ไส้ติ่ง คืออะไร ปวดแบบไหน ควรรีบไปพบแพทย์

ไส้ติ่ง คือ ส่วนที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ส่วนต้น มีลักษณะคล้ายตัวหนอน ซึ่งมนุษย์ทุกคนต้องมี ทำหน้าที่ในการช่วยสร้างเชื้อจุลินทรีย์ ที่มีส่วนช่วยในการย่อยอาหาร เรียกได้ว่า เป็นตัวช่วยที่ทำให้ระบบการย่อยของอาหาร ทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น

แต่ถึงแม้ว่าไส้ติ่งจะมีส่วนที่เป็นประโยชน์ แต่ก็ไม่ได้เป็นอวัยวะส่วนที่สำคัญหลัก เพราะหากเมื่อใดก็ตาม ที่ไส้ติ่งเกิดการอักเสบขึ้นมา ควรรีบตัดทิ้ง ไม่เช่นนั้น จากประโยชน์อาจกลายเป็นโทษทำลายชีวิตได้

ปวดท้องแบบไหน ? เรียกว่า ไส้ติ่ง อักเสบ

ไส้ติ่ง

ปวดบริเวณช่วงล่างขวา

หากคุณเริ่มมีอาการ ปวดท้องบริเวณ ช่วงล่างด้านขวา แต่ยังปวดไม่มากในช่วงแรก หากใช้มือกดลงไป จะมีอาการเจ็บ แล้วมีอาการไข้ เบื่ออาหาร รู้สึกง่วง และ มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ร่วมด้วย แสดงว่า คุณกำลังเริ่ม มีอาการไส้ติ่งอักเสบ เพียงแต่ยังไม่รุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์ ให้เร็วที่สุด



ปวดท้องอย่างรุนแรง และปวดมาก ไม่ทราบตำแหน่งที่แน่นอน

หากคุณมีอาการปวดท้อง แบบเฉียบพลัน แล้วมีอาการปวดท้อง ที่รุนแรงมาก แทบทนไม่ไหว ปวดจนตัวงอ ลุกขึ้นไม่ไหว แล้วอาการปวด เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และ ปวดตลอดเวลา แสดงว่าคุณกำลัง เสี่ยงเป็นไส้ติ่งอักเสบ แล้วหล่ะค่ะ

ปวดบริเวณรอบๆ สะดือ

หากคุณมีอาการ ปวดท้องบริเวณรอบๆ สะดือ แล้วย้ายมาปวด ตรงบริเวณ ช่วงล่างของท้องด้านขวา นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่า คุณกำลังเกิดอาการปวดท้อง ของไส้ติ่งอักเสบอยู่ ให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน

ปวดท้อง ร่วมกับปัญหา ระบบขับถ่าย

หากคุณมีอาการท้องเสีย หรือมี อาการท้องผูก ที่ผิดปกติ แล้วร่วมกับมี อาการปวดท้องด้านขวาล่าง ร่วมกับมีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน นี่ก็เป็นอีกสัญญาณเตือนว่า คุณอาจกำลัง มีปัญหาเรื่อง ไส้ติ่งอักเสบอยู่ อย่างแน่นอน

ปวดท้อง คล้ายเป็นโรคกระเพาะ

อาการปวดท้อง ที่อาจมีอาการ คล้ายกับ โรคกระเพาะ มีอาการท้องอืด แน่น หรือ ท้องเฟ้อ ร่วมด้วย แล้วเป็นติดต่อกันหลายวัน ร่วมกับมีอาการปวดท้อง ทวีขึ้นมากเรื่อยๆ หากใช้มือกด ด้านขวาล่างของท้อง แล้วจะมีอาการเจ็บปวดมาก แสดงว่าคุณอาจเป็น ไส้ติ่งอักเสบได้

แล้วคุณหล่ะ เคยมีอาการปวดท้องแบบนี้บ้างหรือไม่ ? และเรายังพบอีกว่า ในบางรายร่างกายสามารถทนต่ออาการอักเสบของไส้ติ่งได้ โดยไม่เกิดอันตรายใดๆ ขึ้นกับร่างกาย แต่โดยปกติแล้ว อาการไส้ติ่งอักเสบ ถือได้ว่า เป็นอาการที่มีอันตรายสูง ซึ่งมีความรุนแรง สามารถทำให้เสียชีวิตได้

ทำไมคุณไม่ควร นั่งไขว่ห้าง โทษเสี่ยง อัมพาต จริงหรือ?

นั่งไขว่ห้าง เป็นท่านั่งยอดนิยม โดยเฉพาะผู้หญิง ที่พวกเขามักจะทำโดยอัตโนมัติเมื่อนั่งลง เพราะอาจทำให้รู้สึกว่าเป็นท่านั่งที่ดูดี สง่างาม และดูเซ็กซี่ รวมถึงอาจเคยชิน เพราะนั่งแล้วรู้สึกสบาย แต่ในความเป็นจริง ความรู้สึกนั้นอาจไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เพราะท่าไขว่ห้าง หากนั่งไปนานๆ จะทำให้ส่งผลกระทบที่ร้ายแรง อาจเสี่ยงเป็น อัมพาต ได้ในระยะยาว

และนี่คือเหตุผล ที่คุณไม่ควรนั่งไขว่ห้าง ซึ่งเราได้รวบรวมถึงปัญหา ที่อาจจะเกิดคุณกับคุณอย่างแน่นอนในระยะยาว หากคุณนั่งไขว่ห้างเป็นประจำ ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน

นั่งไขว่ห้างเสี่ยง อัมพาต จริงหรือ ?

