ไวรัสตับอักเสบเอ ระบาดเพิ่มขึ้น 132 % ปัญหาระดับชาติ

ไวรัสตับอักเสบเอ ระบาดเพิ่มขึ้น 132 % ในเวอร์จิเนีย เมื่อเทียบกับปี 2561 ในระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2019 ถึงวันที่ 19 เมษายน 2019 ผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบเอมีอัตราเพิ่มขึ้น ตามรายงานข่าวจากกรมอนามัย

ณ วันที่ 22 เมษายนของปีนี้ มีรายงานผู้ป่วย 45 ราย ถึงแม้ว่าไวรัสตับอักเสบเอ จะยังไม่ได้ระบาดหนักในประเทศไทย แต่การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ในเวอร์จิเนียเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มระดับชาติที่กว้างขึ้น ตั้งแต่ปี 2559 มีผู้ป่วยมากกว่า 15,000 รายทั่วประเทศ ส่งผลให้รักษาตัวในโรงพยาบาล 8,500 ราย

ซึ่งหน่วยงานด้านสุขภาพของรัฐเวอร์จิเนีย กำลังพยายามเพิ่มจำนวนการฉีดวัคซีนป้องกัน โรคตับอักเสบเอโดยให้ความสำคัญ กับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อไวรัสมากที่สุด

ไวรัสชนิดนี้เป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันของตับ โดยผู้ป่วยติดเชื้ออาจไม่แสดงอาการ หรือแสดงเพียงเล็กน้อย สามารถติดต่อ จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่ควรระมัดระวังให้มากขึ้น ในการรับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำ



อาการของ ไวรัสตับอักเสบเอ

ไวรัสตับอักเสบเอ
  • มีไข้ตัวร้อน รู้สึกอ่อนเพลีย
  • คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร
  • รู้สึกแน่นบริเวณชายโครงขวา
  • มีอาการท้องร่วง อุจาระสีซีด
  • ปัสสาวะมีสีเข้ม
  • รู้สึกปวดท้อง ปวดข้อ
  • อาการดีซ่าน ที่มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง

อาการจะแสดงหลังจากผู้ป่วยติดเชื้อไปแล้วประมาณ 28 วัน และมักจะหายภายใน 2 – 6 เดือน โรคนี้ส่วนใหญ่พบในประเทศที่ด้อยพัฒนา และสามารถรักษาให้หายขาดได้ หากไม่พบว่ามีอาการอื่นแทรกซ้อน

สาเหตุของการติดเชื้อ

  • การดื่มน้ำที่ไม่สะอาด มีเชื้อชนิดนี้แฝงอยู่
  • ไม่ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร หรือหลังจากเข้าห้องน้ำ
  • ติดจากการทานอาหารจากผู้ป่วยที่มีเชื้อ
  • มีเพศสัมพันธ์กับผู้มีเชื้อ

ปัจจัยเสี่ยงการติดเชื้อ

  • ผู้ที่มีโรคบางชนิด เช่น โรคตับ โรคเลือด ฯลฯ
  • ผู้ที่อาศัยร่วมกับผู้ป่วยที่มีเชื้อ
  • อาศัย หรือท่องเที่ยวในพื้นที่ ที่มีการระบาดของเชื้อ
  • อาศัยในสถานที่ผู้คนมาก เช่น ศูนย์เลี้ยงเด็ก ชุมชนแออัด ค่ายทหาร ฯลฯ
  • ผู้ที่ใช้สารเสพติด
  • การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อ หรือผู้ที่รักร่วมเพศ

การป้องกันการติดเชื้อ

  • ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร หรือหลังออกจากห้องน้ำ และควรฝึกล้างมือให้บ่อยครั้งขึ้น
  • ควรดื่มน้ำที่สะอาด มั่นใจว่าปลอดภัย
  • ควรทานอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่
  • ฉีดวัคซีนป้องกัน จะเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด

อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยเอง ก็ยังพบไวรัสนี้อยู่ เพียงแต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการ หรือไม่รู้ตัว จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่เราควรเลือกทานอาหาร และดื่มน้ำที่สะอาด รับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น โดยใช้ช้อนกลางทุกครั้ง และไม่ควรใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น ( การได้รับวัคซีนป้องกัน จะเป็นวิธีที่ดีที่สุด )

ไวรัสตับอักเสบบี

คุณจะรู้ได้ยังไง ว่าไปได้ไกลแค่ไหน หากยังไม่ได้ วิ่ง

หลายครั้งที่ทำให้คุณหยุดอยู่กับที่ เพราะความกลัว กังวล ไม่กล้าที่จะ วิ่ง ต่อไป จึงทำให้ชีวิตนิ่งอยู่กับที่ ไม่ประสบความสำเร็จกับสิ่งใดๆเลย เพราะได้แต่คิด แต่ยังไม่ลงมือปฏิบัติทำต่อให้สำเร็จ

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ชีวิต การงาน หรือการเรียน หากว่าคุณไม่สู้ต่อ ไม่พยายามลองทำ ก็จะไม่มีวันได้รู้เลยว่า ตัวคุณเองมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน ในสิ่งที่คุณได้แต่คิด แต่ไม่ยอมพยายามลงมือทำมันอย่างจริงจัง

คุณจะรู้ได้ยังไง ว่าคุณไปไกลได้แค่ไหน หากว่าคุณยังไม่ได้ วิ่ง



วิ่ง

คำพูดนี้ สื่อถึงว่า ” คุณจะไม่มีทางได้รู้เลย ว่าคุณมีความสามารถ และประสิทธิภาพแค่ไหน กับการที่จะทำอะไรสักอย่างให้ประสบความสำเร็จ หากคุณไม่ยอมลงมือปฏิบัติจริง “

อย่าได้แต่คิด หรือรอเวลา เพราะเวลาไม่เคยรอคุณ ทุกวินาทีมีค่าเสมอ อย่ามัวแต่กลัว หรือนั่งนิ่งอยู่กับที่ ถึงเวลาแล้วที่ควรจะต้องลุกขึ้นมา ทำอะไรอย่างจริงจัง ถึงแม้ว่าจะล้มเหลว แต่ก็ยังดีที่ได้ทำ และได้เรียนรู้ เพื่อนำมาพัฒนาต่อไปให้สำเร็จ ดีกว่าไม่ลองทำ ได้แต่นั่งมองดูความสำเร็จของคนอื่น ที่เขานำคุณไปในแต่ละก้าว ที่คุณหยุดเดิน

