7 เคล็ดลับ ดูแลผิวหน้า ความลับจากแพทย์ผิวหนัง

การมีสุขภาพผิวที่ดี โดยเฉพาะผิวหน้า ที่ไม่ว่าใครก็ต้องการ ดูแลผิวหน้า ให้สดใส เปล่งปลั่ง เพื่อให้ตัวเองดูดีอยู่เสมอ

เราจึงได้นำเคล็ดลับ จากแพทย์ผิวหนังระดับมืออาชีพ มาแบ่งปันให้คุณมีผิวหน้า ที่สุขภาพดีไปอย่างยาวนาน

7 ความลับ ดูแลผิวหน้า

1. มะพร้าว

แพทย์ผิวหนังทุกคนรู้ดีว่า ผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวนั้น เป็นสิ่งมหัศจรรย์สำหรับผิว และหากว่าคุณดื่มน้ำมะพร้าว เป็นประจำ คุณจะสังเกตุเห็นว่าผิวของคุณเปล่งปลั่งสดใส มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม หลังจากที่คุณดื่ม มาได้ประมาณ 2 – 3 สัปดาห์

และนอกจากนี้ผลิตภัณฑ์มะพร้าว ยังได้ถูกนำไปเป็นส่วนผสม ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวอีกมากมายหลายชนิด รวมถึงสูตรบำรุงผิวต่างๆ ที่มีมะพร้าวเป็นส่วนประกอบ



2. ชุดเครื่องนอน

ริ้วรอยต่างๆ โดยเฉพาะบนผิวหน้าของคุณ อาจปรากฏขึ้น ระหว่างการนอนหลับ เพราะผิวของคุณ ได้รับอิทธิพลจากผ้าปูที่นอน และปลอกหมอน

แต่การเลือกชุดเครื่องนอน หรือปลอกหมอนที่เป็นผ้าไหม จะเป็นตัวช่วยทำให้ผิวของคุณ ไม่เกิดริ้วรอยได้ง่าย ระหว่างการนอน

3. ครีมกันแดด

ดูแลผิวหน้า

การใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ จะสามารถช่วยป้องกันอนุมูลอิสระ ที่เป็นสาเหตุของการทำลายผิว และป้องกันไม่ให้เกิดริ้วรอย ฝ้า กระ จุดด่างดำบนใบหน้า

4. ท่าที่ถูกต้อง

การฝึกโยคะ ด้วยท่าที่ถูกต้อง เป็นประจำสม่ำเสมอ จะช่วยทำให้ความเครียดลดลง กระบวนการอักเสบต่างๆ ก็จะดีขึ้น

เพราะจะช่วยทำให้ เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น และออกซิเจนที่มากขึ้น จะช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และมีสุขภาพที่ดี

5. การทำความสะอาดผิวหน้า

การทำความสะอาดผิวหน้า ควรต้องทำด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า อย่างโทนเนอร์ควรเลือกที่ปราศจากแอลกอฮอล์

6. ขนาดเล็ก

การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางค์ ที่มีขนาดเล็ก หรือขวดเล็ก จะดีต่อสุขภาพผิวมากยิ่งกว่า เพราะหากขวดใหญ่ ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าจะใช้หมด อาจทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพลดลง และอาจมีสารออกฤทธิ์ ที่ไม่ดีต่อผิวเกิดขึ้น

7. ใช้น้ำแร่

เพื่อรักษาความยืดหยุ่น และความชุ่มชื้นให้กับผิว ในระหว่างวันที่ผิวเกิดความแห้ง การเลือกใช้สเปรย์น้ำแร่ ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ รวมถึงซีลีเนียม ซึ่งจะช่วยปกป้องผิวของคุณ จากรังสีอัลตราไวโอเลต ที่เป็นสาเหตุของการเกิดริ้วรอย

การดูแลผิวไม่ใช่เรื่องยาก ! เพียงแค่คุณรู้วิธีดูแล ที่ง่ายและมีประสิทธิภาพ แค่นี้ก็สามารถช่วยดูแลผิวของคุณได้แล้ว

7 ของกิน ที่ไม่ควรทานคู่กัน มีโทษทำลายสุขภาพ

สุขภาพที่ดี เริ่มต้นด้วยการเลือกรับประทานอาหาร ที่ดีต่อสุขภาพ แต่ใครจะรู้ว่า ของกิน ที่มีประโยชน์บางอย่าง ที่ทานคู่กันแล้ว อาจทำให้เกิดโทษก็เป็นได้

การไม่รู้ก็ย่อมไม่ผิด วันนี้เราจึงได้รวบรวมข้อมูลของกิน ที่คุณควรหลีกเลี่ยง เพื่อลดความเสี่ยง ต่อการเกิดปัญหาสุขภาพในระยะยาว

ของกิน ที่ไม่ควรทานคู่กัน ?

1. เบคอน + ไข่

การรวมกันของอาหาร 2 อย่างนี้ ในอาหารเช้าของคุณ เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า สิ่งนี้ไม่ดีต่อสุขภาพของเรา

เพราะจะทำให้ร่างกายของเรา ต้องใช้พลังงานจำนวนมาก ในการย่อยผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ซึ่งจะเป็นตัวกีดกันพลังงาน ที่เราต้องใช้ในช่วงเริ่มต้นของวัน



การทานเบคอน หรือไข่ คู่กับซอสมะเขือเทศ เป็นอาหารเช้า จึงจะดีกว่า เพราะจะทำให้ย่อยได้ดีกว่า ด้วยกรดจากมะเขือเทศ

2. นม + โกโก้

ของกิน

โกโก้อุดมไปด้วยกรดออกซาลิก ซึ่งป้องกันการดูดซึมแคลเซียม เมื่อรวมกับแคลเซียมกรดนี้ มีส่วนช่วยในการก่อตัวของผลึกออกซาเลต ซึ่งเป็นอันตรายต่อไต โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับไต ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

3. น้ำส้ม + ธัญพืช

การทานน้ำส้มกับธัญพืชในตอนเช้า จะไม่ได้ช่วยเพิ่มพลังงาน และอาจทำให้รู้สึกไม่สบายท้อง เนื่องจากกรดในน้ำส้มลดการทำงานของเอนไซม์ ที่ทำหน้าที่ทำลายคาร์โบไฮเดรตลง

เหตุผลนี้ จึงไม่แนะนำให้รวมธัญพืช และผลไม้รสเปรี้ยว หรือผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เข้ากับน้ำส้ม

