุ้มกัน ฟิลิปปินส์ไม่เคยมีอัตราการฉีดวัคซีนที่สูงเช่นนี้มาก่อน อัตราการฉีดวัคซีนในวัยเด็กถึงจุดสูงสุดเมื่อปี 2009 ที่ 89 % แต่อัตรานั้นลดลงเหลือเพียง 66 % ในปีที่แล้ว “

การระบาดที่เลวร้ายที่สุด ดูเหมือนจะจบลงแล้ว จำนวนผู้ป่วยโรคหัดใหม่ในแต่ละสัปดาห์กำลังลดลง ในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม ประเทศมีการบันทึกผู้ป่วยรายใหม่มากกว่า 3,000 รายในแต่ละสัปดาห์ ตอนนี้มันลดลงเหลือไม่กี่ร้อยต่อสัปดาห์ ซึ่งยังคงจัดว่าเป็นโรคระบาดโดยกรมอนามัย แต่ดีกว่าตัวเลขในเดือนกุมภาพพันธ์ ดังนั้นการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคจำนวนมากจึงได้ผล

การระบาดของโรคหัดนี้น่าเศร้า เพราะมีเด็กป่วยและเสียชีวิต แต่วิกฤติดังกล่าวก็ทำให้ชาวฟิลิปปินส์หลายล้านคนกลับเข้าสู่ระบบสุขภาพ และหวังว่ามันจะกลายเป็นประสบการณ์เชิงบวกครั้งแรกที่พวกเขามี และนั่นอาจเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับพวกเขาอีกครั้ง หลังจากที่พวกเขาได้ขาดความเชื่อมั่นในก่อนหน้านี้

ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา คนทำงานด้านสุขภาพในฟิลิปปินส์ ได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดถึง 5.5 ล้านคน รัฐบาลหวังที่จะฉีดวัคซีนจำนวน 20 ล้าน หนึ่งในห้าของประชากร ภายในสิ้นเดือนกันยายน

โรคหัด

กรมการขนส่งทหารบก ประกาศรับสมัครและสอบคัดเลือกเข้ารับราชการ เป็นนายทหารประทวน (อัตรา ส.อ.) 2562 จำนวน 60 อัตรา

กรมการขนส่งทหารบก ประกาศรับสมัครและสอบคัดเลือกเข้ารับราชการ เป็นนายทหารประทวน (อัตรา ส.อ.) ประจำปี 2562  จำนวน 60 อัตรา ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม – 6 มิถุนายน 2562

ตำแหน่งที่เปิดรับสมัคร ​: จํานวน 60 อัตรา ดังนี้
– กลุ่มที่ 1 พลขับ จำนวน 32 อัตรา
– กลุ่มที่ 2 กลุ่มทักษะช่างซ่อม จำนวน 28 อัตรา

สามารถติดต่อ สมัครด้วยตนเอง ในวันเวลาราชการ เวลา 09.00 – 15.00 น. ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม – 6 มิถุนายน 2562 ณ กองร้อยบริการ กองบริการ กรมการขนส่งทหารบก เลขที่ ๒ ถนนประดิพัทธิ แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 – 2241- 0959 และ โทร.ทบ.(ทหาร) 94510 หรือที่เว็บไซต์ กรมการขนส่งทหารบก

รายละเอียดเพิ่มเติม : คลิกที่นี่

สมัครงานข้าราชการ

กรมอุตุฯประกาศ เริ่มต้น ฤดูฝน ปีนี้ตั้งแต่ 20 พฤษภาคม 2562

ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา การเริ่มต้น ฤดูฝน ของประเทศไทย พ.ศ. 2562 จะเริ่มขึ้นในวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 เนื่องจากประเทศไทยจะมีฝนตกชุกต่อเนื่อง และเพิ่มพื้นที่มากขึ้น ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ

ประกอบกับลมที่พัดปกคลุมประเทศไทยในระดับล่างที่ความสูงประมาณ 100 เมตร ถึงประมาณ 3,500 เมตร ได้เปลี่ยนเป็นลมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งพัดพาความชื้นจากทะเลอันดามัน เข้าปกคลุมประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

ส่วนลมระดับบนที่ความสูงประมาณ 5,000 เมตรขึ้นไป ได้เปลี่ยนเป็นลมฝ่ายตะวันออก ซึ่งถือว่าเป็นการเข้าสู่ฤดูฝนของประเทศไทยในปีนี้



อย่างไรก็ตามในบางช่วงของฤดูฝนปีนี้ โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนมิถุนายน ถึงกลางเดือนกรกฎาคม จะมีการกระจายของฝนไม่สม่ำเสมอ และมีปริมาณฝนน้อย ซึ่งจะส่งผลให้มีน้ำไม่เพียงพอสำหรับการเกษตรในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะนอกเขตชลประทาน ประชาชนจึงควรใช้น้ำอย่างประหยัด และเกิดประโยชน์สูงสุด

ส่วนในช่วงเดือนสิงหาคม และกันยายน จะมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ และหนักมากในบางแห่ง อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งในบางแห่ง

สำหรับฤดูฝนของประเทศไทยตอนบน จะสิ้นสุดประมาณกลางเดือนตุลาคม ส่วนภาคใต้โดยเฉพาะฝั่งตะวันออก จะมีฝนตกต่อไปอีกถึงกลางเดือนมกราคม

ฤดูฝน

ฤดูฝน

ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมอุตุนิยมวิทยา

เตือนเฝ้าระวัง โรคหูดับ เสียชีวิตแล้ว 12 ราย

กระทรวงสาธารณสุข ให้สาธารณสุขจังหวัดเร่งลงพื้นที่สอบสวน โรคหูดับ หลังมีประชาชนกินแหนมหมูดิบ แล้วป่วยเสียชีวิต จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค สถานการณ์โรคไข้หูดับในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 28 เมษายน 2562 มีรายงานผู้ป่วยทั้งหมด 93 ราย เสียชีวิต 12 ราย

กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยมากที่สุด คืออายุ 65 ปีขึ้นไป รองลงมาคือ 55 – 64 ปี และ 45 – 54 ปี ตามลำดับ ภาคที่พบมากที่สุดคือ ภาคเหนือ รองลงมาคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ส่วนจังหวัดที่พบมากที่สุดคือ นครสวรรค์ รองลงมาคือ อุตรดิตถ์ อุทัยธานี และน่าน

การพยากรณ์โรคและภัยสุขภาพประจำสัปดาห์นี้ คาดว่าในช่วงนี้จะพบผู้ป่วยโรคไข้หูดับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยแวดล้อมและวัฒนธรรมการกินอาหาร

จึงขอเตือนประชาชนต้องระมัดระวังโรคไข้หูดับ โดยเฉพาะในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

โรคไข้หูดับ ติดต่อผ่านทางไหน ?

โรคไข้หูดับ ติดต่อผ่านทางบาดแผล รอยถลอก และทางเยื่อบุตา จากการกินเนื้อหมูดิบ ปรุงไม่สุกหรือเลือดหมูดิบ

อาการ โรคไข้หูดับ



  • เริ่มมีอาการหลังได้รับเชื้อไม่กี่ชั่วโมง – 5 วัน
  • มีอาการไข้สูง
  • รู้สึกปวดศีรษะรุนแรง เวียนศีรษะจนทรงตัวไม่ได้
  • มีอาการอาเจียน ถ่ายเหลว คอแข็ง
  • สูญเสียการได้ยิน ถึงขั้นหูหนวกถาวร
  • ข้ออักเสบ เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังติดเชื้อ
  • ขั้นรุนแรงถึงติดเชื้อในกระแสเลือด จนเสียชีวิตได้

