เกิดอะไรขึ้น กับร่างกายหลัง อายุ 40 ปี เรื่องสำคัญที่ควรรู้

เมื่อคุณมี อายุ เพิ่มมากขึ้น ความกลัวต่อความชรา ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ทำให้คนบางกลุ่ม ยอมที่จะเลือกบำรุงด้วยอาหารหลากหลายชนิด พยายามออกกำลังกาย และศัลยกรรมเสริมความงาม ซึ่งก็เสียค่าใช้จ่ายไปนักต่อนัก แม้ว่าอาจจะช่วยชะลอวัยไปได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้ช่วยได้ทั้งหมดในระยะยาว

เพราะความแก่ ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ใครหลายคน ต้องเผชิญไปตามวิธีธรรมชาติของมนุษย์ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ คุณต้องเอาชนะความกลัวให้ได้ เมื่อคุณแก่ตัวลง

เนื่องจากช่วงอายุแต่ละวัย ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ที่แตกต่างกัน ซึ่งแน่นอนว่า ความเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้น อย่างแน่นอน โดยเฉพาะเมื่อคุณอยู่ในช่วงวัยชรา หรือเริ่มแก่ตัวลง

เกิดอะไรขึ้น หลังจาก อายุ 40 ปี ?

อายุ

1.การเหี่ยว

แน่นอนว่ามนุษย์เริ่มมีสุขภาพร่างกาย ที่เริ่มหดตัว เหี่ยวลง หลังจากอายุ 30 ปี แต่จะสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลง ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เมื่อมีอายุ 40 ปี

ตามข้อมูลที่ได้รวบรวมไว้ สำหรับวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผู้หญิงจะเริ่มหดตัว และเหี่ยว มากกว่าผู้ชาย ในช่วงอายุระหว่าง 30 – 70 ปี

โดยสามารถชะลอการเหี่ยว ลดการหดตัวลง โดยการเลือกทานอาหารที่มีแคลเซียม และวิตามินดี ที่สำคัญควรออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ

2.การเผาผลาญลดลง

เมื่อคุณอายุ 40 ปี หากคุณเลือกทานอาหารในปริมาณมาก และชนิดเดียวกับที่คุณชอบทาน ตอนอายุ 20 ปี แน่นอนว่า จะทำให้น้ำหนักของคุณ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

เพราะระบบเผาผลาญของคุณลดลง และสูญเสียกล้ามเนื้อเร็วขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานี้ คุณควรเลือกทานอาหารเพื่อสุขภาพ และควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ

3.แพ้แลคโตส

ในบางรายมีอาการแพ้แลคโตส ตั้งแต่วัยเด็ก แต่กับบางคนมักพบอาการนี้ หลักจากอายุ 40 ปี ส่งผลทำให้ เกิดปัญหาขึ้นกับลำไส้ใหญ่

เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานี้ คุณควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์นมที่มีแลคโตส และควรเลือกบริโภคโปรไบโอติกแทน

4.เส้นผมเริ่มลดลง

ปัญหานี้โดยส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นกับผู้ชาย ซึ่งหลายคนสูญเสียเส้นผม ก่อนอายุ 30 และผู้ชายศีรษะล้านหลังจากอายุ 40 ปี มากถึง 53% ในขณะที่ผู้หญิง จะสูญเสียผมช้ากว่าผู้ชาย

แต่ก็มีข้อได้เปรียบตรงที่ว่า ขนตามร่างกายของคุณ จะเริ่มหยุดเจริญเติบโต โดยเฉพาะขนบริเวณที่คุณไม่ต้องการ



เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานี้ คุณควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันการขาดหลุดร่วงของเส้นผม ควรเลือกทานอาหารและวิตามินให้มากขึ้น

ควรตัดผมบ้าง เป็นครั้งคราว และควรหยุดใช้เครื่องเป่าผม และหากพบว่าปัญหานี้รุนแรง ก็ควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยคุณแก้ปัญหานี้

5.ฟันไวต่อการสัมผัส

จะสังเกตุได้ว่า หากคุณเริ่มมีอายุเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะหลัง 40 ปีขึ้นไป คุณจะมีอาการเสียวฟันง่ายขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม หากพบว่ามีอาการผิดปกติบางอย่าง เกิดขึ้นกับฟันของคุณ ก็ควรรีบไปพบทันตแพทย์ หรือควรไปพบทันตแพทย์ ให้บ่อยขึ้น อย่างน้อย 2 ครั้งต่อปี

6.ความรู้สึก

เมื่อคุณเริ่มอายุมากขึ้น จะทำให้ความรู้สึกลดลง เริ่มสูญเสียความรู้สึกบางอย่าง เช่น การรับรสอาหาร ( หวาน เปรี้ยว ขม เค็ม ) โดยจะเกิดขึ้นกับผู้หญิง เร็วกว่าผู้ชาย

แต่ก็ยังสามารถแยกแยะ ความแตกต่างระหว่างรสได้อยู่ เพียงแต่จะน้อยลง กว่าวัยหนุ่ม

7.การได้ยินและการมองเห็นแย่ลง

เมื่ออายุมาก 40 ปีขึ้นไป คนส่วนใหญ่จะเริ่มมีปัญหา ทางด้านสายตา เช่น สายตายาว ฯลฯ และการรับรู้สีก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลง

และอีกปัญหาหนึ่ง สามารถเกิดอาการตาแห้ง หรือโรคเกี่ยวกับตาได้ง่าย เช่น โรคต้อ ฯลฯ รวมไปถึงการได้ยินก็จะเริ่มแย่ลงเช่นกัน ซึ่งมันเกิดขึ้นเนื่องจาก การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของแก้วหู และหูชั้นใน

8.มีเสน่ห์มากขึ้น

นักจิตวิทยาอ้างว่า ผู้หญิงจะมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น หลังจากอายุ 40 ปี มากกว่าตอนที่อายุ 20 หรือ 30 ซึ่งความจริงข้อนี้คือ ทำให้พวกเขารักตัวเองมากขึ้น ไม่ต้องกังวลกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ และมีความสุขกับอิสระทางการเงิน

เมื่อถึงวัยนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ จะประเมินตนเอง และผู้คนที่อยู่รอบข้างอีกครั้ง มากยิ่งขึ้น ดังนั้นทั้งผู้ชาย และผู้หญิงวัยนี้ จึงมีเสน์ห์ในสายตาของผู้อื่นมากยิ่งขึ้น

9.ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น

เมื่ออายุ 40 ปี ผู้คนส่วนใหญ่ จะถูกโจมตีโดยไวรัสต่างๆ มากมาย ส่งผลทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย แข็งแรงมากยิ่งขึ้น จึงทำให้ป่วยน้อยลง

และเพื่อปรับปรุงระบบภูมิคุ้มกัน ให้มีสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และอยู่ในสถานที่อากาศบริสุทธิ์

แล้วคุณเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต ในเรื่องนี้บ้างแล้วหรือไม่ และที่สำคัญคุณไม่ควรต้องกังวลกับการเปลี่ยนแปลงนี้ เพราะคุณสามารถชะลอกระบวนการชรา ด้วยตัวคุณเอง จากพฤติกรรมการทานอาหาร การใช้ชีวิตประจำวัน รวมไปถึง การได้รับความช่วยเหลือ จากผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ หากจำเป็นสำหรับคุณ

คำถาม น่าสงสัย ทำไมน้ำลายไหล ขณะนอนหลับ

เรื่องที่ใครหลายคนมักสงสัยคอยตั้ง คำถาม ว่าทำไมน้ำลายของคนเรานั้น ถึงต้องไหลออกมา ขณะที่เรานอนหลับ ถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติ หรือผิดปกติกันแน่

แน่นอนว่า หากน้ำลายของคุณไหล ขณะที่คุณนอนหลับ เป็นครั้งคราว คงเป็นเรื่องปกติ แต่จะเป็นเรื่องผิดปกติ ขึ้นมาทันที หากสังเกตุพบว่า น้ำลายของคุณไหล ขณะนอนหลับเป็นประจำทุกวัน และไหลมากจนผิดปกติ

เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณเตือน ที่กำลังบ่งบอกได้ว่า กำลังเกิดความผิดปกติบางอย่าง ขึ้นกับร่างกายของคุณ

คำถาม น่าสงสัย ทำไมน้ำลายไหล ขณะนอนหลับ ?

ขณะที่เรานอนหลับอยู่นั้น กล้ามเนื้อบริเวณบนใบหน้าของเรา จะเกิดการผ่อนคลาย หรือเรียกว่าใบหน้าขี้เกียจ ส่งผลทำให้น้ำลาย ที่สะสมอยู่ในปากค่อยๆ เริ่มหยดลงสู่ปากที่เปิดเพียงเล็กน้อย

แต่หากว่าน้ำลายไหลมาก จนผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณของ โรคทางระบบประสาท หรือมีผลมาจากความผิดปกติของจมูก และอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาของสุขภาพด้านอื่นๆ ในระบบร่างกายได้ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง ฯลฯ



วิธีหยุดน้ำลายไหล ทำอย่างไร ?

1.เปลี่ยนท่านอน

วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่าย และคุณสามารถทำได้โดยทันที โดยการเปลี่ยนท่านอน เป็นท่านอนหงาย ควรเลิกนอนท่าตะแคง หรือนอนคว่ำ

2.ล้างจมูก

นี่อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ของน้ำลายไหล ที่เกิดจากการอุดตัน หรืออาการคัดของจมูก ที่ทำให้เราต้องหายใจทางปาก จนทำให้น้ำลายไหลออกมา ขณะนอนหลับนั่นเอง

3.ลดน้ำหนัก

พบว่าผู้ที่มีน้ำหนักเกิน มักประสบกับปัญหา การหายใจลำบากทางจมูก จึงต้องใช้ปากในการช่วยหายใจ ขณะนอนหลับ และคนอ้วนยังเสี่ยงต่อ ภาวะการหยุดหายใจขณะนอนหลับได้

4.ปรับระดับหมอน

คำถาม

การเลือกนอนหมอนที่สูงขึ้น ในขณะที่คุณนอนหลับ จะช่วยลดอาการน้ำลายไหล ออกจากปากได้

5.พบแพทย์

หากพบว่าคุณมีอาการน้ำลายไหลมาก ควรปรึกษาแพทย์ โดยแพทยอาจตรวจวินิจฉัยสาเหตุ ซึ่งอาจเกิดจากโรคบางชนิดได้

และแพทย์อาจให้ใช้อุปกรณ์พิเศษ ในการช่วยลดน้ำลาย หรือใช้วิธีการผ่าตัด ซึ่งขึ้นอยู่กับอาการ และความรุนแรง ของแต่ละบุคคล

แล้วคุณมีน้ำลายไหลบ่อยมากแค่ไหน ? ขณะที่นอนหลับ หากเมื่อใดที่พบว่า เกิดความผิดปกติขึ้น ก็ควรรีบไปพบแพทย์ ที่โรงพยาบาล เพื่อตรวจและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเร็ว

ทำไม นอนตะแคงซ้าย ถึงดีต่อ ระบบร่างกาย ของคุณ

มีข้อมูลหลายข้อมูล ที่อาจชี้ให้เห็นว่า การนอนหลับตะแคงซ้าย อาจมีผลเสียต่อสุขภาพ แต่ล่าสุดมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ได้ตรวจสอบทฤษฎีการนอนตะแคงซ้าย พบว่าการนอนตะแคงซ้าย มีประโยชน์ต่อ ระบบร่างกาย ขณะนอนมากเช่นกัน

นอนตะแคงซ้ายดีต่อ ระบบร่างกาย อย่างไร ?

1.กำจัดของเสีย

การนอนตะแคงซ้าย มีส่วนช่วยส่งเสริมในการ กำจัดของเสียในร่างกาย อย่างเหมาะสม เนื่องจากจุดเชื่อมต่อระหว่างลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ อยู่บริเวณด้านซ้ายของร่างกาย ในพื้นที่ ที่เรียกว่าลิ้น (Ileocecal )

ขณะเมื่อคุณนอนตะแคงซ้าย ทำให้แรงโน้มถ่วงไปทางด้านซ้าย ทำให้เกิดความสะดวก และง่ายขึ้น สำหรับของเสีย ที่ย้ายจากลำไส้เล็ก ไปยังลำไส้ใหญ่



ซึ่งวิธีนี้ เป็นอีกวิธีหนึ่ง ที่สามารถช่วยให้ร่างกายของคุณ กำจัดของเสียออกไปได้

2.ดูแลหัวใจ

ทางด้านซ้ายของร่างกาย มีหัวใจที่ได้รับเลือดจากปอด และปั๊มออกไปเลี้ยงยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย ดังนั้นตำแหน่งการนอนตะแคงซ้าย อาจช่วยทำให้หัวใจของคุณ ทำงานได้สะดวกและง่ายขึ้น

3.ระบบน้ำเหลือง

ระบบร่างกาย

ระบบน้ำเหลือง มีหน้าที่สำคัญในการกำจัดของเสีย และสารพิษออกจากระบบร่างกายของเรา ผู้เชี่ยวชาญได้กล่าวไว้ว่า ท่อทรวงอก ซึ่งเป็นท่อน้ำเหลืองที่ใหญ่ที่สุด ของระบบน้ำเหลือง ตั้งอยู่ทางด้านซ้ายของร่างกายเรา

นั่นคือเหตุผลที่การนอนหลังตะแคงซ้าย จะช่วยให้กระบวนการกำจัดของเสีย และสารพิษ ให้ออกจากร่างกาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ระบบน้ำเหลือง ยังมีหน้าที่ในการขนส่งไขมัน โปรตีน และสารอาหารอื่นๆ ที่สำคัญอีกหลายชนิด ไปยังเนื่อเยื่อของคุณ ทำให้การนอนตะแคงซ้าย ช่วยให้เซลล์ของคุณ ได้รับสารอาหารได้เร็วยิ่งขึ้น

4.ปกป้องตับ

เนื่องจากตับอยู่ทางด้านซ้ายของร่างกาย การนอนตะแคงซ้าย จะช่วยให้สารพิษ และสารอันตรายอื่นๆ ไม่ยอมไปยังตับเกินพิกัด

5.ลดปัญหาอาการกรดไหลย้อน

หากคุณเป็นมักมีอาการแสบร้อน บริเวณทรวงอก คุณควรเลือกนอนตะแคงซ้าย เนื่องจากช่องท้องของคุณ จะอยู่ด้านล่างของกล้ามเนื้อหูรูดของหัวใจ ที่เชื่อมต่อหลอดอาหาร เข้ากับกระเพาะอาหารของคุณ

ตำแหน่งการนอนหลับตะแคงซ้าย จะช่วยป้องกันไม่ให้ อาหารหรือกรดในกระเพาะอาหาร ไหลกลับย้อนไปยังหลอดอาหารได้

6.ม้ามทำงานได้ดี

ม้ามเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุด ในระบบน้ำเหลือง และอยู่ในตำแหน่งซ้ายของร่างกาย หากคุณนอนตะแคงซ้าย ม้ามของคุณจะทำงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นั้นจึงเป็นเหตุผล สำหรับเรื่องนี้ เนื่องจากแรงโน้มถ่วง ส่งเสริมให้การไหลเวียนของเลือด ไปยังม้าม ทำให้สามารถกรองสิ่งสกปรก ออกได้เร็วยิ่งขึ้น

ขณะนอนหลับตะแคงซ้าย แรงโน้มถ่วงจะเอื้อต่อการทำงาน ของระบบไหลเวียนโลหิต โดยเฉพาะหลอดเลือดแดงใหญ่ ที่นำออกซิเจนออกจากร่างกายส่วนล่างสู่หัวใจ จึงเป็นอีกเหตุผล ที่ดี สำหรับการนอนตะแคงซ้าย

8 สัญญาณเตือน บ่งบอกร่างกายต้องการ วิตามินดี

วิตามินดี มีหน้าที่หลักที่ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม ป้องกันการสูญเสียแคลเซียม ทำให้กระดูกแข็งแรง ป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน อีกทั้งยังช่วยปรับสมดุลน้ำตาลในเลือด อีกทั้งยังสามารถป้องกัน และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลายชนิด เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง และโรคหลอดเลือดหัวใจ

ระบบภูมิคุ้มกันของเรา ก็ถูกเสริมสร้างด้วยวิตามินดี ที่ได้มาจากแหล่งธรรมชาติ เช่น รังสีของดวงอาทิตย์ ปลาทูน่า แซลมอน ไข่ และนม ฯลฯ ซึ่งวิตามินดีเป็นวิตามิน ที่ละลายในไขมัน ที่มีอิทธิพลต่อร่างกายสูง

และแน่นอนว่า คนยุคนี้รักสุขภาพ แต่วิตามินดี เป็นแหล่งอาหารชนิดหนึ่ง ที่ใครหลายคนมองข้าม โดยอาจมีอาการทางร่างกาย ที่กำลังแสดงอยู่ ว่าร่างกายกำลังเผชิญกับปัญหา การขาดวิตามินดี

8 สัญญาณเตือน บ่งบอกร่างกายต้องการ วิตามินดี

วิตามินดี

1.ผมร่วง

ปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลทำให้เส้นผม และรากผมอ่อนแอ หลุดร่วงได้ง่าย ก็คือการขาดวิตามินดี หากใครที่เริ่มมีอาการรุนแรงมากขึ้น ก็จะยิ่งทำให้ผมบางลงไปเรื่อยๆ

เพราะวิตามินดี มีบทบาทสำคัญ ในกระบวนการเจริญเติบโตของเส้นผม ช่วยบำรุงผมตั้งแต่รากผม จึงช่วยป้องกันการขาดหลุดร่วงของเส้นผมได้ดี

2.เหนื่อยง่าย

หากคุณมักมีอาการเหนื่อยล้าบ่อยครั้ง ทำอะไรนิดหน่อย หรือเพียงแค่เดินก็เหนื่อยแล้ว หรือเกิดอาการกระวนกระวาย นอนไม่หลับ นั่นอาจเป็นอาการของการขาดวิตามินได้

มีการศึกษาพบว่า การเสริมวิตามินดี ในผู้ป่วยที่มีความเมื่อยล้า แสดงให้เห็นว่า สามารถลดอาการเมื่อยล้าของพวกเขาลงได้ หลังจากมีวิตามินดีในระดับปกติ

3.เหงื่อออกบริเวณศีรษะ

วิทยาศาสตร์อธิบายว่า อาการเหงื่อออกมากเกินไป ในทารกแรกเกิด เป็นสัญญาณเริ่มต้น ที่บ่งบอกของการขาดวิตามินดี และอีกหนึ่งอาการที่ชัดเจน ที่พบได้ในผู้ใหญ่คือ เหงื่อออกบริเวณศีรษะมากเกินไป เมื่อเทียบกับบริเวณอื่นของร่างกาย



หากคุณสังเกตุพบว่า เหงื่อออกมากบริเวณศีรษะของคุณ จนผิดปกติ แน่นอนว่านั่นอาจเกี่ยวกับการขาดวิตามินดีในร่างกายของคุณ และคุณอาจจำเป็นต้อง ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

4.ปวดกล้ามเนื้อ

การขาดวิตามินดี ส่งผลโดยตรงไปยังกล้ามเนื้อของเราด้วย ซึ่งการขาดวิตามินดี อาจทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อรุนแรง และอ่อนแรง

และการขาดวิตามินดีอย่างหนัก อาจส่งผลทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ ไปทั่วร่างกาย และอาจเป็นอาการปวดเรื้อรัง

