ช็อคโกแลต มีประโยชน์สูง ไม่ได้ให้โทษ อย่างที่คิด

ช็อคโกแลต ของโปรดของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เพราะมีรสอร่อย อีกทั้งยังนิยมนำมาเป็นของขวัญ สำหรับเทศกาลต่างๆ อีกด้วย เช่น คริสมาสต์ ของขวัญปีใหม่ วาเลนไทน์ ฯลฯ จึงทำให้ช็อคโกแลต เป็นที่นิยมในหลายกลุ่มคน มาอย่างยาวนาน

ช็อคโกแลต ( Chocolate ) ของโปรดของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เพราะมีรสอร่อย อีกทั้งยังนิยมนำมาเป็นของขวัญ สำหรับเทศกาลต่างๆ อีกด้วย เช่น คริสมาสต์ ของขวัญปีใหม่ วาเลนไทน์ ฯลฯ จึงทำให้ช็อคโกแลต เป็นที่นิยมในหลายกลุ่มคน มาอย่างยาวนาน

ช็อคโกแลตทำมาจากพืชชนิดหนึ่ง เป็นผลิตผลที่ได้มาจากเมล็ดของต้นโกโก้เขตร้อน ซึ่งเท่ากับว่า มันมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย อย่างมากแน่นอน และเนื่องด้วยช็อคโกแลต อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการสูง เช่น แมกนีเซียม ใยอาหาร ธาตุเหล็ก สังกะสี ฟอสฟอรัส และแมงกานีส ฯลฯ จึงถูกนำมาใช้เป็นยา ในหลายวัฒนธรรม มานานหลายศตวรรษแล้ว

ประโยชน์จาก ช็อคโกแลต

ช็อคโกแลต
ช็อคโกแลต

1. ช่วยลดความเครียด

ในช็อคโกแลตมีคาเฟอีน และสารที่มีฤทธิ์ช่วยกระตุ้น ให้รู้สึกผ่อนคลาย ทานแล้วทำให้รู้สึกอารมณ์ดี จึงสามารถช่วยลดความตึงเครียดได้ดี อีกทั้งยังมีส่วนช่วยป้องกัน การเกิดภาวะซึมเศร้า และความผิดปกติทางจิต ได้อีกด้วย

2. ลดความดันโลหิตสูง

มีการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การบริโภคดาร์กช็อคโกแลต เป็นประจำทุกวันในปริมาณน้อย จะสามารถช่วยลดความดันโลหิต ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงได้

ในช็อคโกแลตสามารถกระตุ้น endothelium ที่เยื่อบุของหลอดเลือดแดง ในการผลิตไนตริกออกไซด์ ที่มีหน้าที่ในการส่งสัญญาณไปยังหลอดเลือด เพื่อผ่อนคลาย ซึ่งจะช่วยลดความต้านทาน ต่อการไหลเวียนของโลหิต และลดความดันโลหิต

จากการศึกษาหลายชิ้น แสดงให้เห็นว่า โกโก้และดาร์คช็อคโกแลต สามารถช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น และช่วยลดความดันโลหิต



3. ป้องกันริ้วรอย

มีสารต้านอนุมูลอิสระเป็นจำนวนมาก ซึ่งมากกว่าสตรอเบอร์รี่ถึง 8 เท่า มีฤทธิ์ช่วยปกป้องการเกิดริ้วรอย และป้องกันเซลล์ต่างๆ ของร่างกายไม่ให้ถูกทำลาย

ช็อคโกแลตยังเต็มไปด้วย สารประกอบอินทรีย์ ที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ประกอบด้วย polyphenols, flavanols และ catechins อื่น ๆ อีกมากมาย

4. ลดภาวะแทรกซ้อนในครรภ์

หนึ่งในภาวะแทรกซ้อน ของการตั้งครรภ์ที่รู้จักกันคือ preeclampsia ซึ่งสามารถส่งผลทำให้ ความดันโลหิตสูงขึ้นได้ ซึ่งมีผลอันตรายขณะตั้งครรภ์

โดยนักวิจัยยืนยันว่าสารเคมีชนิดหนึ่ง ในดาร์คช็อคโกแลต สามารถช่วยกระตุ้นหัวใจ และช่วยให้หลอดเลือดแดงขยายตัวได้ เมื่อหญิงตั้งครรภ์ได้รับดาร์กช็อคโกแลตสูงกว่า จะทำให้พวกเขามีโอกาสน้อยกว่า ที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวได้ 40 %

chocolate
chocolate

5. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

สารอาหารในช็อคโกแลต มีคุณสมบัติในการป้องกัน การเกิดออกซิเดชันของ LDL อย่างมาก ในระยะยาวทำให้คอเลสเตอรอล ที่อยู่ในหลอดเลือดแดงลดลง ส่งผลทำให้ความเสี่ยง ต่อการเป็นโรคหัวใจลดลง

จากการศึกษาพบว่า ชายชราจำนวน 470 คนที่ทานช็อคโกแลต ช่วยทำให้พวกเขา ลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต จากโรคหัวใจได้ถึง 50 % ในช่วง 15 ปี

การศึกษายังพบอีกว่า การกินช็อคโกแลต 2 ครั้ง/สัปดาห์ หรือมากกว่า ช่วยลดความเสี่ยง ที่จะมีคราบจุลินทรีย์ที่หดตัว ในหลอดเลือดแดงได้ถึง 32 %

และการศึกษาอื่นๆ พบว่าการรับประทาน ดาร์คช็อคโกแลต มากกว่า 5 ครั้ง/สัปดาห์ ช่วยลดความเสี่ยงต่อ การเป็นโรคหัวใจได้ 57 %

แน่นอนว่าการศึกษาดังกล่าว เป็นการศึกษาเชิงสังเกตุ ดังนั้นจึงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า เป็นช็อคโกแลตที่ช่วยลดความเสี่ยง

ทางเลือกที่ดีที่สุด คือ การเลือกทานช็อคโกแลต ที่มีน้ำตาลน้อย หรือไม่มีเลย อย่างดาร์คช็อคโกแลต จะเป็นประโยชน์ที่ดี ต่อสุขภาพร่างกายสูงมากกว่า และควรทานแต่พอดีในแต่ละครั้ง เพราะยังมีการศึกษาอีกชิ้นพบว่า ช็อคโกแลตสามารถลดความต้านทานต่ออินซูลิน ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเสี่ยง สำหรับโรคเบาหวานได้

เมล่อน 8 ประโยชน์ คุณค่าที่ควรรู้ วิตามินซีสูง

เมล่อน ( Melon ) ผลไม้รสหวาน หอม อร่อย มีรูปร่างกลม ผิวสีเนื้อหรือเขียวอ่อน เป็นผลไม้ที่ทานแล้วทำให้รู้สึกสดชื่น ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีส่วนช่วยบำรุงสุขภาพและร่างกาย อย่างที่ใครหลายคน ไม่เคยรู้มาก่อน

เมล่อน ( Melon ) ผลไม้รสหวาน หอม อร่อย มีรูปร่างกลม ผิวสีเนื้อหรือเขียวอ่อน เป็นผลไม้ที่ทานแล้วทำให้รู้สึกสดชื่น ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีส่วนช่วยบำรุงสุขภาพและร่างกาย อย่างที่ใครหลายคน ไม่เคยรู้มาก่อน

เนื่องจากเมล่อน อุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุหลายชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินซี แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี แมงกานิส และโพแทสเซียม ฯลฯ ที่มีส่วนสำคัญ ต่อสุขภาพร่างกาย จึงทำให้เมล่อน เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางสารอาหารสูง และดีต่อสุขภาพอย่างมาก

8 ประโยชน์ของ เมล่อน ที่ควรรู้ ?