4. ขนมปังข้าวสาลี + แยม

แป้งสาลีที่ผ่านการทำเป็นขนมหวาน จะทำให้เกิดกลูโคสที่รวดเร็ว จะช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายในเวลาอันสั้น ตามด้วยความอ่อนเพลีย และอารมณ์ไม่ดี

และการรวมกันของสิ่งนี้ จะส่งผลเสีย ต่อการทำงานของลำไส้ ที่เกิดจากการรวมตัวกันของแป้งยีสต์หมักและน้ำตาล ซึ่งไม่แนะนำให้ทาน

5. นม + รำข้าว

กรดโฟติกที่พบในรำข้าว เป็นสารประกอบที่ไม่ละลายน้ำ เมื่อรวมกันกับแคลเซียม และแมกนีเซียม

และนอกจากนี้ยังทำให้แร่ธาตุเหล่านี้ ไม่สามารถเข้าถึงร่างกายได้ โดยนักวิทยาศาสตร์แนะนำว่า ควรดื่มนมห่างประมาณ 1 – 1.5 ชั่วโมง หลังมื้ออาหาร

6. สลัด + น้ำมะนาว หรือน้ำส้มสายชู

วิตามินและสารอาหาร ที่มีคุณค่าสูง ที่พบในผักใบเขียวนั้น ต้องการไขมันที่เหมาะสม เพื่อการดูดซึมสารอาหาร

แต่เมื่อใดก็ตามที่เราทาน สลัดที่มีส่วนผสมของมะนาว หรือน้ำส้มสายชู เท่ากับว่าเรากำลังกีดกันสารอาหารที่มีประโยชน์เข้าสู่ร่างกาย

หากต้องการทานสลัด แนะนำควรทานคู่กับผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีประโยชน์ เช่น น้ำมันมะกอก อะโวคาโด หรือถั่ว ฯลฯ

7. โซดา + พิซซ่า

การรวมตัวกันของคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และแป้ง ต้องการใช้พลังงานมาก สำหรับการย่อยอาหาร

แต่น้ำตาลในโซดา จะทำให้กระบวนการย่อยอาหารช้าลง ส่งผลทำให้กระเพาะอาหารทำงานหนัก และทำให้ท้องอืด

แล้วคุณหล่ะ ชอบทานอาหารเหล่านี้คู่กันบ้างหรือไม่ ? แต่ถ้าหากนี่คืออาหารจานโปรด ในมื้อเช้าของคุณ ก็ควรปรับเปลี่ยนการกินอาหารเหล่านี้คู่กัน เพื่อผลที่ดีต่อสุขภาพร่างกายของคุณ

12 พฤติกรรมเสี่ยง สาเหตุหลักของ กลิ่นปาก

สุขภาพช่องปากเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ที่เราควรต้องดูแล แต่การแปรงฟันวันละ 2 ครั้ง อาจไม่เพียงพอ ที่จะสามารถป้องกันการเกิด กลิ่นปาก อันไม่พึงประสงค์ได้

การใช้ชีวิตประจำวัน และพฤติกรรมบางอย่างของคุณ ที่มักทำเป็นประจำ อาจส่งผลทำให้คุณมีกลิ่นปาก โดยที่คุณไม่เคยรู้ว่า สิ่งต่างๆเหล่านี้ เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่อยู่เบื้องหลัง ของการเกิดกลิ่นปากอันไม่พึงประสงค์

12 พฤติกรรมเสี่ยง สาเหตุหลักของ กลิ่นปาก

1. ดื่มกาแฟมากเกินไป

การดื่มกาแฟ เป็นสิ่งที่ดีหากดื่มเพียงเล็กน้อยในตอนเช้า แต่การดื่มมากเกินไป จะส่งผลทำให้คาเฟอีน ชะลอการผลิตน้ำลาย และทำให้ปากของคุณแห้ง ซึ่งจะนำไปสู่การมีกลิ่นลมหายใจ และกลิ่นปากอันไม่พึงประสงค์ได้

แต่การจิบชาเขียวร้อน ที่ไม่ผสมน้ำตาล จะสามารถช่วยลดกลิ่นปากได้



2. ไม่เปลี่ยนแปรงสีฟัน

เรื่องที่คุณอาจไม่ทันสังเกตุ กับเรื่องใกล้ตัวอย่างแปรงสีฟัน ที่ใช้เป็นประจำทุกเช้าเย็น หากแปรงสีฟันมีอายุที่นานเกินไป จะทำให้ช่องปากของคุณไม่ปลอดภัย ทำให้แบคทีเรียเข้าไปในช่องปากได้โดยง่าย ส่งผลทำให้ช่องปากสกปรกเพิ่มมากขึ้น จึงทำให้เกิดกลิ่นปากได้โดยง่าย

ดังนั้นควรเปลี่ยนแปรงสีฟัน อย่างน้อยทุกๆ 3 เดือน และหลังใช้ควรวางแปรงสีฟันไว้ในที่โล่ง ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก

3. ดื่มน้ำน้อย

การดื่มน้ำให้มากเพียงพอ จะช่วยกระตุ้นการไหลของน้ำลาย และช่วยหลีกเลี่ยงการขาดน้ำ ซึ่งการขาดน้ำเป็นสาเหตุหนึ่งของกลิ่นปาก

ดังนั้นคุณควรสร้างนิสัย การดื่มน้ำให้มากเพียงพอ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว

4. ใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีแอลกอฮอล์

กลิ่นปาก

น้ำยาบ้วนปากหลายยี่ห้อ ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์สูง ซึ่งจะทำให้ปากแห้ง และมีกลิ่นปากอันไม่พึงประสงค์ หลังจากบ้วนปากผ่านไป 1 ชั่วโมง

ดังนั้นการเลือกใช้น้ำยาบ้วนปาก ควรเลือกใช้ที่ปราศจากแอลกอฮอล์ และมีคลอเฮกซิดีน เป็นตัวช่วยในการดูแลช่องปาก จึงจะดีกว่า

5. งดทานคาร์โบไฮเดรต

หากคุณเป็นคนหนึ่ง ที่เข้มงวดในการรับประทานอาหาร มักงดทานคาร์โบไฮเดรต หรือทานคารโบไฮเดรตต่ำ จะทำให้ร่างกายปล่อยสารเคมีที่ชื่อว่า ” คีโตน ” ที่ส่งผลทำให้เกิดกลิ่นปาก

ดังนั้นการเลือกทานคาร์โบไฮเดรต ในปริมาณที่พอดี จะส่งผลที่ดีต่อระบบการทำงานของร่างกาย