จากการศึกษาพบว่า การนั่งไขว่ห้างเป็นระยะเวลานานหลายชั่วโมง สามารถนำไปสู่สภาพที่เรียกว่า ” อัมพาต ” ของเส้นประสาท Common peroneal nerve หรืออัมพาต สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้ หากคุณนั่งในตำแหน่งเดียวกัน หรือท่าเดิมเป็นระยะเวลานาน



และมีงานวิจัยหลายชิ้นพิสูจน์ว่า เมื่อคุณท่านั่งไขว่ห้างเป็นเวลานานๆ ความดันโลหิตในร่างกายของคุณ จะเพิ่มขึ้น แม้ว่าก่อนหน้านี้คุณจะไม่เคย มีปัญหาเกี่ยวกับความดันโลหิตมาก่อนก็ตาม อีกเหตุผลหนึ่งคือ การนั่งไขว่ห้าง ส่งผลทำให้ข้อต่อ หรือข้อเข่าของคุณเคลื่อน ซึ่งมีผลต่อขาและข้อเท้า

โดยสามารถนำไปสู่ความไม่สมดุล ของกระดูกเชิงกราน หรือทำให้กระดูกเชิงกรานผิดรูป และอาจพัฒนาเสี่ยงเป็น หลอดเลือดดำอุดตัน เนื่องจากเป็นเหตุให้เลือดไหลกลับ มารวมกันแล้วทำให้เกิดเป็น เส้นเลือดขอดบริเวณขา

อัมพาต

สรุป อันตรายจากการ นั่งไขว่ห้าง

  • เส้นประสาทเสี่ยงเป็น อัมพาต
  • ส่งผลทำให้ข้อต่อ และข้อเข่าเคลื่อน
  • กระดูกเชิงกรานผิดรูป
  • เกิดอาการชา และปวดเมื่อยบริเวณขา
  • ส่งผลทำให้กระดูกสันหลังผิดรูป หรือคด
  • มีผลต่อกล้ามเนื้อบริเวณหลังโดยตรง ซึ่งอาจทำให้รู้สึกปวดหลังเรื้อรัง

แล้วคุณคิดว่า การนั่งไขว่ห้าง มีผลต่อสุขภาพของคุณอย่างไร ! และคุณควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมท่านั่งของคุณหรือไม่ ?

7 สัญญาณเตือน ชี้ถึงร่างกายต้องการ กรดโฟลิก

กรดโฟลิก สารที่เรียกว่า โฟเลต หรือวิตามินบี 9 เป็นสารอาหารที่มีความสำคัญ ต่อสุขภาพร่างกายของเราสูง เนื่องจากมีส่วนช่วยในการสร้าง และซ่อมแซม DNA อีกทั้งยังผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง

ซึ่งถ้าหากว่าร่างกายขาดสารอาหารชนิดนี้ จะทำให้ร่างกายประสบกับปัญหา และอาการบางอย่าง ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง โดยมีส่วนเกี่ยวข้องกับ ความสามารถในการรับออกซิเจน เข้าสู่ร่างกายอย่างเพียงพอ และทำให้การนำออกซิเจน ไปยังเซลล์และเนื้อเยื่อตามอวัยะต่างๆในร่างกาย ได้ไม่สมดุล

7 สัญญาณเตือนร่างกายต้องการ กรดโฟลิก

1. ปวดร่างกาย

ในกรณีที่เกิดภาวะโลหิตจางที่รุนแรง จะทำให้สมองของคุณ ได้รับออกซิเจนน้อยกว่าที่ควรจะได้รับ ทำให้การตอบสนองหลอดเลือดแดงของสมอง จะเริ่มบวมจนทำให้คุณปวดหัว

อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงแต่สมองเท่านั้น ที่ได้รับออกซิเจนน้อยลง แต่ยังรวมไปถึงอวัยวะอื่นด้วย ดังนั้นจึงทำให้คุณรู้สึกเจ็บปวดตามร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณขาและหน้าอก



2. หายใจถี่

หากพบว่าตนเอง รู้สึกหายใจถี่ หรือหายใจลำบาก ทั้งที่อยู่เฉยๆ ไม่ได้ทำกิจกรรมใด และมีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย แม้ทำกิจกรรมปกติในชีวิตประจำวัน นั่นเป็นปัญหาที่เกิดจากระดับออกซิเจน ในร่างกายของคุณต่ำ เพราะร่างกายขาดเซลล์เม็ดเลือดแดง

และนอกจากนี้ คุณอาจพบว่าอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น หรือทำงานหนักกว่าปกติ และรู้สึกเวียนศีรษะ เป็นลม หรือใจสั่น ซึ่งสามารถนำไปสู่ขั้นรุนแรงได้ โดยอาจทำให้หัวใจทำงานหนัก จนทำให้หัวใจล้มเหลวได้