กลุ่มเสี่ยงโรคไข้หูดับ

กลุ่มที่เสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรงคือ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ตับแข็ง และโรคมะเร็ง เป็นต้น

การป้องกันโรค

  • หลีกเลี่ยงการกินเนื้อหมูดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ ให้กินหมูสุก ไม่ใส่เลือดดิบราดในอาหาร
  • เลือกซื้อเนื้อหมูที่สด ไม่มีสีแดงคล้ำ หรือมีเลือดคั่งมากๆ ผ่านร้านค้าที่มีใบรับรองการนำเนื้อสุกร จากโรงงานฆ่าสัตว์ที่มีมาตรฐาน
  • ไม่กินเนื้อหมูที่ตายเอง
  • สำหรับผู้เลี้ยงหมู ผู้ที่ทำงานในโรงฆ่าสัตว์ ผู้ที่ชำแหละเนื้อหมู สัตวบาล สัตวแพทย์ ควรสวมรองเท้าหรือบู๊ทยาง สวมถุงมือ ใส่แว่นกันเลือดกระเด็นเข้าตา รวมถึงสวมเสื้อปกปิดมิดชิดระหว่างทำงาน หากมีบาดแผลต้องปิดแผลให้มิดชิด และล้างมือหลังสัมผัสกับหมูทุกครั้ง

หากพบว่ามีอาการดังกล่าว ให้รีบพบแพทย์และบอกประวัติการกินหมูดิบ เนื่องจากวินิจฉัยและรักษาเร็ว จะช่วยลดอัตราการหูหนวก และการเสียชีวิตได้

โรคหูดับ

โรคหูดับ

สอบถามเพิ่มเติมที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมควบคุมโรค

การป้องกันการบาดเจ็บ และเสียชีวิตจาก แมงกะพรุน

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เดินหน้าพัฒนาศักยภาพเครือข่ายระบาดวิทยา สร้างองค์ความรู้ด้านการป้องกันการบาดเจ็บและเสียชีวิตจาก แมงกะพรุน พิษ

เผยที่ผ่านมา มีรายงานการค้นพบและพิสูจน์ได้ว่า มีการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากแมงกะพรุนพิษในน่านน้ำทะเลไทย

นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวว่า ” ที่ผ่านมาประเทศไทยค้นพบและพิสูจน์ได้ว่ามีการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากแมงกะพรุนพิษในน่านน้ำทะเลไทย จากรายงานสถานการณ์ตั้งแต่ปี 2542 – 2558 พบกลุ่มผู้บาดเจ็บรุนแรงจากแมงกะพรุนพิษอย่างน้อย 40-50 ราย และเสียชีวิตจากการสัมผัสแมงกะพรุนพิษ จำนวน 8 ราย เป็นชาวต่างชาติ 6 ราย คนไทย 2 ราย โดยทั้งหมดเกิดจากแมงกะพรุนกล่อง ชนิดหนวดหลายเส้น และพบว่ากระจายอยู่ใน 12 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกระบี่ ชุมพร ตรัง ตราด ประจวบคีรีขันธ์ ปัตตานี เพชรบุรี ภูเก็ต ระยอง สตูล สงขลา และสุราษฎร์ธานี

กรมควบคุมโรค ได้เล็งเห็นความสำคัญของการแก้ปัญหาเรื่องการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากแมงกะพรุนพิษ โดยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อสร้างความเข้าใจ และการสื่อสารความเสี่ยงกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ฝึกอบรมให้ความรู้ให้ครอบคลุมทุกด้าน รวมไปถึงสร้างและผลิตสื่อในหลากหลายรูปแบบให้เหมาะสมกับประชากรเป้าหมายแต่ละกลุ่ม



