อาหารบำรุงสมอง 9 ชนิด กระตุ้นสมอง เสริมสร้างเซลล์ประสาท

อาหารที่เรากินอยู่เป็นประจำ อาจส่งผลกระทบโดยตรง ต่อระบบการทำงานของสมองอย่างมาก รวมไปถึงโครงสร้างและสุขภาพของสมอง การเลือกรับประทาน อาหารบำรุงสมอง เพื่อช่วยกระตุ้นให้สมองสามารถทำงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการทำงานในทุกด้าน ได้อย่างปลอดภัยทั้งในระยะสั้น และระยะยาว

อาหารที่เรากินอยู่เป็นประจำ อาจส่งผลกระทบโดยตรง ต่อระบบการทำงานของสมองอย่างมาก รวมไปถึงโครงสร้างและสุขภาพของสมอง การเลือกรับประทาน อาหารบำรุงสมอง เพื่อช่วยกระตุ้นให้สมองสามารถทำงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการทำงานในทุกด้าน ได้อย่างปลอดภัยทั้งในระยะสั้น และระยะยาว จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

ทราบหรือไม่ว่าสมองของมนุษย์ เป็นอวัยวะที่ต้องการใช้พลังงานมากถึง 20% ของร่างกาย ดังนั้นการรับประทานอาหาร เพื่อบำรุงสมอง ถือว่าเป็นพลังงานที่คอยจุดประกาย ให้สมองทำงานได้อย่างมีคุณภาพ ได้ตลอดเวลา

สมองเป็นอวัยวะส่วนที่ต้องการสารอาหารบางชนิด เพื่อบำรุงระบบประสาทและสมองให้แข็งแรง มีความต้องการ การเสริมสร้างและการซ่อมแซมส่วนที่สึกเหรอ หรือเสื่อมสภาพ โดยเฉพาะการป้องกันอาการอัลไซเมอร์ จึงจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการเลือกรับประทานอาหารเพื่อบำรุงสมอง

อาหารบำรุงสมอง
อาหารบำรุงสมอง

9 อาหารบำรุงสมอง กระตุ้นสมอง เสริมสร้างเซลล์ประสาท

1. ดาร์กช็อกโกแลต

ในช็อกโกแลต อุดมไปด้วยความเข้มข้นของโกโก้ ( Cacao ) ที่ประกอบไปด้วยฟลาโวนอยด์ ( flavonoid ) ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีความสำคัญอย่างมาก ต่อสุขภาพของสมอง เนื่องจากสมองอ่อนแอต่อความเครียด ส่งผลทำให้อายุของสมองลดลง ทำให้ความรู้ ความเข้าใจเสื่อมลง จนในที่สุดอาจกลายเป็น โรคสมองเสื่อม

ฟลาโวนอย์ ( flavonoid ) มีส่วนช่วยกระตุ้นการเติบโตของเซลล์ประสาท และหลอดเลือดในส่วนต่างๆ ของสมอง ที่เกี่ยวข้องกับความจำ และการเรียนรู้ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้น การไหลเวียนของเลือดในสมอง ให้ทำงานได้ดีอีกด้วย

นักวิจัยได้สรุปว่า การกินดาร์กช็อกโกแลตชนิดนี้ อาจช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของสมอง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเรียนรู้ และเป็นประโยชน์ในด้านอื่น ที่เกี่ยวข้องกับระบบการทำงานของสมอง

2. ถั่วและธัญพืช

เนื่องจากในธัญพืชและเมล็ดถั่วหลายชนิด เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ด บาร์เล่ย์ อัลมอนด์ เมล็ดทานตะวัน พิสตาชิโอ และมะม่วงหิมพานต์ อุดมไปด้วยวิตามิน โปรตีน โอเมก้า3 สารต้านอนุมูลอิสระ และไขมันชนิดดี

ที่มีประโยชน์โดยตรงต่อสมอง ช่วยปกป้องความเสียหายของเซลล์จากความเครียด ที่เกิดจากอนุมูลอิสระ และช่วยเพิ่มความจำ ความรู้ความเข้าใจ จึงมีส่วนช่วยลดความเสี่ยง ต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ และส่งผลต่อการทำงานของสมองที่ดีขึ้น ในผู้สูงอายุ ได้อย่างดีอีกด้วย

3. กาแฟ

การดื่มกาแฟ ช่วยทำให้รู้สึกตื่นตัว คอยกระตุ้นเมื่อสมองอ่อนล้า รู้สึกง่วง จากการศึกษาพบว่า คาเฟอีน อาจช่วยเพิ่มความสามารถ ในการประมวลผลข้อมูลของสมองได้