1. เสริมสร้างคอลลาเจน

เมล่อน มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยวิตามินซี และยังมีการศึกษาชี้ให้เห็นว่า วิตามินซี มีส่วนเกี่ยวข้องในการผลิตคอลลาเจน ในกระดูกหลอดเลือด กระดูกอ่อน และกล้ามเนื้อ รวมไปถึงช่วยต่อต้านริ้วรอย ป้องกันการเสื่อมสภาพของผิวแห่งวัยได้

อีกทั้งยังมีการศึกษาเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิตามินซี เพื่อพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพ ที่มีส่วนช่วยในการต่อต้านโรค เช่น โรคเบาหวาน โรคหอบหืด และโรคมะเร็ง

แต่อย่างไรก็ตาม การเลือกทานเมล่อน และอาหารชนิดที่อุดมไปด้วยวิตามินซี จะช่วยป้องกันโรคหวัด และลดอาการหวัด ได้ในระยะยาว โดยผู้ใหญ่คิดเป็นร้อยละ 8 และในเด็กพบว่าโรคหวัดลดลง ร้อยละ 14

เมล่อน
เมล่อน

2. บำรุงกระดูกและฟัน

ในเมล่อนอุดมไปด้วยแคลเซียม ที่มีส่วนสำคัญ ที่ช่วยในการบำรุงสุขภาพ ของกระดูกและฟันให้แข็ง ป้องกันการสึกหรอได้ง่าย โดยเฉพาะในหญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีอายุมาก

3. ช่วยลดน้ำหนัก

เมล่อนนอกจะเป็นผลไม้ ที่ดีต่อสุขภาพ มีเส้นใยสูง ป้องกันอาการท้องผูกแล้ว ยังมีส่วนช่วยในการ ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ และโรคเบาหวาน ที่สำคัญเหมาะกับผู้ที่เป็นโรคอ้วน ที่ต้องการลดน้ำหนัก เนื่องจากเมล่อน เมื่อทานแล้วทำให้รู้สึกอิ่มนาน จึงมีส่วนช่วยลดน้ำหนักได้



4. ต่อต้านอนุมูลอิสระ

เมล่อนอุดมไปด้วย เบต้าแคโรทีน ที่เทียบเท่ากับแครอท เมื่อร่างกายได้รับสารอาหารเบต้าแคโรทีน จะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ที่มีหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีประสิทธิภาพสูง มีฤทธิ์ช่วยต่อตานอนุมูลอิสระ ที่ทำคอยร้ายเซล์ต่างๆ ในร่างกาย

5. บำรุงหัวใจ

เมล่อนมีปริมาณน้ำสูงเกือบร้อยละ 90 การเลือกทานเมล่อน จะช่วยทำให้รู้สึกสดชื่นตลอดทั้งวัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของหัวใจ ทำให้เลือดไหลเวียนไปยังหัวใจได้ดี ทำให้หัวใจไม่ต้องทำงานหนัก ป้องกันหัวใจวาย อีกทั้งเมล่อน ยังมีส่วนช่วยในการบำรุงไต และช่วยรักษาการไหลเวียนของเลือดให้สมดุล

6. ลดการสูญเสียความทรงจำ

เมล่อนอุดมไปด้วยโฟเลต ที่หลายคนรู้ในในนามของ วิตามินบี 9 ซึ่งมีอยู่ในอาหารตามธรรมชาติ ในขณะที่กรดโฟลิก เป็นคำที่ใช้เรียกสำหรับอาหารเสริม

อย่างที่ทราบกันว่า วิตามินชนิดนี้ มีประโยชน์ต่อสุขภาพสูง เพราะมีฤทธิ์ช่วยในการป้องกัน ข้อบกพร่องที่อาจเกิดขึ้นกับท่อประสาท เช่น กระดูกสันหลัง ฯลฯ และโฟเลต ยังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆอีก เช่น ช่วยลดการสูญเสียความทรงจำ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งบางชนิด

แต่เมื่อพูดถึงโฟเลต อาจเป็นดาบสองคม เพราะมีการศึกษาเกี่ยวกับโฟเลต ที่เผยแพร่ใน American Journal of Clinical Nutrition ว่าอาจเป็นการป้องกันมะเร็ง ในระยะแรกเริ่มสำหรับผู้ที่มีโฟเลตต่ำ แต่ในทางตรงกันข้าม อาจเป็นสารอาหารที่กระตุ้น หรือทำให้มะเร็งในระยะหลังแย่ลง เมื่อรับประทานในปริมาณที่สูง

ดังนั้นการทานโฟเลตที่เหมาะสม สำหรับหญิงตั้งครรภ์ ควรทาน 400 – 600 ไมโครกรัม/วัน สำหรับชายที่มีอายุมากกว่า 13 ปี ควรทาน 400 ไมโครกรัม/วัน และสำหรับในเมล่อน 2 ถ้วย มีโฟเลตประมาณ 74 ไมโครกรัม

7. บำรุงระบบประสาท

ในเมล่อน อุดมไปด้วยโพแทสเซียม ที่จำเป็นต่อร่างกาย มีฤทธิ์ช่วยในการรักษาสมดุลระหว่างเซลล์ และของเหลวในร่างกาย อีกทั้งยังช่วยบำรุงระบบประสาท ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

melon
melon

8. บำรุงสุขภาพดวงตา

เนื่องจากเมล่อนอุดมไปด้วย วิตามินเอ ที่มีส่วนสำคัญ ในการบำรุงและรักษาสุขภาพของดวงตา ช่วยในการมองเห็น โดยเฉพาะการมองเห็นในที่มืด

หากร่างกายขาดน้ำ จะส่งผลทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ผิวแห้ง ปากแห้ง ท้องผูก ขาดสติ และส่งผลทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานผิดปกติ เช่น ส่งผลทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น ความดันโลหิต่ำ และอาจพัฒนาการเกิดนิ่วในไตได้ ดังนั้นควรเลือกดื่มน้ำให้เพียงพอต่อวัน และเลือกทานอาหารและผลไม้ ที่มีน้ำในปริมาณสูง อย่างเช่นเมล่อน

ดังนั้นการเลือกทานผลไม้อย่างเมล่อน จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับผู้ที่รักสุขภาพ ต้องการดูแลและลดความเสี่ยง ของการเกิดโรคต่างๆตามมา แต่อย่างไรก็ตาม การเลือกทานเมล่อน ก็ควรทานในปริมาณที่พอดีในแต่ละวัน ควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย จะยิ่งช่วยทำให้สุขภาพร่างกาย แข็งแรงมากยิ่งขึ้น

คันช่องคลอด 9 ปัจจัยเสี่ยง ที่ผู้หญิงควรหลีกเลี่ยง

อาการ คันช่องคลอด ภาวะที่เกิดขึ้นได้มาก กับผู้หญิงเกือบทุกคน ที่ต้องพบกับอาการคันช่องคลอด ที่มีสาเหตุมาจากเชื้อราในช่องคลอด โดยคิดเป็น 9 % ในผู้หญิงจำนวน 10 คน ที่ต้องเผชิญกับปัญหา การเจริญเติบโตของเชื้อรา ที่อาจมีอยู่ในช่องคลอด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้หญิงที่ไม่มีอาการคันช่องคลอด จะไม่มีเชื้อราอยู่ในช่องคลอด เพียงแต่ว่า อาการคันช่องคลอด อาจจะแสดงอาการ หรือไม่แสดงอาการก็เป็นได้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรง ของแต่ละราย

แต่ก็เชื่อว่า การมีเชื้อราอยู่ในช่องคลอด ที่มีจำนวนการเติบโตเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ดีอย่างแน่นอน เพราะหากว่ามีเชื้อราจำนวนมาก และสะสมเป็นระยะเวลานาน ย่อมส่งผลกระทบ ไปยังการเกิดภาวะแทรกซ้อน ที่อาจตามมาภายหลังได้ โดยเฉพาะความผิดปกติ ที่อาจเกิดขึ้นกับช่องคลอด มดลูก รวมไปถึงอวัยวะสืบพันธุ์ส่วนอื่นด้วย

คันช่องคลอด เกิดจากอะไร ?

อาการคันบริเวณช่องคลอด โดยปกติแล้วอาจเกิดขึ้นจาก การติดเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อรา โดยมีสาเหตุหลักมาจาก การเกิดความไม่สมดุล ของแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในช่องคลอด เนื่องจากในช่องคลอด จะมีแบคทีเรียอาศัยอยู่ 2 ชนิด คือชนิดที่ ” ดี ” และ ” ไม่ดี ” และเมื่อใดก็ตามที่แบคทีเรียชนิด ” ดี ” มีจำนวนน้อยกว่า ก็จะส่งผลทำให้ ช่องคลอดอาจเกิดการ ติดเชื้อได้ง่ายกว่าปกติ

ปัจจัยเสี่ยงของอาการ

การเกิดภาวะความไม่สมดุล ของแบคทีเรียในช่องคลอด ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่คาดว่าอาจเกิดจาก ปัจจัยเสี่ยงดังต่อไปนี้

1. ความอับชื้นของช่องคลอด ที่อาจเกิดจากการสวมใส่เสื้อผ้า หรือกางเกงรัดรูป ที่รัดแน่นจนเกินไป หรือสวมใส่เสื้อผ้า และกางเกงที่มีความอับชื้นและเปียก

2. ไม่เปลี่ยนผ้าอนามัย ในช่วงมีประจำเดือน ( ควรเปลี่ยนผ้าอนามัย อย่างน้อยทุกๆ 4 ชั่วโมง แม้ประจำเดือนจะมีมาก หรือน้อยก็ตาม )

3. การใช้ผ้าอนามัยแบบสอด เพราะเป็นการเพิ่มความอับชื้น ให้กับช่องคลอด ทำให้แบคทีเรีย เชื้อรา เจริญเติบโตได้เร็ว



4. การใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น เป็นประจำ ( ควรใช้น้ำเปล่าสะอาด ทำความสะอาดจะดีกว่า )

5. การสวนล้างช่องคลอดบ่อยครั้ง และเป็นประจำ

6. การใช้ยาปฏิชีวนะ เป็นประจำในระยะเวลานาน

7. การมีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคเอดส์( HIV ), โรคเบาหวาน และ โรคอ้วน ฯลฯ

8. การมีคู่นอนมากกว่าหนึ่งคน หรือ คู่นอนเป็นเชื้อรา

9. การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ในหญิงตั้งครรภ์

อาการคันช่องคลอด อาจมีอาการเป็นๆ หายๆ หากรักษาแล้ว อาจกลับมาเป็นซ้ำได้อีก ซึ่งในบางรายที่ติดเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อราในช่องคลอด อาจไม่พบอาการคันช่องคลอด ก็เป็นได้ แต่อาจแสดงอาการอื่น ที่ผิดปกติร่วมได้ เช่น

– เกิดอาการแสบร้อน บวมแดง บริเวณช่องคลอด หรือปากช่องคลอด

– เกิดผื่นแดง บริเวณด้านในและด้านนอกช่องคลอด

– เกิดอาการตกขาว ที่ผิดปกติ เช่น ตกขาวมีกลิ่นเหม็นมาก ตกขาวเป็นน้ำใสมีกลิ่นคาวปลา ตกขาวมีสีปนเขียว ฯลฯ

การักษาอาการ

การรักษา ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และความรุนแรงของอาการ โดยมีวิธีทางการแพทย์ส่วนมาก จะใช้ยาในการรักษา เช่น ยาแบบทา ยาเหน็บ และการทานยา ร่วมกับการให้ความร่วมมือกับผู้ป่วย ที่ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ของการเกิดการติดเชื้อ

ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย การตรวจสุขภาพประจำปี ย่อมเป็นเรื่องที่สำคัญ และทุกคนควรต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะผู้หญิง ที่มักมีปัญหาด้านสุขภาพ ที่ต้องดูแลอย่างเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการตรวจ มะเร็งปากมดลูกประจำปี ซึ่งเป็นเรื่องที่พึงต้องสนใจอย่างเป็นพิเศษ เพราะหากเพิกเฉย รอให้เกิดอาการลุกลาม ที่อาจรุนแรง ก็อาจส่งผลอันตราย ต่อสุขภาพทางด้านร่างกาย และจิตใจ ที่ยากจะแก้ไขได้

และถ้าหากเมื่อใด ที่พบว่าตนเองมีอาการคันช่องคลอด หรือพบความผิดปกติอื่น ที่เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์ ก็ควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันที เพื่อจะได้ให้แพทย์ตรวจ หาสาเหตุที่แท้จริง และทำการรักษาได้ อย่างถูกวิธี และปลอดภัยทั้งระยะสั้น และระยะยาว

วัยเด็ก หัดเดิน ควรนอนในเปลนอน จนถึงอายุ 3 ขวบ

การเสริมสร้างพัฒนาการใน วัยเด็ก ย่อมเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคุณพ่อและคุณแม่ ที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพื่อให้ลูกรัก มีพัฒนาการที่ดีสมวัย เติบโตมาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการให้ความสำคัญเกี่ยวกับ เรื่องการนอนของลูกรัก ที่มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะการนอนมีผลต่อการพัฒนาของสมองและระบบประสาท ในวัยเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเสริมสร้างพัฒนาการใน วัยเด็ก ย่อมเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคุณพ่อและคุณแม่ ที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพื่อให้ลูกรัก มีพัฒนาการที่ดีสมวัย เติบโตมาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการให้ความสำคัญเกี่ยวกับ เรื่องการนอนของลูกรัก ที่มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะการนอนมีผลต่อการพัฒนาของสมองและระบบประสาท ในวัยเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทราบหรือไม่ว่า การเลือกให้เด็กวัยหัดเดิน นอนในเปลนอน จนถึงอายุ 3 ขวบ เป็นเรื่องที่ดีและสำคัญมาก สำหรับการนอนหลับของเด็กๆ ที่ช่วยทำให้เด็กๆ นอนหลับได้อย่างเต็มที่ ไม่ตื่นบ่อยในช่วงเวลากลางคืน

วัยเด็ก หัดเดิน ควรนอนในเปลนอน จนถึงอายุ 3 ขวบ ?

การศึกษาใหม่พบว่า เด็กจะมีการนอนหลับที่ดีกว่า หากว่าพวกเขานอนอยู่ในเปลนอน แทนที่จะย้ายพวกเขาไปยังเตียงนอน

นักวิจัยกล่าวว่า สำหรับผู้ปกครอง ที่รอการเปลี่ยนที่นอน โดยการย้ายที่นอนจากเปลนอน ไปยังเตียงนอน หลังจากที่เด็กอายุครบ 3 ขวบ พบว่าเด็กๆเหล่านั้น มีการนอนหลับที่ดีกว่า

จากการสำรวจ ผู้ปกครอง ที่ดูแลเด็กใน 5 ประเทศ ที่มีการเปลี่ยนที่นอนล่าช้า จากเปลนอนไปยังเตียงนอน มีแนวโน้มในการรายงานว่า การต่อต้านการนอนหลับของเด็กน้อยลง ในเวลานอนหลับ พวกเขาตื่นน้อยลง และมีระยะเวลาการนอนหลับ ที่ยาวนานมากขึ้น

การวิจัยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญ ของการนอนหลับ เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนอนหลับในช่วงวัยเด็ก

และพบว่าเด็กวัยหัดเดิน ที่ขาดการนอนหลับอย่างเพียงพอ มีแนวโน้มที่มีอารมณ์ขี้โมโห โกรธง่าย และมีพฤติกรรมที่ไม่ชอบควบคุมตัวเอง

การศึกษาจากการเก็บข้อมูล จากผู้ดูแลเด็ก ในเด็กจำนวน 1,983 ราย ช่วงอายุระหว่าง 18 – 36 เดือน ที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลีย แคนาดา นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ทีมวิจัยพบว่า อัตราการนอนกรนลดลงอย่างต่อเนื่องตามอายุ



ชี้ให้เห็นว่าการนอนหลับของเตียงนอน มีความสัมพันธ์กับการเข้านอน การนอนหลับเร็ว หลับสนิท และการตื่นนอน ในช่วงนอนหลับ

ในขณะที่ผู้ใหญ่ และพ่อแม่ ที่ต้องการการเปลี่ยนที่นอนของเด็กจากเปลนอน ไปยังเตียงนอน เนื่องจากหลายราย มีเหตุผลที่แตกต่างกัน เช่น

วัยเด็ก
วัยเด็ก

– พ่อแม่ที่มีลูกเพิ่มขึ้นมาอีกคน ในช่วงที่ลูกคนแรกมีอายุ ยังไม่ครบ 3 ขวบ แต่ต้องการใช้เปลนอนเดิม ให้ลูกคนใหม่ โดยการย้ายลูกคนโต มายังเตียงนอน

– พ่อแม่คิดว่าลูกวัยหัดเดิน จะลุกขึ้นจากเปลนอน และกลัวว่าลูกจะปีน และตกออกมาจากเปล

– พ่อแม่คิดว่าลูกตัวใหญ่เกินไป ที่จะนอนอยู่ในเปลนอนเดิม

– พ่อแม่คิดว่า เปลนอนเป็นเหมือนกรง จึงพยายามย้ายลูกรักออกมานอนที่เตียง

แต่ทราบหรือไม่ว่า วิธีคิดเหล่านั้น ไม่ใช่วิธีที่เด็กๆคิด และมองเห็น แต่พวกเขากลับมองว่า พื้นที่ขนาดเล็ก ทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัย และสบายใจสำหรับพวกเขา หากลองสังเกตุดู คุณจะพบว่าเด็กๆ มักชอบเล่นอยู่ในพื้นที่เป็นกล่อง เช่น ในกล่องขนาดใหญ่ บ้านเล็กสำหรับเด็ก ฯลฯ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับ และกุมารแพทย์ มีแนวโน้มที่จะแนะนำ ให้เปลนอน สามารถปรับลงให้ต่ำสู่พื้นได้ ในขณะที่พวกเด็กๆ นอนหลับอยู่ เพื่อป้องกันและลดการบาดเจ็บ สำหรับเด็กวัยหัดเดิน ที่พยายามปีนออกมา และอาจตกได้ เพราะจะช่วยทำให้เด็กๆ นอนหลับสบาย รู้สึกปลอดภัย

เพราะเด็กในวัย 3 ขวบ มีแนวโน้มในการพัฒนาการ ทางด้านความคิด และการจดจำกฎของการเข้านอน จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น สำหรับผู้ปกครอง ที่อาจซื้อเปลนอน ที่สามารถปรับระดับได้ เพื่อลดปัญหาการย้ายที่นอนของเด็ก ไปยังเตียงนอน ในขณะที่พวกเขายังไม่พร้อม

สิ่งที่สำคัญสำหรับคุณพ่อและคุณแม่ ควรให้ความสนใจ กับการนอนหลับของพวกเขา ให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเด็กวัยหัดเดิน เพราะเกรงว่าอาจได้รับผลกระทบ จากการนอนหลับไม่เพียงพอได้

ฝัน 6 ที่มาของความฝัน เรื่องแปลกและน่าสงสัย

มนุษย์ทุกคนย่อมต้องมีความฝัน โดยเฉพาะความฝันขณะนอนหลับ แน่นอนว่าไม่มีมนุษย์คนใดที่ไม่เคยฝัน ไม่ว่าจะเป็นวัยเด็ก หรือวัยผู้ใหญ่ ก็ต้องมีความฝันอยู่เป็นปกติอยู่แล้ว แต่ความฝันที่แตกต่าง และน่ากลัวอย่างการ ฝัน ที่เป็นฝันร้าย ทำให้ใครหลายคนต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาฉับพลัน และเกิดความหวาดกลัว

มนุษย์ทุกคนย่อมต้องมีความฝัน โดยเฉพาะความฝันขณะนอนหลับ แน่นอนว่าไม่มีมนุษย์คนใดที่ไม่เคยฝัน ไม่ว่าจะเป็นวัยเด็ก หรือวัยผู้ใหญ่ ก็ต้องมีความฝันอยู่เป็นปกติอยู่แล้ว แต่ความฝันที่แตกต่าง และน่ากลัวอย่างการ ฝัน ที่เป็นฝันร้าย ทำให้ใครหลายคนต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาฉับพลัน และเกิดความหวาดกลัว

การฝันร้ายมักเป็นเรื่องปกติ ในหมู่เด็กๆ มากกว่าผู้ใหญ่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ฝันร้ายจะไม่เกิดขึ้นกับผู้ใหญ่เลย โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่เป็นผู้หญิง มักพบกับฝันร้ายบ่อยครั้งมากกว่าผู้ชาย

การนอนหลับ เป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกาย ถือได้ว่าเป็นการพักผ่อน ผ่อนคลาย และรีบูตร่างกายใหม่ เพื่อให้ดีและเตรียมพร้อม สำหรับวันรุ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม หากเมื่อใดที่ฝันร้ายคอยก่อกวน ก็อาจทำให้ร่างกายพักผ่อนได้ไม่เต็มที่ ส่งผลทำให้วันรุ่งขึ้นเกิดอาการอ่อนเพลีย และรู้สึกเมื่อยล้า

และอาจส่งผลกระทบในระยะยาวได้ เช่น ภาวะซึมเศร้า ความดันโลหิตสูง และปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิต ฯลฯ และที่อันตรายมากที่สุด พบว่าผู้ที่ฝันร้ายบ่อยครั้ง อาจเชื่อมโยงกับปัญหาทางด้าน สุขภาพจิต ซึ่งมีความเสี่ยงสูง ต่อการทำร้ายตนเอง และฆ่าตัวตาย

ฝัน
ฝัน

6 ที่มาของความ ฝัน เรื่องแปลกและน่าสงสัย

1. การกินอาหาร

นักจิตวิทยาชาวออสเตรีย-อเมริกัน และนักวิจัยการนอนหลับ ชี้ให้เห็นว่าการทานอาหารว่าง ในตอนดึก เป็นสาเหตุหนึ่งของการฝันร้าย เพราะการทานอาหารก่อนเข้านอน จะส่งผลทำให้สมองทำงานหนักมากยิ่งขึ้น ขณะนอนหลับอยู่ รวมไปถึงการทำงานของระบบเผาผลาญ ที่ทำงานเพิ่มมากขึ้น ส่งผลทำให้พวกเขาเหล่านั้น ประสบกับการนอนฝันร้าย

การศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในปี ค.ศ. 2015 พบว่า 9.5 % มีบุคคลที่มีฝันร้าย หลังจากการทานอาหารมื้อดึก และการศึกษาจากการสำรวจ นักเรียนเกือบ 400 คน ที่พวกเขาเก็บบันทึก เมนูอาหารที่พวกเขากินในมื้อดึก และพบกับฝันที่มหัศจรรย์ และน่ารำคาญ เป็นอาหารจำพวกไอศครีม และผลิตภัณฑ์จากนม และยังพบอีกว่า อาหารรสเผ็ดสามารถส่งผลต่อ การฝันร้ายได้

2. การดื่มแอลกอฮอล์

แม้ว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะช่วยทำให้คุณหลับง่าย สงบในช่วงแรก ของการเข้านอนก็ตาม แต่ทราบหรือไม่ว่า แอลกอฮอล์มีฤทธิ์กล่อมประสาท ซึ่งเกิดขึ้นขณะนอนหลับ ส่งผลให้เกิดฝันร้าย และการนอนละเมอ

3. ลักษณะบุคลิกภาพ

งานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นว่า ลักษณะบุคลิกภาพบางอย่าง หรือลักษณะนิสัยของแต่ละบุคคล ส่งผลต่อความฝันที่ไม่ดีได้เช่นกัน โดยในการศึกษาในปี 2544 ได้ทำการสำรวจบุคคลที่กำลัง ประสบกับฝันร้าย 2 ครั้ง/เดือน พบว่าผู้ที่มักมีความฝันที่ไม่ดี เป็นผู้ที่มีความอ่อนไหวง่าย

และยังมีการศึกษาอีกชิ้นพบว่า ผู้ที่มีความสนใจในด้านศิลปะ และความคิดสร้างสรรค์ มีแนวโน้มที่จะพบกับความฝันที่ไม่ดี หรือมักฝันร้ายเป็นประจำ



4. ความคิดเชิงลบ

สมองของมนุษย์ มีการทำงานที่เหมือนกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งหากการนอนหลับ ไปพร้อมกับความคิดเชิงลบเป็นประจำทุกวัน ส่งผลทำให้สมองเต็มไปด้วยความคิดเชิงลบ ในขณะการนอนหลับ ส่งผลทำให้เกิดฝันร้าย

จากการศึกษาพบว่า ผู้ที่มีภาวะซึมเศร้ารุนแรง หดหู่ โศกเศร้า และมักมีทัศนคติเชิงลบ มักจะประสบกับฝันร้ายบ่อยครั้ง

5. การทานยาบางชนิด

สำหรับผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว ที่ต้องทานยาบางชนิดเป็นประจำ ส่งผลต่อการเกิดความฝันที่ไม่ดี หรือฝันร้าย เช่น ความดันโลหิตสูง ซึมเศร้า ภูมิแพ้ อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน และเอดส์ ฯลฯ

หากคุณพบว่า การรักษาอาการป่วย ด้วยวิธีการทานยาเหล่านี้ ส่งผลฝันร้ายที่รุนแรง ส่งผลกระทบต่อจิตใจ และคุณภาพชีวิตอย่างรุนแรง ก็ควรปรึกษาแพทย์ของคุณ

6. ความเครียด

ความเครียด เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของฝันร้าย โดยนักบำบัดที่เชี่ยวชาญในการรักษาผู้ป่วย ที่มีอาการทางจิต และจิตเวชในนิวยอร์ก กล่าวว่า ” ฝันร้ายเป็นจินตนาการของเรา เช่นเดียวกับสิว ที่มักปรากฏขึ้นหลังจาก ที่มีการสะสมของสิ่งสกปรกและแบคทีเรีย ที่เกิดกับผิวหนังที่มากเกินไป ฝันร้ายที่มาจากการสะสมของ ความเครียด ความวิตกกังวล ก็เช่นกัน “

ป้องกันฝันร้ายได้อย่างไร ?

– ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร โดยไม่ควรทานอาหารในมื้อดึก หรือก่อนเข้านอน

– การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นประจำบ่อยครั้ง

– การฝึกสมาธิ และบำบัดสุขภาพจิตให้ดีขึ้น เช่น การฝึกโยคะ ฯลฯ มีส่วนช่วยได้ดีอย่างมาก

– ปรับทัศนคติ ให้มองทุกอย่างในแง่บวก

– หลีกเลี่ยงภาวะเครียด และความวิตกกังวล

– ควรเลิกดื่มเครื่องดื่ม ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ฝันร้ายไม่ใช่เรื่องที่ต้องกลัว แต่หากคิดไปอีกมุมมองหนึ่ง ค่อนข้างจะใช้เป็นเครื่องมือ สำหรับช่วยจัดการ ประเมิน และปรับเปลี่ยนความเป็นอยู่ โดยรวมของคุณให้ดีขึ้นได้

การฝันร้ายเป็นครั้งคราว อาจส่งผลทำให้คุณ ไม่สามารถนอนหลับได้ ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ ในวันรุ่งขึ้น แต่โดยทั่วไปแล้ว ไม่เป็นอันตราย และในความเป็นจริง อาจเป็นเรื่องดีก็ได้ เพราะมันเป็นจิตใต้สำนึกของคุณ ที่คอยแจ้งเตือนบางสิ่งบางอย่าง ให้ทราบถึงความผิดปกติ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของคุณ ที่ไม่อาจละเลย และต้องการการแก้ไขให้ถูกต้อง

ฝันร้ายไม่ใช่ภัยคุกคาม ต่อการนอนหลับ หรือส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต และสุขภาพของคุณ แต่หากว่าเมื่อใดที่คุณ มีฝันร้าย ที่ส่งผลจนทำให้ไม่อยากนอนหลับ และส่งผลกระทบไปยัง คุณภาพชีวิตด้านอื่นในทางเชิงลบ ก็ควรรีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเร็ว

ผู้ชาย มีทักษะการคิด และการจำที่ดี ขึ้นอยู่กับการกิน จริงเหรอ

ในยุคปัจจุบัน เนื่องด้วยหลายปัจจัย ที่ส่งผลกระทบโดยตรง ต่อระบบประสาทและสมอง ที่อาจทำให้สูญเสีย ทักษะทางด้านการคิด และความทรงจำ โดยเฉพาะในกลุ่มของ ผู้ชาย ในวัยทำงานมักประสบกับปัญหาเหล่านี้ มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ส่งผลกระทบไปยังหลายด้าน

ในยุคปัจจุบัน เนื่องด้วยหลายปัจจัย ที่ส่งผลกระทบโดยตรง ต่อระบบประสาทและสมอง ที่อาจทำให้สูญเสีย ทักษะทางด้านการคิด และความทรงจำ โดยเฉพาะในกลุ่มของ ผู้ชาย ในวัยทำงานมักประสบกับปัญหาเหล่านี้ และมีแนวโน้มว่า ปัญหาดังกล่าว จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ คาดว่าอาจเกิดขึ้นจาก ความสะดวกสบายของคนในยุคนี้ ที่ทำให้การใช้ทักษะทางด้านความคิดน้อยลง เช่น การทำงานซ้ำแบบเดิมเป็นประจำทุกวัน, การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก รวมไปถึงการใช้ชีวิตแบบสำเร็จรูป เน้นสะดวกสบายและง่าย โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบ ต่อทักษะการคิดและความทรงจำในระยะยาว ที่อาจตามมาภายหลัง

ผู้ชาย

ผู้ชาย มีทักษะการคิด และการจำที่ดี ขึ้นอยู่กับการกิน จริงเหรอ

จากการศึกษาข้อมูลพบว่า ผู้ชายมากกว่าครึ่ง มีทักษะทางด้านความคิด และการจดจำที่ดีเพียง 38 % ที่มีทักษะในระดับปานกลาง และ 7 % มีทักษะทางด้านการคิด และการจดจำที่ไม่ดี

จึงเป็นสิ่งที่ผู้ชาย ควรตระหนักและคำนึง ว่าควรทำอย่างไรดีจึงจะช่วยทำให้ ทักษะทางด้านการคิด และการจดจำดีขึ้น เมื่อเริ่มมีอายุเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะชายวัยกลางคน และวัยชรา

การศึกษาใหม่พบว่า ผู้ชายวัยกลางคน ควรดื่มน้ำส้ม และกินผักใบเขียว และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยป้องกันการสูญเสียความทรงจำ

นักวิจัยชี้ให้เห็นว่า จากการศึกษาพบว่า ผู้ชายช่วงวัยกลางคน ที่ทานผักใบเขียว น้ำส้ม ชาเขียว และผักสีแดง รวมไปถึงผลไม้ผลเล็กต่างๆ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียความทรงจำได้ดี



ทีมงานวิจัยยังกล่าวอีกว่า ชายชราที่ดื่มน้ำส้ม เป็นประจำทุกวัน มีพัฒนาการทางด้านการคิด และการจำดีกว่า คิดเป็น 6.9 % เมื่อเทียบกับ 8.4 % ของชายที่ดื่มน้ำส้ม น้อยกว่าเดือนละ 1 ครั้ง

โดยการศึกษาดังกล่าว ชี้ผลการศึกษาเฉพาะผู้ชายเพียงเท่านั้น ไม่ได้มีการกล่าวถึงผู้หญิง แต่ก็เชื่อว่า ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ที่เลือกทานผักและผลไม้ ก็ย่อมได้รับประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพร่างกาย อย่างแน่นอน

แต่อย่างไรก็ตาม การศึกษาดังกล่าวไม่ได้แสดงให้เห็นว่า การทานผักและผลไม้ รวมไปถึงการดื่มน้ำส้ม จะช่วยลดความจำเสื่อม แต่เพียงแสดงให้เห็นว่า เป็นสิ่งที่ดีและมีความสัมพันธ์ ที่เป็นประโยชน์สำหรับพวกเขา

ซึ่งการทานอาหารชนิดอื่น ก็มีผลที่ดีต่อการพัฒนาความคิด และปัญหาเกี่ยวกับความจำได้เช่นกัน เช่น ถั่ว ธัญพืช และผลิตภัณฑ์จากนม ฯลฯ

แม้ว่าการศึกษาดังกล่าว จะไม่ได้ชี้ให้เห็นโดยตรงว่า การทานผักและผลไม้ รวมถึงการดื่มน้ำส้ม จะไม่สามารถช่วยป้องกัน อาการอัลไซเมอร์ หรือความจำเสื่อมได้โดยตรง 100 % แต่ก็ยังมีส่วนสัมพันธ์ที่ช่วยในการพัฒนาทักษะ และความจำได้

ดังนั้น การเลือกทานผักและผลไม้ รวมไปถึงการเลือกดื่มน้ำส้มคั้นสด เป็นประจำทุกวัน ก็ย่อมส่งผลที่ดีต่อสุขภาพร่างกาย และความจำได้อย่างแน่นอน

เบาหวาน กำลังระบาดทั่วโลก เสี่ยงการรักษาเข้าไม่ถึง

การแพร่ระบาดของ เบาหวาน กำลังลุกลามไปทั่วโลก และจะทวีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลทำให้อินซูลิน เป็นที่ต้องการของคนทั้งโลก เพิ่มมากขึ้น เป็นปัจจัยผลักดันที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ในความเป็นจริง มีผู้ป่วยโรคเบาหวาน หลายสิบล้านคนทั่วโลก ที่จะไม่ได้รับการฉีดยา หรือได้รับอินซูลิน จนกว่าจะมีการปรับปรุง การเข้าถึงได้ทั้งหมดทั่วโลก

โรคเบาหวาน ถือได้ว่าเป็นโรคที่ร้ายแรงที่สุด อีกโรคหนึ่ง ซึ่งถูกยกให้เป็นโรคที่รุนแรง เทียบเท่ากับโรคเอดส์ ซึ่งอันตรายของโรคเบาหวานนั้น นำไปสู่อาการตาบอด ไตวาย และเป็นโรคหัวใจ และปัจจุบันความรุนแรงเหล่านี้ ส่งผลโดยตรงไปยังผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วโลก

เบาหวาน

เบาหวาน กำลังระบาดทั่วโลก

ส่วนใหญ่โรคเบาหวาน ที่ผู้คนทั่วโลกกำลังประสบอยู่นั้น มักเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งมีสาเหตุโดยตรงมาจาก โรคอ้วน และผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย ซึ่งกำลังมีการระบาดไปทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนา เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ หันมาใช้ชีวิตแบบในเมืองมากยิ่งขึ้น

นักวิจัยกล่าวว่า ปริมาณอินซูลินที่จำเป็น ในการรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วโลก จะเพิ่มสูงขึ้นกว่าร้อยละ 20 ใน 12 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นเรื่องที่คนทั้งโลกกังวล ถึงปริมาณของอินซูลิน ที่อาจจะไม่เพียงพอ สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานทุกคนทั่วโลก

การขาดแคลนอินซูลิน เป็นปัญหาที่รุนแรงที่สุด โดยเฉพาะในแอฟริกา โดยคาดว่าจะต้องจัดหาเพิ่มมากขึ้น เป็น 7 เท่า เพื่อทำการรักษาผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง ที่ต้องการใช้อินซูลิน เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด



การประมาณการเหล่านี้ ชี้ให้เห็นว่าการเข้าถึงอินซูลิน ในปัจจุบันไม่เพียงพอ เมื่อเทียบกับความต้องการที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะในแอฟริกา และเอเชีย

แม้ว่าจะมีความมุ่งมั่น ของสหราชอาณาจักรในการรักษาโรค ที่ไม่ติดต่อและสร้างความมั่นใจว่า จะสามารถเข้าถึงอินซูลิน สำหรับการรักษาโรคเบาหวาน ได้ทั่วโลก แต่อินซูลินส่วนใหญ่ของโลก ก็ยังหายาก และยากสำหรับผู้ป่วยในการเข้าถึง

อย่างไรก็ตาม อินซูลินยังคงมีราคาแพง และราคาไม่สามารถเข้าถึง ในประเทศที่ยากจนได้ง่าย และโดยรวมคาดว่า การใช้อินซูลินทั่วโลก จะเพิ่มขึ้นเป็น 634 ล้านขวด 1,000 หน่วยภายในปี 2573 จาก 526 ล้านคนในปี 2561

ซึ่งการศึกษาดังกล่าว ขึ้นอยู่กับการคาดการณ์ ความชุกของโรคเบาหวาน และเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะต้องประเมินให้แน่ใจ และการคาดการณ์ควรได้รับการปฏิบัติ อย่างรอบคอบและต่อเนื่อง

ความเสี่ยงที่สามารถป้องกันได้ และไม่ควรเกิดขึ้น หากคุณเป็นคนหนึ่ง ที่ให้ความใส่ใจและดูแลสุขภาพ ของตนเองเป็นอย่างดี ป้องกันไม่ให้เกิดโรคอ้วน เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถลดความเสี่ยง ของการเกิดโรคเบาหวานได้

มลพิษทางอากาศ ภัยคุมคามสมอง ทำลายความจำ

หากว่าคุณเป็นคนหนึ่ง ที่ต้องการมีชีวิตอยู่อย่างยืนยาว จำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องดูแลตัวเองและหลีกเลี่ยง ตัวทำลายสุขภาพอย่าง มลพิษทางอากาศ ซึ่งเป็นภัยคุมคามโดยที่ใครหลายคนคาดไม่ถึง ดังนั้นการหลีกเลี่ยงมลพิษทางอากาศ จึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำ เพราะภัยคุมคามเหล่านี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบประสาทและสมอง

การหลีกเลี่ยงมลพิษทางอากาศ รวมไปถึงมลภาวะกลุ่มเสี่ยง เช่น ควันรถยนต์ตามท้องถนน และควันบุหรี่จากคนอื่นสูบ ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องหลีกเลี่ยง เนื่องจากมลพิษดังกล่าว เป็นปัญหาที่รุนแรง และแพร่กระจายไปทั่วโลก และจะทวีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลทำให้อายุขัยของผู้คนสั้นลง

มลพิษทางอากาศ
มลพิษทางอากาศ

มลพิษทางอากาศ ภัยคุมคามสมอง ทำลายความจำ ?

จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียพบว่า บุคคลที่มักได้รับควันบุหรี่ จากการสูบของผู้อื่น มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคความจำเสื่อม มากถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมันเป็นตัวทำลายสมอง และลบความจำชั้นดี

ทราบหรือไม่ว่า สำหรับผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ในทุก 20 คน มีโอกาสเป็นโรคสมองเสื่อมอยู่ 1 คน ส่วนผู้ที่มีอายุ 80 ปี จะมีโอกาสเป็น 1 ใน 5 คน และผู้ที่อายุมากกว่า 95 ปี จะมีโอกาสเป็นโรคสมองเสื่อม 1 ใน 2 คน

โรคสมองเสื่อม เป็นเหตุทำให้อายุสั้นลง และเป็นโรคที่ถูกมองว่า เป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตคนได้ โดยมีการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่ป่วยเป็นโรคความจำเสื่อม จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกเพียง 5 – 9 ปี หลังจากเริ่มเกิดอาการของโรค



และนอกจากมลพิษทางอากาศแล้ว บุคคลที่มีความเสี่ยง เป็นโรคสมองเสื่อมสูงถึง 20 – 40 เปอร์เซ็นต์ คือ บุคคลที่มีคอเลสเตอรอลสูง ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน รวมไปถึง ผู้ที่ชอบสูบบุหรี่เป็นประจำ

ป้องกันสมองเสื่อมได้อย่างไร ?

– หลีกเลี่ยงมลพิษทางอากาศ โดยการป้องกันจากการสวมใส่ผ้าปิดจมูก แว่นตา เสื้อผ้าคลุม ทุกครั้งที่ต้องออกไปเผชิญกับมลพิษเหล่านั้น

– ควรหลีกเลี่ยงสถานที่ ที่มีควันบุหรี่ หรือไม่ควรอยู่ใกล้กับผู้ที่กำลังสูบบุหรี่

– ควรฝึกทักษะในการใช้สมอง ให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น

– ควรเลือกรับประทานอาหาร ที่มีส่วนช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง ที่ช่วยทำให้ความจำดี เช่น บร็อคโคลี่ ปลาแซลมอน และบลูเบอร์รี่ ฯลฯ เป็นต้น

การลดความเสี่ยง และการป้องกันภาวะสมองเสื่อม เป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว ที่กำลังเริ่มทำลายสมองและระบบประสาท ไปทีละนิด โดยที่เราเองไม่ทันได้ระวัง ดังนั้นเมื่อรู้ถึงสาเหตุ ของอันตรายที่จะตามมาแล้ว ก็ควรหาวิธีป้องกัน หรือพยายามหลีกเลี่ยง สาเหตุดังกล่าว ให้ได้อย่างดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ เพื่อประโยชน์และผลที่ดี ต่อสุขภาพร่างกายของเราเอง

( ขอขอบคุณ : แหล่งข้อมูลอ้างอิงจากหนังสือ “The long life equation” )

น้ำมันมะพร้าว 7 คุณค่าที่ไม่ควรมองข้าม ประโยชน์ที่ควรรู้

น้ำมันมะพร้าว เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ ที่ถือได้ว่ายังใหม่สำหรับใครหลายคน ซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งก็มีความจำเป็น สำหรับข้อมูลที่ผู้บริโภค ควรจะต้องรู้ว่า ในน้ำมันมะพร้าว ให้ประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ มากน้อยอย่างไร

น้ำมันมะพร้าว เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ ที่ถือได้ว่ายังใหม่สำหรับใครหลายคน ซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งก็มีความจำเป็น สำหรับข้อมูลที่ผู้บริโภค ควรจะต้องรู้ว่า ในน้ำมันมะพร้าว ให้ประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ มากน้อยอย่างไร

น้ำมันมะพร้าว คือ น้ำมันที่ได้มาจาก การสกัดเนื้อมะพร้าวแท้โดยตรง ในรูปแบบเย็นและร้อน ที่อุดมไปด้วยกรดไขมันอิ่มตัว ชนิดที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งแตกต่างจากกรดไขมันอิ่มตัว ในน้ำมันชนิดอื่น และไม่ก่อให้เกิดอันตราย

น้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าว 7 คุณค่าที่ไม่ควรมองข้าม ประโยชน์ที่ควรรู้

1. ฆ่าเชื้อรา

ในน้ำมันมะพร้าวมีกรดลอริก ( lauric ) ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยในการต่อต้านเชื้อรา ป้องกันไวรัส และแบคทีเรีย และยังมีรายงานอีกว่า ไขมันอิ่มตัวที่อยู่ในน้ำมันมะพร้าว มีคุณสมบัติช่วยในการต้านเชื้อจุลินทรีย์ และช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และปรสิต ที่อาจปนเปื้อนอยู่ในอาหาร ที่อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด จึงช่วยป้องกันร่างกาย จากการติดเชื้อได้ดี

และยังมีการศึกษาพบว่า น้ำมันมะพร้าวมีกรด lauric และ monolaurin ที่สามารถฆ่าเชื้อโรค เช่น เชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus อีกทั้งน้ำมันมะพร้าว ยังช่วยเพิ่มการดูดซึมสารอาหาร ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

2. ช่วยลดน้ำหนัก

พบว่าไตรกลีเซอไรด์ ในน้ำมันมะพร้าว มีฤทธิ์สามารถช่วยเร่งการเผาผลาญ เพิ่มการใช้พลังงานมากกว่า เมื่อเทียบกับไขมันชนิดอื่น อีกทั้งยังช่วยย่อยน้ำตาลในร่างกาย ได้เร็วที่สุด

จากการศึกษาในปี 2011 พบว่ามีการทดลอง จากผู้ที่เข้าร่วมทดลอง มีรอบเอวลดลง 1.1 นิ้ว หลังจากทานน้ำมันมะพร้าว 1 ออนซ์ต่อวัน เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ โดยผู้เข้าร่วมทดลอง ไม่ได้มีการออกกำลังกาย หรือจำกัดการรับประทานอาหาร แต่อย่างใด

3. ป้องกันอัลไซเมอร์

MCTs ที่อยู่ในน้ำมันมะพร้าว เป็นแหล่งเชื้อเพลิงสำรอง ที่ดีและมีประโยชน์ สำหรับระบบประสาทและสมอง ที่สามารถช่วยป้องกัน การเกิดปัญหาทางระบบประสาทและสมอง ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิด เป็นโรคอัลไซเมอร์ได้ ซึ่งน้ำมันมะพร้าว จะช่วยทำให้มีความจำที่ดี อีกทั้งยังช่วยรักษาผู้ป่วย ที่มีอาการความจำเสื่อมได้ด้วย