คำคม

ฮีทสโตรก คืออะไร ใครเสี่ยงอันตราย ตายเฉียบพลัน

อากาศร้อนสูงทะลุ 40 องศาเซลเซียส โดยคาดว่าจะมีอุณหภูมิสูดสุดถึง 44 องศาเซลเซียส สถานการณ์นี้ มีอันตรายถึงชีวิตได้ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ที่คุณควรรู้ทัน ในการป้องกันกับความเสี่ยงนี้ที่อาจเกิดขึ้นกับคุณได้ โดยเฉพาะการรับมือกับโรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรก ที่เป็นอันตราย ทำให้เสียชีวิตได้อย่างเฉียบพลัน

หากร่างกายของคุณ ไม่อาจรับมือกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดนี้ได้ อาจส่งผลทำให้คุณรู้สึกอ่อนเพลีย ดังนั้นควรสังเกตุอาการเตือนอื่น ร่วมกับอาการอ่อนเพลียด้วย เช่น รู้สึกปวดศีรษะ วิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อออกมากผิดปกติ เป็นตะคริว เบื่ออาหาร กระหายน้ำมาก และมีอาการหายใจเร็วผิดปกติ

หากพบว่าคุณกำลังเผชิญกับความเสี่ยงนี้ ควรหาวิธีป้องกัน และหลีกเลี่ยงสถานที่อากาศร้อนจัด และควรอยู่ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก เย็นสบาย

ฮีทสโตรก คืออะไร ​?

ฮีทสโตรก( Heat stroke ) คือ ปัญหาทางด้านสุขภาพอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดจากภาวะที่ร่างกาย มีอุณหภูมิสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส โดยส่วนใหญ่พบกับผู้ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อม ที่มีอากาศร้อนจัด อุณหภูมิสูง จึงส่งผลทำให้สมองส่วนการควบคุมอุณภูมิของร่างกาย เกิดการทำงาน ที่ผิดปกติ ทำให้ร่างกายเกิดความร้อนสูง ซึ่งมีผลโดยตรงต่อระบบการทำงานของสมอง และระบบไหลเวียนของโลหิต จนอาจทำให้ร่างกายได้รับอันตราย จนถึงขั้นเสียชีวิตได้

โรคนี้หากได้รับการแก้ไข หรือรักษาอย่างถูกต้อง จะมีโอกาสรอดชีวิต ได้มากถึง 90% แต่หากไม่ได้รับการรักษา ปล่อยไว้นานเกิน 2 ชั่วโมง ก็มีความเสี่ยงสูง ที่จะทำให้เสียชีวิตได้

สัญญาณเตือนฮีทสโตรก

ฮีทสโตรก
  • รู้สึกกระหายน้ำมาก ผิดปกติ
  • รู้สึกปวดศีรษะ หน้ามืด วิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน
  • ไม่มีเหงื่อออก แม้อากาศจะร้อนจัด
  • อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเรื่อยๆ ตัวร้อนจัด ผิวแดงจัด
  • หายใจเร็วมาก ใจสั่น
  • รู้สึกสับสน มึนงง หงุดหงิด อ่อนเพลีย
  • เกิดอาการชัก หมดสติ
  • มีอาการเกร็งกล้ามเนื้อ
  • รูม่านตาขยาย
  • หัวใจเต้นเร็วมากผิดปกติ

ใครเสี่ยงฮีทสโตรกสูง

  • ผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ
  • ผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ นอนน้อย
  • ผู้ที่ดื่มสุราจัด
  • ผู้สูงอายุ และเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี
  • ผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมร้อนชื้น และต้องเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัด
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคหัวใจ โรคอ้วน โรคปอด โรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน

วิธีป้องกัน

  • ควรหลีกเลี่ยงสถานที่ ที่มีอากาศร้อนจัด แสงแดดจ้า
  • ควรอยู่ในที่ร่ม อาการถ่ายเทสะดวก และเย็นสบาย
  • ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ
  • ควรสวมเสื้อผ้าโปร่ง ไม่หนา รู้สึกเบาสบาย สีเสื้อผ้าควรใช้สีอ่อน
  • ควรใช้ครีมกันแดด ที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไป
  • ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  • ควรออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ

วิธีช่วยเหลือผู้ป่วยฮีทสโตรกเบื้องต้น

  • ควรนำเข้าที่ร่ม อากาศเย็น ถ่ายเทสะดวก
  • ให้นอนราบ ยกเท้าทั้งสองข้างขึ้นให้สูง
  • หากมีอาการอาเจียนให้นอนตะแคง หลังจากอาเจียนให้นอนหงาย
  • คลายเสื้อผ้าให้หลวม
  • ใช้ผ้าชุบน้ำอุณหภูมิปกติ เช็ดตามตัว คอ ซอกรักแร้ ขาหนีบ หน้าผาก เพื่อระบายความร้อน
  • ใช้พัดลมช่วยเป่าระบายความร้อน
  • ควรให้ดื่มน้ำเปล่า หรือน้ำแร่
  • แล้วรีบน้ำส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว

แล้วคุณแก้ไขกับปัญหานี้ยังไง ความร้อนที่ต้องเผชิญ มีผลต่อสุขภาพร่างกายของคุณ อย่างไรบ้าง ? แล้วคุณคิดว่า ปัญหานี้เกิดขึ้นจากอะไร แล้วจะมีวิธีแก้ไขได้อย่างไร สามารถแนะนำ และแสดงความคิดเห็นกับเราได้ ตรงด้านล่างบทความค่ะ

ผื่น ขึ้นตามตัว เสี่ยงโรคหัด กำลังระบาดหนัก อันตรายสูง

เนื่องจากสถานการณ์ในขณะนี้ โรคหัดกำลังระบาดในหลายประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง และกังวลเป็นอย่างมาก ว่ามันจะกลับมาระบาดหนักอีกครั้ง ดังนั้นอาการ ผื่น ขึ้นตามตัว อาจไม่ใช่เรื่องปกติ อย่างที่คุณคิด

จากข่าวในหลายประเทศ ทางสื่อสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับโรคหัด ซึ่งมีการระบาดหนักในอิสราเอล สหรัฐอเมริกา นิวยอร์ก และอีกหลายประเทศ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ที่คุณเองควรต้องรู้ อะไรบ้าง เกี่ยวกับโรคนี้

ผื่น ขึ้นตามตัว เสี่ยงหัด สิ่งที่ควรรู้ !