สร้างภาคีเครือข่ายชุมชนแมงกะพรุนพิษ เช่น สถานประกอบการโรงแรมและที่พักตากอากาศ สมาคมท่องเที่ยว ชมรมท่องเที่ยว ชมรมมัคคุเทศก์ ชมรมหน่วยกู้ชีพ สื่อสารมวลชน กรมแพทย์ทหารเรือ ครู บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งผลการดำเนินงานพบว่า ตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บรุนแรงและผู้เสียชีวิตจากการสัมผัสแมงกะพรุนพิษเพิ่มอีก

การประชุมครั้งนี้ นอกจากการทำบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการป้องกันการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากแมงกะพรุนพิษกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ยังมีการมอบโล่เกียรติคุณแก่ผู้มีคุณประโยชน์และสนับสนุนให้กับหลายภาคส่วน อาทิเช่น ศ.คลินิก นพ.นิเวศ นันทจิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศ.นพ.บรรณกิจ โลจนาภิวัฒน์ คณบดีคณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศ.ดร.พญ.ลักขณา ไทยเครือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ดร.สมชัย บุศราวิช ที่ปรึกษาคณะทำงานสัตว์ทะเลมีพิษประเทศไทย

อีกทั้งมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานที่ผ่านมา ซึ่งคาดหวังว่าจะทำให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้การสื่อสารความเสี่ยง และการกำหนดแนวทางการป้องกันปัญหาและภัยสุขภาพจากแมงกะพรุนพิษอย่างยั่งยืน

แมงกะพรุน

แมงกะพรุน

ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมควบคุมโรค

ประกันสังคม พร้อมพัฒนาสิทธิกรณีทันตกรรม

ประกันสังคม พร้อมรับข้อเสนอแนะจากผู้ประกันตน เพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงสิทธิประโยชน์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด กับผู้ประกันตนในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และพร้อมเป็นแรงงานสำคัญ ในการพัฒนาประเทศ

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน กล่าวถึง ” กรณีข้อเสนอแนะ จากผู้เข้าร่วมประชุมซักซ้อมแนวทางการเบิกจ่าย กรณีทันตกรรมของสถานพยาบาล ในความตกลง เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2562 ณ จังหวัดขอนแก่น ที่ผ่านมาว่า สำนักงานประกันสังคมได้รับทราบข้อเสนอแนะดังกล่าวแล้ว โดยข้อเสนอมีสารสำคัญที่ให้สำนักงานประกันสังคมพัฒนาการให้สิทธิกรณีทันตกรรม แก่ผู้ประกันตน ”

อาทิ ขอให้สำนักงานประกันสังคม เพิ่มค่าบริการทันตกรรมให้มากกว่า 900 บาท/ปี เนื่องจากกรณีที่มีการถอนฟันในซี่ที่ถอนยาก จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1,200 บาท ซึ่งจะไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในกรณีนี้



และขอเพิ่มสิทธิเบิกกรณีฟันปลอมฐานโลหะ และราคาฟันปลอมทั้งปาก โดยขอปรับเพิ่มเป็น 6,000 บาท ให้เท่ากับสิทธิกรมบัญชีกลาง รวมถึงสามารถดึงข้อมูลผู้ประกันตน เพื่อความสะดวกในการรับบริการทางการแพทย์กรณีทันตกรรม

ปัจจุบันมีสถานพยาบาลเอกชน / คลินิกเข้าร่วมให้บริการแก่ผู้ประกันตนจำนวน 2,700 กว่าแห่งทั่วประเทศ รวมถึงสถานพยาบาลรัฐทั่วประเทศ ย้ำ ผู้ประกันตนโปรดสังเกตป้ายสติ๊กเกอร์ที่ระบุว่า ( สถานพยาบาลแห่งนี้ให้บริการผู้ประกันตนกรณีทันตกรรม ” ทำฟัน ” ไม่ต้องสำรองจ่าย )