5.ซึมเศร้า

วิตามินดีเป็นวิตามิน ที่มีอิทธิพลต่อร่างกาย มีผลต่ออวัยวะส่วนต่างๆ รวมไปถึงสมองด้วย โดยนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า การขาดวิตามินดี สามารถทำให้เกิดความวิตกกังวล ซึมเศร้า และอาจเกี่ยวข้องกับอาการป่วยทางจิต รวมไปถึง โรคจิตเภท

6.ปวดกระดูก

การขาดวิตามินดี สามารถลดประสิทธิภาพของร่างกายลงได้ โดยเฉพาะแคลเซียมที่อาจไปสู่เนื้อเยื่อกระดูก

การขาดวิตามินดี อาจเกี่ยวกับอาการปวดกระดูกของแข้ง และอาจส่งผลทำให้กระดูกหักได้ง่าย และส่งผลทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน ได้ในระยะยาว

7.แผลหายช้า

หากคุณเป็นคนหนึ่ง ที่พบว่าขณะเกิดบาดแผล แล้วบาดแผลของคุณหายช้ากว่าปกติ แน่นอนว่านั่นอาจเป็นเพราะ ร่างกายของคุณกำลังขาดวิตามินดีอยู่ ก็เป็นได้

มีการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การเสริมวิตามินดี 12 สัปดาห์ ส่งผลทำให้แผลหายเร็ว และนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า วิตามินดี มีผลดีต่อการรักษาระดับน้ำตาลในเลือด และระดับคอเลสเตอรอลในผู้ป่วยได้

ภายใต้การวิจัย พบว่าวิตามินดี ช่วยแผลที่หายช้า ให้หายเร็วขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน

8.ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

หากพบว่าคุณมักมีอาการป่วยบ่อยครั้ง นั่นอาจเป็นเพราะการขาดวิตามินดี เพราะวิตามินดี มีบทบาทสำคัญอย่างมาก ในการสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกัน

ทางการแพทย์ได้เริ่มใช้วิตามินดี ในการช่วยรักษาโรคติดเชื้อมานาน ก่อนค้นพบยาปฏิชีวนะ ตัวอย่างเช่น การใช้กับผู้ป่วยวัณโรค ที่ส่งไปยังสถานพักฟื้น ที่ซึ่งพวกเขาได้รับแสดงแดด ซึ่งแพทย์คิดว่า เป็นสาเหตุโดยตรง

หากคุณสังเกตุพบว่า มีอาการใดอาการหนึ่ง ที่สงสัยว่าอาจเกี่ยวกับ การขาดวิตามินดี ก็ควรไปพบแพทย์ เพื่อปรึกษาและประเมินระดับวิตามินดี ในร่างกายของคุณ และทำตามคำแนะนำของแพทย์

ดีท็อก อย่างไรให้สารพิษ ออกจากตับไต และกระเพาะปัสสาวะ

ร่างกายของเราที่รับเอาสารพิษต่างๆ เข้าสู่ร่างกายเป็นประจำทุกวัน จนทำให้ส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายในระยะยาว หากว่าคุณรักตัวเอง ต้องการมีสุขภาพที่แข็งแรง ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นที่ต้อง ดีท็อก เพื่อเอาสารพิษออกจากร่างกาย โดยเฉพาะสารพิษในตับ ไต และกระเพาะปัสสาวะ ด้วยวิธีธรรมชาติ ที่ปลอดภัย

อวัยวะที่สำคัญอย่างตับไต และกระเพาะปัสสาวะ ที่หลายคนมักมองข้าม แต่หารู้ไม่ว่า อวัยวะเหล่านี้ มีความสำคัญมาก ที่คุณควรต้องหาวิธีในการดูแล และกำจัดสารพิษออกไป ด้วยวิธีง่ายๆ ที่คุณก็ทำเองได้

วิธี ดีท็อก สารพิษออกจากตับไต และกระเพาะปัสสาวะ

1.อาหาร

การเลือกทานอาหารในแต่ละมื้อ เพื่อกำจัดสารพิษออกจากไตนั้น คุณควรเลือกทานให้เหมาะสม เพื่อชำระล้างไต ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มื้อเช้า : ควรเลือกดื่มน้ำผลไม้ หรือน้ำผัก เช่น ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ และผักใบเขียว ฯลฯ

มื้อกลางวัน : ทานน้ำผลไม้ปั่น ธัญพืช หรือลูกเดือย



มื้อเย็น : ในอาหารควรมีส่วนผสมของเต้าหู้ หรือมะนาว และตามด้วยผลไม้

แต่สำหรับวิธีนี้ หากผู้ที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ ก่อนปรับเปลี่ยนอาหารของคุณ

2.ธัญพืชและผลไม้

การเลือกทานผลไม้ ที่มีสารอาหารจำพวกวิตามินบี 6 โอเมก้า 3 เช่น แครนเบอร์รี่ ถั่ว วอลนัท ฯลฯ ที่มีส่วนช่วยในการบำรุงไต จะสามารถช่วยลดความเสี่ยง ของการเกิดนิ่วในไต ได้เป็นอย่างดี

3.ลดน้ำอัดลมและเกลือ

อาหารเหล่านี้ได้กลายมาเป็นอาหาร ที่หลายคนเคยชิน คิดว่าทานนิดหน่อยไม่เกิดผลเสีย แต่หากคุณทานเป็นประจำ จะส่งผลทำให้อวัยวะส่วนต่างๆ เสื่อมสภาพลง ก่อให้เกิดผลเสียในระยะยาว

4.ออกกำลังกาย

โดยการบิดลำตัว ไปมาซ้ายขวาประมาณ 15 ครั้งต่อวัน เพื่อช่วยให้ตับมีสุขภาพที่ดีขึ้น

และการฝึกเกร็งกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน แล้วผ่อนคลาย จะช่วยให้กระเพาะปัสสาวะแข็งแรง ป้องกันปัสสาวะรั่วไหล หรือภาวะกลั้นปัสสาวะ ของหญิงหลังคลอด หรือวัยหมดประจำเดือน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5.ผ่อนคลายสุขภาพจิต

ความเครียดเป็นปัญหาหลัก ของการทำลายสุขภาพ และอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกาย จึงจะดียิ่งกว่า หากคุณหาวิธีผ่อนคลายความเครียด กำจัดความเครียดให้หมดไป เพื่อลดการทำร้าย อวัยวะในร่างกายของคุณ

6. ดื่มชา

ดีท็อก

การเลือกดื่มชาเขียว และชาขิงร้อน ซึ่งเป็นอีกตัวช่วยหนึ่ง ในการช่วยลดสารพิษที่สะสมในร่างกาย ตามอวัยวะส่วนต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

แต่อย่าลืมว่า การดื่มชาควรดื่มแต่พอดี ไม่ควรดื่มมากเกินไป และที่สำคัญ อย่าดื่มชาที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เพราะจะยิ่งทำให้สุขภาพแย่ลง

หากคุณคิดว่า สุขภาพร่างกายคือสิ่งสำคัญ นอกจากการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย ด้วยวิธีข้างต้นดังที่กล่าวไว้แล้ว อย่าลืมเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วยนะคะ

8 วิธีป้องกัน ฟันผุ ที่ทันตแพทย์เปิดเผย คุณควรรู้

การดูแลรักษาฟัน ด้วยการป้องกันไม่ให้ ฟันผุ นั้นเป็นเรื่องง่ายที่ทุกคนทำได้ เพียงแต่ว่าใคร จะให้ความสนใจ และดูแลมากน้อยแค่ไหน

มนุษย์ทุกคนล้วนต้องการมีฟัน ที่มีสุขภาพดีแข็งแรง เพราะฟันคือส่วนหนึ่ง ที่มีประโยชน์กับร่างกาย ในเรื่องของระบบย่อยอาหาร รวมไปถึงการเสริมสร้างบุคลิกภาพ ให้ดูดีอยู่เสมอ

และโดยปกติเราทุกคน มักได้รับฟันอยู่เพียงแค่ 2 ชุดเท่านั้น ซึ่งชุดที่ 2 นั้น หากไม่ดูแลและป้องกันเป็นอย่างดี ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียใจ เพราะไม่ได้มีฟันชุดที่ 3 งอกขึ้นมาใหม่อีกแล้ว

วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับดีๆ ที่ง่ายมากๆ มาบอกต่อ ถึงวิธีการช่วยป้องกันฟันผุ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ด้วยตนเอง

8 วิธีป้องกันฟันผุ ที่ทันตแพทย์เปิดเผย

1.ชาเขียว

มีการเปิดเผยว่า การดื่มชาเขียวล้วน ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล สามารถช่วยป้องกันฟันผุ ได้เป็นอย่างดี โดยสามารถดื่มชาเขียว หลังจากการทานขนมหวาน ก็จะสามารถช่วยป้องกันและลดการสะสมของแบคทีเรีย ในช่องปากได้

2.ไหมขัดฟัน

การแปรงฟันเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอ เพราะเศษอาหารเล็กๆ ที่เข้าไปติดตามซอกฟัน ที่แปรงไม่สามารถเข้าถึงได้ ทำให้แบคทีเรียสะสมจนทำให้เกิดฟันผุ



การเลือกใช้ไหมขัดฟัน จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่สามารถช่วยป้องกันฟันผุ คราบหินปูน เหงือกอักเสบ และกลิ่นปาก ได้เป็นอย่างดี

3.แอปเปิ้ล

แอปเปิ้ลถึงแม้ว่า จะมีสภาพเป็นกรดและมีน้ำตาล แต่อีกสิ่งหนึ่ง ที่มีประโยชน์จากแอปเปิ้ล คือมีฤทธิ์ช่วยในการลดคราบจุลินทรีย์ เคลือบฟัน และช่วยผลิตน้ำลายที่ช่วยลดระดับแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุของการเกิดฟันผุได้

4.เลือกทานอาหาร

การเลือกทานอาหาร ที่มีส่วนผสมของน้ำตาลมากเกินไป ให้น้อยลง จะเป็นสิ่งที่ช่วยป้องกันฟันผุได้เป็นอย่างดี

เพราะน้ำตาลเป็นสาเหตุของการทำลายฟัน ก่อให้เกิดฟันผุได้ง่าย จึงจะดีกว่า หากคุณเลือกที่จะทานอาหารที่มีน้ำตาลน้อยลง หรือเลือกทานอาหารชนิดอื่นทดแทน

5.น้ำมันมะพร้าว

การเลือกน้ำมันมะพร้าว ใช้เป็นน้ำยาบ้วนปาก เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีในการช่วยป้องกันฟันผุ เพราะน้ำมันมะพร้าว มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

โดยเราสามารถบ้วนน้ำมันมะพร้าว ทิ้งไว้ในปากประมาณ 15 – 20 นาที แล้วล้างปากด้วยน้ำสะอาด

6.แปรงฟันวันละสองครั้ง

ทันตแพทย์แนะนำ ให้เราทุกคนควรแปรงฟัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เพื่อลดการสะสมของแบคทีเรีย และกำจัดแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุก่อให้เกิดฟันผุ และโรคปริทันต์

และไม่แนะนำให้แปรงฟัน บ่อยครั้งมากเกินไป เพราะจะทำให้เคลือบฟันของคุณ เสื่อมสภาพลงได้

7.แปรงลิ้น

การแปรงเฉพาะฟัน ไม่ใช่สิ่งเดียวที่ดีที่สุด ที่จะสามารถช่วยป้องกันฟันผุได้ แต่การแปรงลิ้น เป็นอีกส่วนหนึ่ง ที่จะสามารถช่วยยับยั้งแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุของการเกิดฟันผุ และปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นกับช่องปากได้

8. พบทันตแพทย์ปีละสองครั้ง

ทันตแพทย์แนะนำ ควรไปตรวจสุขภาพของฟันอย่างน้อย ปีละสองครั้ง เพื่อจะได้สังเกตุถึงความผิดปกติ ที่อาจเกิดขึ้นกับช่องปากและฟันของคุณ เพื่อจะได้ป้องกันและรักษา ได้ทันเวลา เพราะหากเกิดปัญหาร้ายแรง ก็จะสามารถป้องกันการสูญเสียฟันได้

เคล็ดลับง่ายๆ ที่คุณก็สามารถทำเองได้ หากคุณรักสุขภาพช่องปากและฟันของคุณ ก็ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อช่วยลดปัญหา ที่อาจเกิดขึ้นกับช่องปากและฟันของคุณได้ โดยเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคุณกิน กระเทียม เป็นประจำทุกวัน

กระเทียม สมุนไพรที่หลายคนทราบกันดีอยู่แล้ว ว่ามีคุณค่าทางสารอาหารที่ดี และมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย

แต่กลิ่นของกระเทียม ก็ไม่เป็นที่ต้องการของใครหลายคน เพราะมีกลิ่นฉุน อาจทำให้มีปัญหาในการพูดคุย สื่อสารกับผู้อื่น แต่จะเกิดอะไรขึ้น หากว่าคุณกินกระเทียม เป็นประจำทุกวัน

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อกิน กระเทียม ทุกวัน

1.ความจำดีเลิศ

ตามทฤษฎีหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า ร่างกายและสมองของมนุษย์ จะถูกทำลายลงตามอายุ จากปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ( Oxidation )ทางเคมี ที่เกิดจากการกินอาหาร และออกซิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย โดยทางการหายใจ ส่งผลทำให้เมื่อเวลาผ่านไป เซลล์ต่างๆของร่างกายจึงถูกทำลาย ทำให้ผิวหย่อนคล้อย เซลล์สมองถูกทำลายลง

แต่สารต้านอนุมูลอิสระในกระเทียม สามารถต่อสู้กับออกซิเดชัน ที่มากเกินไปได้ จึงช่วยรักษาความอ่อนเยาว์ และช่วยให้ความจำดี เพียงแค่คุณเลือกกินกระเทียม เป็นประจำทุกวัน เพื่อลดความเสี่ยง ของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ของสมองให้ดีขึ้น

2.ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง

การบริโภคกระเทียม เป็นประจำทุกวันสม่ำเสมอ จะช่วยป้องกันอาการเจ็บป่วยได้ดี รวมไปถึงการป้องกันไวรัส เชื้อโรค แบคทีเรีย ที่อาจเข้าสู่ร่างกายได้ อีกทั้งยังช่วยป้องกันการเกิดโรคหวัดชนิดต่างๆ ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย



เพราะกระเทียมมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อรา และแบคทีเรีย แต่เพื่อประโยชน์สูงสุด การทานกระเทียมแบบสดใหม่ จึงจะดีกว่า การทานกระเทียมที่โดนความร้อน เพราะขณะโดนความร้อน ก็ทำให้ประโยชน์สูญหายไปเกือบทั้งหมด

3.เส้นผมและผิวหนังแข็งแรง

กระเทียมส่งผลที่ดีต่อการเจริญเติบโตของเส้นผม ทำให้ผมยาวและหนาขึ้น อีกทั้งยังช่วยป้องกันการหลุดร่วงของเส้นผม ได้เป็นอย่างดี

และยังช่วยปกป้องผิวหนังของคุณ จากแสงแดด ที่อาจส่งผลเสียต่อผิวหนังของคุณ ช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอยแห่งวัย ทำให้ผิวชุ่มชื้น หากคุณกินกระเทียมทุกวัน ก็จะทำให้ผิวของคุณมีคอลลาเจนเพิ่มขึ้น

4.รูปร่างดี

กระเทียมมีฤทธิ์ ที่ช่วยในการเผาผลาญ กำจัดไขมันส่วนเกินที่อยู่ในร่างกาย ลดไขมันชนิดเลว ที่อยู่ในหลอดเลือด จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ที่คุณควรกินกระเทียมทุกวัน เพราะจะช่วยให้รูปร่างของคุณสมส่วน มีรูปร่างดี

5.ดึงดูดความสนใจได้ดี

สำหรับผู้ชาย ที่กินกระเทียมทุกวัน จะยิ่งทำให้พวกเขาดูน่าสนใจ ต่อผู้หญิงได้ดียิ่งขึ้น มีการศึกษาพบว่า หากผู้ชายกินกระเทียม 2 กลีบต่อวัน ก่อนนัดพบผู้หญิง 12 ชั่วโมง จะส่งผลทำให้ผู้หญิงคลั่งไคล้กลิ่นตัวของผู้ชาย ที่กินกระเทียม

อย่างไรก็ตาม มันเป็นเรื่องยากสำหรับนักวิทยาศาสตร์ ในการอธิบายถึงเรื่องนี้

6.ความดันโลหิต

การทานกระเทียม เป็นประจำทุกวัน อย่างน้อย 3 กลีบต่อวัน จะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้อย่างสมดุล ช่วยลดคอเลสเตอรอล ที่ไม่ดีลง 10 – 15 %

และแน่นอนว่า หากคุณทานกระเทียมเป็นประจำ จะส่งผลที่ดี ในการป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง ได้มากถึงเกือบสองเท่า

7.ป้องกันฟันผุ

เนื่องจากกระเทียม มีคุณสมบัติที่ช่วยต่อต้าน เชื้อราและแบคทีเรียในช่องปาก มีฤทธิ์ช่วยฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ ที่เป็นอันตรายต่อเหงือกและฟัน

จึงมีประโยชน์ในการช่วยลดความเสี่ยง ของการเกิดฟันผุ และป้องกันเหงือกอักเสบ ได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม การบริโภคกระเทียมมากเกินไป ก็อาจมีผลเสียที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ดังนั้นควรทานแต่พอดี (ควรทานไม่เกิน 3 กลีบต่อวัน)

และไม่แนะนำสำหรับหญิงตั้งครรภ์ คุณแม่ที่ให้นมบุตร หรือเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี บริโภคมากเกินไป

อาหารเสริม 12 ชนิด ช่วยเพิ่มน้ำหนักเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

อาหารเสริม เพื่อสุขภาพที่สามารถช่วยเพิ่มน้ำหนัก และสร้างกล้ามเนื้อ โดยการเลือกรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน และไขมัน ร่วมกับการมีวินัยในการออกกำลังกาย เป็นประจำสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ก็สามารถช่วยให้คุณ สามารถเพิ่มน้ำหนัก และเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ได้อย่างมีคุณภาพที่ดีได้แล้ว

12 อาหารเสริม เพิ่มน้ำหนัก เสริมสร้างกล้ามเนื้อ

1.อะโวคาโด

ผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามิน เส้นใย และไขมัน ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย เป็นผลไม้ที่สามารถช่วยเพิ่มน้ำหนัก ได้เป็นอย่างดี เพราะอะโวคาโด 1 ลูกมี 335 แคลอรี่ ไขมัน 30 กรัม

2.แซลมอน

แซลมอนเป็นแหล่งโปรตีน ที่มีประโยชน์และคุณค่าทางสารอาหารสูง รวมไปถึงไขมันที่ดี ที่สามารถช่วยสร้างกล้ามเนื้อ อีกทั้งยังอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ที่ดีต่อสุขภาพสูง

3.ไข่

การเลือกรับประทานไข่ เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เหมาะกับนักกีฬา และนักเพาะกาย เพราะไข่มีโปรตีนที่มีคุณภาพสูง รวมไปถึงมีไขมันที่ดีต่อสุขภาพ โดยสามารถทานไข่ได้วันละ 3 ฟองเลยทีเดียว หากคุณต้องการมัน

4.ดาร์กช็อกโกแลต

แม้ว่ารสของดาร์กช็อกโกแลต จะไม่เป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคนก็ตาม เพราะไม่อร่อย แต่รู้หรือไม่ว่า นั่นเป็นแหล่งอาหารคุณภาพสูง ที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และที่สำคัญเหมาะกับผู้ที่ ต้องการเพิ่มน้ำหนัก เนื่องจากมีแคลอรี่สูง

5.ข้าวกล้อง

ข้าวกล้องเป็นธัญพืช ที่มีไฟเบอร์ วิตามิน และแร่ธาตุสูงมากกว่าข้าวขาว มีคาร์โบไฮเดรตสูง แต่มีไขมันน้อยมาก หากทานข้าวกล้องร่วมกับอาหารโปรตีนสูง ก็จะเป็นตัวช่วยในการเพิ่มน้ำหนัก และสร้างกล้ามเนื้อ อย่างชาญฉลาด



(การรับประทานข้าวกล้องในปริมาณที่มากเกินไป อาจส่งผลอันตรายได้ เนื่องจากปริมาณสารหนูและกรดไฟเตตที่สูง อาจทำให้เกิดความเป็นพิษ และลดการดูดซึมของธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส และสังกะสีได้)

6.ถั่ว

ถั่วอุดมไปด้วยโปรตีน วิตามินบี แมกนีเซียม เหล็ก ไฟเบอร์ และมีไขมันต่ำ ถั่วมีฤทธิ์ในการช่วยเพิ่มความอยากอาหาร และเนื่องด้วยถั่วมีโปรตีนสูง ควรทานแต่พอดี ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

7.เนื้อแดง

ตัวช่วยที่ดีในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และการเพิ่มน้ำหนัก เพราะมีฤทธิ์ที่ช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อ และเสริมสร้างเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อใหม่ รวมไปถึงมีโปรตีนและไขมัน ที่สามารถช่วยเพิ่มน้ำหนักได้

8.นม

นมอุดมไปด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม วิตามิน และไขมัน ซึ่งมีการศึกษาพิสูจน์ได้ว่า หลังจากออกกำลังกาย การดื่มนมพร่องมันเนย จะสามารถช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากกว่าการดื่มโปรตีนถั่วเหลือง

9.เต้าหู้

เต้าหู้เป็นแหล่งอาหาร ที่เหมาะสมกับกล้ามเนื้อ เพราะเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีที่สุด ที่ได้มาจากพืช อุดมไปด้วยแคลเซียมที่จำเป็น สำหรับการทำงานของกล้ามเนื้อ มีหลายคนที่มักเลือกทานเต้าหู้ แทนเนื้อสัตว์ ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีเลยทีเดียว

10.หอยเชลล์

แหล่งอาหารโปรตีนสูงที่มีไขมันต่ำ หากคุณต้องการเพิ่มโปรตีน แต่ในขณะเดียวกันไม่ต้องการเพิ่มไขมัน การเลือกทานหอยเชลล์ จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะหอยเชลล์ 100 กรัม มีโปรตีน 15 กรัม แต่มีไขมันเพียงครึ่งกรัม

11.ปลานิล

แม้ว่าปลานิล จะไม่มีกรดไขมันที่เทียบเท่ากับแซลมอน แต่อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามิน และซีลีเนียม ที่ช่วยสนับสนุนสุขภาพของเซลล์เม็ดเลือด และเส้นประสาท ที่จำเป็นสำหรับการออกกำลังกาย เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

12.ถั่วฝักยาว

ถั่วฝักยาวเป็นผักชนิดหนึ่ง ที่สามารถช่วยเพิ่มน้ำหนัก ได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีโปรตีนสูง เพียงถั่ว 1 ถ้วย มีโปรตีนมากถึง 18 กรัม

หากคุณเป็นคนหนึ่ง ที่กำลังมองหาอาหาร ที่สามารถช่วยเพิ่มน้ำหนัก หรือเสริมสร้างกล้ามเนื้อสำหรับร่างกายของคุณ อย่างมีคุณภาพ คุณคิดว่าอาหารชนิดใด ที่เหมาะและดีสำหรับคุณ

อาหารตามกรุ๊ปเลือด แนะนำควรเลือกกิน มีผลต่อน้ำหนัก

อาหารตามกรุ๊ปเลือด เป็นเรื่องที่ใครหลายคน คงยังไม่คุ้นชินกับการเลือกกินอาหาร ให้เหมาะสมกับกรุ๊ปเลือดของตนเอง แต่นี่เป็นปัจจัยสำคัญ อีกอย่างหนึ่ง ของการทำให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดีแข็งแรง ส่งผลทำให้ระบบการย่อยของอาหาร ทำงานได้ดี

การเลือกทานอาหารตามกรุ๊ปเลือด มีผลเชื่อมโยงกับการทำงานของร่างกาย ในส่วนของระบบย่อยอาหาร ที่ส่งผลต่อสุขภาพโดยรวม

อาหารตามกรุ๊ปเลือด ควรเลือกกินอย่างไร ?

กรุ๊ปเลือด A

ผู้ที่มีเลือดกรุ๊ป A แนะนำควรรับประทานอาหาร จำพวก มังสวิรัติ เพราะผู้ที่มีเลือดกรุ๊ปนี้ ค่อนข้างมีกรดในกระเพาะอาหาร ในระดับที่ต่ำหรือน้อยกว่ากรุ๊ปเลือดอื่น จึงส่งผลทำให้การย่อยอาหารโปรตีนจากเนื้อสัตว์ และไขมันได้ไม่ดีนัก

จึงเป็นเหตุผลที่ว่า คนกรุ๊ปเลือด A ควรเลือกกินอาหารจำพวก ผักผลไม้และธัญพืช หรืออาหารที่ย่อยง่าย จึงจะเหมาะสมกับร่างกายมากที่สุด



กรุ๊ปเลือด B

ผู้ที่มีเลือดกรุ๊ป B ค่อนข้างโชคดี เพราะสามารถกินอาหารได้หลากหลายชนิด แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีอาหารบางชนิด ที่คนกรุ๊ปเลือดนี้ ควรระมัดระวังในการรับประทาน

นั่นก็คือ ข้าวสาลี ข้าวโพด ถั่วลิสง และมะเขือเทศ เพราะอาหารจำพวกนี้ ส่งผลทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ง่าย อีกทั้งยังเพิ่มความอ่อนเพลีย และส่งผลให้ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

และยังมีอาหารอีกชนิดหนึ่ง ที่คนเลือดกรุ๊ป B ควรหลีกเลี่ยงในการรับประทาน นั่นก็คือ ไก่ ถึงแม้ว่าจะเลือกรับประทาน โดยไม่มีไขมันก็ตาม เพราะไก่สามารถเพิ่มความเสี่ยง ทำให้เกิด โรคหลอดเลือดสมอง และทำให้ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ

หากต้องการรับประทานเนื้อสัตว์ ควรเลือกทานเนื้อแพะ หรือแกะแทน จึงจะส่งผลที่ดีต่อสุขภาพร่างกายมากกว่า