1. หัดอาจร้ายแรง

อาการของโรคหัด ในช่วงแรกอาจมีหลายคน คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะอาจมีเพียงแค่ผื่น และไข้เล็กน้อย ที่คิดว่าจะหายไปภายในไม่กี่วัน จึงทำให้พวกเขาไม่ได้รับวัคซีน

ซึ่งโรคหัดอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ต่อสุขภาพอย่างรุนแรงได้ โดยเฉพาะในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี

สิ่งที่น่าเป็นห่วง เกี่ยวกับโรคหัดคือ มันไม่มีอาการแสดงบอกล่วงหน้าได้ว่า อาการของคุณจะรุนแรง มากแค่ไหน



ตามศูนย์ควบคุมโรค ( CDC ) ประมาณหนึ่งในสี่คน ในสหรัฐอเมริกา ที่ป่วยเป็นโรคหัด จะได้รับการรักษาในโรงพยาบาล และหนึ่งในทุกๆ 1,000 คนที่เป็นโรคหัด จะพัฒนาเป็นสมองบวม ซึ่งอาจนำไปสู่สมองเสียหายได้

1 – 2 คน จาก 1,000 คน ที่เป็นโรคหัด จะเสียชีวิต แม้จะอยู่ในการดูแล ที่ดีที่สุดก็ตาม

2. สัญญาณของโรคหัด

อาการของโรคหัด โดยทั่วไปจะปรากฏขึ้น ประมาณ 7 – 14 วันหลังจากได้รับเชื้อ โดยอาการของโรคหัด มักเริ่มต้นด้วยอาการ ไอ มีน้ำมูกไหล และมีไข้สูง

จากนั้น 2 – 3 วัน จะเริ่มมีจุดสีขาวเล็กๆ ปรากฏขึ้นบริเวณในปาก

และพอ 3 – 5 วัน จะเริ่มมีอาการผื่นขึ้นที่บริเวณผิวหนัง เป็นจุดสีแดงแบนๆ ปรากฏขึ้นบริเวณใบหน้า ศีรษะ คอ ลำตัว แขน ขาและเท้า จุดสีแดงจะเริ่มรวมตัวกัน กระจายไปยังส่วนอื่น ที่เหลือของร่างกาย เมื่อผื่นปรากฏขึ้น ไข้อาจจะพุ่งเกิน 104 ฟาเรนไฮต์

3. หัดเป็นโรคติดต่อ

หัด แพร่กระจายผ่านอากาศ เมื่อผู้ติดเชื้อไอหรือจาม หากผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ ก็สามารถติดเชื้อได้ง่าย

ผื่น

ลูกของคุณสามารถติดเชื้อโรคหัดได้ โดยอยู่ในห้องกับผู้ที่เป็นโรคหัด แม้ว่าผู้เป็นโรคหัดจะออกจากห้องนั้นไปแล้ว 2 – 3 ชั่วโมงก็ตาม

ผู้ที่ติดเชื้อ สามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้ ก่อนที่จะรู้ตัวว่าตนเองเป็นโรคหัด โดยสามารถแพร่เชื้อได้ 4 วันก่อนที่จะเกิดหัดผื่นขึ้นจากการติดเชื้อ และแพร่กระจายได้สูงหลังจาก 4 วันนั้น

แม้ว่าจะมีประกาศ การกำจัดหัด ออกจากสหรัฐอเมริกาในปี 2000 อย่างไรก็ตามโรคหัด ยังพบได้ทั่วไป ในส่วนอื่นๆของโลก เช่น ในยุโรป เอเชียแปซิฟิก และแอฟริกา

แม้ว่าคุณจะไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศ แต่คุณก็สามารถติดเชื้อโรคหัดได้ จากนักเดินทางชาวต่างชาติ ที่ไม่ได้รับวัคซีน ที่มีเชื้อโรคหัด ในขณะที่พวกเขาเหล่านั้นอยู่ในประเทศของคุณ

ซึ่งใครก็ตาม ที่ไม่ได้รับการป้องกัน จากโรคหัด จะตกอยู่ในความเสี่ยง

4. วิธีป้องกันโรคหัด

การป้องกันที่ดีที่สุด สำหรับโรคหัดคือ การได้รับวัคซีนโรคหัด คางทูม หัดเยอรมัน ( MMR ) วัคซีน MMR ให้การป้องกันที่ยาวนาน สำหรับทุกสายพันธุ์ของโรคหัด

ลูกของคุณต้องการวัคซีน MMR สองโดสเพื่อการป้องกันที่ดีที่สุด : เข็มแรกที่อายุ 12 – 15 เดือน เข็มที่สองประมาณ 4 – 6 ปี

วัคซีนโรคหัดมีประสิทธิภาพมาก ปริมาณวัคซีนโรคหัดหนึ่งครั้ง มีประสิทธิภาพประมาณ 93 % ในการป้องกันโรคหัด หากสัมผัสกับไวรัส ปริมาณในครั้งที่ 2 มีประสิทธิภาพประมาณ 97%

5. ตรวจสอบตัวคุณเอง

ควรตรวจสอบให้แน่ใจ ว่าคุณได้รับการปกป้องจากโรคหัด ก่อนการเดินทางระหว่างประเทศ ถ้าหากลูกของคุณอายุ 6 – 11 เดือน ควรได้รับวัคซีน MMR 1 เข็มก่อนออกเดินทาง และหากลูกของคุณมีอายุ 12 เดือนขึ้นไป ต้องได้รับวัคซีน MMR 2 โดส (แยกจากกันอย่างน้อย 28 วัน) ก่อนออกเดินทาง

การระบาดหนักของโรคหัด ในหลายประเทศ จำเป็นที่คุณควรต้องปรึกษากับ กุมารแพทย์ของเด็ก เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกัน ก่อนเดินทาง หรือย้ายถิ่นฐาน

ตาพร่ามัว เกิดจากสิ่งนี้ อันตรายเสี่ยง ตาบอด

อาการที่ใครหลายคนประสบอยู่ และอาจคาดไม่ถึงว่า ตาพร่ามัว บางสาเหตุอาจนำไปสู่ ภาวะการมองไม่เห็น หรือที่เรียกว่า ” ตาบอด ” ความเสี่ยงนี้เป็นเรื่องใกล้ตัว ที่คุณควรสังเกตุอาการ และควรรีบทำการรักษา

ตาพร่ามัว ( Blurred Vision ) คือ อาการที่มองเห็นได้ไม่ชัดเจน เห็นภาพหรือวัตถุเบลอ ในแต่ละรายมีอาการมัวที่แตกต่างกัน อาจเกิดขึ้นข้างเดียว หรือทั้งสองข้างพร้อมกันก็ได้ โดยส่วนใหญ่มักเกิดขึ้น กับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้ กับผู้ที่มีอายุน้อย ได้เช่นกัน

สาเหตุของ ตาพร่ามัว

1. อายุมาก

โดยส่วนใหญ่ผู้สูงอายุ มักประสบกับปัญหาทางด้านสายตา ที่มักเกิดอาการตาพร่ามัว โดยมีสาเหตุหลักๆ เกิดจาก โรคจอประสาทตาเสื่อม ซึ่งมีอันตรายมาก อาจทำให้ ” ตาบอด ” ได้



วิธีการรักษา : อาการนี้เราสามารถป้องกันได้ โดยควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพดวงตา ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เช่น แสงแดด สูบบุหรี่ และการควบคุมโรคเบาหวาน และสำหรับวิธีรักษาทางการแพทย์ มีหลายวิธีซึ่งอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัญหาของจอประสาทตาที่พบ เช่น การเลเซอร์ และ การผ่าตัด ฯลฯ

2. อุบัติเหตุ

การได้รับอุบัติเหตุ ที่มีผลกระทบต่อดวงตาโดยตรง ที่อาจทำให้เกิดบาดแผล และรอยถลอกบริเวณดวงตา และกระจกตา ซึ่งอาจนำไปสู่การติดเชื้อได้

วิธีการรักษา : ควรได้รับการรักษา จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงทันที โดยการรักษาขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ ซึ่งในแต่ละรายอาจแตกต่างกัน

3. สายตาผิดปกติ

ตาพร่ามัว

มีความผิดปกติทางด้านสายตา เช่น สายตาเอียง สายตาสั้น และสายตายาว ซึ่งอาจเกิดจากพฤติกรรมการใช้สายตาแบบผิดๆ เกิดจากพันธุกรรม หรือเกิดอายุมาก

วิธีการรักษา : โดยทั่วไปควรแก้ไขด้วยวิธีการสวมแว่นตา หรือใช้คอนแทคเลนส์ โดยควรปรึกษาจักษุแพทย์ก่อน

4. ตาแห้ง

อาการตาแห้ง เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำเกิดตาพร่ามัว เนื่องจากดวงตาขาดน้ำที่ใช้ในการหล่อเลี้ยง โดยส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นกับผู้ที่ มีความผิดปกติของต่อมน้ำตา ผู้ที่ดื่มน้ำน้อย และผู้ที่ใช้คอนแทคเลนส์

วิธีการรักษา : ควรดื่มน้ำไม่มากเพียงพอ และใช้น้ำยาหยอดตา โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ใช้คอนแทคเลนส์

5. โรคประจำตัว

สำหรับในบางราย ที่มีอาการตาพร่ามัว อาจมีสาเหตุมาจากโรคประจำตัว ที่ส่งผลกระทบต่อดวงตาโดยตรง หรือดวงตาได้รับผลกระทบ จนเกิดเป็นโรคทางดวงตาได้ เช่น

  • โรคไมเกรน อาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง มีผลโดยตรงต่ออาการตาพร่ามัว
  • โรคเบาหวาน สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ อาจเสี่ยงทำให้จอประสาทตาถูกทำลาย และอาจนำไปสู่อาการ ” ตาบอด ” ได้
  • โรคหลอดเลือดสมอง มีผลกระทบตาการมองเห็น อาจทำให้เกิดตาพร่ามัวได้
  • โรคต้อหิน มีผลทำให้เส้นประสาทตาเสียหาย
  • โรคต้อกระจก สามารถทำให้เลนส์ตามัว ทำให้มองเห็นเบลอ
  • โรคเส้นประสาทตาอักเสบ
  • โรคเส้นเลือดที่จอประสาทตาอุดตัน
  • โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคต่อมไทรอยด์

วิธีการรักษา : ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ซึ่งการรักษาในแต่ละรายอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการนั้นๆ เช่น โรคต้อกระจก อาจได้รับการผ่าตัด เพื่อให้กลับมามองเห็นได้ชัดเจน ฯลฯ

วิธีถนอมดวงตา

อาการตาพร่ามัว ที่ควรไปพบแพทย์ !

  • มีอาการตาพร่ามัวเฉียบพลัน ร่วมกับปวดตา
  • มีอาการปวด และเจ็บตามาก
  • รู้สึกปวดศีรษะรุนแรง มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน
  • ตามีอาการแดงมากผิดปกติ
  • มีเลือดไหลออกมาจากดวงตา
  • รู้สึกมองไม่เห็นชั่วขณะ
  • เคลื่อนไหวใบหน้าไม่ได้ หรือพูดติดขัด

สิ่งสำคัญ ที่ควรสังเกตุอาการอย่างใกล้ชิด หากพบความผิดปกติ ที่อาจเกิดขึ้น ให้รีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยเร็ว

แล้วคุณล่ะ เคยประสบกับอาการเหล่านี้ ขึ้นกับตัวคุณเอง บ้างหรือไม่ แล้วมีวิธีจัดการกับปัญหานี้อย่างไร ? สามารถแสดงความคิดเห็นกับเราได้ ตรงด้านล่างใต้บทความค่ะ

10 สาเหตุเสี่ยงเป็น ปากนกกระจอก ภัยเงียบใกล้ตัว ที่ควรระวัง

ปากนกกระจอก ( Angular Cheilitis ) คือ แผลที่เกิดขึ้นบริเวณมุมปาก อาจเกิดขึ้นข้างเดียว หรือทั้งสองข้างก็ได้ แต่ไม่ใช่โรคติดต่อ สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยมีสาเหตุมาจากภาวะการขาดสารอาหารบางชนิด เช่น โปรตีน วิตามินบี 2 ธาตุเหล็ก หรือเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือไวรัส

ปากนกกระจอกไม่ได้เป็นโรคอันตรายร้ายแรง แต่มักสร้างความรำคาญ ทำให้เกิดความวิตก กังวล เป็นอุปสรรคต่อการพูดคุย หรือรับประทานอาหาร

อาการของ ปากนกกระจอก

  • มีอาการเจ็บปวด แสบร้อน บริเวณที่เกิดแผล ส่วนใหญ่เกิดขึ้นบริเวณมุมปาก
  • แผลมีลักษณะบวม แดง เปื่อย เกิดการอักเสบ
  • ปากลอก แห้ง แตกเป็นร่อง รู้สึกตึง บริเวณมุมปาก
  • มีเลือดออก เกิดตุ่มพอง


  • มีของเหลวไหลออกมา
  • รู้สึกลำบากในการอ้าปาก หรือรับประทานอาหาร
  • ในบางรายอาจมีอาการคัน
  • สำหรับผู้ป่วยบางราย อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนบางอย่างได้ เช่น ตาแดง น้ำตาไหล ผิวหนังเกิดผื่นและอักเสบ ฯลฯ

สาเหตุของปากนกกระจอก

ปากนกกระจอก

1. ขาดสารอาหาร

ภาวะที่เกิดจากการขาดสารอาหาร โดยส่วนใหญ่มักพบในเด็ก ที่ได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน หรือไม่เพียงพอ เช่น ธาตุเหล็ก วิตามินซี โปรตีน วิตามินบี 2

2. การติดเชื้อ

สำหรับผู้ที่อ่อนแอ หรือมีภูมิต้านทานต่ำ อาจทำให้ได้รับเชื้อไวรัส หรือเชื้อแบคทีเรีย บริเวณริมฝีปากได้ง่าย ซึ่งอาจทำให้เชื้อเหล่านั้นก่อตัวขึ้น ทำให้เกิดเป็นปากนกกระจอกได้

3. โรคผิวหนัง

หากมีอาการเกิดผื่น ภูมิแพ้ หรือมีอาการของโรคผิวหนังอักเสบ ก็อาจมีผลทำให้เกิดแผลบริเวณมุมปากได้

4. ผู้สูงอายุ

ด้วยมุมปาก ผิวปาก ที่เกิดการผิดรูป ที่เกิดจากความเหี่ยวย่น และไม่มีฟัน อาจทำให้บริเวณมุมปากเกิดจากอับชื้น ส่งผลทำให้เกิดเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย สามารถก่อตัวขึ้นบริเวณมุมปากได้

5. อาการแพ้

ปากนกกระจอกสามารถเกิดขึ้นได้กับผู้ที่มีริมฝีปากอ่อนโยน แพ้ได้ง่าย เช่น แพ้เครื่องสำอางค์ ฯลฯ

6. น้ำลายมาก

สำหรับผู้ที่มีน้ำลายมาก หรือนอนหลับน้ำลายไหล อาจทำให้ผิวบริเวณมุมปากเกิดการระคายเคือง จนเกิดเป็นแผล

7. ปากแห้ง

สำหรับผู้ที่มักมีอาการปากแห้ง จากสภาพอากาศ หรือการใช้ยาบางชนิด สามารถส่งผลทำให้เกิดแผลบริเวณมุมปากได้ง่าย

8. ผู้ที่มีโรคบางชนิด

ผู้ที่เป็นโรคบางชนิด อาจเสี่ยงเป็นปากนกกระจอกได้ เช่น โรคตับ โรคลำไส้ โรคเบาหวาน โรคสะเก็ดเงิน โรคเอดส์ โรคเริมริมฝีปาก หรือโรคเครียด ฯลฯ

9. พฤติกรรมเสี่ยง

สำหรับผู้ที่ชอบดื่มสุรา สูบบุหรี่ และชอบเลียปาก มีความเสี่ยงต่อการเกิดปากนกกระจอกได้สูง

10. เกิดจากพันธุกรรม

หากเกิดจากสาเหตุนี้ อาจหลีกเลี่ยงได้ยาก ซึ่งควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

วิธีการรักษาปากนกกระจอก

  • ทำความสะอาดบริเวณแผล ให้แห้งและสะอาดอยู่เสมอ
  • ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อุดมไปด้วยวิตามินบี 2 เช่น ถั่ว ธัญพืช นม เนื้อสัตว์ ข้าวกล้อง หน่อไม้ฝรั่ง ถั่วฝักยาว และไข่ ฯลฯ
  • ควรดื่มน้ำเปล่าสะอาดให้มากเพียงพอ
  • หลีกเลี่ยงการเลียบริเวณริมฝีปาก
  • ควรบรรเทาอาการ และรักษาความชุ่มชื้นบริเวณแผล โดยการใช้ขี้ผึ้ง ลิปบาล์ม วาสลีน เจลลี่ ฯลฯ
  • หลีกเลี่ยง หรืองดใช้ เครื่องสำอางค์ที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ ระคายเคืองต่อผิวได้
  • หากพบว่าอาการไม่ดีขึ้น และเป็นติดต่อกันนานมากกว่า 7 วัน ควรไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล
  • ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นประจำ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย

ปากนกกระจอกสามารถหายได้เองภายใน 7 – 10 วัน แต่ก็สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีก แล้วคุณคิดว่า คุณมีโอกาสเสี่ยงแค่ไหน สำหรับการเกิดอาการของโรคปากนกระจอกนี้ ?

7 สัญญาณเตือน ชี้ว่าคุณกิน น้ำตาล มากเกินไป

แน่นอนว่าความหวานจาก น้ำตาล ทำให้เราอารมณ์ดี รู้สึกสดชื่น ซึ่งข้อดีของน้ำตาลก็มีประโยชน์ต่อร่างกายอยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ตามหากว่าเรากินน้ำตาล ในปริมาณที่มากเกินไป ก็อาจทำให้เกิด ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพขึ้นมากมาย

เราจึงได้นำข้อมูล เกี่ยวกับสัญญาณเตือน ว่าคุณกำลังกินน้ำตาล ในปริมาณที่สูงเกินความจำเป็นของร่างกาย เพื่อชี้ให้เห็นว่า คุณควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การบริโภคน้ำตาลอย่างไร ไม่ให้เกิดโทษขึ้นกับร่างกายของคุณ

สัญญาณเตือนกิน น้ำตาล มากเกินไป

1. เป็นไข้หวัด

การบริโภคน้ำตาลในปริมาณมาก ส่งผลทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายถูกโจมตีได้ง่าย เนื่องจากเมื่อในร่างกายมีกลูโคสมากเกินไป ทำให้ร่างกายเลือกใช้กลูโคส ที่ไม่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียไข้หวัด ต่อต้านเชื้อเหล่านั้นแทน



จึงทำให้ร่างกายไม่สามารถ ต่อสู้กับเชื้อไวรัส แบคทีเรีย ที่เข้าสู่ร่างกายได้ จนในที่สุดจึงทำให้ร่างกายอ่อนแอ ป่วยเป็นไข้หวัดได้ง่าย และบ่อยขึ้น

2. เกิดสิว

การเลือกกินอาหารที่มีน้ำตาลสูง ทำให้ระดับอินซูลินเพิ่มขึ้น ทันทีที่กลูโคสเข้าสู่กระแสเลือดของคุณ มันจะเริ่มกระบวนการทางสรีรวิทยา ที่ซับซ้อนซึ่งอาจทำให้ผิวหนัง เกิดอาการอักเสบ โดยมันสามารถเพิ่มต่อมน้ำมันใต้ผิว ที่ก่อให้เกิดกระบวนการอักเสบขึ้น

หมายความว่าอาหารที่มีน้ำตาลสูง มีความเสี่ยงต่อการเกิดสิว ได้สูงมาก ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคน้ำตาลให้น้อยลง จะช่วยป้องกันคุณจากปัญหานี้ได้

3. ปวดข้อและกล้ามเนื้อ

หากคุณรู้สึกเจ็บปวดบริเวณข้อ และกล้ามเนื้อบ่อยครั้ง นั้นอาจเป็นสัญญาณเกี่ยวกับ กระบวนการอักเสบที่กำลังเกิดขึ้น ภายในร่างกายของคุณ ที่มีผลมาจากน้ำตาลจำนวนมาก ในอาหารของคุณ ทำให้เกิดกระบวนการไกลเคชั่น ( Glycation ) และการเชื่อมข้ามสายโมเลกุล

และยิ่งคุณทานน้ำตาลมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะเป็นการเพิ่มกระบวนการทำงานดังกล่าว ส่งผลทำให้เกิดการอักเสบ และส่งผลทำให้เกิดโรคข้ออักเสบ โรคหัวใจ โรคต้อกระจก โรคอัลไซเมอร์ และอาจทำให้ผิวเหี่ยวย่น แก่ก่อนวัย

4. น้ำหนักเพิ่ม

เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยน่าแปลกใจ หากว่าคุณรู้สึกอึดอัด ใส่เสื้อผ้าชุดเดิมไม่ค่อยได้ ถ้าหากคุณทานอาหารที่มีน้ำตาลสูงเป็นประจำ เพราะน้ำตาลในระดับที่สูง จะช่วยเพิ่มการผลิตอินซูลิน ที่เก็บไขมันส่วนเกินไว้ในบริเวณหน้าท้อง หรือตามส่วนต่างๆ ของร่างกายคุณ

5. ต้องการทานหวานมากขึ้น

น้ำตาล

น้ำตาลเป็นที่รู้จักในการปล่อยโดปามีน ซึ่งคล้ายกับสิ่งเสพติด สารสื่อประสาทโดปามีน ถูกปล่อยออกมาโดยเซลล์ประสาท เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่คุ้มค่า สารเคมีชนิดนี้มีชื่อเสียงมากที่สุด ในการทำให้เรา ” อารมณ์ดี “

สมองมองว่าน้ำตาล เป็นรางวัลที่ดี ยิ่งคุณทานน้ำตาลมากเท่าไหร่ ร่างกายก็จะอยากได้มากขึ้น มันเป็นวัฏจักรที่เลวร้าย และเป็นเหมือนการเสพติด

นอกจากนี้น้ำตาลในปริมาณสูง จะไม่ทำให้คุณรู้สึกอิ่ม แต่กลับทำให้เพิ่มความอยาก มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

6. ทนทานต่อน้ำตาลสูง

หากคุณทานอาหารที่มีน้ำตาลสูงเป็นประจำทุกวัน จะทำให้คุณชินและคุ้นเคย กับความหวานนั้น เมื่อใดที่คุณกินขนมหวานมากๆ จะทำให้ระดับความหวานไม่ตอบสนอง ทำให้รู้สึกไม่ได้รับรสถึงความหวาน จึงทำให้คุณจะยิ่งเพิ่มปริมาณน้ำตาล หรือเติมความหวานมากขึ้นไปเรื่อยๆ

7. ท้องป่อง

หากคุณรู้สึกมีอาการบวม หรือเจ็บปวด รู้สึกไม่สบายท้อง ท้องอืด นั่นอาจมีผลมาจากการกินน้ำตาลมากเกินไป เพราะหากน้ำตาลถูกดูดซึมได้ไม่ดี ในลำไส้เล็ก น้ำตาลเหล่านั้นจะไปยังลำไส้ใหญ่ ซึ่งน้ำตาลมักจะทำหน้าที่เหมือนแบคทีเรีย ที่คอยผลิตก๊าซ

หมายความว่า น้ำตาลในปริมาณมาก ทำให้เกิดความเสียหาย ในช่องท้องของคุณ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารรสหวานจัด หรือสารให้ความหวาน ที่ย่อยได้ยาก

ตามที่องค์การอนามัยโลก กำหนดว่าปริมาณน้ำตาลที่แนะนำ ควรมีน้อยกว่า 10 % ของปริมาณพลังงานที่คุณได้รับในแต่ละวัน หรือประมาณ 7 ช้อนชา ที่จริงแล้วคาร์โบไฮเดรตเพียง 4 กรัม เท่ากับน้ำตาล 1 ช้อนชา

วีดีโอ

ดังนั้นคุณควรระวังสัญญาณดังกล่าว และพยายามลดการบริโภคน้ำตาลให้น้อยลงในแต่ละวัน ไม่เช่นนั้น อาจส่งผลเสียทำลายสุขภาพร่างกายได้ ในระยะยาว

7 สัญญาณเตือน ชี้ว่าคุณบริโภค เกลือ มากเกินไป

การบริโภค เกลือ มากเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง และอาจนำไปสู่ปัญหา ทางด้านสุขภาพที่ร้ายแรงได้ ตามแนวทางการควบคุมอาหารล่าสุด แนะนำให้ทานโซเดียม 2,300 มิลลิกรัมต่อวัน ( 1 ช้อนชา ) / วัน อย่างไรก็ตามคาดว่า การบริโภคโดยเฉลี่ยต่อวันของคนส่วนใหญ่ ใกล้เคียงกับ 3,400 มิลลิกรัมของโซเดียม ( ประมาณ 1 และ 1/3 ช้อนชา )

สัญญาณเหล่านี้ พบได้บ่อยที่สุด หากว่าคุณกำลัง บริโภคเกลือมากเกินไป ซึ่งควรต้องคอยสังเกตุความผิดปกตินี้ ที่อาจเกิดขึ้น กับร่างกายของคุณได้

สัญญาณเตือนบริโภค เกลือ มากเกินไป

เกลือ

1. กระหายน้ำ

โซเดียมที่พบในเกลือ ช่วยปรับสมดุลของเหลวในร่างกายของคุณ เมื่อคุณกินเกลือมากเกินไป ร่างกายของคุณก็จะต้องการของเหลว เพิ่มมากขึ้นเพื่อช่วยล้างระบบของคุณ เพื่อให้กล้ามเนื้อและอวัยวะอื่นๆ สามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง



นั่นเป็นวิธีที่ร่างกายของคุณ ใช้ในการแก้ไขอัตราส่วนโซเดียมที่ดีที่สุด ในการทำให้ทุกสิ่ง กลับมาเป็นปกติ จึงทำให้คุณกระหายน้ำมากกว่าปกติ

2. อาการบวม

หากพบว่าเท้าของคุณเริ่มตึง รู้สึกมีอาการบวมตามร่างกาย หรือตาบวมในตอนเช้า นั่นอาจเป็นเพราะการบริโภคเกลือมากเกินไป

จึงทำให้ร่างกายของคุณ เริ่มกักเก็บน้ำในปริมาณมากขึ้น หากพบว่าร่างกายมีเกลือในปริมาณสูง

3. ปวดกระดูก

การบริโภคเกลือในปริมาณสูง อาจเป็นอุปสรรคต่อโครงสร้างของกระดูกที่แข็งแรง เมื่อคุณบริโภคเกลือมากเกินไป ไตของคุณจะไม่สามารถล้างออกได้อย่างสมบูรณ์ และจะเป็นการเพิ่มความสูญเสียแคลเซียม เป็นอย่างมาก

ซึ่งการขาดแคลเซียมเรื้อรัง อาจส่งผลทำให้กระดูกอ่อนแอ ปัญหาเกี่ยวกับฟันก็จะเกิดขึ้น รวมไปถึง อาจทำให้เกิดเป็น โรคกระดูกพรุนได้

4. ปัญหาเกี่ยวกับสมอง

ความดันโลหิตสูง ที่เกิดจากการบริโภคเกลือสูง สามารถทำลายหลอดเลือดแดง ที่นำไปสู่สมองของคุณ

ซึ่งสิ่งนี้อาจส่งผลต่อความสามารถในการคิดอย่างชัดเจน และอาจนำไปสู่ผลกระทบต่อความจำ อีกทั้งยังทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า และเวลาการตอบสนองช้า

5. ปวดกล้ามเนื้อ

การรักษาสมดุลโซเดียม โพแทสเซียม ที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสุขภาพของคุณ เนื่องจากองค์ประกอบทางเคมีเหล่านี้ มีหน้าที่ในการหดตัวของกล้ามเนื้อ

หากคุณรู้สึกปวดกล้ามเนื้อ เป็นตะคริวบ่อยครั้ง นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือน ว่าคุณกำลังบริโภคเกลือมากเกินไป

6. ความเปลี่ยนแปลงของปัสสาวะ

ตามกฏแล้วการสะสมโซเดียมในร่างกาย จะกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ของการปัสสาวะ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ 2 สาเหตุ

  • การมีโซเดียมมากเกินไปในร่างกายของคุณ อาจเป็นผลมาจากการสูญเสียของเหลว ที่มักนำไปสู่การขาดน้ำ เมื่อมีการสูญเสียน้ำในร่างกาย การขับปัสสาวะของคุณก็จะลดลง และเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้ม
  • การบริโภคเกลือจำนวนมาก ทำให้ไตของคุณทำงานหนัก เพื่อกำจัดโซเดียมออกจากร่างกาย ซึ่งอาจส่งผลทำให้เกิดโรคไต ที่มักทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น

7. ปวดหัว

การบริโภคโซเดียม ในปริมาณที่มากเกินไป จะเพิ่มปริมาณเลือดของคุณ เพื่อให้มีพื้นที่มากขึ้นในเส้นเลือด การขยายตัวของหลอดเลือด ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง และอาจทำให้เกิดอาการปวดหัวอย่างรุนแรง

ดังนั้นการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูง อย่างเช่น อาหารสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง ขนมปัง ฯลฯ แล้วควรหันมาเลือกรับประทานอาหารที่มีโซเดียม 5 % หรือน้อยกว่าต่อวัน จึงจะดีกว่า

คุณคิดว่าคุณรับประทานเกลือ ในปริมาณเท่าไหร่ต่อวัน และอาการเหล่านี้ เคยเกิดขึ้นกับคุณบ้างหรือไม่ ?

ปวดท้องไส้ติ่ง อาการที่คุณควรรู้ เสี่ยงอันตรายสูง

อาการ ปวดท้องไส้ติ่ง สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ส่วนใหญ่แล้วการเกิดไส้ติ่งอักเสบ มักพบกับบุคคล ที่อาศัยอยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นส่วนมาก รวมถึงตัวคุณเองด้วย ที่มีโอกาสเสี่ยงเป็น ไส้ติ่งอักเสบ ได้เช่นกัน

ไส้ติ่งเป็นส่วนที่อยู่ ในส่วนต้นของลำไส้ใหญ่ มีลักษณะคล้ายตัวหนอนเล็กๆ ที่มนุษย์ทุกคนจะต้องมี เพราะไส้ติ่งได้เจริญขึ้น ตั้งแต่มนุษย์อยู่ในครรภ์ ของมารดาแล้ว

ถึงแม้ว่าไส้ติ่ง จะไม่ได้มีความจำเป็นอย่างมาก สำหรับร่างกายของมนุษย์ แต่ว่าไส้ติ่ง ก็ยังมีประโยชน์ ในด้านของการสร้างเชื้อจุลินทรีย์ ที่ช่วยในการย่อยอาหาร ช่วยทำให้การทำงาน ของระบบการย่อยของอาหาร มีประสิทธิภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น

แต่ว่าไส้ติ่ง มีอันตรายถึงชีวิตได้ หากพบว่า ไส้ติ่งเกิดการอักเสบ แล้วไม่ได้ทำการรักษา ให้ทันเวลา แล้วคุณคิดว่า คุณมีโอกาสเสี่ยง ทำให้เกิดไส้ติ่งอักเสบ ได้มากแค่ไหน หากเกิดขึ้นกับคุณแล้ว จะมีอาการยังไง วันนี้เรามีความรู้ ในเรื่องของไส้ติ่ง มาฝากค่ะ

อาการ ปวดท้องไส้ติ่ง

ปวดท้องไส้ติ่ง

โดยส่วนใหญ่แล้ว สาเหตุหลักๆ ของการเกิดไส้ติ่งอักเสบ มักมาจากการอุดตัน ของสิ่งแปลกปลอม พญาธิ หรือ อุจจาระ ที่เข้าไปอุดตันไส้ติ่ง



1. ปวดบริเวณช่วงล่างขวา

หากคุณเริ่มมีอาการ ปวดท้องบริเวณ ช่วงล่างด้านขวา แต่ยังปวดไม่มาก ในช่วงแรก หากใช้มือกดลงไป จะมีอาการเจ็บ แล้วมีอาการไข้ เบื่ออาหาร รู้สึกง่วง และ มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ร่วมด้วย แสดงว่า คุณกำลังเริ่ม มีอาการไส้ติ่งอักเสบ เพียงแต่ยังไม่รุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์ ให้เร็วที่สุด