โดยผู้ประกันตนใช้สิทธิประโยชน์ กรณีทันตกรรมในอัตราค่าบริการทางการแพทย์กรณี อุดฟัน ถอนฟัน ขูดหินปูน ผ่าฟันคุด ให้แก่ผู้ประกันตนโดยไม่ต้องสำรองจ่าย วงเงินไม่เกิน 900 บาทต่อคนต่อปี

สำหรับกรณีผู้ประกันตนเข้ารับบริการ กรณีทันตกรรมในสถานพยาบาล ที่ไม่ได้ทำความตกลงเรื่องการเบิกจ่าย ผู้ประกันตนสามารถนำหลักฐาน ประกอบด้วย ใบเสร็จรับเงิน ใบรับรองแพทย์ พร้อมสำเนาสมุดบัญชีธนาคาร ของผู้ประกันตนมายื่นต่อสำนักงานประกันสังคมพื้นที่/จังหวัด/สาขาทั่วประเทศ เพื่อขอรับประโยชน์ทดแทนตามกฎหมายประกันสังคม ได้ภายใน 2 ปี นับตั้งแต่วันที่เข้ารับบริการที่ระบุไว้ในใบรับรองแพทย์

ประกันสังคม

ประกันสังคม

ขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักงานประกันสังคม

8 สิ่งนี้จะเกิดขึ้น หากคุณเลือกกิน ข้าวโอ๊ต ทุกวัน

นักโภชนาการและแพทย์ แนะนำว่าการเลือกทานมื้อเช้าด้วย ข้าวโอ๊ต เป็นประจำ จะส่งผลที่ดีขึ้นกับร่างกาย เพราะมันสามารถช่วยลดความเสี่ยง ของการเกิดโรคหัวใจได้

ข้าวโอ๊ตที่ดี ควรมีคุณภาพสูง โดยปราศจากสิ่งสกปรกและสิ่งแปลกปลอม เพื่อเพิ่มความอร่อยและง่ายต่อการรับประทาน การทานข้าวโอ๊ตโดยเพิ่มผลไม้สด ถั่วอบแห้ง หรือโยเกิร์ตไขมันต่ำลงเป็นส่วนผสม จะช่วยทำให้คุณทานได้ไม่เบื่อจำเจ และสามารถทานได้ทุกวันเป็นประจำ

สิ่งนี้จะเกิดขึ้น หากคุณกิน ข้าวโอ๊ต ทุกวัน

1. ระบบการย่อยอาหารดี

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้กินไฟเบอร์ทุกวัน ประมาณ 25 – 35 กรัม/วัน เนื่องจากเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับการย่อยอาหารที่ดี ในข้าวโอ๊ตมีใยอาหารปริมาณ 1/5 ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน

นั่นเป็นสาเหตุที่ข้าวโอ๊ต เหมาะสำหรับร่างกายและกิจวัตรประจำวันของคุณ เพราะใยอาหารจะช่วยให้คุณรักษาการทำงานของลำไส้ ได้อย่างเหมาะสม และสามารถช่วยป้องกันภาวะเครียดได้ดีอีกด้วย



2. น้ำหนักลดลง

การเลือกกินข้าวโอ๊ตทุกวัน จะสามารถช่วยปรับปรุงการเผาผลาญ ช่วยเร่งการลดน้ำหนัก และการเลือกอาหารเช้าเป็นข้าวโอ๊ตทุกวัน เป็นระยะเวลานาน จะทำให้เราสามารถลดแคลอรี่ส่วนเกินได้

คาร์โบไฮเดรตที่มีอยู่ในนั้น ช่วยให้เราควบคุมความอยากอาหาร ความหิว และช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นไปตามปกติ สารอาหารในนั้น ไม่เพียงแต่เร่งการเผาผลาญเท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันการสะสมของไขมัน และสารพิษในร่างกาย อีกทั้งยังช่วยป้องกัน ไม่ให้เรากินมากเกินไป