3. แผลในปาก

หากเกิดแผลในปาก ปากเปื่อย หรือลิ้นบวมแดง รู้สึกเจ็บปวดเมื่อกลืนอาหาร เป็นสัญญาณของการขาดโฟเลต ที่ค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากการลดลงของเซลล์เม็ดเลือดแดง ที่ต่ำมากกว่าปกติ

4. ปัญหาระบบทางเดินอาหาร

อาการรู้สึกปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสียหลังรับประทานอาหาร เป็นสัญญาณแรก ที่เตือนว่าร่างกายของคุณขาดโฟลิก หากอาการเริ่มรุนแรงขึ้น คุณจะรู้สึกเบื่ออาหาร และนำไปสู่การลดลงของน้ำหนัก

5. ความรู้สึกรับรสลดลง

มีการศึกษาพบว่า นอกเหนือจากการเกิดแผลในปากแล้ว ผลกระทบอีกอย่างหนึ่ง ที่เป็นปัญญาของการขาดโฟลิก คือ ความสามารถในการรับรสชาติของอาหาร ที่เรียกว่า ” papillae ” ที่ไม่สามารถส่งข้อความไปยังสมองของคุณ ผ่านระบบประสาทได้ เนื่องจากมีปัญหาเกิดขึ้นเกี่ยวกับลิ้นอยู่

6. ลืมง่าย

การขาดกรดโฟลิก ส่งผลกระทบต่อปัญหาความเข้าใจและการรับรู้ เนื่องจากมีความสำคัญอย่างมาก ต่อระบบประสาทส่วนกลาง

หากว่าคุณขาดวิตามินชนิดนี้ อาจนำไปสู่กับภาวะซึมเศร้า และปัญหาในการจดจำ จนทำให้ลืมได้ง่าย ซึ่งอาจส่งผลกระทบที่รุนแรง นำไปสู่โรคสมองเสื่อม และโรคอัลไซเมอร์

7. ตัวซีด

เฮโมโกลบิน เป็นโปรตีนที่มีในเม็ดเลือดแดง ที่คอยทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนจากปอด ไปยังเนื่อเยื่อต่างๆของร่างกาย

ซึ่งเมื่อใดที่ร่างกายขาดโฟลิก จึงทำให้ไม่มีเซลล์เม็ดเลือดแดง และฮีโมโกลบิน ที่เพียงพอที่จะนำออกซิเจน ไปยังอวัยวะในร่างกายได้ ซึ่งอาจส่งผลทำให้ตัวซีด ผิวเหลือง กล้ามเนื้ออ่อนแรง มึนงง รู้สึกอ่อนเพลียง่าย และมือเท้าเย็น

วิธีแก้ไขการขาดกรดโฟลิก

เลือกรับประทานอาหาร ที่มีสารอาหารโฟเลตให้เพียงพอ เช่น ผักใบเขียว บร็อคโคลี่ หน่อไม้ฝรั่ง ถั่ว เห็ด ผักโขม ผลไม้ นม ไข่ ตับหมู และธัญพืช ฯลฯ

แล้วคุณเคยประสบกับ อาการเหล่านี้บ้างหรือไม่ ? หากพบว่าคุณกำลังประสบกับปัญหานี้อยู่ ควรเลือกรับประทานวิตามิน และอาหารเสริมโฟลิกให้เพียงพอ และหากมีอาการที่รุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

ร่างกาย เปลี่ยนแปลงผิดปกติ 7 ลักษณะ บ่งชี้ถึงโรค

ร่างกาย ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติ แม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถทำลาย หรือสร้างความเสียหายให้กับชีวิตได้ เพราะอาการที่แสดง อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอาการป่วย ที่อาจร้ายแรงเกิดขึ้นกับคุณอยู่ ก็เป็นได้

หากคุณสังเกตุความผิดปกติ ที่เกิดขึ้น และให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ ก็จะสามารถช่วยป้องกันอันตราย ที่อาจจะเกิดขึ้นได้

7 ความเปลี่ยนแปลงของ ร่างกาย บ่งชี้โรค

1. เล็บเสื่อมสภาพ

การสังเกตุจากสุขภาพของเล็บ ที่มีลักษณะที่บาง สีซีด จนน่าแปลกใจ เป็นสัญญาณบอกถึงโรคโลหิตจาง หรือการขาดธาตุเหล็ก

และหากเล็บมีสีเหลือง เป็นสัญญาณบอกถึงความผิดปกติของทางเดินอาหาร ตับ หรือการเกิดเชื้อรา



เล็บมีจุดสีขาว หรือแถบสีขาว บอกถึง ร่างกายขาดธาตุสังกะสี ทองแดง และไอโอดีน

เล็บที่เปราะบาง ฉีกขาดง่าย หมายถึงว่า ร่างกายของคุณกำลัง เผชิญอยู่กับการขาดวิตามิน แคลเซียม ธาตุเหล็ก และเบต้าแคโรทีน

2. ส้นเท้าแตก

หากคุณมีผิวเท้า และส้นเท้าแห้ง และแตก เป็นสัญญาณบอกถึง การขาดวิตามินเอ และวิตามินอี หรือเกิดจากการติดเชื้อรา ที่อาจส่งผลกระทบต่อหนังกำพร้าโดยตรง