กรุ๊ปเลือด AB

กรุ๊ปเลือดนี้ เป็นกรุ๊ปเลือดที่ค่อนข้างพบได้ยาก แต่อย่างไรก็ตาม คนกรุ๊ปเลือด AB มีกรดในกระเพาะอาหารต่ำ แต่ก็ยังสามารถทานอาหารประเภท เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ไข่ และผักผลไม้ ได้อย่างไม่เกิดปัญหา

แต่ก็แนะนำว่า ควรรับประทานอาหารในแต่ละมื้อ ในปริมาณที่น้อย หรือแบ่งเป็นมื้อเล็กๆ แล้วทานบ่อยครั้ง จึงจะส่งผลที่ดี ต่อระบบการย่อยของอาหารมากกว่า

กรุ๊ปเลือด O

สำหรับผู้ที่มีเลือดกรุ๊ป O เรียกได้ว่าเป็นกรุ๊ปเลือดที่มีกรดในกระเพาะอาหารสูง มีความสามารถในการย่อยโปรตีน และไขมันจากเนื้อสัตว์ได้เป็นอย่างดี

จึงเป็นเหตุผลที่ว่า อาหารโปรตีนสูง ผักและผลไม้ คาร์โบไฮเตรต และอาหารจำพวกธัญพืช จึงเหมาะสำหรับพวกเขา เรียกได้ว่า คนกรุ๊ปเลือดนี้ สามารถทานอาหารได้หลากหลายที่สุด

แม้ว่าการเลือกทานอาหารตามกรุ๊ปเลือด จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่ดีสำหรับสุขภาพ ถึงอย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่มีการศึกษาที่พิสูจน์ได้ว่า วิธีการเลือกกินอาหารตามกรุ๊ปเลือด เป็นวิธีที่ถูกหรือผิด

เพราะอาหารแต่ละชนิด ย่อมมีประโยชน์ที่ดีต่อร่างกาย ที่แตกต่างกัน สิ่งที่สำคัญ การเลือกรับประทานอาหารแต่ละประเภท ไม่ว่าประเภทใด ชนิดใดก็ตาม ก็ควรเลือกรับประทาน ในประมาณที่พอดี ดื่มน้ำให้เพียงพอ และควรออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย จึงจะเกิดประโยชน์ที่ดีที่สุด สำหรับสุขภาพร่างกายของคุณ

บุคลิกภาพ สังเกตุได้ง่าย จากนิ้วมือ ของคุณเอง

คุณทราบหรือไม่ว่า บุคลิกภาพ ของคนเรานั้นสามารถฝึกฝนกันได้ โดยเริ่มตั้งแต่เด็ก ที่หลายคนถูกปลูกฝังมาโดยครอบครัว สังคม หรือจากการเรียนรู้เองรอบตัว หรือแม้แต่

คุณทราบหรือไม่ว่า บุคลิกภาพ ของคนเรานั้นสามารถฝึกฝนกันได้ โดยเริ่มตั้งแต่เด็ก ที่หลายคนถูกปลูกฝังมาโดยครอบครัว สังคม หรือจากการเรียนรู้เองรอบตัว หรือแม้แต่การมีบุคคลิกภาพ ที่ได้มาโดยการถ่ายทอดผ่านมาทางพันธุกรรม

การจะสังเกตุลักษณะบุคลิกภาพ ของบุคคลแต่ละคนนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากหน้าตา คำพูด การกระทำ รวมไปถึงการแต่งตัว หรือรสนิยมในการเลือกใช้ สิ่งของต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

แต่มีสิ่งหนึ่ง ที่คุณอาจไม่รู้ หรืออาจมองข้าม ที่สามารถบอกถึงลักษณะ บุคลิกภาพของตัวบุคคลได้ ซึ่งนั้นก็คือ นิ้วมือของคนเรานี่เอง ซึ่งนั่นก็คือ การเปรียบเทียบความยาว ของนิ้วชี้ และนิ้วนาง เพื่อดูบุคลิกภาพ

บุคลิกภาพ สังเกตุได้จาก นิ้วมือ ?

นิ้วชี้ ยาวกว่า นิ้วนาง

นิ้ว

บอกถึงลักษณะของบุคคล ที่มีความมั่นใจ มีความเป็นผู้นำที่ดี รักความสงบ อารมณ์ดี มีความรับผิดชอบสูง มักประสบความสำเร็จสูง ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ตาม พวกเขาไม่เคยอยู่นิ่งเฉย พยายามหาสิ่งใหม่เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา มีหลักการในการวิเคราะห์และการตัดสินใจ จึงไม่มีสิ่งใด ที่พวกเขาจะทำไม่ได้ หากพวกเขาตั้งใจลงมือทำแล้ว

นิ้วชี้ สั้นกว่า นิ้วนาง

นิ้วชี้


บ่งบอกถึงว่า บุคคลนั้นเป็นคนมีเสน่ห์ น่าสนใจ มีทักษะในการสื่อสารที่ดียอดเยี่ยม อย่างน่าอัศจรรย์ ไม่ท้อต่อปัญหาง่ายๆ มีความอดทนและหาวิธีใหม่ๆอยู่เสมอ เรียกได้ว่าพวกเขาเป็นคนเก่งคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ มักชอบตั้งเป้าหมายไว้สูงเสมอและจะต้องทำให้สำเร็จ และบางครั้งอาจเป็นคนดูก้าวร้าว

นิ้วชี้ เท่ากันกับ นิ้วนาง

มือ

ผู้ที่มีนิ้วชี้และนิ้วนาง ยาวเท่ากันนั้น บ่งบอกได้ว่า พวกเขามีความสงบ ชอบห่วงใยผู้อื่น เป็นคนอ่อนโยนมาก มักหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดปัญหา และความขัดแย้ง หากเป็นเพื่อนจะเป็นเพื่อนที่ดีมาก คอยช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ มีความซื่อสัตย์ เป็นมิตรที่ดี คิดบวกเสมอ แต่ก็มีข้อเสียตรงที่มักเป็นคนลังเล

ลองสังเกตุนิ้วมือของคุณเอง และคนรอบข้างว่าตรงกันบ้างหรือไม่ หากมีความคิดเห็น อยากแบ่งปัน หรือมีคำแนะนำ สามารถแสดงความคิดเห็น ไว้ด้านล่างบทความได้ แล้วทางเราจะนำความคิดเห็น และคำแนะนำ ไปปรับปรุงและพัฒนาต่อไป เพื่อจะได้นำความรู้ ที่มีประโยชน์มาแบ่งปัน

บทความเพื่อสุขภาพ