3. ได้รับสารต้านอนุมูลอิสระระดับสูง

ข้าวโอ๊ตอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ หนึ่งในนั้นคือ Avenanthramides ซึ่งช่วยในการต่อต้านการระคายเคือง การอักเสบ และช่วยให้ความดันโลหิตดี อีกทั้งยังมีเบต้ากลูแคน ซึ่งสามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือด

4. ผิวดีขึ้น

ข้าวโอ๊ตเหมาะสำหรับการรักษาสภาพการอักเสบ เช่น กลากเกลื้อน หรือการระคายเคือง และยังส่งเสริมสุขภาพของผิวให้ดีขึ้น

คุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์ของต้นข้าวโอ๊ต คือการปรากฏตัวของวิตามินหลากหลายชนิด เช่น

  • สังกะสี – ที่ช่วยทำความสะอาดผิวและกำจัดสารพิษ สารอันตรายอื่นๆ อีกหลายชนิด อีกทั้งยังช่วยกระชับรูขุมขนให้แคบลง และฟื้นฟูผิว
  • ธาตุเหล็ก – เป็นสารอาหาร และความอิ่มตัวของความชื้นในเซลล์ผิว
  • แมงกานิส – ช่วยลดอาการบวม และการอักเสบ อีกทั้งยังส่งเสริมการรักษาอย่างรวดเร็วของผิวหนัง หลังจากได้รับบาดแผล รอยฟกช้ำ หรือแผลไฟไหม้
  • แมกนีเซียม – ช่วยทำให้การไหลเวียนโลหิตเป็นปกติ และช่วยให้เซลล์ผิวใหม่

5. กล้ามเนื้อได้รับโปรตีนมากขึ้น

การกินข้าวโอ๊ตประมาณ 8 ช้อนโต๊ะต่อวัน จะสามารถช่วยให้ร่างกายของคุณมีโปรตีน 15 % ที่แนะนำต่อวัน

และอย่าลืมว่าวิตามินE, สารต้านอนุมูลอิสระ และกลูตามีน ซึ่งสามารถช่วยในการสร้างเส้นใยกล้ามเนื้อ ได้ดีและเร็วขึ้น

6. คอเลสเตอรอลลดลง

ข้าวโอ๊ตมีเส้นใยอาหารที่เรียกว่า ” เบต้ากลูแคน ” ซึ่งช่วยลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย และเนื่องจากกรดไลโนเลอิก และเส้นใยที่ละลายในข้าวโอ๊ต มีส่วนช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ และคอเรสเตอรอลในเลือด

ซึ่งสารอาหารเหล่านี้ จะทำความสะอาด ซากของไขมันจากผนังของหลอดเลือดแดง และปกป้องร่างกายของเรา จากการพัฒนาของโรคร้ายแรง เช่น โรคหลอดเลือด หัวใจวาย และโรคหลอดเลือดสมอง

7. ร่างกายเต็มไปด้วยพลังงาน

คาร์โบไฮเดรตในข้าวโอ๊ต ช่วยให้พลังงานมากขึ้นสำหรับร่างกาย และแนะนำให้บริโภคข้าวโอ๊ตที่แห้งเล็กน้อย เนื่องจากคุณจะรู้สึกอิ่มนาน ไม่ต้องการอาหารอื่นอีก โดยที่ร่างกายยังคงมีพลังงานเพียงพอ

8. ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ

ข้าวโอ๊ตอุดมไปด้วยไขมันที่ดีต่อสุขภาพ และช่วยสนับสนุนเซลล์หัวใจ รวมถึงระบบไหลเวียนเลือด

สารต้านอนุมูลอิสระในข้าวโอ๊ต ทำให้โอกาสที่จะเกิดความเสียหาย กับผนังหลอดเลือดลดลง

ข้าวโอ๊ตประโยชน์มากมายขนาดนี้ ทุกๆวัน คุณได้เลือกทานข้าวโอ๊ตบ้างหรือไม่ ? หรือบางทีคุณอาจหันมาสนใจ เลือกข้าวโอ๊ตเป็นอาหารเช้าก็ได้ หลังจากที่คุณได้อ่านบทความนี้