6. โรคอ้วน

ปัจจัยเสี่ยงอีกประการหนึ่ง สำหรับภาวะการมีกลิ่นปาก คือ โรคอ้วน โดยมีการศึกษาพบว่า มีการเชื่อมโยงโดยตรง ระหว่างน้ำหนักตัวมากเกินไป และการมีกลิ่นปาก

หมายความว่า ยิ่งคุณอ้วนมากเท่าไหร่ ก็เพิ่มโอกาสของการมีกลิ่นปาก และกลิ่นของลมหายใจ

7. นิ่วทอนซิล

คุณควรตรวจสอบว่า มีก้อนนิ่วทอนซิลที่อยู่บริเวณต่อมทอนซิลหรือไม่ เนื่องจากนิ่วทอลซิล คือ การรวมตัวกันของแบคทีเซียและเซลล์ที่ตายแล้ว มีลักษณะเล็กเป็นจุดสีขาวหรือเหลือง ที่เป็นสาเหตุของการเกิดกลิ่นปาก และทำให้ต่อมทอนซิลบวมได้

8. ยารักษาโรค

สำหรับผู้ที่มีอาการเจ็บป่วย การทานยารักษาโรคบางชนิด เช่น แก้ปวด แก้แพ้ ฯลฯ ซึ่งยาพวกนี้อาจไปยับยั้งการไหลของน้ำลาย และอาจทำให้ปากแห้งเรื้อรัง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก

9. น้ำตาล

อาหารที่มีรสหวาน ที่เรามักทานหลังมื้ออาหาร มักมีส่วนผสมของน้ำตาลสูง และเมื่อน้ำตาลเข้าสู่ช่องปากของเรา มันจะช่วยทำให้แบคทีเรีย ที่อาศัยอยู่ในช่องปากของเรา เจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และนี้ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ของการมีกลิ่นลมหายใจ และกลิ่นปาก

10. ละเลยลิ้น

หากคุณแปรงฟัน แต่ละเลยการแปรงลิ้น นี่อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้แบคทีสะสมในช่องปาก ทำให้เกิดกลิ่นปากอันไม่พึงประสงค์

แนะนำว่า การแปรงฟันทุกครั้ง ควรแปรงลิ้นให้สะอาด ด้วยอีกด้านของแปรงสีฟัน ที่สามารถแปรงลิ้นได้

11. ไม่ใช้ไหมขัดฟัน

หลังการรับประทานอาหารทุกมื้อ เศษอาหารต่างๆ มักเข้าไปติดในซอกฟัน และหากติดสะสมเป็นเวลานาน ก็จะทำให้แบคทีเรียสะสมลงลึกไปใต้ร่องเหงือก และอาจนำไปสู่กลิ่นปาก อีกทั้งยังทำให้เกิดการติดเชื้อได้

ดังนั้นไหมขัดฟัน จึงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่า แปรสีฟัน ที่คุณจำเป็นต้องใช้

12. ฟันปลอม และรีเทนเนอร์

สำหรับผู้ที่ต้องใส่รีเทนเนอร์ และฟันปลอม จำเป็นอย่างมากที่ต้องดูแลรักษาฟันปลอม และรีเทนเนอร์ ให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อป้องกันการสะสมของแบคทีเรีย สาเหตุหนึ่งของการเกิดกลิ่นปาก

คุณคิดว่า พฤติกรรมใดที่เสี่ยงทำให้ คุณมีกลิ่นปาก และลมหายใจอันไม่พึงประสงค์ สำหรับคุณมากที่สุด ?

ปัญหา นำไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เสมอ

ปัญหา เป็นสิ่งที่คู่กับมนุษย์ทุกคน ไม่ได้มีแต่เฉพาะคนใดคนหนึ่ง อยู่ที่ว่าใครจะพบเจอกับปัญหาแบบไหน อย่ามัวแต่โทษปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น อย่าโทษชีวิตของตนเอง เพราะปัญหาเกิดขึ้นแน่นอนกับคนที่อ่อนแอ และยอมแพ้

ปัญหา นำไปสู่ความสำเร็จ ?

ก่อนที่จะประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จในเรื่องการเรียน การงาน หรือครอบครัว ทุกคนล้วนต้องผ่านปัญหา มามากมายกันทั้งนั้น ไม่มีใครที่จะไม่เคยพบกับปัญหา แต่อยู่ที่ว่าคุณจะเลือกรับมือกับปัญหานั้นอย่างไร เพื่อที่จะผ่านมันไปให้ได้ และยิ้มอย่างภูมิใจ เมื่อวันที่ความสำเร็จนั้นมาถึง



แม้ว่าทุกคนจะมีปัญหา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ปัญหานั้นจะมีอยู่ตลอดไป และแน่นอนว่าทุกปัญหาก็ไม่ง่าย สำหรับชีวิตของแต่ละคน

ปัญหา

แต่เมื่อใดก็ตามที่พบกับปัญหา จงเรียนรู้จากมัน และค้นหาหนทางแก้ไข อย่างมีความหวัง อย่ายอมแพ้ จนกว่าจะสำเร็จ แม้ว่าจะล้มเหลวบ้าง แต่อย่าท้อ ต้องพยายามต่อไป อาจจะช้าหน่อยที่จะทำได้ แต่จงรออย่างมีความหวัง

หากคุณเป็นคนอดทน ยอมรับกับปัญหาที่เกิดขึ้น คิดแก้ไขและเรียนรู้จากปัญหาอย่างชาญฉลาด จนในที่สุดจะผ่านมันไปได้ และนำไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน เพราะปัญหามีไว้ให้แก้ไข และทำให้ทุกคนแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ทำไมถึงต้องมีปัญหา ?

เพราะปัญหาถูกสร้างให้มี เพื่อฝึกมนุษย์ให้รู้จักแก้ไข รู้จักยอมแพ้ ยอมรับ และสู้อย่างอดทด เพื่อที่จะผ่านไปได้ และสัมผัสรับรู้ถึงความดีใจ ความรู้สึกภาคภูมิใจ เมื่อผ่านปัญหานั้นไปได้ และถ้าหากเราไม่มีปัญหา เราก็จะไม่รู้จักปัญหา และวิธีคิดในการแก้ไข และจะไม่ได้เรียนรู้คำว่า ” ชีวิต “

” เรียนรู้จากวันวาน ใช้ชีวิตในวันนี้ มีความหวังกับวันพรุ่งนี้ สิ่งสำคัญคืออย่าหยุดตั้งคำถาม” ( อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ )

#คำคม

สเต็มเซลล์ คืออะไร ช่วยรักษาโรคได้จริงเหรอ

สเต็มเซลล์ ( Stem cell ) หรือที่เรียกว่า เซลล์ต้นกำเนิด ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบไม่นานมานี้ว่า มันสามารถช่วยรักษาโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ได้ เปรียบเสมือนหน่วยแพทย์ ที่มีประสิทธิภาพสูง ที่อยู่ในร่างกายของเรา

เซลล์ต้นกำเนิด พบได้ในสิ่งมีชีวิตที่เลี้ยงลูกด้วยนม และในร่างกายของมนุษย์มีเซลล์จำนวนมากหลากหลายชนิด ซึ่งมีความสำคัญ และมีหน้าที่แตกต่างกัน

สเต็มเซลล์ คืออะไร ?

สเต็มเซลล์คือ เซลล์ที่ทำหน้าที่ในการ จัดจำหน่ายเซลล์ใหม่ เพื่อมาทดแทน หรือซ่อมแซมเซลล์เก่าที่เสียหาย หรือสูญเสียไป จากการบาดเจ็บ หรืออาการป่วยจากโรคต่างๆ



สเต็มเซลล์มี 2 ประเภท

1. สเต็มเซลล์ที่อยู่ในไขกระดูก ( Adult stem cell )

คือ สเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อที่โตเต็มวัยแล้ว จากเลือด ผิวหนัง และไขกระดูก ซึ่งไม่สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์อื่นๆ ของร่างกายได้ จะผลิตได้เฉพาะเซลล์นั้นๆ เช่น เซลล์ผิว ก็ใช้สำหรับเซลล์ผิวเท่านั้น

2. สเต็มเซลล์ในตัวอ่อนมนุษย์ ( Embryonic stem cell )

คือ เซลล์ต้นกำเนิด โดยส่วนใหญ่ได้มาจาก สายสะดือของทารกหลังคลอด ที่สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์อื่นๆ ของร่างกายได้ดีกว่าสเต็มเซลล์ที่โตแล้ว เช่น สร้างสมอง กระดูก ผิวหนัง เลือด และอวัยวะอื่นๆของร่างกายได้ ทำให้สเต็มเซลล์ชนิดนี้ สามารถรักษาโรคที่เซลล์เสื่อมได้หลายชนิด

การรักษาด้วยสเต็มเซลล์

สเต็มเซลล์

สเต็มเซลล์สามารถนำมารักษาผู้ป่วย ที่เป็นโรคต่างๆได้ หากผู้ป่วยที่ได้รับสเต็มเซลล์แล้ว สเต็มเซลล์จะทำหน้าที่ซ่อมแซม และรักษาเซลล์และอวัยวะที่เสื่อมโทรม เช่น ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ได้รับการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ ก็จะได้รับการรักษา ทำให้หายจากโรคมะเร็งได้

อย่างไรก็ตาม การใช้สเต็มเซลล์เพื่อช่วยในการรักษา ยังเป็นเรื่องใหม่ที่ยังอยู่ในขั้นการวิจัยทดลอง ซึ่งอาจยังไม่สมบูรณ์ หากนำมาใช้ผิดวิธี ก็อาจเกิดอันตรายต่อร่างกายและชีวิตได้ แต่ในอนาคต สเต็มเซลล์อาจใช้เพื่อรักษาโรคต่างๆ ได้หลายชนิด เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคพาร์กินสัน โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง และโรคเอชไอวี ฯลฯ

หากคุณกำลังให้ความสนใจ กับเรื่องสเต็มเซลล์อยู่ หากมีความจำเป็นที่ต้องการใช้เพื่อการรักษา ควรศึกษาและหาข้อมูล หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน จึงจะปลอดภัยกับตัวคุณ !

7 สีของ ประจำเดือน บอกอะไรถึงสุขภาพของคุณ

ช่วงมี ประจำเดือน เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่ผู้หญิงทุกคนควรให้ความใส่ใจ และสนใจอย่างเป็นพิเศษ เกี่ยวกับสีของประจำเดือน เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณเตือน ที่บอกได้ว่าสุขภาพของคุณตอนนี้ เป็นอย่างไร

ซึ่งเราได้พบว่า สีของประจำเดือนที่แตกต่างกันนั้น มีความหมายที่สื่อถึงสุขภาพของคุณ ที่แตกต่างเช่นกัน

สีของ ประจำเดือน บอกอะไรกับคุณ ?

1. สีน้ำตาลเข้ม

เลือดประจำเดือนที่มีสีน้ำตามเข้ม หรือสีแดงเข้ม อาจหมายถึง เลือดเก่าบางส่วน ที่ตกค้างอยู่ภายในมดลูกของคุณ นานเกินไป แต่นี้ถือได้ว่า ” เป็นเรื่องปกติ “

2. สีแดงแครนเบอร์รี่

เลือดประจำเดือนที่มีสีแดงแครนเบอร์รี่ ถือได้ว่าเป็นสัญญาณของ ” สุขภาพที่ดี ” แต่ต้องสังเกตุว่ามีสิ่งอื่นใด ที่เป็นอาการผิดปกติระหว่างรอบเดือนด้วย



3. สีชมพู

เลือดประจำเดือนสีชมพู มีความหมายว่า ” ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำ ” หากคุณเป็นนักวิ่ง หรือนักกีฬา นี่อาจเป็นสาเหตุ ที่ทำให้ระดับฮอร์โมนเพศหญิงลดลง

และนี่อาจเป็นเรื่องที่ควรระวัง เนื่องจากการศึกษาบางอย่างพบความเชื่อมโยง ระหว่างฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำ และโรคกระดูกพรุน

4. สีน้ำ

ประจำเดือนที่เป็นน้ำ ที่แทบจะไม่มีสี หรือสีจางมาก อาจมีสีออกชมพูนิดๆ หมายความว่า คุณ ” ขาดสารอาหารบางชนิด หรืออาจเป็นมะเร็งรังไข่ “

แต่อย่าวิตกกังวลเกินไป เพราะมะเร็งรังไข่ คิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 2 % ของมะเร็งนรีเวชทั้งหมด

5. สีส้ม

เลือดประจำเดือนที่มีสีส้ม หมายถึงคุณมี ” การติดเชื้อทางเพศสัมพันธุ์ ” และอาจมีกลิ่นเหม็น หรือความเจ็บปวดรุนแรง หากพบถึงความผิดปกตินี้ ควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยเร็ว

6. สีเทาแดง

เลือดประจำเดือนที่มีสีแดงผสมสีเทา อาจมีความหมายคล้ายประจำเดือนสีส้ม ที่เป็นสัญญาณของ ” การติดเชื้อ STD / STI “