นักวิจัยพบว่า คาเฟอีกทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของเอนโทรปี (entropy) ของสมอง ซึ่งหมายถึง การทำงานของสมองที่ซับซ้อนและแปรปรวน เมื่อเอนโทรปีสูง สมองสามารถประมวลผลข้อมูลได้มากขึ้น

กาแฟยังเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยให้สุขภาพของสมองดีขี้น เมื่อมีอายุมากขึ้น และมีการศึกษาชิ้นหนึ่งอ้างว่า การบริโภคกาแฟตลอดชีวิต จะช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิด โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน และป้องกันความรู้ความเข้าใจลดลง



4. ปลา

ปลาที่มีโอเมก้า 3 จะสามารถช่วยเพิ่มให้สุขภาพของสมองดี ช่วยสร้างเยื่อหุ้มเซลล์รอบๆ เซลล์ในร่างกาย รวมถึงเซลล์สมอง สามารถปรับปรุงโครงสร้างของเซลล์สมอง ที่เรียกว่าเซลล์ประสาทได้

มีการศึกษาในปี พ.ศ. 2560 พบว่าคนที่มีระดับโอเมก้า 3 สูง จะมีการไหลเวียนของเลือดเพิ่มขึ้นในสมอง มีความรู้ความเข้าใจดีขึ้น รวมไปถึงความสามารถในการคิด

อาหารที่ชี้ให้เห็นว่า เป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ที่ช่วยเพิ่มการทำงานของสมอง เช่น แซลมอน ทูน่า ปลาซาร์ดีน และนอกจากปลาแล้ว ยังสามารถพบโอเมก้า 3 ได้ในถั่วเหลือง

5. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

มีการวิจัยพบว่า ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น สตรอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ และมัลเบอร์รี่ ฯลฯ เป็นอาหารที่ดีสำหรับสมอง อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยในการลดการอักเสบ และความเครียด ซึ่งมีผลที่ดีต่อสมอง

ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้เซล์สมอง ช่วยลดความผิดปกติของสมอง ช่วยลดหรือชะลอโรคที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากอายุ ป้องกันการเสื่อมสภาพของความรู้และความเข้าใจ และช่วยปรับปรุงการสื่อสารระหว่างเซลล์สมอง

6. อะโวคาโด

เป็นแหล่งของอาหารสมอง สนับสนุนการทำงานของสมอง อุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัว ที่อาจช่วยลดความเสี่ยง ต่อการลดลงของความรู้และความเข้าใจ

และการกินไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว อาจช่วยลดความดันโลหิตสูง ที่เชื่อมโยงกับความรู้ความเข้าใจ ที่ลดลง

7. ไข่

การเลือกรับประทานไข่ เป็นอาหารในมื้อเช้า จะเป็นอาหารที่ดีต่อสมอง ช่วยบำรุงสมอง ส่งผลทำให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดทั้งวัน เนื่องจากไข่ อุดมไปด้วยวิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และกรดโฟลิค

8. ถั่วเหลือง

ซึ่งอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่เรียกว่า โพลีฟีนอล ( pholyphenols ) ซึ่งมีการวิจัยพบว่า สามารถลดความเสี่ยง ของการเกิดภาวะสมองเสื่อม และช่วยเพิ่มความสามารถในการรับรู้ ได้ดีขึ้น

9. ผักใบเขียว

ผักใบเขียว เช่น ผักคะน้า ผักกาด ผักโขม กะหล่ำปลี เป็นแหล่งอาหารสมองชั้นดี ที่อุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร วิตามิน ฟลาโวนอยด์ และสารต้านอนุมูลอิสระ ที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการถูกทำลาย ของเซลล์สมอง

อาหารบำรุงสมองดังกล่าว อาจช่วยปรับปรุงความจำ และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง รวมไปถึงป้องกัน การเกิดโรคความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ และสำหรับในอาหารบางชนิด สามารถช่วยปรับปรุงโครงสร้างของ เซลล์สมองที่เรียกว่าเซลล์ประสาทได้

อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัย การบริโภคอาหารแต่ละชนิด สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว ก็ควรหาข้อมูลเพิ่มเติม และควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก่อนรับประทานเสมอ ที่สำคัญสารอาหารบางอย่าง เช่น น้ำตาล และไขมันอิ่มตัว อาจมีส่วนทำให้โครงสร้างเซลล์สมองเสียหายได้