และหากเท้าที่มีผิวหยาบกร้าน และแตกมาก ถึงแม้ว่าจะดูแลอย่างดี และได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนแล้วก็ตาม แต่ว่าปัญหานี้ยังไม่หายหมดไป นั่นอาจเป็นเพราะการหยุดทำงาน ของต่อมไร้ท่อ

3. ผมร่วง

โดยปกติแล้วคนเรา จะมีผมร่วงประมาณ 100 เส้นต่อวัน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ เพราะการหลุดร่วงของเส้นผมที่หมดอายุ ในขณะเดียวกันผมเส้นใหม่ ก็จะเริ่มงอกขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม หากสังเกตุพบว่า การหลุดร่วงของเส้นผมที่ผิดปกติ อาจเกิดจากความผิดปกติ ที่อาจเกิดจากความผิดปกติบางอย่างก็เป็นได้ เช่น การติดเชื้อ ความผิดปกติของต่อไทรอยด์ หรือภูมิต้านทาน ซึ่งหากพบว่า ผมร่วงผิดปกติ ก็ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

4. ผิวแห้งและลอก

หากคุณมีผิวแห้งหรือลอก ในช่วยฤดูหนาว และใช้ครีมบำรุงเพิ่มความชุ่มชื้น แล้วอาการดีขึ้น ถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติ

แต่หากใช้วิธีบำรุงดังกล่าวไม่ได้ผล นั่นอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึง โรคเบาหวาน และการทำงานผิดปกติของไทรอยด์ ซึ่งหากพบว่าผิวแห้ง และลอกจนเกิดการอักเสบ ก็ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

5. หน้าแดง

หากคุณมีหน้าแดง ที่เกิดจากอุณหภูมิในร่างกาย โดยมาจากการออกกำลังกาย การนวด หรือการดื่มแอลกอฮอล์ ก็อาจเป็นสิ่งที่ไม่น่ากังวลเท่าไหร่

และสำหรับผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป อาการหน้าแดง อาจเกิดจากระดับฮอร์โมน ที่บ่งบอกถึงการเริ่มต้นของวัยหมดประจำเดือน

แต่หากคุณมีหน้าแดง ร่วมกับอาการวิงเวียนศีรษะอย่างฉับพลัน อาจเป็นสัญญาณบอกถึง ความผันผวนของความดันโลหิต ซึ่งมีอันตรายที่ควรต้องไปพบแพทย์

6. ปากแห้ง

ร่างกาย

ผิวปากที่แห้งหรือลอก อาจเป็นสัญญาณบอกถึง อาการแพ้เครื่องสำอางค์ และหากมีรอยแตกที่มุมปาก นั่นอาจบอกถึง การขาดวิตามินบี วิตามินเอ และวิตามินอี

แต่เมื่อใดที่พบว่ามีอาการปากแห้ง ร่วมกับตาแห้ง นั่นอาจเกิดจากปัญหาเกี่ยวกับ ระบบย่อยอาหารของคุณ หรืออาจเชื่อมโยงไปถึง โรคแพ้ภูมิตัวเอง ซึ่งควรไปพบแพทย์

7. ขนคิ้ว

คิ้วเป็นมงกุฎของใบหน้า เมื่อใดก็ตามที่ขนคิ้วร่วงผิดปกติ จนทำให้ไม่มีคิ้ว ให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณบ่งบอก ที่อาจเชื่อมไปถึงความผิดปกติของ ต่อมไทรอยด์

แน่นอนว่าการเปลี่ยงแปลง เพียงเล็กน้อยของสุขภาพร่างกาย อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึง ความผิดปกติที่ร้ายแรงได้ แล้วคุณหล่ะ เคยสังเกตุความผิดปกติ เหล่านี้บ้างหรือไม่ ?

อาหารกระป๋อง คุณค่าที่ได้รับ เสี่ยงปัญหาสุขภาพหรือไม่

อาหารกระป๋อง คือ อาหารที่ถูกบรรจุไว้ในกระป๋อง ที่ทำมาจากเหล็ก เคลือบด้วยโครเมียมออกไซด์หรือดีบุก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสนิม สำหรับใช้เก็บอาหารที่ถูกแปรรูป เพื่อถนอมอาหารให้เก็บได้ยาวนานมากขึ้น

แต่อาหารกระป๋อง จะมีคุณค่าทางโภชนาการที่ดีน้อยกว่าอาหารสด หรืออาหารแช่แข็งหรือไม่นั้น เรื่องนี้ก็มีหลายข้อมูลที่ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่กังวล โดยบางคนอ้างว่า อาหารกระป๋องมีส่วนผสมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ที่ควรหลีกเลี่ยง

อาหารกระป๋อง มาจากไหน ?

อาหารกระป๋อง
อาหารกระป๋อง

อาหารกระป๋องเริ่มพัฒนาเป็นครั้งแรก ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 สำหรับใช้เป็นเสบียงอาหาร สำหรับทหาร ที่ตกอยู่ในภาวะสงคราม เป็นเวลานาน

อาหารประป๋อง ดีต่อสุขภาพหรือไม่ ?



ในความเป็นจริง การบรรจุอาหารในกระป๋อง เป็นการรักษาสารอาหารโดยส่วนใหญ่ โดยมีการศึกษาแสดงให้เห็นว่า สารอาหารบางชนิด ที่ถูกบรรจุลงในกระป๋องยังคงสูง

แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้น ของการสูญเสียสารอาหาร โปรตีน แร่ธาตุ วิตามิน คาร์โบไฮเดรต ฯลฯ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความร้อนสูง และวิตามินที่ละลายในน้ำ เช่น วิตามินซี และวิตามินบี ที่อาจสูญหายได้ เพราะวิตามินเหล่านี้ มีความไวต่อความร้อนและอากาศ

อย่างไรก็ตามกระบวนการบรรจุกระป๋อง อาจสร้างความเสียหายให้กับวิตามินบางชนิด แต่จำนวนของสารอาหารอื่นที่ดีต่อสุขภาพ จะเพิ่มขึ้น เช่น สารต้านอนุมูลอิสระที่เพิ่มขึ้น จากมะเขือเทศที่โดนความร้อน

และโดยรวมอาหารกระป๋อง สามารถให้สารอาหารเทียบเท่ากับอาหารสด หรืออาหารแช่แข็ง เพราะอาหารสดที่ถูกปรุงด้วยความร้อน ก็ทำให้สูญเสียสารอาหารบางชนิดไป เทียบเท่ากับอาหารกระป๋องเช่นกัน

อันตรายของอาหารกระป๋อง !

อาหารกระป๋องมีแนวโน้มราคาต่ำกว่า ผลิตภัณฑ์อาหารสด เนื่องจากอาจมีปริมาณของ BPA

BPA ( Bisphenol-A ) เป็นสารที่พบในบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงอาหารกระป๋อง ซึ่งเป็นสารที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งเต้านม และอาจส่งผลกระทบต่อเซลล์ในร่างกาย รวมถึงระบบภูมิคุ้มกัน

การศึกษาแสดงให้เห็นว่า BPA ในบรรจุภัณฑ์อาหาร อาจแทรกซึมเข้าไปในอาหารที่เรากินเข้าไปได้ ซึ่งการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การรับประทานอาหารกระป๋อง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ร่างกายได้รับสาร BPA

อีกทั้งอาหารกระป๋องบางชนิด ยังพบว่าได้ถูกเติมเกลือ น้ำตาล และสารกันบูดเข้าไประหว่างกระบวนการบรรจุกระป๋อง เพื่อเพิ่มความดึงดูดให้กับผู้บริโภค ซึ่งสิ่งเหล่านี้ หากมีปริมาณที่มากเกินไป อาจมีผลต่อ โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ

และการบริโภคอาหารกระป๋อง อาจไม่ส่งผลหรือปัญหาสุขภาพ ภายในช่วงระยะเวลา 2 – 3 วัน แต่หากบริโภคในปริมาณมาก ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ก็จะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพได้

หากว่าคุณกำลังพยายามลด หรือป้องกันการได้รับ BPA การเลือกรับประทานอาหารกระป๋อง อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด สำหรับสุขภาพของคุณ

แล้วคุณคิดอย่างไร กับการบริโภคอาหารกระป๋อง ? หากมีคำแนะนำ สามารถแสดงความคิดเห็น ไว้ด้านล่างได้

แผ่นดินไหว อ.วังเหนือ จ.ลำปาง 13 ครั้ง ขนาด 4.9

เกิดเหตุ ! แผ่นดินไหว 13 ครั้ง ณ. อ.วังเหนือ จ.ลำปาง วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ



แผ่นดินไหว
แผ่นดินไหว

เมื่อเวลา 16.05 น. วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานการเกิดแผ่นดินไหว ขนาด 4.9 ลึก 21 กิโลเมตร ณ. อ.วังเหนือ จ.ลำปาง

ล่าสุด ยังไม่มีรายงานความเสียหาย แต่รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้ ซึ่งรับรู้ไปถึง จ.ใกล้เคียง ( จ.เชียงราย และ จ.เชียงใหม่ )

เกิดอะไรขึ้น เมื่อคุณกิน น้ำผึ้ง ก่อนนอนเป็นประจำ ?

น้ำผึ้ง อาหารมหัศจรรย์ ที่หลายคนทราบกันดีอยู่แล้วว่า ให้ประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายหลายด้าน เช่น บำรุงผิว และป้องกันโรค แต่หลายคนคงไม่ทราบ หรือไม่เคยได้ยินมาก่อนว่า การกินน้ำผึ้งเพียงแค่ 1 ช้อนโต๊ะก่อนนอน จะสามารถทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหาร จากน้ำผึ้งได้ดี ในช่วงเวลากลางคืน

ซึ่งเป็นสิ่งที่จะทำให้คุณประหลาดใจ กับสิ่งนี้ เมื่อคุณเห็นการเปลี่ยนแปลง ของร่างกายเกิดขึ้น หลังจากที่คุณ กินน้ำผึ้งก่อนนอนทุกคืน

เกิดอะไรขึ้น เมื่อคุณกิน น้ำผึ้ง ก่อนนอน ?

1. ไขมันลดลง

หลังจากกินน้ำผึ้งก่อนนอน ร่างกายของคุณจะมีระบบเผาผลาญไขมันที่ดีขึ้น เนื่องจากน้ำผึ้งจะเพิ่มการเผาผลาญ โดยสร้างความร้อนในร่างกายของคุณ

ซึ่งหมายความว่า มันช่วยเพิ่มการไหลเวียน ที่เพิ่มอุณหภูมิของร่างกาย จึงสามารถช่วยคุณเผาผลาญไขมัน ได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมาก

2. ลดภาวะซึมเศร้า

ในน้ำผึ้งมีโพลีฟีนอล ( Pholyphenols ) ซึ่งเป็นสารเคมีอินทรีย์ ที่ช่วยต่อสู้กับภาวะซึมเศร้า โดยตอบโต้ความเครียดออกซิเดชัน ในเซลล์สมองของคุณ



หากคุณต้องการรักษาสุขภาพจิตของคุณ และตื่นมาอย่างสดชื่นในทุกเช้า การเลือกกินน้ำผึ้งก่อนนอน ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่สามารถช่วยคุณได้

3. ต่อต้านริ้วรอย

น้ำผึ้ง
น้ำผึ้ง

การต่อต้านริ้วร้อย ด้วยวิธีธรรมชาติ ถือได้ว่าเป็นวิธีที่ีดีที่สุด เพราะนอกจากการออกกำลังกาย และเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์แล้ว การเลือกกินน้ำผึ้งก่อนนอน จะสามารถช่วยชะลอความชรา ได้เป็นอย่างดี

เพราะในน้ำผึ้ง มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยให้ความชุ่มชื้น และเป็นเหมือนเซรั่ม ให้กับผิวของคุณอย่างมหัศจรรย์

4. ป้องกันโรค

ในน้ำผึ้งมีสารอาหารที่มีฤทธิ์ ช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิด โรคความดันโลหิต และโรคเบาหวาน ฯลฯ

หากต้องการรักษาสุขภาพ ให้ห่างไกลจากโรค การดื่มน้ำผึ้งก่อนนอน ก็สามารถเป็นตัวช่วย ได้อีกทางเลือกหนึ่ง

5. นอนหลับสนิท

ในน้ำผึ้งมีสารอาหารที่เรียกว่า ” ทริปโตเฟน ( Tryptophan ) ” ที่ช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย เมื่อถึงเวลานอนหลับ

และยังมีสารที่เรียกว่า ” ไกลโคเจน ( Glycogen ) ” ที่ช่วยให้คุณนอนหลับสนิท และสบาย ไม่ตื่นมาในช่วงกลางดึก

6. ระบบภูมิคุ้มกันดี

สารต้านอนุมูลอิสระในน้ำผึ้ง มีฤทธิ์ที่ช่วยในการต่อต้าน และป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และไวรัส จำนวนมาก ที่อาจเข้าสู่ร่างกายของคุณ ได้อย่างแข็งแกร่งขึ้น

7. ป้องกันอาการไอ

น้ำผึ้งเป็นสารต้านการอักเสบที่ดีโดยธรรมชาติ ดังนั้นการการดื่มน้ำผึ้งหนึ่งช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำอุ่นก่อนนอน จะสามารถช่วยลดอาการระคายเคืองในลำคอ และลดอาการไอ

อีกทั้งน้ำผึ้งยังเป็นยาปฏิชีวนะ ธรรมชาติที่ดี เพราะสามารถช่วยต่อสู้ กับแบคทีเรีย ที่อยู่ในลำคอของคุณได้ รวมไปถึงยังช่วยป้องกันและบรรเทา อาการของหวัด ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

คุณหล่ะ ! กินน้ำผึ้งบ่อยมากแค่ไหน แล้วคุณเคยมีประสบการณ์ในการใช้น้ำผึ้ง เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยบำรุงสุขภาพร่างกาย ของคุณบ้างหรือไม่ ? โดยคุณสามารถแบ่งบันข้อมูล หรือแสดงความคิดเห็นได้กับเรา ตรงด้านล่าง

โรคแผลริมอ่อน ใครเสี่ยงสูง อันตรายเสี่ยงติดเชื้อ HIV

โรคแผลริมอ่อน ( Chancroid ) คือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ที่มีชื่อเรียกว่า ” Haemophilus Ducreyi ” แต่เป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากรักษาและป้องกันอย่างต่อเนื่อง และถูกวิธี

แผลริมอ่อน เริ่มเกิดจากการเป็นแผล ที่มีเลือดคั่งในเม็ดเลือดแดง ที่แตกตัวเป็นแผลเลือดออก ที่มีอาการเจ็บปวดมาก สามารถเกิดขึ้นได้กับทั้งเพศหญิง และเพศชาย ซึ่งโดยส่วนใหญ่ มักเกิดขึ้นในประเทศ ที่กำลังพัฒนา หรือเกิดในถิ่นที่อยู่อาศัย ที่มีระบบสาธารณูปโภค ที่มีความสะอาดไม่เพียงพอ

สาเหตุของ โรคแผลริมอ่อน

โรคแผลริมอ่อน
โรคแผลริมอ่อน
  • เกิดจากผู้ที่มีคู่นอนมากกว่า 1 คนขึ้นไป
  • เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ กับผู้ที่มีเชื้อโดยตรง
  • เกิดจากผู้ที่ไม่ทำความสะอาดร่างกาย และอวัยวะเพศ ให้สะอาดอยู่เสมอ



  • เกิดจากการมีบาดแผล ที่สัมผัสโดนแผล หรือหนอง ของผู้ที่มีเชื้อโดยตรง
  • เกิดจากมือที่ติดเชื้อ แล้วสัมผัสโดนดวงตา หรือปาก

อาการของแผลริมอ่อน

  • อาการจะแสดงหลังจากได้รับเชื้อแล้ว ประมาณ 3 – 10 วัน หรือ ภายใน 2 สัปดาห์
  • มีอาการเกิดตุ่มแดงเล็กๆ นูน มีหนอง และตุ่มแดงเล็กๆ จะรวมกันขยาย จนเกิดเป็นแผลใหญ่ ขี้นบริเวณอวัยวะเพศ ต้นขา ขาหนีบ และปากมดลูก
  • ตุ่มมีลักษณะนิ่ม ไม่แข็ง
  • มีอาการเจ็บปวด บริเวณแผลมาก
  • มีอาการบวมโตของต่อมน้ำเหลือง บริเวณขาหนีบ และอาจแตกเป็นหนองได้
  • มีอาการตกขาว และมีกลิ่นเหม็นมาก สำหรับเพศหญิง
  • มีอาการเจ็บหรือปวด ขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือปัสสาวะ
  • สำหรับเพศหญิงบางราย อาจไม่แสดงอาการ แต่สามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้

อันตรายของแผลริมอ่อน

  • เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย เช่น เชื้อ HIV ฯลฯ
  • เสี่ยงต่อผลกระทบกับอวัยวะใกล้เคียง เช่น ท่อปัสสาวะ ฯลฯ
  • เสี่ยงต่อการเกิดพังผืด บริเวณอวัยวะเพศ

วิธีการรักษาแผลริมอ่อน

วิธีการรักษา เป็นไปตามคำวินิจฉัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ขึ้นอยู่กับอาการของแต่ละราย ซึ่งมีวิธีรักษาที่แตกต่างกัน โดยมีวิธีหลายวิธี เช่น การใช้ยา และการผ่าตัด ฯลฯ โดยระยะเวลาในการรักษา อาจต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 1 – 3 เดือน ขึ้นอยู่กับ ความรุนแรงของอาการ ในแต่ละราย

หากคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ! ควรหลีกเลี่ยงหรือหาวิธีป้องกัน เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และหากคุณพบว่า มีอาการแสดงที่คล้ายคลึง ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ก็ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

ยุง ชอบดูดเลือดใครมากที่สุด คุณเสี่ยงหรือไม่

มนุษย์ทุกคนเป็นแม่เหล็กดึงดูด ยุง แต่ดูเหมือนว่าบางครั้ง ยุงจะชอบกัดเฉพาะบางคนมากกว่า นั่นเป็นคำถามที่หลายคนสงสัย ถึงสาเหตุนั้นว่าเพราะอะไร

และปัญหาที่มาพร้อมกับยุง เป็นเรื่องที่มนุษย์พยายามหาวิธีป้องกัน อยู่อย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก

โดยเฉพาะปัจจุบัน ที่ดูเหมือนว่าพวกมันจะมีภูมิต้านทาน เพิ่มมากยิ่งขึ้นจากยาฆ่าแมลง จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์ พยายามคิดค้นวิธีป้องกันใหม่ๆ อยู่เสมอ

แน่นอนว่าการโดนยุงกัด ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก หากบนผิวของคุณ ต้องมีแต่รอยแดงที่โดนยุงกัด เป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจส่งผลกระทบที่ร้ายแรงตามมา เช่น การเป็นไข้เลือดออก ซึ่งมีอันตรายต่อชีวิต

ยุง ชอบดูดเลือดใครมากที่สุด ?

ยุง
ยุงhttp://ofezsoft.com

ผู้เชี่ยวชาญพยายามหาสาเหตุ และได้กล่าวว่า ยุงมีความต้องการดูดเลือด โดยเลือก 1 ใน 10 ของคนที่น่าดึงดูดมากที่สุด

แม้ว่านักวิจัยจะยังไม่สามารถระบุ ได้อย่างชัดเจน ว่าทำไมยุงถึงเลือกดูดเลือดเฉพาะบางคน แต่ก็มีการวิจัยจำนวนมาก ที่ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้



โดยมีงานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นว่า อาจเกี่ยวกับกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่ดึงดูดยุง หรือคุณสมบัติทางเคมีของร่างกาย และอาจรวมถึงผู้ที่มีเตอรอยด์ หรือคอเลสเตอรอลเข้มข้นสูงบนผิว

และยังพบอีกว่า ผู้ที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในร่างกายสูงกว่าคนทั่วไป อย่างหญิงตั้งครรภ์ รวมไปถึงผู้ที่มีความร้อนสูงในร่างกาย เช่น ผู้ที่ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมที่ออกแรงมาก จะทำให้ร่างกายปล่อยสารเคมีบางชนิดออกมา เช่น กรดแลคติก กรดยูริค ซึ่งเป็นสิ่งดึงดูดยุง

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ยุงเป็นพาหะนำโรค ที่เป็นอันตราย ต่อร่างกายของมนุษย์สูง ซึ่งเราทุกคนควรต้องหาวิธีป้องกัน ดูแลตนเอง และคนรอบข้างอยู่อย่างเสมอ

แล้วคุณหล่ะ เคยโดนยุงกัดบ่อยแค่ไหน และคนใกล้ตัวของคุณ หรือตัวคุณเองเคยได้รับพาหะนำโรคจากยุงหรือไม่? โดยคุณสามารถแบ่งปันความรู้ ไว้กับเราได้ด้านล่าง

7 เคล็ดลับ ช่วยคุณรักษาอาการ ตาแห้ง ด้วยวิธีธรรมชาติ

ตาแห้ง ปัญหาของสุขภาพดวงตา ที่มักเกิดขึ้นจากน้ำในตามีไม่มากพอ ที่จะรักษาความชุ่มชื้นให้กับดวงตา หรืออาจเกิดจากการระเหยของน้ำตา ที่เร็วเกินไป ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว รวมไปถึงคอนแทคเลนส์ หรือยาบางชนิด

อาการตาแห้ง หากไม่ได้รับการดูแลและรักษา ก็อาจส่งผลเสียต่อดวงตาในระยะยาว แต่เรามีวิธีแบบธรรมชาติ มาช่วยให้คุณรักษาอาการตาแห้ง ได้ด้วยตัวเอง

7 วิธีรักษาอาการ ตาแห้ง

ตาแห้ง
ตาแห้ง

1. แตงกวา

โดยการนำแตงกวา มาฝานหั่นเป็นวงกลมบางๆ แล้วนำประคบมาวาง บนดวงตาทั้ง 2 ข้าง ประมาณ 15 – 20 นาที ควรทำอย่างน้อย 2 ครั้ง / สัปดาห์ จะช่วยบรรเทาอาการตาแห้งได้ดี

จากการศึกษา ชี้ให้เห็นว่าแตงกวา สามารถลดอาการบวมรอบดวงตา ทำให้มีความชุ่มชื้น และทำให้ต่อมที่ผลิตน้ำมันในดวงตาไม่อุดตัน เนื่องจากปริมาณน้ำที่สูงในแตงกวา จึงสามารถทำให้ความชุ่มชื้น ซึมเข้าไปใต้ผิวหนัง

2. องุ่น

จากการวิจัยพบว่า ผู้ที่กินองุ่นและมีอาการตาแห้ง ทำให้อาการตาแห้งของพวกเขาลดลง หลังจากกินองุ่น 1 สัปดาห์



และยังพบว่าอาหารที่อุดมไปด้วยองุ่น จะสามารถช่วยทำให้ดวงตาชุ่มชื้น และสามารถช่วยปกป้องการเสื่อมสภาพของจอประสาทตา อีกทั้งยังช่วยให้สายตาของคุณดียอดเยี่ยมอีกด้วย

3. โอเมก้า 3

เนื่องจากโอเมก้า 3 มีส่วนสำคัญในการต่อสู้กับอาการอักเสบ และส่งเสริมการผลิตน้ำมันธรรมชาติในต่อมตา

หากคุณสามารถทานอาหารเสริมโอเมก้า 3 ที่มีอยู่มากในปลาแซลมอน ปลาทูน่า ถั่วเหลือง และเมล็ดเชีย ฯลฯ จะสามารถช่วยบรรเทา และลดอาการตาแห้งลงได้

4. น้ำ

ควรดื่มน้ำให้มากและเพียงพอ เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และป้องกันอาการแห้ง ให้กับดวงตา โดยควรดื่มอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน

5. ประคบอุ่น

น้ำตาส่วนใหญ่มาจาก น้ำมันและเมือกในปริมาณที่เท่ากัน เมื่อใดก็ตามที่ดวงตาของคุณ เกิดการระคายเคืองและอักเสบ ดวงตาจะหยุดผลิตน้ำมันในต่อมเปลือกตา จึงส่งผลทำให้ตาแห้ง

วิธีที่จะช่วยบรรเทาอาการระคายเคือง โดยการประคบอุ่นบนเปลือกตา ประมาณ 2 – 3 นาที ความชื้นจากผ้าอุ่น จะช่วยคลายน้ำมันที่อุดตัน และช่วยทำให้รู้สึกสบายตามากขึ้น

6. เพิ่มความชื้น

สภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำค้ญ เช่น ห้องนอน หรือที่ทำงาน ซึ่งคุณอาจไม่ควรเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ ขณะที่คุณไม่อยู่ เพราะจะทำให้ฝุ่นละอองเพิ่มมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังทำให้ความชื้นในอากาศภายในห้องลดลง ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบ ทำให้เกิดอาการตาแห้งได้

หากคุณเพิ่มความชื้นให้กับห้องนอน หรือห้องทำงานของคุณ ด้วยเครื่องเพิ่มความชื้น จะช่วยให้น้ำตาจากดวงตาระเหยช้าลง และทำให้ดวงตาของคุณสบายมากขึ้น

7. รักษาความสะอาดดวงตา

ดวงตาหรือเปลือกตาที่สกปรก เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ของการเกิดอาการตาแห้ง เพื่อป้องกันคุณควรทำความสะอาดเปลือกตา และดวงตา เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกที่สะสม และอุดตันต่อมที่ผลิตน้ำมันในดวงตา

แล้วคุณเคย เกิดอาการตาแห้งบ้างหรือไม่ ? แล้วมีวิธีจัดการกับปัญหานี้ยังไง โดยคุณสามารถแบ่งปันข้อมูล และแสดงความคิดเห็น ไว้กับเราได้ด้านล่าง