7. สีแดงเข้ม หนาและเหมือนอุดตัน

เลือดประจำเดือนที่มีลิ่มเลือด สีแดงเข้ม หรือมีความหนาอุดตัน หมายความว่า ” คุณอาจมีโปรเจสเตอโรนต่ำ และระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำ “

ซึ่งเป็นความไม่สมดุลของฮอร์โมน นอกจากนี้ อาจหมายถึงการมีเนื้องอกในมดลูก ( fibroids ) ก็เป็นได้

คุณก็ทราบแล้วว่า สีเลือดประจำเดือนของคุณ บอกอะไรเกี่ยวกับสุขภาพของคุณ ซึ่งหากพบว่าเป็นเรื่องผิดปกติ ก็ควรนัดพบกับนรีแพทย์ จึงจะดีที่สุด

7 วิธีรักษาอาการ ปวดฟัน ด้วยสมุนไพร ที่คุณก็ทำเองได้

อาการ ปวดฟัน ปัญหาที่ใครหลายคน เคยมีประสบการณ์ จากการสำรวจโดยส่วนใหญ่กว่า 90 % พบว่าผู้ใหญ่ที่มักมีอาการปวดฟัน เกิดจากฟันผุ

หากว่าคุณมักมีอาการปวดฟันบ่อยครั้ง แต่ไม่อยากไปพบทันตแพทย์ เราจึงนำวิธีรักษาอาการปวดฟัน ด้วยตัวเองมาฝาก เพื่อใช้เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง จากสมุนไพรใกล้ตัวคุณ

7 วิธีรักษาอาการ ปวดฟัน

ปวดฟัน

1. ใบฝรั่ง

ใบฝรั่งมีฤทธิ์ต้านอาการอักเสบ และต้านจุลินทรีย์ สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดฟัน และบรรเทาแผลในช่องปาก และรักษาอาการเหงือกบวม

วิธีใช้ :

โดยการนำใบฝรั่งประมาณ 2 – 3 ใบ มาเคี้ยวให้ละเอียด หรือ นำใบฝรั่งมาประมาณ 2 – 3 ใบมาชงในน้ำร้อน ผสมกับเกลือ ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วนำมาบ้วนปาก



2. หัวหอม

หัวหอม มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาความเจ็บปวด และยับยั้งการติดเชื้อ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง

วิธีใช้ :

นำหัวหอมมาหั่นและนำมาเคี้ยว บริเวณที่มีอาการปวดฟัน วิธีนี้จะช่วยทำให้น้ำหัวหอม เข้าไปในรูฟันผุ จะทำให้อาการเจ็บปวดบรรเทาลง หากอาการเจ็บปวดรุนแรง จนทำให้เคี้ยวไม่ได้ สามารถหั่นหัวหอมเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปวางบริเวณที่ปวดได้

3. กานพลู

กานพลูมีคุณสมบัติ ช่วยรักษาอาการปวดฟัน เนื่องจากมี ยูจีนอล ( eugenol ) ซึ่งเป็นน้ำยาฆ่าเชื้อตามธรรมชาติ

วิธีใช้ :

โดยการน้ำผงกานพลู เพียงเล็กน้อย มาใส่บริเวณฟันที่ปวด หรือเคี้ยวกานพลู จะช่วยทำให้อาการเจ็บปวดบรรเทาลง

4. กระเทียม

กระเทียม มีคุณสมบัติเป็นยา มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นอันตราย และช่วยแก้ปวด

วิธีใช้ :

โดยการนำกระเทียมมาเคี้ยวช้าๆ บริเวณที่มีอาการปวด สามารถทำซ้ำได้บ่อย เพียงไม่กี่วัน อาการเจ็บปวดก็จะหายไป

8 วิธีป้องกัน ฟันผุ

5. เกลือ

ความเค็มของเกลือ เป็นยาฆ่าเชื้อตามธรรมชาติ และยังมีประสิทธิภาพสูง ในการช่วยรักษาอาการปวดฟัน ป้องกันอาการบวม อีกทั้งยังเป็นตัวช่วยทำความสะอาดฟันที่ดีอีกด้วย

วิธีใช้ :

ผสมเกลือ 1/2 ช้อนชา กับน้ำอุ่น 1 แก้ว และใช้เป็นน้ำยาบ้วนปาก

6. ต้นข้าวสาลี

ต้นข้าวสาลี มีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรีย ที่มีประสิทธิภาพในระยะสั้นและระยะยาว ช่วยป้องกันฟันผุ และบรรเทาอาการปวด

วิธีใช้ :

เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ให้เคี้ยวต้นข้าวสาลี ข้างที่มีอาการปวด มันจะช่วยกำจัดพิษออกจากเหงือก และช่วยลดการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย

7. ประคบเย็น

เพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด และอาการบวม การประคบเย็นจึงเป็นอีกวิธีหนึ่ง ที่ช่วยได้ดี

วิธีใช้ :

โดยการนำถุงน้ำแข็งใส่ถุง แล้วนำผ้าบางๆ มาห่อไว้ แล้วประคบวางบริเวณแก้ม ข้างที่มีอาการปวด ประมาณ 15 นาที เพื่อทำให้เส้นประสาทชา จะช่วยทำให้อาการบวม และอักเสบลดลง

อย่างไรก็ตาม การพบทันตแพทย์ปีละ 2 ครั้ง จะส่งผลที่ดีต่อสุขภาพช่องปาก และที่สำคัญสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว และกำลังตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ ก่อนการใช้วิธีรักษาอาการปวดฟัน ด้วยตัวเอง จากสมุนไพรดังกล่าว เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพราะในบางราย อาจเกิดอาการแพ้ได้

9 ฮอร์โมน ที่นำไปสู่การ เพิ่มน้ำหนัก ที่คุณเสี่ยง

การ เพิ่มน้ำหนัก มักเกี่ยวข้องกับการกินอาหาร ที่มากเกินไป และอาจเกิดจากฮอร์โมนต่างๆ จากร่างกายของเรา เช่น ความเครียด และอายุ ซึ่งทำให้ฮอร์โมน เกิดการทำงานที่ไม่สมดุล จึงเป็นเหตุที่ทำให้เกิด โรคอ้วน

เรามีข้อมูลเกี่ยวกับฮอร์โมน ที่มีผลต่อน้ำหนักตัวของคุณ มาให้คุณใช้เป็นข้อมูล เพื่อตรวจสอบ และเป็นความรู้ ในการป้องกันผลเสีย ที่อาจตามมา

9 ฮอร์โมน ที่นำไปสู่การ เพิ่มน้ำหนัก

1. ฮอร์โมนเพศหญิง ( Femail sex hormone )

สำหรับผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือน จะมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำกว่าปกติ และเมื่อระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง ร่างกายจะเริ่มแปลงพลังงานที่มีอยู่ ให้เป็นไขมัน เพื่อเติมเต็มระดับกลูโคส สิ่งนี้จึงนำไปสู่การเพิ่มน้ำหนัก

วิธีหลีกเลี่ยง :

  • ควรเลือกกินธัญพืช ผักและผลไม้สด
  • หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์แปรรูป และแอลกอฮอล์
  • ควรออกกำลังกายเป็นประจำ สม่ำเสมอ



2. อินซูลิน ( Insulin )

อินซูลิน เป็นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากตับ เพื่อช่วยนำน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เซลล์ เพื่อใช้เป็นพลังงาน หรือเก็บเป็นไขมัน จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสมดุล

แต่การทานอาหารแปรรูป แอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีรสหวานเทียม ซึ่งอาหารเหล่านี้ ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จึงนำไปสู่การพัฒนาการของร่างกาย ต่อต้านต่ออินซูลิน

ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อ ไม่รู้จักอินซูลิน ส่งผลทำให้กลูโคสเหลืออยู่ในกระแสเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้น ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มน้ำหนัก และการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2

วิธีหลีกเลี่ยง :

  • เลือกกินผักใบเขียว และผลไม้
  • บริโภคปลา ถั่ว เมล็ดธัญพืช
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อวัน
  • หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มรสหวาน น้ำอัดลม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

3. คอร์ติซอ ( Cortisol )

คอร์ติซอ เป็นฮอร์โมนที่หลั่งจากต่อมหมวกไต เมื่อคุณรู้สึกหดหู่ วิตกกังวล โกรธ เครียด หรือร่างกายบาดเจ็บ หน้าที่หลักของมันคือ การลดระดับความเครียด โดยการเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด ระงับระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยในการเผาผลาญไขมัน โปรตีน และคาร์โบไฮเดรต

แต่ด้วยวิถีชีวิตของเราบ่อยครั้ง ที่ร่างกายของเราอาจมีความเครียดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนำไปสู่การคลั่งคอร์ติซอล ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพโดยรวมของเรา และอาจมีผลทำให้น้ำหนักเพิ่ม น้ำตาลในเลือดสูง และความดันโลหิตสูง

วิธีหลีกเลี่ยง :

  • หลีกเลี่ยงอาหารทอด อาหารแปรรูป และแอลกอฮอล์
  • ควรฝึกหายใจเข้าออกลึกๆ ทำสมาธิ หรือออกกำลังกายแบบโยคะ
  • หลีกเลี่ยงภาวะความเครียด
  • ควรนอนให้เพียงพอ อย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน

4. เทสโทสเตอโรน ( Testosterone )

เทสโทนเตอโรน เป็นฮอร์โมนหลักในกลุ่มฮอร์โมนเพศชาย มีคุณสมบัติช่วยเผาผลาญไขมัน เสริมสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อ และมีความสำคัญต่อระบบสืบพันธุ์ชาย

แต่หากอายุมากขึ้น รวมถึงภาวะความเครียดสูง อาจทำให้ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ลดลงอย่างมาก ซึ่งนำไปสู่การสูญเสีย ความหนาแน่นของกระดูกและกล้ามเนื้อ รวมไปถึงการเกิดโรคอ้วน

วิธีหลีกเลี่ยง :

  • กินอาหารเสริมประเภทโปรตีนมากขึ้น
  • ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ
  • เลือกรับประทานอาหารไฟเบอร์สูง
  • ควรหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์

5. ไทรอยด์ฮอร์โมน ( Thyroid stimulating hormone )

ต่อมไทรอยด์ เป็นต่อมไร้ท่อ ที่อยู่บริเวณคอ ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมน triiodothyronine (T3) และ thyroxine (T4)  ที่มีส่วนในการควบคุมการเผลาผลาญของร่างกาย เร่งการสลายไขมัน

ซึ่งถ้าหากฮอร์โมนเหล่านี้ มีต่ำเกินไป จะส่งผลต่อร่างกาย ซึ่งเกี่ยวกับการเพิ่มของน้ำหนักส่วนใหญ่

วิธีหลีกเลี่ยง :

  • บริโภคเกลือเสริมไอโอดีน
  • ควรทานอาหารที่ปรุงสุก และหลีกเลี่ยงผักสด
  • ทานอาหารเสริมวิตามินดี
  • ทานอาหารที่อุดมไปด้วยธาตุสังกะสี เช่น หอยนางรม และเมล็ดฟักทอง ฯลฯ

6. ฮอร์โมนเลปติน (Leptin

เลปติน เป็นฮอร์โมนที่ควบคุมความสมดุล ของพลังงานในร่างกาย โดยยับยั้งความหิว แต่เมื่อเรากินอาหารที่อุดมไปด้วยน้ำตาลฟรุกโตส ในปริมาณที่มากเกินไป จะเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมในตับ ท้อง และส่วนต่างๆ ของร่างกาย

และเมื่อเลปติน ได้รับการหลั่งมากขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายจะไวต่อความรู้สึก ทำให้สมองหยุดรับสัญญาณ เพื่อหลีกเลี่ยงการกิน

วิธีหลีกเลี่ยง :

  • ควรเลือกกินผักใบเขียว
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูง
  • ควรบริโภคผลไม้ไม่เกิน 3 ครั้งต่อวัน
  • ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 7 – 8 ชั่วโมง
  • ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ

7. เกรลิน ( Ghrelin )

เกรลิน เป็นฮอร์โมนที่หลั่งมาจากกระเพาะอาหาร เป็นที่รู้จักกันในนามของ ฮอร์โมนความหิว ทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร และเพิ่มการสะสมไขมัน

ระดับเกรลิน จะเพิ่มสูงขึ้น เมื่อคุณกำลังควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด หรือขณะอดอาหาร

วิธีหลีกเลี่ยง :

  • กินอาหารให้น้อย แต่บ่อยครั้งขึ้น หรือกินทุก 2 – 3 ชั่วโมง
  • ดื่มน้ำประมาณ 1 แก้วก่อนรับประทานอาหาร 20 นาที
  • กินผักผลไม้สด และอาหารที่อุดมด้วยโปรตีน
  • ควรออกกำลังกายเป็นประจำ สม่ำเสมอ

8. เมลาโทนิน ( Melatonin )

เมลาโทนิน เป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับ และการตื่นตัว ในขณะที่เรานอนหลับร่างกายจะปล่อยฮอร์โมนการเจริญเติบโต ซึ่งจะช่วยรักษา ปรับปรุงร่างกาย และสร้างกล้ามเนื้อ