2. ปวดท้องอย่างรุนแรงและปวดมากไม่ทราบตำแหน่งที่แน่นอน

หากคุณมีอาการปวดท้อง แบบเฉียบพลัน แล้วมีอาการปวดท้อง ที่รุนแรงมาก แทบทนไม่ไหว ปวดจนตัวงอ ลุกขึ้นไม่ไหว แล้วอาการปวด เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และ ปวดตลอดเวลา แสดงว่าคุณกำลัง เสี่ยงเป็นไส้ติ่งอักเสบ

3. ปวดบริเวณรอบๆ สะดือ

หากคุณมีอาการ ปวดท้องบริเวณรอบๆ สะดือ แล้วย้ายมาปวด ตรงบริเวณ ช่วงล่างของท้องด้านขวา นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่า คุณกำลังเกิดอาการปวดท้อง ของไส้ติ่งอักเสบอยู่ ให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน

4. ปวดท้องร่วมกับปัญหาระบบขับถ่าย

หากคุณมีอาการท้องเสีย หรือมี อาการท้องผูก ที่ผิดปกติ แล้วร่วมกับมี อาการปวดท้องด้านขวาล่าง ร่วมกับมีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน นี่ก็เป็นอีกสัญญาณเตือนว่า คุณอาจกำลัง มีปัญหาเรื่อง ไส้ติ่งอักเสบอยู่ อย่างแน่นอน

5. ปวดท้องคล้ายเป็นโรคกระเพาะ

อาการปวดท้อง ที่อาจมีอาการ คล้ายกับ โรคกระเพาะ มีอาการท้องอืด แน่น หรือ ท้องเฟ้อ ร่วมด้วย แล้วเป็นติดต่อกันหลายวัน ร่วมกับมีอาการปวดท้อง ทวีขึ้นมากเรื่อยๆ หากใช้มือกด ด้านขวาล่างของท้อง แล้วจะมีอาการเจ็บปวดมาก แสดงว่าคุณอาจเป็น ไส้ติ่งอักเสบได้

ไส้ติ่งที่มีประโยชน์เล็กน้อย สำหรับร่างกาย ถ้าหากว่าไส้ติ่ง เกิดการอักเสบ ขึ้นเมื่อใด เราก็ควรรีบตัดมันทิ้งไป โดยเร่งด่วน หากคุณพบว่า คุณมีอาการปวดท้อง ที่คล้ายกับอาการปวดท้อง ของไส้ติ่ง คุณก็ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจดูให้แน่ใจ เพื่อจะได้ป้องกัน และรักษาได้อย่างทันเวลา เพราะถ้าหากว่า ไส้ติ่งแตกขึ้นมา ก็จะทำให้คุณได้รับการติดเชื้อ แล้วทำให้เสียชีวิต ในที่สุด

ปวดข้อมือ ภัยเงียบ เกิดจากสิ่งนี้ ที่ไม่ควรมองข้าม

อาการ ปวดข้อมือ ที่พบได้บ่อยในกลุ่มคนวัยกลางคน จนถึงวัยผู้สูงอายุ โดยส่วนใหญ่เกิดจากการใช้มือทำงานแบบเดิมซ้ำๆ บ่อยครั้ง และข้อมืออยู่ในท่าที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจส่งผลทำให้เส้นประสาทบริเวณข้อมือถูกกด จนทำให้เอ็นข้อมือ เกิดอาการอักเสบได้

อาการ ปวดข้อมือ

  • รู้สึกปวด ชา มืออ่อนกำลัง ไม่ค่อยมีแรงที่มือ
  • มีอาการปวดมากในตอนกลางคืน มากกว่ากลางวัน
  • รู้สึกเจ็บมาก หากขยับนิ้วหัวแม่มือ

สาเหตุของอาการปวดข้อมือ

  • กลุ่มคนวัยทำงาน ที่ทำงานซ้ำๆ บ่อยครั้งเป็นเวลานาน ติดต่อกันมากกว่า 1 ปี เช่น การใช้แป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ งานฝีมือเย็บปักถักร้อย งานในโรงงาน ฯลฯ
  • การออกกำลังกาย การเล่นกีฬา หรือการเคลื่อนไหวของข้อมือผิดท่า หรือทำซ้ำๆ เช่น กีฬาเทนนิส ยกน้ำหนัก โบว์ลิ่ง กีฬากอล์ฟ ฟุตบอล สโนว์บอร์ด และยิมนาสติก ฯลฯ


  • เกิดจากอุบัติเหตุ การบาดเจ็บฉับพลัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อข้อมือโดยตรง เช่น เคล็ดขัดยอก กระดูกแตกหัก ข้ออักเสบ ฯลฯ
  • เกิดจากผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคอ้วน โรคเกาต์ โรคเบาหวาน เนื้องอกบริเวณข้อมือ โรคไขข้อ โรคข้ออักเสบ และโรคต่อมไทรอยด์
  • อาจเกิดขึ้นกับหญิงตั้งครรภ์ในบางราย
  • ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป

วิธีการป้องกัน

  • ควรเปลี่ยนท่า หรือพักมือบ้าง หากใช้งานเป็นระยะเวลานาน
  • ควรนวดเบาๆ เพื่อผ่อนคลายเส้นเอ็น และกล้ามเนื้อ
  • ลดการเกร็งมือและข้อมือ ขณะใช้งาน
  • ควรใช้งานมือในท่าที่ถูกต้อง ไม่งอข้อมือ
  • ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนัก
  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้ข้อมือ เคลื่อนไหวหรือเกร็ง ในท่าเดิมซ้ำๆ นานเกินไป

วิธีการรักษาอาการปวดข้อมือ

การรักษาขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งในแต่ละรายอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ โดยมีการรักษาดังนี้

  • การใช้ยารักษา เช่น ยาแก้อักเสบ
  • การดามข้อมือ
  • การฉีดยา
  • การทำกายภาพบำบัด
  • การผ่าตัด

อย่างไรก็ตาม หากพบว่าตนเองเริ่มมีอาการปวดข้อมือ ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อทำการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งอาจจะหายขาดได้ หากรักษาก่อน 6 เดือน แต่หากมีอาการเรื้อรังนาน 4 – 5 เดือน แล้วไม่รีบทำการรักษา อาจส่งผลทำให้มีอาการปวดตลอดเวลา