4. ช่วยลดคอเลสเตอรอล

ในน้ำมันมะพร้าวอุดมไปด้วย ไขมันอิ่มตัวที่ช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี ( HDL ) ที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิด โรคหัวใจ และยังมีการศึกษาในปี 2009 ที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Lipids ซึ่งพบว่าน้ำมันมะพร้าว สามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดเลวได้ ( LDL ) ในขณะเดียวกันมีฤทธิ์ ช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี ( HDL ) เมื่อเทียบกับน้ำมันถั่วเหลือง

5. ช่วยบำรุงผิว

ในน้ำมันมะพร้าว มีฤทธิ์สามารถช่วยให้ความชุ่มชื้น และช่วยลดอาการอักเสบแก่ผิว เป็นวิตามินอีชั้นดีสำหรับผิว อีกทั้งยังช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสียหายของเนื้อเยื่อ ตามส่วนต่างๆของร่างกาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ซึ่งมีแพทย์ผิวหนังแห่งอเมริกาท่านหนึ่งกล่าวว่า ” น้ำมันมะพร้าว มีประโยชน์อย่างมาก เมื่อนำมาทาที่ผิวหนัง จะช่วยให้ผิวชุ่มชื้น สามารถลดเชื้อโรคที่อาจเป็นอันตราย ต่อผิวได้ “

และน้ำมันมะพร้าว ยังมีคุณสมบัติที่ช่วยต่อต้าน เชื้อจุลินทรีย์ที่อาจเป็นสาเหตุบางอย่าง ที่เกิดขึ้นกับผิวหนัง เช่น สิว กลากเกลื้อน และโรคสะเก็ดเงิน ฯลฯ

6. ช่วยชะลอวัย

ในน้ำมันมะพร้าว มีฤทธิ์ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ จึงมีส่วนช่วยในการชะลอการเสื่อมสภาพ ของเซลล์ต่างๆในร่างกาย ได้เป็นอย่างดี จึงช่วยทำให้อ่อนเยาว์กว่าวัย รวมไปถึงยังช่วยป้องกัน การเกิดผมหงอกก่อนวัย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

7. ช่วยป้องกันมะเร็ง

ในน้ำมันมะพร้าว อุดมไปด้วยไขมันชนิดดี และสารต้านอนุมูลอิสระ มีฤทธิ์ในการช่วยยับยั้ง และต่อต้านเซลล์มะเร็ง จึงมีส่วนสำคัญในการช่วยลดความเสี่ยง ของการเกิดโรคมะเร็งได้

ปัจจุบันน้ำมันมะพร้าว ได้กลายมาเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ กันอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น และแน่นอนว่า สำหรับผู้ที่จะตัดสินใจ ในการเลือกบริโภค ก็ควรต้องศึกษาข้อมูล ที่อาจส่งผลที่ดี และอาจส่งผลกระทบกับร่างกาย สำหรับแต่ละบุคคล ที่อาจมีสุขภาพร่างกายที่แตกต่างกัน ก่อนตัดสินใจในการเลือกบริโภค

หนังตาตก สาเหตุเสี่ยง ผลกระทบรุนแรง ต่อสมอง

หนังตาตก อาจเป็นสัญญาณเตือน ของความผิดปกติบางอย่าง ที่กำลังเกิดขึ้นกับร่างกาย ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่รุนแรง หากพบว่าอาการผิดปกติดังกล่าว เกิดขึ้นกับระบบประสาทและสมองโดยตรง แต่อาการหนังตาตก ก็สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย และอาจเกิดจากสาเหตุอื่น ที่ไม่รุนแรง ก็เป็นได้

หนังตาตก อาจเป็นสัญญาณเตือน ของความผิดปกติบางอย่าง ที่กำลังเกิดขึ้นกับร่างกาย ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่รุนแรง หากพบว่าอาการผิดปกติดังกล่าว เกิดขึ้นกับระบบประสาทและสมองโดยตรง แต่อาการหนังตาตก ก็อาจเกิดมาจากสาเหตุอื่น ที่ไม่รุนแรง ก็เป็นได้

อาการหนังตาตก คือ ลักษณะที่บริเวณหนังตา ส่วนบนหรือส่วนล่าง เกิดการห้อยหรือตก ลงมาต่ำจนผิดปกติ อาจตกลงมาพร้อมกันทั้ง 2 ข้าง หรือข้างเดียวก็ได้ สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยอาจเกิดขึ้นตั้งแต่กำเนิด หรือเกิดขึ้นภายหลัง ซึ่งอาจส่งผลกระทบ ต่อดวงตาโดยตรง โดยเฉพาะเรื่องของการมองเห็น

สาเหตุของ หนังตาตก

1. เกิดจากความผิดปกติบางอย่าง ที่เกิดขึ้นกับระบบประสาทและสมอง โดยอาการหนังตาตก อาจเป็นสัญญาณชี้ให้เห็นว่า อาจมีความรุนแรงบางอย่างเกิดขึ้น หากพบว่ามีอาการอื่นร่วมด้วย

2. เกิดจากกล้ามเนื้อหนังตาผิดปกติ โดยมักเกิดขึ้นตั้งแต่กำเนิด

3. เกิดจากผิวหนังบริเวณเปลือกตาอ่อนแอ และเสื่อมสภาพลง รวมถึงการลดลงของคอลลาเจน บริเวณใต้ผิวหนัง มักเกิดขึ้นกับผู้ที่มีอายุมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ

4. เกิดจากอุบัติเหตุ ที่ส่งผลกระทบต่อดวงตา หรือผิวหนังบริเวณดวงตาโดยตรง

5. เกิดจากกล้ามเนื้ออ่อนแรง อาจส่งผลทำให้หนังตาตกได้

อาการร่วมผิดปกติ เกี่ยวกับระบบประสาทและสมอง ?

– มีอาการชา และอ่อนแรงบริเวณใบหน้า แขนและขา รวมถึงส่วนอื่นของร่างกายด้วย

– มีปัญหาในการมองเห็น เช่น ภาพมัว มองไม่ชัด เห็นภาพซ้อน และมองไม่เห็น

– มีปัญหาในเรื่องของ การทรงตัว ควบคุมการเดินไม่ได้

– ปวดศีรษะรุนแรง โดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีอาการเวียนศีรษะ



– มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน

– มีอาการปากเบี้ยว หรือพูดไม่ชัด

– กล้ามเนื้อกระตุก หรือมีอาการชัก

– มีอาการปวดมาก บริเวณรอบเบ้าตา

– มีอาการเจ็บตา ตาอักเสบ หรือกลอกตาลำบาก

– หายใจไม่สะดวก หรือกลืนอาหารลำบาก

การรักษาอาการหนังตาตก

ในทางการแพทย์ แพทย์จะทำการรักษา ตามการวินิจฉัยทางการแพทย์ จากสาเหตุที่เกิดขึ้น กับผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความรุนแรง และอาการที่เป็นอยู่ เช่น การผ่าตัดยกเปลือกตา ฯลฯ

ซึ่งหากพบว่าตนเอง มีอาการหนังตาตก ร่วมกับมีอาการผิดปกติดังกล่าวร่วมด้วย ให้สงสัยว่า อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิด ความผิดปกติบางอย่างขึ้น เช่น ระบบประสาทส่วนตาผิดปกติ โรคมะเร็งสมอง หรือ โรคหลอดเลือดสมอง ฯลฯ ก็เป็นได้ ควรสังเกตุอาการ และควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เนื่องจากอาจเกิดความรุนแรง หรือภาวะแทรกซ้อน ที่อาจตามมาได้