แต่ถ้าหากเรานอนไม่พอ กระบวนการบำบัดนี้ จะหยุดชะงัก และก่อให้เกิดความเครียด และนำไปสู่การเกิดอาการอักเสบ และการเพิ่มน้ำหนัก

วิธีหลีกเลี่ยง :

  • งดทานอาหารก่อนนอน และตอนดึก
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • นอนในห้องมืด และอุณหภูมิที่ดี

9. โปรเจสเตอโรน ( Progesterone )

โปรเจสเตอโรน เป็นฮอร์โมนที่ทำให้ร่างกายมีความสมดุล หากเมื่อใดที่ระดับโปรเจสเตอโรนลดลง อันมีสาเหตุมาจากความเครียด การใช้ยาคุมกำเนิด หรือวัยหมดประจำเดือน อาจส่งผลทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น และอาจเสี่ยงทำให้เกิดโรคซึมเศร้าได้

วิธีหลีกเลี่ยง :

แม้ว่าชื่อของฮอร์โมนบางตัว คุณอาจจะไม่เคยได้ยิน หรือฟังดูซับซ้อนเข้าใจยาก แต่เรามั่นใจว่า คุณได้ทราบแล้วว่าฮอร์โมนตัวไหน ที่มีผลทำให้น้ำหนักของคุณเพิ่มขึ้นได้ !

9 เมนู อาหารต้องห้าม ควรหลีกเลี่ยงเช่นเดียวกับไฟ

เพื่อไม่เป็นการทรมาน หรือเข้มงวดกับตัวเองมากเกินไป นักโภชนาการสมัยใหม่ จึงแนะนำเมนู อาหารเพื่อสุขภาพให้กิน และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยผู้เชี่ยวชาญได้สร้างตาราง และรายการผลิตภัณฑ์ตามคุณสมบัติทางโภชนาการ ให้เราทุกคนรู้ว่าไม่ควรทาน ขนมปังขาว อาหารทอด ขนม และโซดา

แต่ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกมากมาย ที่ควรจะอยู่ในรายการอาหารต้องห้าม เพราะอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย โดยที่อาจคาดไม่ถึง

9 เมนู อาหารต้องห้าม ?

1. ผักชีฝรั่ง

ผักชีฝรั่ง อาจเป็นอันตรายได้จริงๆ ซึ่งไม่ควรเพิ่มลงในสลัด และราดด้วยมายองเนส ครีมเปรี้ยว หรือน้ำมัน เนื่องจากผักชีฝรั่ง สามารถเริ่มปล่อยไนไตรท์ และเปลี่ยนเป็นพิษภายใน 30 นาที

นักโภชนาการแนะนำว่า อย่าเพิ่มผักชีฝรั่งลงในจานใดๆ ควรแยกเสิร์ฟ เพื่อที่จะรักษาองค์ประกอบที่มีประโยชน์ทั้งหมดไว้



2. ผลไม้อบแห้ง

ผลไม้อบแห้ง หรืออบกรอบ ปัจจุบันได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่ผู้ที่กินอาหารเพื่อสุขภาพ แต่ผู้ผลิตส่วนใหญ่ มักใช้วิธีเดียวกันในการผลิต

ที่มีกระบวนการทางเคมี ที่ผ่านก่อนการอบแห้ง ทำให้ผลไม้มีลักษณะและรสชาติที่ดี ยิ่งไปกว่านั้นกระบวนการนี้ ยังช่วยยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ ได้เกือบ 3 เท่า

ดังนั้นก่อนเลือกซื้อผลไม้อบแห้ง ควรใส่ใจกับสี ความแวววาว รวมถึงกลิ่นและลักษณะผิวของผลไม้

3. ซอส

เพราะซอสต่างๆ ที่วางขายตามร้านค้า เช่น ซอสมะเขือเทศ มัสตาร์ต มายองเนส และซอสอื่นๆ นั้นมักมีน้ำตาลอยู่

นักโภชนาการอธิบายว่า ” มันถูกกว่า ที่จะเติมน้ำตาลแทนมะเขือเทศธรรมชาติ เพื่อเพิ่มรสชาติ จึงแนะนำว่า ควรเลือกใช้น้ำมันมะกอก หรือบดมะเขือเทศด้วยตัวเอง และเพิ่มเครื่องเทศ จึงจะดีกว่า “

4. โยเกิร์ตหวาน

แน่นอนว่าโยเกิร์ตดีต่อร่างกายของเราอย่างแน่นอน แต่ควรทานโดยไม่ใส่น้ำตาล หรือสารปรุงแต่งใด

นักโภชนาการแนะนำ ให้หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์นม ที่มีสารเพิ่มความข้น และแป้ง ควรเพิ่มผลไม้เบอร์รี่สด เครื่องเทศ ลงในโยเกิร์ตแทนจะดีกว่า

5. ข้าว

ได้มีการกล่าวว่าข้าว เป็นเหมือนขนมปัง และในทางโภชนาการข้าวขาว มีประโยชน์น้อยที่สุด มีคาร์โบไฮเดรตจำนวนมาก ที่สามารถทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น

หากต้องการทานข้าว ควรเลือกทานข้าวซ้อมมือ เช่น ข้าวกล้อง หรือข้าวไรซ์เบอร์รี่แทน จึงจะดีสำหรับสุขภาพ

6. ข้าวโพด

หลังจากการตรวจสอบที่แตกต่างกัน นักวิทยาศาสตร์ได้สรุปว่า ข้าวโพดดัดแปลงมีผลต่อสิ่งมีชีวิตบนบกและในน้ำ พวกเขาสังเกตุเห็นว่า เกสรจากข้าวโพดดัดแปลงมีพิษที่เป็นอันตราย ซึ่งในหลายประเทศ ข้าวโพดประเภทนี้ได้ถูกห้าม

จึงไม่แนะนำให้กินข้าวโพดกระป๋อง หรือผลิตภัณฑ์อาหารกระป๋องอื่นๆ จะดีกว่าหากนำมาต้ม หรืออบด้วยตัวเอง

7. องุ่น

ฟังดูน่าแปลกใจ ที่องุ่นจะไม่ดีต่อสุขภาพ แต่ความหวานขององุ่น ทำให้เรากินทั้งพวงหมดได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งทำให้ร่างกายของเรา ได้รับน้ำตาลมากเกินไป ในคราวเดียวกัน

นักโภชนาการกล่าวว่า เราควรผสมองุ่นกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ อย่างชาญฉลาด ซึ่งเราไม่ควรกินองุ่นพร้อมกับอาหารคาว ปลา แตงกวา เบียร์ หรือนม

8. ปลาที่ปรุงผิด

ปลามีไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายสูง มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ดีต่อสุขภาพ แต่นักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยฮาวาย ได้ศึกษาโครงสร้างทางเคมี ของอาหารประเภทปลา ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

และสรุปได้ว่า ปลาที่กำลังได้รับความนิยม คือปลาอบ ซึ่งทำให้ปริมาณสารอาหารที่มีประโยชน์ลดลงไปมากที่สุด

โดยผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจชาวอเมริกันอ้างว่า ปลาทอดรมควัน และเค็มนั้น เป็นอันตรายต่อสุขภาพจริงๆ

9. นมถั่ว

น้ำนมที่ผลิตมาจากอัลมอนด์ มะพร้าว ที่มีขายตามร้านค้าทั่วไป ส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยน้ำตาล และแน่นอนว่าทำให้แคลอรี่เพิ่มขึ้น

ดังนั้นจะดีกว่า หากเลือกทานน้ำนมอัลมอนด์ หรือน้ำนมมะพร้าว ที่เป็นผลิตภัณฑ์ออแกนิค ที่สะอาดและไว้วางใจได้

คุณกินผลิตภัณฑ์เหล่านี้บ้างหรือไม่ และคุณพร้อมที่งด หรือลดปริมาณของอาหารเหล่านี้ ลงอย่างไร ?

10 สิ่งนี้เกิดขึ้นกับร่างกายถ้า คน เราเดินทุกวัน

คุณเคยได้ยินคำพูดของ ฮิปโปเครติส ( Hippocrates ) หรือไม่ว่า ” การเดินเป็นยาที่ดีที่สุดของมนุษย์ เราจะเดินต่อไป ” โดยระบุว่าการเดิน ร่วมกับการนอนหลับที่ดี และการทานอาหารเพื่อสุขภาพ สามารถช่วยทำให้ คน เราหลีกเลี่ยงจากแพทย์ ได้โดยสิ้นเชิง

การเดินเพียง 15 – 30 นาที เป็นประจำทุกวัน สามารถช่วยปรับปรุงรูปลักษณ์ โดยรวมของบุคคล และช่วยให้สุขภาพดีขึ้นอย่างมาก ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ

10 สิ่งนี้เกิดขึ้นกับร่างกายถ้า คน เราเดินทุกวัน

1. ช่วยสุขภาพดวงตา

แม้ว่าดวงตา อาจจะดูเหมือนเป็นสิ่งสุดท้าย ที่ต้องเชื่อมต่อกับขา แต่การเดินก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพดวงตาสูงเช่นกัน เพราะมันอาจช่วยต่อสู้กับ โรคต้อหิน และบรรเทาความดันของตา



2. เปลี่ยนแปลงสมองเชิงบวก

จากการศึกษาพบว่า การเดินช่วยป้องกันภาวะสมองเสื่อม หรือช่วยลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ และปรับปรุงสุขภาพจิตโดยรวม รวมไปถึงการช่วย ลดความเครียดทางด้านจิตใจ

3. การย่อยอาหารดีขึ้น

คน

การเดิน 30 นาทีทุกวัน ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสี่ยง ของมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่อาจเกิดขึ้น ในอนาคตเท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยให้ ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น จึงช่วยลดปัญหาอาการท้องผูกได้

4. กระดูกและข้อต่อแข็งแรง

การเดินสามารถช่วยให้ การเคลื่อนไหวร่วมกันมากขึ้น ป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก และยังช่วยลดความเสี่ยงของการแตกหัก

มูลนิธิโรคข้ออักเสบ แนะนำให้เดินอย่างน้อยวันละ 30 นาที เป็นประจำเพื่อลดอาการปวดในข้อต่อ ลดการอักเสบ และช่วยเพิ่มความแข็งแรง ให้กับข้อต่อและกระดูก

5. ป้องกันโรคหัวใจ

ตามที่สมาคมโรคหัวใจ แห่งสหรัฐอเมริกา ระบุว่าการเดินนั้นมีประสิทธิภาพไม่น้อยไปกว่าการวิ่ง เมื่อพูดถึงการป้องกันโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง

ดังนั้นการเดิน จะช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาหัวใจ โดยลดความดันโลหิตสูง และลดระดับคอเลสเตอรอล และช่วยปรับปรุงการไหลเวียนโลหิต

6. ตับอ่อนได้ประโยชน์

การเดินเพื่อออกกำลังกาย เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ในการป้องกันโรคเบาหวานมากกว่าการวิ่ง

การวิจัยจากกลุ่มนักเดิน ในช่วงระยะเวลาทดลอง 6 เดือน แสดงให้เห็นถึงการปรับปรุงความทนทานต่อกลูโคส ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 6 เท่า ซึ่งมากกว่ากลุ่มของนักวิ่ง

7. จิตใจสงบ

การเดินเล่นกับเพื่อน หรือกับคนที่คุณรัก จะช่วยเพิ่มความสุข และช่วยรับมือกับความรู้สึกเหนื่อยล้า และอ่อนเพลีย ทำให้อารมณ์ดี มีจิตใจที่สงบมากยิ่งขึ้น

8. ปอดสุขภาพดี

การเดิน คือ การออกกำลังกายแบบแอโรบิค ซึ่งช่วยเพิ่มการไหลเวียนของออกซิเจนในกระแสเลือด และช่วยฝึกปอด รวมทั้งกำจัดสารพิษและของเสีย เนื่องจากการหายใจที่ดีขึ้น และลึกขึ้น และอาจช่วยบรรเทาบางอาการ ที่เกี่ยวข้องกับโรคปอดได้

9. บรรเทาอาการปวดหลัง

การเดินอาจกลายเป็น การช่วยชีวิตอย่างแท้จริง สำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลัง ในระหว่างการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกสูง

การเดินช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น ภายในโครงสร้างกระดูกสันหลัง และปรับปรุงท่าทาง และความยืดหยุ่น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับกระดูกสันหลัง

10. กล้ามเนื้อกระชับ

การออกกำลังกาย โดยการฝึกเดิน 10,000 ก้าวต่อวัน หรือเดินขึ้นเขา จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง และกระชับมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกิน การฝึกเดิน จะช่วยได้ดีมาก สำหรับกล้ามเนื้อ และสุขภาพร่างกายของพวกเขา

คุณคิดอย่างไร หากต้องเลือกออกกำลังกาย ด้วยวิธีการเดินเป็นประจำทุกวัน แล้วจะช่วยได้ดีมากแค่ไหน สำหรับสุขภาพร่างกายของคุณ ?