วันคริสต์มาส คืออะไร ความหมาย สำคัญอย่างไร

วันคริสต์มาส (Christmas) เป็นเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ เป็นวันที่ผู้คนทั่วโลก ให้ความสนใจเฉลิมฉลอง และให้ความสำคัญมากที่สุด เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ความยินดี และความปราบปลื้มใจของชาวคริสต์ ที่จัดขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง การทรงมาบังเกิดของพระเยซูคริสต์ โดยตามปฏิทินแล้ว จะตรงกับวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี แต่วันดังกล่าวอาจไม่ได้ตรงกับวันประสูติ ของพระเยซูคริสต์จริงๆ แต่วันดังกล่าว ได้ถูกเลือกไว้ตั้งแต่ในอดีต เพื่อให้สอดคล้องกับเทศกาลของโรมัน หรือให้สอดคล้องกับช่วงวันที่มีกลางวันสั้นที่สุด ( winter solstice )

วันคริสต์มาส (Christmas) เป็นเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ เป็นวันที่ผู้คนทั่วโลก ให้ความสนใจเฉลิมฉลอง และให้ความสำคัญมากที่สุด เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ความยินดี และความปราบปลื้มใจของชาวคริสต์ ที่จัดขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง การทรงมาบังเกิดของพระเยซูคริสต์ โดยตามปฏิทินแล้ว จะตรงกับวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี แต่วันดังกล่าวอาจไม่ได้ตรงกับวันประสูติ ของพระเยซูคริสต์จริงๆ แต่วันดังกล่าว ได้ถูกเลือกไว้ตั้งแต่ในอดีต เพื่อให้สอดคล้องกับเทศกาลของโรมัน หรือให้สอดคล้องกับช่วงวันที่มีกลางวันสั้นที่สุด ( winter solstice )

สำหรับชาวคริสต์แล้ว วันคริสต์มาสถือได้ว่าเป็นข่าวดี สำหรับมวลมนุษย์ทั้งหลาย ที่เต็มไปด้วยความบาป ที่จะได้รับการไถ่ชีวิต ด้วยการทรงมาบังเกิดของพระเยซูคริสต์ เพราะนอกจากพระเยซูคริสต์แล้ว ไม่มีทางใดเลย ที่นำจะมนุษย์ผู้ที่เต็มไปด้วยความบาป กลับไปสู่การคืนดี กับองค์พระผู้เป็นเจ้า และถูกชำระล้างความบาปผิดได้ นอกจากทางพระเยซูคริสต์ เพียงทางเดียวเท่านั้น “เพราะพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ประทานพระบุตร องค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้น จะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ (ยอห์น 3:16)”

วันคริสต์มาส
คริสต์มาส

วันคริสต์มาส สำคัญอย่างไร ?

คำว่า “Christmas” (คริสต์มาส) มาจากการประสมคำของ “Christ’s Mass” ซึ่งมาจากคำว่า Christemasse ของภาษาอังกฤษยุคกลาง ในภาษากรีกตัวอักษร X เป็นตัวอักษรแรกของคำว่า “Christ” จึงมีการเขียนแบบย่อว่า X’mas

วันคริสต์มาส เป็นเทศกาลที่ชาวคริสต์ เฉลิมฉลองการทรงมาบังเกิดของพระเยซู โดยการระลึกถึงพระคุณ ที่พระเจ้าได้ทรงมอบไว้ให้ สำหรับมนุษย์ที่เต็มไปด้วยบาป ซึ่งไม่สมควรได้รับ แต่พระเจ้าทรงรักมนุษย์ทุกคนมาก จึงได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ ซึ่งก็คือ พระเยซูคริสต์ ให้มาไถ่บาปแทนมนุษย์ทุกคน บนไม้กางเขน เพื่อให้มนุษย์ได้รอดพ้นจากความบาป และกลับสู่การคืนดีกับพระเจ้า (GOD)



โดยมีการเฉลิมฉลอง โดยการมอบความรักให้แก่กัน มีการอวยพร มีการจัดต้นคริสต์มาส มีซานตาคลอส มีการมอบของขวัญให้แก่กัน ซึ่งเป็นเทศกาลที่มีระยะเวลานานถึง 12 คืน แต่กิจกรรมเหล่านี้ ก็ไม่ได้สำคัญ หรือเป็นประเด็นหลัก สำหรับชาวคริสต์มากเท่ากับการระลึก และการขอบพระคุณ ด้วยใจถ่อมมากกว่า

สำหรับชาวคริสต์ มีความเชื่อว่า เทศกาลคริสต์มาส เป็นวันประสูติของพระเยซูคริสต์ ที่ได้ถูกบันทึกในพระคัมภีร์ (Bible เป็นหนังสือที่ขายดี ที่สุดในโลก) ระบุไว้ว่า พระเจ้าถือกำเนิด จากครรภ์ของหญิงพหรมจารี ที่มีชื่อว่า มารีย์ ( มัทธิว 1:18-2:12, ลูกา 1:26-2:40 )

สีที่เกี่ยวข้องกับวันคริสต์มาส ?

สีน้ำเงิน : มาจาก คำพยากรณ์ที่สัมฤทธิ์ผล

ซึ่งตรัสโดยผู้เผยพระวจนะว่า “ดูเถิด หญิงพรหมจารีย์คนหนึ่ง จะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาจะเรียกนามของท่านว่า “อิมมานูเอล” แปลว่าพระเจ้าทรงอยู่กับเรา” (มัทธิว 1:22-23) องค์พระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาสู่โลกมนุษย์ ที่หมู่บ้านเบธเลเฮ็ม ทรงเป็นผู้ประกอบด้วยพระสิริ ฤทธิ์เดชความรัก และพระกรุณาธิคุณ ที่ทรงมีต่อมวลมนุษย์ชาติ

สีเหลือง : มาจาก การนำข่าวดีมาสู่มนุษย์

เสียงจากเหล่าทูตสวรรค์ดังก้องว่า “อย่ากลัวเลย เพราะเรานำข่าวดีมายังท่านทั้งหลาย คือ ความปรีดียิ่ง ซึ่งจะมาถึงคนทั้งปวง เพราะว่าในวันนี้ พระผู้ช่วยให้รอดของท่านคือ พระคริสต์เจ้า ทรงมาบังเกิดที่เมืองดาวิด”

สีเขียว : มาจาก ผู้ปลอบประโลม

พระเจ้าเป็นผู้เลี้ยงที่ดีเลิศ พระสุรเสียงของพระองค์ดังก้องอยู่ทุกเวลา “เราอยู่กับเจ้า เราอารักขาเจ้า เราจะดูแลเจ้าตลอดไป ประชากรของพระองค์จะไม่กลัวอันตรายใดๆ เพราะพระองค์ทรงสถิตอยู่ด้วย ปลอบประโลมใจ และชีวิตปลอดภัยทุกวันคืน”

สีแดง : ​มาจาก อาหารแห่งชีวิต

พระเยซูคริสต์พระองค์ทรงเป็นอาหารแห่งชีวิต ดังที่พระองค์ตรัสไว้ในพระกิตติคุณยอห์น “เพราะว่าอาหารของพระเจ้านั้นคือ ท่านที่ลงมาจากสวรรค์และประทานชีวิตให้แก่โลก เราเป็นอาหารแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว และผู้ที่วางใจในเราจะไม่กระหายอีกเลย” (ยอห์น 6:33-35)

สีขาว : มาจาก การสุขสันต์วันคริสต์มาส

ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้กล่าวไว้ “พระองค์ไม่นำกองทัพ หรืออาวุธมาให้มนุษย์ทำลายล้างกัน แต่พระองค์ทรงนำข่าวดี นำความรัก ความเมตตา การหนุนใจ การคืนดี การยกโทษและการให้อภัย”

ชาวไทยส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่า วันคริสต์มาสเป็นวันเฉลิมฉลอง ของชาวตะวันตก ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับชาวไทยโดยตรง ซึ่งที่จริงแล้ว วันคริสต์มาสเป็นวันเฉลิมฉลอง การทรงมาบังเกิดของพระเยซูคริสต์ เพื่อไถ่บาปให้กับมนุษย์ทุกคน ที่วางใจในพระบุตร ซึ่งก็คือผู้ที่เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ ไม่ได้เกี่ยวกับชนชาติใดชนชาติหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับมนุษย์บนโลกนี้ทุกคน

นมแม่ กินอย่างไรจึงจะดีที่สุด 7 เคล็ดลับปั๊มนมแม่

นมแม่ เป็นน้ำนมที่มีคุณค่าทางสารอาหาร และประโยชน์สูงมากที่สุด สำหรับทารกแรกเกิด หากเทียบกับนมชนิดอื่น จึงเป็นเรื่องจำเป็น ที่คุณแม่ควรให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ กับการกระตุ้นให้มีน้ำนมเพียงพอ ต่อความต้องการของลูกรัก

นมแม่ เป็นน้ำนมที่มีคุณค่าทางสารอาหาร และประโยชน์สูงมากที่สุด สำหรับทารกแรกเกิด หากเทียบกับนมชนิดอื่น จึงเป็นเรื่องจำเป็น ที่คุณแม่ควรให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ กับการกระตุ้นให้มีน้ำนมเพียงพอ ต่อความต้องการของลูกรัก

เด็กแรกเกิดมีความต้องการน้ำนม ในปริมาณที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของเด็กแต่ละคน เท่ากับว่า หากลูกรักมีน้ำหนักตัว 4 กิโลกรัม ปริมาณน้ำนมที่ต้องการในแต่ละวัน จะเท่ากับ 4 x 150 / 30 = 20 ออนซ์/วัน (เพิ่มหรือลดได้ไม่เกิน 4 ออนซ์) และควรแบ่งเป็นประมาณ 6 – 8 มื้อนม/วัน

นมแม่
นมแม่

นมแม่ กินอย่างไรจึงจะดีที่สุด ?

– เด็กควรดื่มนมแม่ ตั้งแต่วัยแรกเกิด ให้ได้นานที่สุด อย่างน้อยประมาณ 3 – 6 เดือน แต่หากคุณแม่สามารถให้ลูกดื่มนมแม่ ได้นานเป็นปี ก็จะยิ่งดีที่สุดต่อลูกรัก โดยคุณแม่ส่วนมากในยุคปัจจุบัน มักนิยมปั๊มนมเก็บไว้ ให้ลูกดื่มได้นานเป็นปีๆ เนื่องจากยุคที่มีตัวช่วย อย่างเครื่องปั๊มนม ที่ช่วยอำนวยความสะดวกและรวดเร็ว และตู้แช่ที่สามารถเก็บน้ำนมแม่ไว้ได้นาน เพียงพอสำหรับความต้องการของลูกรัก

– คุณแม่ควรให้ทารกแรกเกิด ดูดนมจากเต้าให้บ่อยทุกๆ 2 – 3 ชั่วโมง เพื่อช่วยกระตุ้นน้ำนม ให้มีมากเพียงพอ อีกทั้งยังช่วยลดอาการคัดเจ็บเต้านม ของคุณแม่อีกด้วย

– เมื่อเด็กทารกอายุครบ 1 เดือน จะเริ่มกินนมในช่วงเวลาห่างขึ้น เป็นทุกๆ 3 – 4 ชั่วโมง และพออายุครบ 3 เดือน จะเริ่มกินนมน้อยลง และมีระยะเวลาห่างขึ้น โดยเฉพาะในมื้อดึก

– สำหรับเด็กทารกแรกเกิด ควรต้องเลี้ยงด้วยนมแม่อย่างเดียว จึงจะดีที่สุด ควรให้ดูดนมแม่ทันทีหลังคลอด หรือภายใน 1 ชั่วโมงหลังคลอด

– โดยปกติเด็กทารกส่วนใหญ่ จะใช้เวลาในการกินนม อย่างน้อยประมาณ 15 นาที แล้วจึงจะเริ่มอิ่ม โดยมักดูดนมหมดเต้าแรก ในเวลาประมาณ 5 – 7 นาที

7 เคล็ดลับปั๊มนมแม่

1. หาตัวช่วย

การมีตัวช่วยที่ดีอย่างเช่น เครื่องปั๊มนมที่มีคุณสมบัติที่ดี และมีคุณภาพ จะสามารถช่วยเพิ่มความรวดเร็ว และการใช้แรงบีบอย่างเหมาะสม เพื่อให้ได้ปริมาณน้ำนมตามที่ต้องการ

2. ความรวดเร็ว

การปั๊มนมให้รวดเร็ว และไวที่สุด โดยการปั๊มทันทีหลังคลอดบุตร เพื่อช่วยกระตุ้นให้น้ำนม เพิ่มมากขึ้น



3. ปั๊มในช่วงเช้า

การปั๊มนมในช่วงเช้า เวลาประมาณ 5 – 6 โมงเช้า ให้มากที่สุด จะดีอย่างมาก เพราะเป็นช่วงที่ร่างกาย กำลังผลิตน้ำนมได้มาก

4. มีวินัย

การฝึกปั๊มนมอย่างมีวินัย จะเป็นผลดีที่สุด ควรปั๊มอย่างน้อยประมาณ 8 – 10 ครั้งต่อวัน หรืออาจเท่ากับจำนวนครั้งที่ลูกดูดนมต่อวัน โดยอาจจัดตาราง กำหนดเวลา การปั๊มให้สม่ำเสมอเป็นประจำ โดยสามารถปั๊มนมได้ที่ละข้าง หรือปั๊มพร้อมกันทั้ง 2 ข้างก็ได้

5. อย่าเครียด

คุณแม่ไม่ควรเครียด หากน้ำนมไหลช้า หรือมีน้อย หรือสำหรับคุณแม่บางราย ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปั๊มนม เช่น หัวนมแตก คัด หรือเจ็บ ก็ไม่ควรเครียดและกังวลมากเกินไป เนื่องจากความเครียด และความกังวล อาจส่งผลโดยตรง ต่อการผลิตน้ำนมของคุณแม่

6. เกลี้ยงเต้า

ทุกครั้งที่มีการปั๊มนม คุณแม่ควรปั๊มนมให้เกลี้ยงเต้าทุกครั้ง เพราะหากปั๊มไม่เกลี้ยงเต้า จะส่งผลทำให้เต้านมคัด และมีอาการเจ็บปวดได้ง่าย

7. ปั๊มนม 15 นาที

คุณแม่ควรปั๊มนม เป็นระยะเวลาประมาณ 15 นาทีขึ้นไป ในช่วงของเด็กแรกเกิดจนถึง 2 เดือน หากเด็กอายุครบ 3 เดือน สามารถเพิ่มเวลาในการปั๊มนม เป็นระยะเวลาประมาณ 20 – 30 นาที หากเริ่มปั๊มนมแต่น้ำนมยังไม่มา อย่าเพิ่งเลิกปั๊ม หรือล้มเลิกการปั๊มนมไป เพราะการปั๊มนมเปรียบเหมือน การดูดนมของลูก ที่จะช่วยกระตุ้นน้ำนมให้เพิ่มมากขึ้น

หากคุณแม่รายใด ที่อาจมีปัญหาเกิดขึ้นกับเต้านม และน้ำนม ก็ไม่ควรท้อและหมดกำลังใจ เพราะหากคุณแม่ท้อ หมดกำลังใจไปก่อน ลูกรักก็จะยิ่งแย่กว่า ทางที่ดีที่สุด หากเมื่อใดที่พบปัญหาเกิดขึ้น ก็ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำแนะนำ และหาทางออกที่ดีที่สุด สำหรับคุณแม่และลูกรัก

< บทความที่เกี่ยวข้อง >

มะเร็งตับ เกิดจากอะไร ใครเสี่ยงสูง อาการที่ควรรู้

มะเร็งตับ ( liver cancer ) โรคร้ายที่ฆ่าชีวิตมนุษย์เป็นจำนวนมาก ภัยร้ายที่อาจเกิดขึ้นกับตัวคุณเอง โดยที่ไม่ทันได้ระวัง เพราะมันอาจเกิดขึ้น โดยที่ไม่ได้ตั้งใจก็เป็นได้ เนื่องจากสามารถเกิดขึ้นได้ จากปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง ซึ่งในบางกรณีนั้น บางรายไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หรือทราบก็สายเกินไปแล้ว

มะเร็งตับ ( liver cancer ) โรคร้ายที่ฆ่าชีวิตมนุษย์เป็นจำนวนมาก ภัยร้ายที่อาจเกิดขึ้นกับตัวคุณเอง โดยที่ไม่ทันได้ระวัง เพราะมันอาจเกิดขึ้น โดยที่ไม่ได้ตั้งใจก็เป็นได้ เนื่องจากสามารถเกิดขึ้นได้ จากปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง ซึ่งในบางกรณีนั้น บางรายไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หรือทราบก็สายเกินไปแล้ว

ตับ ( liver ) เป็นอวัยวะที่มีความสำคัญมาก อีกอย่างหนึ่งสำหรับร่างกายของมนุษย์ ถือได้ว่าเป็นต่อมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของร่างกาย อยู่บริเวณช่องท้องด้านขวาบนใต้กระบังลม ทำหน้าที่หลายอย่าง เช่น ทำหน้าที่ในการผลิตฮอร์โมน กำจัดพิษ สังเคราะห์โปรตีน ช่วยย่อยอาหาร เก็บวิตามินและแร่ธาตุ

หากเมื่อใดที่ตับเสื่อมสภาพลง ก็ทำให้ระบบการทำงาน ตามส่วนต่างๆของร่างกาย มีประสิทธิภาพลดลงด้วยเช่นกัน อาจส่งผลกระทบเสียหายที่รุนแรง ไปยังส่วนอื่นของร่างกาย โดยเฉพาะการเสื่อมของตับ ที่อาจก่อให้เกิด เป็นโรคมะเร็งตับ และอาจลุกลามเกิดโรคร้ายอื่นๆ ตามมาได้

มะเร็งตับ คืออะไร ?

มะเร็งตับเกิดจาก ตัวเนื้อเยื่อของตับ ที่เกิดความผิดปกติ ซึ่งเกิดจากปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง โดยสาเหตุเสี่ยงมากกว่า 90% เชื่อว่าเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี และอาจเกิดขึ้นจาก การแพร่กระจาย มาจากมะเร็งชนิดอื่น ในร่างกาย

อาการของมะเร็งตับ

– ท้องมีลักษณะพองโต บวม

– รู้สึกเบื่ออาหาร ทานได้น้อย อิ่มเร็ว

– น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ

– รู้สึกไม่มีแรง อ่อนเพลีย

– มีอาการไข้



– มีอาการตัวเหลือง และตาเหลือง

– รู้สึกปวดท้องบริเวณด้านขวาบน ปวดร้าวไปยังบริเวณไหล่และหลัง

– หากคลำบริเวณใต้ซี่โครงขวา จะพบก้อนบริเวณตับ

ความเสี่ยงของมะเร็งตับ

– ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่ม ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ในปริมาณมากเป็นประจำ ติดต่อกันเป็นเวลานาน

– ผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง

– ผู้ที่รับประทานอาหารสุกๆดิบๆ ไม่สะอาด

– ผู้ที่เป็นโรคบางชนิด เช่น โรคตับแข็ง โรคเบาหวาน โรคอ้วน ฯลฯ

– ผู้ที่คนในครอบครัวมีประวัติเป็นมะเร็งตับ

– ผู้ที่ได้รับสารบางชนิด เช่น สารเคมี สารอะฟลาทอกซิน ฯลฯ

การรักษามะเร็งตับ

การรักษาโดยทางการแพทย์ ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ ตามอาการและความรุนแรง โดยอาจมีวิธีการรักษา ที่แตกต่างกันในแต่ละราย เช่น เคมีบำบัด รังสีรักษา การผ่าตัด หรือการปลูกถ่ายตับ

เนื่องจากในบางราย อาจไม่แสดงอาการ หากพบว่าเป็นมะเร็งตับในระยะแรก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น สำหรับการดูแลและเอาใจใส่สุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรป้องกันโดย การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง และควรตรวจคัดกรองหามะเร็งตับ จึงจะดีที่สุด

เมนูสุขภาพ ยำเพื่อสุขภาพ สูตรอาหารลดน้ำหนัก

เมนูสุขภาพ สำหรับคนรักสุขภาพ และต้องการควบคุมน้ำหนัก การเลือกรับประทานอาหาร จึงเป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจ เมนูนี้จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการ ควบคุมน้ำหนัก หรือต้องการลดน้ำหนัก เพราะเป็นเมนูที่ปราศจากน้ำมัน ที่สำคัญสามารถทำทานเองได้ ด้วยวิธีที่ง่าย และสามารถหาซื้อวัตถุดิบได้ตามร้านค้าใกล้บ้าน

เมนูสุขภาพ สำหรับคนรักสุขภาพ และต้องการควบคุมน้ำหนัก การเลือกรับประทานอาหาร จึงเป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจ เมนูนี้จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการ ควบคุมน้ำหนัก หรือต้องการลดน้ำหนัก เพราะเป็นเมนูที่ปราศจากน้ำมัน ที่สำคัญสามารถทำทานเองได้ ด้วยวิธีที่ง่าย และสามารถหาซื้อวัตถุดิบได้ตามร้านค้าใกล้บ้าน

หากอยากสุขภาพดี ไม่อยากเจ็บป่วยง่าย ต้องการมีสุขภาพที่แข็งแรง พร้อมเผชิญกับทุกสถานการณ์ ได้อย่างมั่นใจ พร้อมแล้วมาเริ่มทำเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ ไปพร้อมๆกัน ได้เลยค่ะ

ประโยชน์จาก เมนูเพื่อสุขภาพ ( ยำเพื่อสุขภาพ )

1. ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ( Rice Berry )

– ช่วยบำรุงดวงตา ทำให้สุขภาพดวงตาดี ช่วยในการมองเห็น

– ช่วยบำรุงสมองและระบบประสาท

– ช่วยให้เลือดไหลเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ

– ช่วยทำให้อ่อนเยาว์ ชะลอวัย

– ช่วยป้องกันโรคอ้วน และช่วยควบคุมน้ำหนัก

– ช่วยบำรุงครรภ์ เพราะมีธาตเหล็กสูง

– ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง

2. โปรตีน ( Protein )

– เสริมสร้างร่างกาย และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

– ช่วยให้พลังแก่ร่างกาย ทำให้มีเรี่ยวแรง

– ช่วยทำให้อิ่มนาน ทานแล้วรู้สึกอิ่มเร็ว

– ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ให้แข็งแรง

3. มะเขือเทศ ( Tomato )

– ป้องกันสมองเสื่อมก่อนวัย และโรคอัลไซเมอร์

– ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ และโรคมะเร็ง

– ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน

– ช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอยแห่งวัย

– ช่วยบำรุงสายตา และผิวพรรณ



4. เกลือ ( Salt )

– ควบคุมระบบเผาผลาญ ป้องกันการสะสมของไขมันส่วนเกิน ตามส่วนต่างๆของร่างกาย

– ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง

– ช่วยบำรุงผิว และเส้นผม ให้มีสุขภาพแข็งแรง

– ช่วยป้องกันการแท้ง และป้องกันเด็กพิการ ในหญิงตั้งครรภ์

– ช่วยบำรุงสุขภาพหัวใจ

5. มะนาว ( Lemon )

– ช่วยป้องกันและรักษา อาการท้องผูก

– ช่วยป้องกันและบรรเทา อาการปวดศีรษะ

– ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร

– ช่วยบำรุงโลหิต

– ช่วยป้องกันอาการเหน็บชา

6. พริก ( Chili )

– เสริมสร้างคอลลาเจน จึงช่วยทำให้อ่อนเยาว์ ผิวเต่งตึง

– ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย

– ช่วยบรรเทาอาหารหวัด อาการไอ และลดเสมหะ

– ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง

– ช่วยฆ่าเชื้อรา แบคทีเรีย

7. ขึ้นฉ่าย ( Celery )

– ช่วยให้นอนหลับได้ง่าย

– ช่วยป้องกันโรคในทางเดินหายใจ

– ช่วยลดความดันโลหิต

– ช่วยลดคอเลสเตอรอล และไขมันในเส้นเลือด

– ช่วยขับปัสสาวะ

– ช่วยบำรุงสุขภาพของตับและไต ให้แข็งแรง

– ช่วยลดอาการบวมน้ำ

– ช่วยทำให้ความจำดี

ส่วนผสมเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ

เมนูอาหารสุขภาพ
เมนูอาหารสุขภาพ

1. ข้าวไรซ์เบอร์รี่ 1 ทัพพี

2. โปรตีน (หมูก้อน) 90 กรัม

3. พริกแห้ง 3 – 4 เม็ด

4. มะนาว ครึ่งลูก

5. มะเขือเทศ 1 ลูก

6. ผงปรุงรสหมู (หากต้องการเพิ่มรส)

7. ผักขึ้นฉ่าย 5 – 6 ใบ

8. เกลือเล็กน้อย

วิธีทำอาหารเพื่อสุขภาพ

1. นำข้าวไรซ์เบอร์รี่ ที่หุงสุกแล้ว เทใส่ลงในชามผสม

2. นำโปรตีนหมูก้อน ใส่ลงไป ตามด้วยมะเขือเทศหั่นเต๋า

3. คนส่วนผสมให้เข้ากัน

4. บีบน้ำมะนาวใส่ลงไป ตามด้วยเกลือ และพริกแห้ง

5. หลังจากนั้นคนให้เข้ากันอีกครั้ง

6. เทใส่จาน ตกแต่งด้วยผักขึ้นฉ่าย ที่เตรียมไว้

7. พร้อมเสิร์ฟรับประทาน

หากต้องการมีสุขภาพที่ดี และต้องการควบคุมน้ำหนัก สามารถนำสูตรอาหารเพื่อสุขภาพนี้ ไปลองทำและรับประทานได้ หากไม่ชอบโปรตีนจากหมูก้อน สามารถปรับเปลี่ยนเป็น เนื้อปลา หรืออกไก่ มาเป็นส่วนประกอบแทนได้ สำหรับรสชาติ หากต้องการรสเผ็ด เค็ม หวาน เปรี้ยว ก็สามารถปรุงเพิ่มตามชอบได้ แต่เพื่อสุขภาพที่ดี แนะนำไม่ควรทานอาหารรสจัด มากเกินไป เพราะอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ และที่สำคัญ อย่าลืมออกกำลังกาย ควบคู่ไปด้วยนะคะ