เตือน โรคไข้หวัดใหญ่ ระบาดหนัก เสียชีวิตแล้ว 11 ราย

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนระวังป่วยด้วย โรคไข้หวัดใหญ่ หากพบว่าตนเองมีอาการไข้สูง ปวดเมื่อยตามร่างกาย ให้สงสัยว่าอาจเสี่ยงเป็นไข้หวัดใหญ่ ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

เนื่องจากช่วงนี้มีฝนตกในหลายพื้นที่ ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เนื่องจากอาจมีผลกระทบที่รุนแรงและอาจทำให้เสียชีวิตได้ พร้อมแนะให้ยึดหลัก ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ทุกสายพันธุ์

วันที่ 17 พฤษภาคม 2562 นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ” โรคไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่จะพบผู้ป่วยมากขึ้น ในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งช่วงนี้ประเทศไทยมีฝนตกในหลายพื้นที่ ทำให้พบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ในปีนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 13 พฤษภาคม 2562 พบผู้ป่วย 156,108 ราย เสียชีวิต 11 ราย โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุ 7 – 9 ปี รองลงมาคืออายุ 10 – 14 ปี ซึ่งเป็นอายุที่อยู่ในกลุ่มวัยเรียน “

กรมควบคุมโรค จึงรณรงค์เร่งให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ให้เร็วขึ้น เพื่อช่วยให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงได้รับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

  1. กลุ่มเสี่ยงที่ทำงานใกล้ชิดกับผู้ป่วย เช่น บุคลากรทางการแพทย์
  2. การให้วัคซีนเพื่อลดการเสียชีวิตใน 7 กลุ่มเสี่ยง เช่น กลุ่มเด็ก 6 เดือน – 3 ขวบ, หญิงมีครรภ์, ผู้สูงอายุ, คนอ้วน และผู้ที่มีโรคประจำตัว



สำหรับการฉีดวัคซีนในกลุ่มอื่น ขณะนี้ทางคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ได้นำมาพิจารณา และอยู่ระหว่างการนำเสนอให้คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติพิจารณา

นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า ขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพและป้องกันตนเองจากโรคไข้หวัดใหญ่ หลีกเลี่ยสถานที่ ที่คนอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย ซึ่งโรคไข้หวัดใหญ่สามารถติดต่อจากการสัมผัสสารคัดหลั่ง ( น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ) ของผู้ป่วย ผ่านการไอหรือจาม โดยหลังจากได้รับเชื้อจะมีอาการคล้ายไข้หวัด แต่จะมีอาการปวดกล้ามเนื้อมากและปวดศีรษะ อ่อนเพลีย แต่สามารถหายเองได้ใน 5 – 7 วัน

กลุ่มเสี่ยงอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้มีโรคประจำตัว และผู้ที่เป็นโรคอ้วน เป็นต้น หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

ไข้หวัดใหญ่

สำหรับวิธีการป้องกันขอให้ประชาชนยึดหลัก ” ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด “

  • ปิด คือ ปิดปาก และปิดจมูก เมื่อมีอาการไอ หรือจาม ต้องใช้หน้ากากอนามัย ผ้า หรือทิชชูปิดปากและจมูกทุกครั้ง
  • ล้าง คือ ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ เมื่อสัมผัสสิ่งของ เช่น กลอนประตู ลูกบิด ราวบันได
  • เลี่ยง คือ หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย
  • หยุด คือ เมื่อป่วยควรหยุดเรียน หยุดงาน แม้จะมีอาการไม่มากก็ควรหยุดพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านจนกว่าจะหายเป็นปกติ

โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงควรให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และหากมีอาการข้างต้น ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่สถานพยาบาล สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

อาการไข้หวัดใหญ่

ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข