ปวดท้อง 7 สาเหตุบอกโรค ปวดแบบไหน เสี่ยงอันตราย

ปวดท้อง อาการน่ากังวลใจ และเป็นปัญหาทุกข์ใจของใครหลายคน เพราะเป็นอาการที่มักเกิดขึ้น โดยที่ไม่คาดคิด ในบางรายมีอาการเรื้อรัง เป็นๆหายๆ หรือบางรายก็มักมีอาการ เกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน หลายครั้งที่ปวดและมักจะหายไปเอง หรือบางครั้งต้องพึ่งการทานยา

ปวดท้อง อาการน่ากังวลใจ และเป็นปัญหาทุกข์ใจของใครหลายคน เพราะเป็นอาการที่มักเกิดขึ้น โดยที่ไม่คาดคิด ในบางรายมีอาการเรื้อรัง เป็นๆหายๆ หรือบางรายก็มักมีอาการ เกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน หลายครั้งที่ปวดและมักจะหายไปเอง หรือบางครั้งต้องพึ่งการทานยา

แต่สำหรับอาการปวดท้อง ที่ใครหลายคนคิดว่า ไม่มีอันตรายมาก แต่ทุกครั้งที่เกิดขึ้น ทราบหรือไม่ว่า อาการปวดท้องเหล่านั้น มีสาเหตุมาจากอะไร แล้วถ้าหากเป็นสาเหตุ ที่มีความเสี่ยงอันตรายต่อชีวิต จะสามารถรู้ และป้องกันได้อย่างไร

ปวดท้อง แบบไหนบอกโรค เสี่ยงอันตราย

1. กระเพาะอาหาร

มักมีอาการปวดท้องบริเวณตรงกลาง ปวดเกร็ง ใต้ซี่โครง มีอาการแสบร้อน คลื่นไส้ อาเจียน และเบื่ออาหารร่วมด้วย

2. ไส้ติ่งอักเสบ

มักมีอาการปวดท้องด้านขวา หรือด้านซ้าย มักเริ่มปวดข้างใดข้างหนึ่งก่อน ก่อนเคลื่อนตำแหน่งปวด ไปยังตรงกลางรอบสะดือ แต่ส่วนใหญ่มักมีอาการ ปวดท้องด้านขวา หากใช้มือกดลงไป จะมีอาการเจ็บมาก มักมีไข้ และมีอาการท้องอืด หรือท้องเสียร่วมด้วย

3. ลำไส้แปรปรวน

มักมีอาการปวดท้องมาก สลับกับอาการท้องผูกและท้องเสีย ร่วมกับมีอาการท้องอืด มีแก๊สในท้องมาก ซึ่งโรคลำไส้แปรปรวน ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ว่าเกิดจากสาเหตุใดกันแน่



4. ตับอ่อนอักเสบ

มักมีอาการปวดท้องเฉียบพลัน อย่างรุนแรงตลอดเวลา บริเวณลิ้นปี่ ปวดร้าวไปด้านหลัง เหมือนมีมีดแทง ร่วมกับมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน

5. กระเพาะปัสสาวะอักเสบ

มักมีอาการปวดท้องบริเวณท้องน้อย ปวดแสบ ขัด และมักปวดมากขณะปัสสาวะ ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ ในบางรายอาจปัสสาวะขุ่น มีกลิ่น หรือเป็นเลือด สามารถเกิดขึ้นได้กับทั้งผู้หญิง และผู้ชาย

6. ลำไส้อักเสบ

มักมีอาการปวดเกร็งในช่องท้อง และปวดท้องอย่างรุนแรง เป็นตะคริว ร่วมกับท้องเสีย มีไข้ น้ำหนักลด อ่อนเพลีย ปวดบีบที่ท้อง หากใช้มือกดจะเจ็บมาก

7. มดลูกอักเสบ

มักมีอาการปวดท้องมาก บริเวณท้องน้อย ปวดหน่วงๆร่วมกับปวดเกร็ง ร่วมกับมีอาการตกขาว มีน้ำคาวปลากลิ่นเหม็น ในบางรายอาจมีไข้ร่วม

เพราะอาการปวดท้อง ในแต่ละจุดมักมีอาการร่วม ที่แตกต่างกัน ดังนั้นหากพบว่าตนเอง มีอาการคล้ายคลึง กับความเสี่ยงของโรคดังกล่าว ก็ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อจะได้ทำการป้องกันการลุกลาม และรักษาอย่างถูกวิธี เนื่องจากโรคแต่ละโรค หากไม่ได้รับการรักษาทันเวลา และถูกวิธี ก็อาจส่งผลกระทบ อันตรายเสี่ยงต่อชีวิตได้

เจ็บหน้าอก ความเสี่ยง ที่ควรรู้ เกิดจากสาเหตุใด

บ่อยครั้งที่ใครหลายคนมักมีอาการ เจ็บหน้าอก เกิดขึ้นเฉียบพลัน โดยที่ไม่ทราบสาเหตุ และมักเกิดความวิตกกังวลใจ เกรงว่าจะเป็นอันตรายหรือไม่ ซึ่งโดยปกติอาการเจ็บหน้าอก ก็มีอยู่หลายสาเหตุ ที่อาจเกิดความผิดปกติขึ้น กับอวัยวะของร่างกายบริเวณหน้าอก

บ่อยครั้งที่ใครหลายคนมักมีอาการ เจ็บหน้าอก เกิดขึ้นเฉียบพลัน โดยที่ไม่ทราบสาเหตุ และมักเกิดความวิตกกังวลใจ เกรงว่าจะเป็นอันตรายหรือไม่ ซึ่งโดยปกติอาการเจ็บหน้าอก ก็มีอยู่หลายสาเหตุ ที่อาจเกิดความผิดปกติขึ้น กับอวัยวะของร่างกายบริเวณหน้าอก เช่น ปอด หัวใจ และระบบย่อยอาหาร ฯลฯ

แต่หากว่าเมื่อใด ที่มีอาการเจ็บหน้าอก ที่มีสาเหตุเกิดจาก ความผิดปกติของหัวใจ ก็จะมีอาการอื่นร่วมด้วย ที่สามารถช่วยให้ทราบว่า อาการเจ็บหน้าอกดังกล่าว มีสาเหตุเกิดจาก ความผิดปกติของหัวใจหรือไม่ หรือมีอาการอื่นร่วม ที่เกิดจากสาเหตุอื่นกันแน่

อาการ เจ็บหน้าอก เกิดจากอะไรกันแน่ ?

โรคหัวใจ

อาการ :

– มักมีอาการเจ็บหน้าอก เหมือนถูกแทง

– รู้สึกแน่นและหนัก ปวดร้าวไปยังคอ ขากรรไกร ไหล่ และแขน

– ร่วมกับมีอาการหายใจตื้น หอบเหนื่อย

– เหงื่อออกมาก รู้สึกอ่อนเพลีย ง่วงซึม

– ในบางรายอาจคลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ

สาเหตุ :

เกิดจากเส้นเลือด ที่เลือดไหลผ่านไปเลี้ยงหัวใจตีบหรือตัน ทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจลดลง ซึ่งอาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย ส่งผลทำให้อาจมีอันตราย ทำให้หัวใจวายเฉียบพลันได้ โดยมักเกิดขึ้นกับ บุคคลดังนี้

– ผู้ที่เป็นโรคอ้วน หรือน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน

– ผู้ที่รับประทานอาหาร ที่มีคลอเลสเตอรอลสูง ในปริมาณที่มากเกินกว่าปกติ ติดต่อกันเป็นเวลานาน จนทำให้มีระดับ คลอเลสเตอรอลสูง

– ผู้ที่ไม่ชอบออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ

– ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ฯลฯ

– ผู้ที่สูบบุหรี่

– ผู้สูงอายุ หรือ ผู้ที่มีอายุมาก ตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงสูง

– ผู้ที่คนในครอบครัว มีประวัติป่วยเป็นโรคหัวใจ



โรคปอด

อาการ :

– มักมีอาการเจ็บหน้าอก ร่วมกับมีอาการไอเป็นเลือด และมีเสมหะ

– มีไข้ร่วมด้วย

– มีอาการเจ็บมากเมื่อหายใจ

– หัวใจเต้นเร็ว หอบเหนื่อย

– หายใจลำบาก หายใจมีเสียงผิดปกติ

สาเหตุ :

เกิดจากความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับปอด ส่งผลทำให้ปอด ทำงานได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ โดยความเสี่ยง มักเกิดขึ้นกับบุคคลดังนี้

– เกิดจากปอดติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา

– ผู้ที่สูบบุหรี่ มีความเสี่ยงสูงของการเกิดโรคมะเร็งปอด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง

– ผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ

– ผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมแออัด เต็มไปด้วยฝุ่นละออง ควัน และมลพิษ

– ผู้ที่คลุกคลีอยู่กับ ผู้ป่วยโรคปอดติดเชื้อ

– อุบัติเหตุที่ส่งผลกระทบ ต่อปอดโดยตรง

– ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหลอดลมอักเสบ โรคหืด โรคเอดส์ และโรคถุงลมโป่งพอง ฯลฯ

กรดไหลย้อน

อาการ :

– รู้สึกเจ็บและแน่นหน้าอก ร่วมกับเจ็บบริเวณท้องส่วนบน

– ร่วมกับมีอาการ รู้สึกแสบร้อน เรอเปรี้ยว

– มีอาการท้องอืด รู้สึกไม่สบายท้อง

สาเหตุ :

เกิดจากความผิดปกติของหูรูด ส่วนปลายของอาหาร ที่ส่งผลทำให้กรดในกระเพาะอาหาร ไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหาร ซึ่งมักเกิดขึ้นกับ บุคคลดังนี้

– ผู้ที่เป็นโรคอ้วน หรือ น้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน

– ผู้ที่ทานอาหารมาก และเร็วกว่าปกติ

– ผู้ที่ทานอาหารรสจัด

– ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นประจำ

– ผู้ที่อยู่ในภาวะเครียด หรือเป็นโรคเครียด

– หญิงขณะตั้งครรภ์

สาเหตุอื่นๆ

– เกิดจากอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ บริเวณหน้าอก สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายหนัก หรือทำกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบได้

– เกิดจากความตื่นเต้น กลัว หรือวิตกกังวล มากผิดปกติ

ไม่ว่าอาการเจ็บหน้าอก จะเกิดขึ้นมาจากสาเหตุใดก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง และควรให้ความสนใจอย่างเป็นพิเศษ เพราะไม่ว่าอวัยวะส่วนใดของร่างกาย ก็มีความสำคัญทั้งสิ้น และหากเกิดความผิดปกติขึ้น กับอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่ง ก็อาจส่งผลกระทบ ไปยังอวัยวะส่วนอื่นบริเวณใกล้เคียงได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบร้ายแรงเรื้อรัง และอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ หากพบว่าตนเอง และคนรอบข้างมีอาการผิดปกติ รู้สึกเจ็บหน้าอก โดยไม่ทราบสาเหตุขึ้นเฉียบพลัน หรือเป็นเรื้อรัง ก็ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

ปวดหู 7 สาเหตุ อาการ เสี่ยงอันตราย ที่ควรระวัง

การได้ยินเสียงต่างๆนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญ สำหรับมนุษย์ทุกคน โดยการได้ยินและรับเสียง โดยผ่านรูหู ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่า หูนั้นเป็นอีกสิ่งหนึ่ง ที่ควรต้องดูแลอย่างเป็นพิเศษ และถูกวิธี เพราะหากว่าเมื่อใด เริ่มมีอาการ ปวดหู นั่นกำลังเป็นสัญญาณเตือน บ่งบอกถึงความผิดปกติบางอย่าง ที่กำลังเกิดขึ้นกับหู

การได้ยินเสียงต่างๆนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญ สำหรับมนุษย์ทุกคน โดยการได้ยินและรับเสียง โดยผ่านรูหู ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่า หูนั้นเป็นอีกสิ่งหนึ่ง ที่ควรต้องดูแลอย่างเป็นพิเศษ และถูกวิธี เพราะหากว่าเมื่อใด เริ่มมีอาการ ปวดหู นั่นกำลังเป็นสัญญาณเตือน บ่งบอกถึงความผิดปกติบางอย่าง ที่กำลังเกิดขึ้นกับหู

เพราะรูหูนอกจากจะทำให้เรา ได้ยินเสียงต่างๆแล้วนั้น หูยังมีหน้าที่ในการ รักษาสมดุลให้กับร่างกาย ช่วยในการทรงตัว และทุกส่วนของหู จะทำงานอย่างเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่การรับคลื่นเสียงจากใบหู ที่อยู่ส่วนนอกสุด ไปยังหูส่วนในสุด แล้วส่งข้อมูลไปยังสมอง เพื่อให้สมองแปลงเป็นข้อมูล

 

สาเหตุของอาการ ปวดหู

1. ฝีในหู

มักมีอาการปวดหูมาก และจะปวดเฉพาะข้างที่มีฝี ในบางรายอาจปวดข้างเดียว หรือสองข้าง มีอาการคันหู บวมแดง ร้อน หูอื้อ มีเสียงในหู มีไข้ และหากฝีแตก จะมีหนองกลิ่นเหม็น มีน้ำใสๆ ไหลออกจากรูหู โดยสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจาก เชื้อโรค แบคทีเรีย และเชื้อรา

2. น้ำในหูไม่เท่ากัน

มักมีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน เหงื่อออก ทรงตัวไม่ได้ คลื่นไส้ ได้ยินไม่ชัด และมักมีอาการหูอื้อ รู้สึกหนักหรือหน่วงในหู โดยเกิดจาก ปริมาณของเหลวในหูส่วนใน มีมากกว่าปกติ ส่วนที่มาของสาเหตุ ยังไม่ทราบแน่ชัด

3. หูอักเสบ

อาการหูอักเสบ ของเยื่อแก้วหู และหูชั้นกลาง มักมีอาการรู้สึกหูอื้อ ปวดหู ในบางรายหากมีอาการรุนแรง อาจมีของเหลว หรือน้ำหนองไหลออกมา โดยส่วนใหญ่เกิดจาก แรงกดอากาศ ใช้ของแข็งแคะหู หรือเกิดจากการอักเสบ ที่เชื่อมโยงกับการติดเชื้อ บริเวณโพรงจมูกกับคอหอย เช่น ไซนัสอักเสบ ทอนซิลอักเสบ ฯลฯ



4. เชื้อราในหู

อาการที่แสดง มักมีอาการคันหูมาก ปวดหู หูอื้อ และมักมีขุยสีขาว บริเวณช่องหู สาเหตุส่วนใหญ่ มักพบกับผู้ที่มักชอบว่ายน้ำ หรือ ใช้ของแข็งแคะหู

5. หูอุดตัน

มักมีอาการปวดหู หูอื้อ หรือรบกวนการได้ยิน โดยมักเกิดจาก มีสิ่งแปลกปลอมเข้าหู เช่น แมลง หรือสำลีที่หลุดขณะใช้ก้านสำลีแคะหู และก้อนขี้หูอุดตัน ซึ่งหากพบว่าตนเอง มีอาการดังกล่าว ก็ไม่ควรใช้ของแข็งแคะหู แต่ควรใช้ น้ำมันมะกอก หยดลงในรูหู ทิ้งไว้ประมาณ 5 – 10 นาที แล้วค่อยเอียงหู ให้น้ำมันมะกอกไหลออก แล้วจึงใช้สำลี หรือผ้านิ่มๆ เขี่ยออก อย่างระมัดระวัง

6. ส่วนใกล้เคียงอื่นๆ

อาการปวดหู ในบางรายมักเกิดจาก อาการเจ็บปวด ของส่วนที่เชื่อมโยง หรือใกล้กับบริเวณของหู เช่น อาการปวดฟัน แผลในช่องปาก ขากรรไกรอักเสบ กล่องเสียงอักเสบ ฯลฯ ซึ่งอาจทำให้ปวดร้าว และส่งผลกระทบมายัง บริเวณของหูได้

7. โรคบางชนิด

ในบางรายที่พบว่า มีอาการปวดหู ที่เชื่อมโยงมาจาก การเป็นโรคบางอย่าง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคงูสวัด โรคหวัด โรคภูมิแพ้ และโรคมะเร็ง ฯลฯ

การดูแลสุขภาพหู ด้วยตนเอง

– ควรนอนในท่าที่ไม่กดทับ บริเวณหู

– ควรล้างหู และทำความสะอาดหู ด้วยสมุนไพรธรรมชาติ เช่น น้ำมันมะกอก น้ำขิง น้ำกระเทียม น้ำมันงา และน้ำชา

– ควรออกกำลังกาย หรือยืดเส้นส่วนคอและไหล่เบาๆ

– ใช้การประคบเย็น หรือประคบร้อน เมื่อมีอาการปวดหู

หากเมื่อใด ที่พบว่าตนเอง มีอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับหู ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ก็ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อจะได้รักษาอย่างถูกวิธี และดีที่สุด สำหรับสุขภาพของคุณ และที่สำคัญ ควรดูแลหูอย่างดี ไม่ควรใช้ของแข็งแคะเข้าไป ในรูหู หากต้องการทำความสะอาด ให้ใช้สำลีเช็ดแค่บริเวณด้านนอก ก็เพียงพอแล้ว และควรระมัดระวัง อย่าให้สิ่งแปลกปลอม เข้าในรูหู

ดูแลสุขภาพ ควบคุมอารมณ์ ด้วยนิ้วมือ แบบชาวญี่ปุ่น

เพราะสุขภาพ เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด สำหรับทุกคน จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น สำหรับการ ดูแลสุขภาพ อย่างถูกวิธี โดยเฉพาะวิธีทางธรรมชาติ ย่อมเป็นเรื่องที่ดีที่สุด เรามีวิธีและเทคนิคดีๆ มาแนะนำ เพื่อเป็นประโยชน์ สำหรับผู้ที่ มักมีปัญหาทางด้านสุขภาพร่างกาย และอารมณ์ที่ไม่คงที่

เพราะสุขภาพ เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด สำหรับทุกคน จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น สำหรับการ ดูแลสุขภาพ อย่างถูกวิธี โดยเฉพาะวิธีทางธรรมชาติ ย่อมเป็นเรื่องที่ดีที่สุด เรามีวิธีและเทคนิคดีๆ มาแนะนำ เพื่อเป็นประโยชน์ สำหรับผู้ที่ มักมีปัญหาทางด้านสุขภาพร่างกาย และอารมณ์ที่ไม่คงที่

ทราบหรือไม่ว่า นิ้วมือของเรา เป็นส่วนสำคัญที่มีความเชื่อมโยง กับอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย รวมไปถึงอารมณ์ความรู้สึกบางอย่าง โดยวิธีการบำบัด ดูแลสุขภาพด้วยนิ้วมือนั้น เป็นวิธีการแบบโบราณ ที่ชาวญี่ปุ่นนิยม และได้ใช้ในการรักษา ดูแลสุขภาพร่างกาย มาอย่างยาวนาน

ซึ่งวิธีการรักษา แบบโบราณของชาวญี่ปุ่น เรียกว่า ” Jin Shin Jyutsu ” ที่เป็นวิธีที่ช่วยในการ บำบัดอารมณ์ให้มีความสมดุล โดยการกระตุ้นจุดต่างๆ ของมือ ซึ่งจะทำให้ร่างกาย ได้รับการกระตุ้น เสริมให้สุขภาพร่างกาย และอารมณ์มีความสมดุล และมีสุขภาพที่ดีขึ้น

วิธีการ ดูแลสุขภาพ ด้วยนิ้วมือ

โดยการใช้วิธีนี้ ช่วยให้เกิดผลลัพธ์ที่รวดเร็ว อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้รู้สึกได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที ด้วยวิธีการดังนี้

1. ใช้มือจับบริเวณนิ้วมือให้แน่น และจับไว้อย่างน้อย 3 – 5 นาที

2. หายใจเข้าออกลึกๆ ช้าๆ ติดต่อต่อกัน ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ขณะจับนิ้วมืออยู่

3. หากจับนิ้วมือแน่นครบ 3 – 5 นาทีแล้ว ให้ปล่อยออก

4. แล้วใช้มือค่อยๆนวดเบา ต่ออีกอย่างน้อย 3 – 5 นาที

การเชื่อมโยงของนิ้วมือ กับอวัยวะของร่างกาย

นิ้วหัวแม่มือ

อวัยวะ : ม้าม และกระเพาะอาหาร

ด้านอารมณ์ : ภาวะซึมเศร้า หงุดหงิด และความวิตกกังวล

อาการด้านร่างกาย : ปวดท้อง ปวดศีรษะ



นิ้วชี้

อวัยวะ : ไต และกระเพาะปัสสาวะ

ด้านอารมณ์ : รู้สึกกลัว และเกิดความสับสน

อาการด้านร่างกาย : ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ และมีปัญหาการย่อยอาหาร

นิ้วกลาง

อวัยวะ : ตับ และถุงน้ำดี

ด้านอารมณ์ : โมโห โกรธ

อาการด้านร่างกาย : ปวดศีรษะ ปวดไมเกรน และร่างกายอ่อนเพลีย

นิ้วนาง

อวัยวะ : ปอด และลำไส้ใหญ่

ด้านอารมณ์ : ซึมเศร้า และหวาดกลัว

อาการด้านร่างกาย : ปัญหาทางด้านการหายใจ สภาพผิวมีปัญหา และระบบการย่อยของอาหาร

นิ้วก้อย

อวัยวะ : หัวใจ และลำไส้เล็ก

ด้านอารมณ์ : กังวลใจ ขาดความมั่นใจ

อาการด้านร่างกาย : ปวดคอ มีปัญหาทางด้านหัวใจ และกระดูก

แม้ว่าวิธีการดูแลสุขภาพนี้ จะเป็นวิธีที่นิยมกันมากในญี่ปุ่น ตั้งแต่โบราณ ถึงอย่างไร การรักษาหรือบำบัด ด้วยวิธีนี้ก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อ ของแต่ละบุคคล แต่หากคุณคิดว่า วิธีการแก้ปัญหาด้านสุขภาพ ด้วยวิธีแบบชาวญี่ปุ่นนี้ จะทำให้คุณได้รับประโยชน์ ก็สามารถนำวิธีดังกล่าว ไปใช้ได้ เพื่อช่วยดูแลสุขภาพของคุณ

ปวดขา สัญญาณเตือน 6 สาเหตุ เสี่ยงเกิดโรคร้าย

อาการ ปวดขา เป็นอีกหนึ่งอาการ ที่พบได้บ่อย ในทุกเพศทุกวัย เนื่องจากมีหลายสาเหตุ ซึ่งในบางรายอาจมีอาการเจ็บปวด แต่หายไปเอง ซึ่งนั่นเท่ากับว่าเป็นอาการที่ไม่รุนแรง แต่หากรายใดพบว่า ตนเองมีอาการปวดผิดปกติ เรื้อรัง นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือน ของการเกิดโรค หรือการได้รับผลกระทบ ที่อาจรุนแรง ซึ่งควรได้รับการรักษาโดยเร็ว

อาการ ปวดขา เป็นอีกหนึ่งอาการ ที่พบได้บ่อย ในทุกเพศทุกวัย เนื่องจากมีหลายสาเหตุ ซึ่งในบางรายอาจมีอาการเจ็บปวด แต่หายไปเอง ซึ่งนั่นเท่ากับว่าเป็นอาการที่ไม่รุนแรง แต่หากรายใดพบว่า ตนเองมีอาการปวดผิดปกติ เรื้อรัง นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือน ของการเกิดโรค หรือการได้รับผลกระทบ ที่อาจรุนแรง ซึ่งควรได้รับการรักษาโดยเร็ว

เพราะอาการปวดขา อาจไม่ใช่เพียงแค่ อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อธรรมดา แต่อาจมีสาเหตุมาจาก ความรุนแรง ที่อาจคาดไม่ถึง ซึ่งควรสังเกตุอาการ และพฤติกรรมของตนเอง เพื่อจะได้ทราบสาเหตุ และที่มาอย่างแน่ชัด แล้วจะได้หาวิธีป้องกัน และวิธีรักษาที่ถูกต้อง สำหรับตนเองให้ดีที่สุด

อาการ ปวดขา เกิดจาก ?

1. โรคหลอดเลือดแดงตีบ

อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ผู้ป่วย มักมีอาการปวดบริเวณขา เนื่องจากการไหลเวียนของเลือดไม่ดี ทำให้เลือดไหลเวียน ไปยังกล้ามเนื้อขาได้ไม่สมดุล ทำให้เกิดการขาดออกซิเจน และสารอาหารไปเลี้ยงบริเวณขา โดยสาเหตุส่วนใหญ่ มักมีที่มาจาก ผู้ที่เป็นโรคอ้วน หรือ โรคเครียด

2. โรคลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ

อาการปวดขา จากการอุดตันของหลอดเลือดดำ ในหลอดเลือดแดง มีสาเหตุมาจาก การนั่งติดต่อกัน เป็นระยะเวลานาน จึงทำให้รู้สึกเจ็บปวดบริเวณขา มีอาการบวม และจะรู้สึกเจ็บมากขณะยืนหรือเดิน

3. กล้ามเนื้ออักเสบ

เกิดจากอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ ที่มีสาเหตุมาจากอุบัติเหตุ หรือการหดเกร็งของกล้ามเนื้อบ่อยครั้ง หรือเป็นเวลานาน มักมีอาการปวดขาชา และอ่อนแรง ในบางรายอาจปวดร้าว ไปยังบริเวณสะโพก



4. เอ็นร้อยหวายบาดเจ็บ

อาจมีอาการปวดขา เกิดขึ้นเฉียบพลัน หากพบว่าเอ็นร้อยหวาย เกิดอาการอักเสบ หรือฉีกขาด ส่วนใหญ่มักเกิดจากอุบัติเหตุ การเล่นกีฬา หรือการวิ่งระยะไกล

5. กระดูกหัก

โดยอาจเกิดจาก อุบัติเหตุที่รุนแรง จนทำให้กระดูกบริเวณขา ถูกกระแทกหรือแตกหัก ซึ่งเป็นอาการที่รุนแรง ควรได้รับการรักษา จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที

6. เส้นประสาทถูกกดทับ

ส่วนใหญ่มักมีอาการปวดบริเวณต้นขา รวมไปถึงสะโพก โดยส่วนใหญ่มักเกิดกับ ผู้ที่ทำงานหนัก หรือยกของหนัก เช่น กรรมกรใช้แรงงาน ฯลฯ ซึ่งอาจทำให้มีอาการปวดขา และอาจปวดร้าวบริเวณหลังและเอว ลงมายังบริเวณขา

การป้องกันอาการปวดขา

สำหรับผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง ต่ออาการบาดเจ็บ ที่อาจส่งผลกระทบ ต่ออาการปวดขา ก็ควรหลีกเลี่ยงและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และควรเลือกออกกำลังกาย ให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนเอง ควรยืดกล้ามเนื้อ หลีกเลี่ยงการยืน หรือนั่งเป็นเวลานาน และสำหรับผู้ที่มีอาการปวดขา ที่อาจมีสาเหตุมาจาก อาการเจ็บป่วยหรือโรคเรื้อรัง หรือพบว่าตนเอง มีอาการปวดขาผิดปกติ ก็ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

อาการปวดขา เป็นเรื่องที่ควรตระหนัก เพราะหากพบว่า อาการดังกล่าว เชื่อมโยงกับการบาดเจ็บเรื้อรัง ที่มีความรุนแรง ซึ่งอาจมีแนวโน้ม ส่งผลกระทบไปในระยะยาวได้ หากเมื่อใดที่ทราบว่าตนเอง มีอาการปวดขาเรื้อรัง เป็นระยะเวลานานติดต่อกัน ก็ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

ชุดชั้นใน ทำไมต้องใส่ ใส่ผิดไซส์อันตราย ทำลายสุขภาพจริงเหรอ

เคยคิดกันไหมว่า ทำไมเราต้องใส่ ชุดชั้นใน ก่อนสวมใส่เสื้อผ้าชั้นนอกทับอีกชั้น แล้วหากไม่ใส่จะได้ไหม แล้วจะเกิดอันตราย หรือทำให้เสียสุขภาพหรือไม่ เพราะแม้แต่คนยุคโบราณ ที่ยังไม่มีชุดชั้นใน ก็ยังต้องใช้ผ้าเป็นผืน หรือเป็นชิ้น ในการสวมใส่ โดยการมัดหรือรั้ง ให้เข้าพอดีกับขนาดตัว ของแต่ละบุคคล

เคยคิดกันไหมว่า ทำไมเราต้องใส่ ชุดชั้นใน ก่อนสวมใส่เสื้อผ้าชั้นนอกทับอีกชั้น แล้วหากไม่ใส่จะได้ไหม แล้วจะเกิดอันตราย หรือทำให้เสียสุขภาพหรือไม่ เพราะแม้แต่คนยุคโบราณ ที่ยังไม่มีชุดชั้นใน ก็ยังต้องใช้ผ้าเป็นผืน หรือเป็นชิ้น ในการสวมใส่ โดยการมัดหรือรั้ง ให้เข้าพอดีกับขนาดตัว ของแต่ละบุคคล

แสดงให้เห็นได้ชัดว่า ทำไมคนในยุคนี้ จึงได้มีการพัฒนาชุดชั้นใน หลากหลายรูปแบบ ให้เข้ากับขนาด รูปร่าง และกิจวัตรประจำวัน ของแต่ละบุคคล ที่มักแตกต่างกัน เข้ามาเป็นส่วนสำคัญ อีกอย่างหนึ่ง ของร่างกาย ที่มีความจำเป็น ต้องสวมใส่เสมอ

ทำไมต้องใส่ ชุดชั้นใน ?

– เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บ และอาการอักเสบ ของกล้ามเนื้อ ขณะเคลื่อนไหวร่างกาย ที่อาจเกิดการกระแทก ขณะทำกิจกรรมต่างๆได้

– ช่วยทำให้การทำกิจกรรมต่างๆ ประจำวัน รวมถึงการเคลื่อนไหวร่างกาย ด้วยความเร็ว ได้อย่างกระฉับกระเฉง ว่องไว คล่องตัวมากยิ่งขึ้น

– ช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ จึงสามารถช่วย ลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ บริเวณหลังได้

– ช่วยทำให้รูปร่างกระชับ เข้ารูป สมสัดส่วน



– ช่วยเป็นเกราะป้องกันเชื้อโรค แบคทีเรีย

– ช่วยป้องกันร่างกาย จากสภาพอากาศ และสภาพแวดล้อมต่างๆ เช่น อาการหนาว ฯลฯ

– ช่วยเสริมบุคลิกภาพ ให้ดูดี สุภาพ เมื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม

อันตราย สวมใส่ชุดชั้นในผิดไซส์

แต่หากเมื่อใด ที่คุณสวมใส่ชุดชั้นใน ผิดไซส์ ผิดขนาด ไม่สมสัดส่วนกับร่างกาย อาจเล็กหรือใหญ่เกินไป ก็อาจทำให้ส่งผลเสีย ต่อสุขภาพได้ หากคุณพบว่า ชุดชั้นในที่คุณใส่อยู่นั้น คับแน่น รู้สึกอึดอัด มีรอยแดงบนผิวหนัง ตามขอบของชุดชั้นใน ที่สวมใส่ นั่นก็เป็นสัญญาณ บ่งบอกได้ว่า คุณกำลังสวมใส่ ชุดชั้นในผิดขนาดอยู่ ดังนั้นคุณควรเปลี่ยนชุดชั้นใน เลือกสวมใส่ขนาด ที่พอดีกับตัว ไม่เช่นนั้น อาจส่งผลเสีย ทำลายสุขภาพ แบบทางอ้อมได้ ดังนี้

– ส่งผลทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ หรือเกิดแผล บริเวณผิวหนัง และกล้ามเนื้อ

– ส่งผลต่อระบบการไหลเวียนของเลือด

– ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และเกิดอาการเกร็งกล้ามเนื้อ

– ทำให้เกิดเชื้อรา ผื่นคัน บริเวณผิวหนังได้ง่าย เนื่องจากการสวมใส่ ชุดชั้นในที่แน่นเกินไป ทำให้เกิดการอับชื้นได้ง่าย

– ทำให้เกิดเป็น อาการตกขาว ได้ง่ายสำหรับผู้หญิง

ถึงแม้ว่า การสวมใส่ชุดชั้นใน ผิดขนาดไม่พอดีกับตัว อาจจะส่งผลเสีย ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ที่ไม่ได้รุนแรงมากนัก แต่ก็เป็นเรื่องที่หลายคน ควรใส่ใจ ถึงแม้ว่าจะไม่อันตรายมาก แต่ก็ทำให้เกิดผลกระทบ ในระยะยาวได้เช่นกัน หากพบว่า ผู้ที่สวมใส่ชุดชั้นในผิดขนาด โดยไม่ปรับเปลี่ยน หรือเลือกสวมใส่ ให้มีขนาดที่พอดีกับตัว ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน

งานวิจัย 10 ประเทศ ที่ชีวิตมนุษย์ มีอายุขัยเฉลี่ย สูงสุด

งานวิจัย ใหม่ล่าสุดคาดการณ์ ในอนาคตของชีวิตผู้คนใน 195 ประเทศ และอีกหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งผลที่ได้จากการศึกษา ของสหรัฐอเมริกา ค่อนข้างน่ากลัว เกี่ยวกับการมีอายุขัยเฉลี่ย ที่อยู่บนโลกนี้ของผู้คน

งานวิจัย ใหม่ล่าสุดคาดการณ์ ในอนาคตของชีวิตผู้คนใน 195 ประเทศ และอีกหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งผลที่ได้จากการศึกษา ของสหรัฐอเมริกา ค่อนข้างน่ากลัว เกี่ยวกับการมีอายุขัยเฉลี่ย ที่อยู่บนโลกนี้ของผู้คน

ในปี พ.ศ. 2562 ผู้คนในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 43 ของโลก ที่มีอายุขัยเฉลี่ย 78.7 ปี และมีการคาดหวังว่า ในชีวิตของชาวอเมริกัน จะมีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเพียง 1.1 ปี เป็น 79.8 ปี ในปี พ.ศ.2583 นี่จึงเป็นสาเหตุ ที่ทำให้อายุขัยเฉลี่ย ของผู้คนในสหรัฐอเมริยา พุ่งขึ้นไปอยู่ในอันดับที่ 64

การศึกษาที่ถูกตีพิมพ์ ในวารสารทางการแพทย์ระหว่างประเทศ ( The Lancet ) นำเสนอข้อมูลเชิงลึก ในด้านสถานะสุขภาพ ของประเทศต่างๆทั่วโลก อนาคตของสุขภาพผู้คนทั่วโลก ไม่ได้ถูกจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า และในแต่ละประเทศ ที่ผู้คนมีสุขภาพที่แตกต่าง

สหรัฐอเมริกา คาดหวังว่าชีวิตของผู้คน ในประเทศจีน จะมีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มมากขึ้น ในอีก 2 – 10 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าในปี พ.ศ. 2569 จีนได้ถูกจัดอันดับ ให้อยู่ในอันดับที่ 68 ใน 195 ประเทศ โดยมีอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ 76.3 ปี แต่อย่างไรก็ตาม หากว่าแนวโน้มทางด้านสุขภาพ ยังคงดำเนินได้ดีต่อไป คาดว่าภายปีใน พ.ศ. 2583 อาจทำให้อายุขัยเฉลี่ย ของผู้คนในประเทศจีนเพิ่มขึ้นที่ 81.9 ปี โดยจะถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 39

ซึ่งปัจจุบัน ประเทศญี่ปุ่น ได้ถูกจัดอันดับ ให้อยู่ในอันดับที่ 1 ของโลก ที่มีผู้คนมีอายุขัยเฉลี่ยมากที่สุดที่ 82.9 ปี โดยเริ่มนับจากปี พ.ศ. 2559 และคาดว่าอาจจะลดลง ไปอยู่ในอันดับที่ 2 ในปี พ.ศ. 2583 ซึ่งผู้คนจะมีอายุขัยเฉลี่ยที่ 85.7 ปี

สเปน เป็นอีกหนึ่งประเทศ ที่ปัจจุบันถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 4 ที่ผู้คนจะมีอายุขัยเฉลี่ยที่ 82.9 ปี และคาดว่าผู้คนส่วนใหญ่ จะมีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เกือบ 3 ปี ภายในปี พ.ศ. 2583

งานวิจัย 10 ประเทศ ที่ผู้คนมีอายุขัยเฉลี่ยสูงสุด (คาดการณ์ไว้สำหรับปี 2583)

1. สเปน – 85.8 ปี

2. ญี่ปุ่น – 85.7 ปี

3. สิงคโปร์ – 85.4 ปี

4. สวิสเซอร์แลนด์ – 85.2 ปี

5. โปรตุเกส – 84.5 ปี



6. อิตาลี – 84.5 ปี

7. อิสราเอล – 84.4 ปี

8. ฝรั่งเศส – 84.3 ปี

9. ลักเซมเบิร์ก – 84.1 ปี

10. ออสเตรเลีย – 84.1 ปี

การศึกษาพบว่า สภาวะบางอย่าง ที่ทำให้ชีวิตของผู้คนลดลง และทำให้มีผู้เสียชีวิต ส่วนใหญ่เกิดจาก โรคไม่ติดต่อ รวมไปถึงโรคเบาหวาน โรคปอดอุดกันเรื้อรัง โรคไตเรื้อรัง และโรคมะเร็งปอด ซึ่งเป็นการเตือน ที่ควรระวัง เพราะโรคหลายโรค ถูกเชื่อมโยงกับ การเกิดโรคอ้วน

นักวิจัยกล่าวว่า ปัจจัยด้านสุขภาพ ที่บ่งบอกถึงการเสียชีวิต ก่อนวัยอันควร มากที่สุดได้แก่

โรคความดันโลหิตสูง

– การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

– การสูบบุหรี่

– โรคเบาหวาน

– โรคอ้วน

– มลพิษทางอากาศ

การนำข้อมูล จากการศึกษาดังกล่าว มานำเสนอ โดยคาดว่าทุกประเทศ อาจมีแนวโน้ม ที่จะช่วยทำให้ผู้คนส่วนมาก มีการปรับเปลี่ยน และปรับปรุงระบบสุขภาพ ให้ดีขึ้น ซึ่งอาจมีแนวโน้ม ที่จะทำให้มีอายุขัยเฉลี่ย เพิ่มมากขึ้น

ไก่ ทำให้คนป่วย เตือนอันตราย เสี่ยงเสียชีวิต

ซัลโมเนลลา ( Salmonella ) เป็นเชื้อแบคทีเรีย ที่พบบ่อยใน ไก่ และสัตว์เกือบทุกชนิด รวมถึงมนุษย์ด้วย เจริญเติบโตได้ดี ในอุณหภูมิประมาณ 37 – 45 องศาเซลเซียส ซึ่งเชื้อแบคทีเรีย ไม่สามารถทนต่อความร้อนได้ ที่อุณหภูมิประมาณ 55 – 60 องศาเซลเซียส

ซัลโมเนลลา ( Salmonella ) เป็นเชื้อแบคทีเรีย ที่พบบ่อยใน ไก่ และสัตว์เกือบทุกชนิด รวมถึงมนุษย์ด้วย เชื้อสามารถเจริญเติบโตได้ดี ในอุณหภูมิประมาณ 37 – 45 องศาเซลเซียส ซึ่งเชื้อแบคทีเรีย ไม่สามารถทนต่อความร้อนได้ ที่อุณหภูมิประมาณ 55 – 60 องศาเซลเซียส

ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรีย ที่มีอันตรายต่อ ระบบทางเดินอาหาร ซึ่งมีความรุนแรงถึงชีวิตได้ หากพบว่าเชื้อได้แพร่เข้าสู่กระแสเลือด และเยื่อหุ้มสมอง และที่น่ากังวลคือ มนุษย์ที่ได้รับเชื้อ สามารถเป็นพาหนะ แพร่เชื้อไปสู่คนอื่นได้

โรคซัลโมเนลลา ถือได้ว่าเป็นโรคที่อันตราย อีกชนิดหนึ่ง เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้ มีผู้เสียชีวิตมาแล้ว มากกว่า 5 ล้านรายทั่วโลก

ไก่

อาการของโรคซัลโมเนลลาจาก ไก่ และสัตว์อื่น

มีอาการท้องร่วง คลื่นไส้ อาเจียน และปวดท้องนานประมาณ 12 – 72 ชั่วโมง หลังจากได้รับเชื้อแบคทีเรีย และอาการเจ็บป่วย จะมีอาการประมาณ 4 – 7 วัน ซึ่งคนส่วนใหญ่ สามารถฟื้นตัวได้โดยไม่ได้รับการรักษา แต่สำหรับผู้สูงอายุ และทารก มีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ จึงมีความเสี่ยงมากกว่า ซึ่งควรต้องได้รับการรักษา ในโรงพยาบาล

ซึ่งการแพร่เชื้อ โดยผ่านทางสัตว์มายังมนุษย์ โดยการปนเปื้อนมากับน้ำ และอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ดิบ ปรุงไม่สุก จึงทำให้ผู้ที่รับประทานอาหารนั้นเข้าไป ได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายโดยเร็ว



ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ควรระวัง ในการเลือกทานเนื้อสัตว์ ที่ควรเลือกทานแต่เนื้อที่ปรุงสุก สะอาด และควรเลือกซื้อเนื้อสัตว์ จากแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือสูง มั่นใจว่าปลอดภัยจากเชื้อแบคทีเรีย และ ควรล้างมือก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง

สิ่งที่สำคัญ อีกอย่างหนึ่งคือ คนส่วนใหญ่มักชอบหยิบอาหาร ที่ตกไปยังพื้น หรือบนโต๊ะ กลับมาทานอีก เพราะคิดว่าไม่กี่วินาที เชื้อโรคคงยังไม่มี ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ เพราะเชื้อแบคทีเรีย สามารถปนเปื้อนในอาหาร ได้อย่างรวดเร็ว เพียงไม่ถึง 5 วินาทีด้วยซ้ำ

กล้วย ช่วยลดอาการปวดขา ป้องกันการสูญเสียกระดูก

กล้วย เป็นผลไม้ในตำนาน ที่ได้ชื่อว่าเป็นผลไม้ ที่มีโพแทสเซียมสูง เป็นอีกหนึ่งในผลไม้ ที่ได้รับการยอมรับ ในหลายกลุ่มคนทั่วโลก ในการเลือกรับประทาน เพราะกล้วยสามารถทานได้ตั้งแต่ เด็กไปจนถึงวัยผู้ใหญ่

กล้วย เป็นผลไม้ในตำนาน ที่ได้ชื่อว่าเป็นผลไม้ ที่มีโพแทสเซียมสูง เป็นอีกหนึ่งในผลไม้ ที่ได้รับการยอมรับ ในหลายกลุ่มคนทั่วโลก ในการเลือกรับประทาน เพราะกล้วยสามารถทานได้ตั้งแต่ เด็กไปจนถึงวัยผู้ใหญ่

ซึ่งปัจจุบันกล้วย ได้ถูกนำมาแปรรูป เพื่อให้ทานได้ง่าย เช่น กล้วยฉาบ กล้วยอบ กล้วยตาก ฯลฯ และยังถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่ง ในอาหารคาว และอาหารหวาน หลากหลายชนิด

กล้วย

กล้วย ให้ประโยชน์อย่างไร?

อย่างที่ทราบกันว่า กล้วยมีโพแทสเซียมสูง จึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด ที่จะบอกว่ากล้วยนั้น ช่วยลดอาการปวดขา ช่วยป้องกันขาเกิดตะคริว ช่วยลดอาการกล้ามเนื้อกระตุก และช่วยลดอาการปวดของกล้ามเนื้อ ตามส่วนต่างๆของร่างกาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สถาบันการแพทย์กล่าวว่า ” ผู้ใหญ่ควรได้รับโพแทสเซียมอย่างน้อย 4,700 มิลลิกรัม / วัน เพื่อช่วยลดความดันโลหิต ลดความเสี่ยงของโรคนิ่วในไต และลดการสูญเสียกระดูก”

หากคุณพบว่า ตัวคุณเองมักมีอาการปวดขาบ่อยครั้ง นั่นอาจเป็นเพราะร่างกายของคุณ กำลังขาดโพแทสเซียมอยู่ เพราะการขาดโพแทสเซียม ส่งผลทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง และ เกิดตะคริวได้ง่าย และไม่เพียงแต่ การขาดโพแทสเซียมเท่านั้น การที่ร่างกายขาดแคลเซียม และแมกนีเซียม ก็ส่งผลต่ออาการปวดขา ได้เช่นกัน

และที่สำคัญพบว่า ร่างกายที่ขาดแร่ธาตุ แมกนีเซียม แคลเซียม และโพแทสเซียม จะส่งผลทำให้ขาดเลือด ไปเลี้ยงเส้นประสาท ภายในกระดูกสันหลัง หรือกล้ามเนื้อขา จึงส่งผลทำให้ เกิดอาการปวดเมื่อย อ่อนล้ามากกว่าปกติ ซึ่งสารอาการดังกล่าว พบมากและรวมอยู่ในกล้วย



และกล้วยยังเป็นผลไม้ อีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีที่สุด และได้รับความนิยมไปทั่วโลก สำหรับการทานเป็นอาหารว่าง ก่อนออกกำลังกาย เพราะอร่อย มีคุณค่าทางโภชนาการ อุดมไปด้วยสารอาหาร ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย มีเส้นใยสูง และแคลอรี่ต่ำ ช่วยทำให้ทานแล้วอิ่มนาน อีกทั้งยังช่วยลดน้ำหนัก เพราะมีฤทธิ์ช่วยเพิ่มการเผาผลาญ และในกล้วยมีคาร์โบไฮเดรตชนิดที่ดี จึงสามารถช่วยฟื้นฟูร่างกาย ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ที่อาจได้รับความเสียหาย

รู้ถึงประโยชน์มากมาย ของกล้วยกันไปแล้ว อย่าลืมเลือกกล้วย ไว้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือก สำหรับอาหารมื้อว่างด้วยนะคะ เพราะหาซื้อได้ง่าย ราคาถูก แต่ประโยชน์นั้นมากกว่า คุ้มเกินราคาที่จ่ายไป และอย่าลืมออกกำลังกาย ควบคู่ไปด้วยนะคะ เพราะจะยิ่งทำให้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ให้ระบบการทำงานของร่างกาย ทำงานได้อย่างสมดุล

ภาวะซึมเศร้า หลังคลอด ความเสี่ยงอันตราย ที่คุณแม่ต้องรู้

ภาวะซึมเศร้า ของคุณแม่หลังคลอด เป็นเรื่องที่คุณแม่เอง และคนในครอบครัว ควรให้ความสนใจ และศึกษาเตรียมรับมือ กับภาวะซึมเศร้าหลังหลอดนี้ให้ได้ เพราะหากเพิกเฉย ไม่ให้ความสนใจ ก็อาจจะส่งผลเสีย ไปยังตัวคุณแม่ และเด็กได้โดยไม่รู้ตัว เนื่องจากภาวะซึมเศร้าหลังคลอด มีความรุนแรง ที่อาจส่งผลอันตราย ต่อการเสียชีวิตได้

ภาวะซึมเศร้า ของคุณแม่หลังคลอด เป็นเรื่องที่คุณแม่เอง และคนในครอบครัว ควรให้ความสนใจ และศึกษาเตรียมรับมือ กับภาวะซึมเศร้าหลังหลอดนี้ให้ได้ เพราะหากเพิกเฉย ไม่ให้ความสนใจ ก็อาจจะส่งผลเสีย ไปยังตัวคุณแม่ และเด็กได้โดยไม่รู้ตัว เนื่องจากภาวะซึมเศร้าหลังคลอด มีความรุนแรง ที่อาจส่งผลอันตราย ต่อการเสียชีวิตได้

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด หรือที่เรียกว่า ” baby blues ” เป็นอาการที่เชื่อมโยงมาจาก การเจ็บปวดของมารดาหลังคลอด โดยมีการวิจัยใหม่ล่าสุด ชี้ให้เห็นว่า คนส่วนใหญ่ตระหนัก และนึกถึงแต่อาการ เจ็บปวดขณะคลอดบุตร แต่มักไม่ได้ใส่ใจ กับอาการเจ็บปวดหลังคลอด ที่เป็นเรื่องจริง ที่เกิดขึ้นกับคุณแม่ทั้งหลาย ที่มักประสบกับ ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด โดยไม่รู้ตัว และคาดว่าจะมีความรุนแรง และยาวนานมากขึ้น

– มีความรู้สึกหดหู่ และสิ้นหวัง

– รู้สึกอยากฆ่าตัวตาย และทำร้ายเด็ก หรืออยากฆ่าเด็ก

– มีความรู้สึกวิตกกังวล ระแวง

– รู้สึกโดดเดี่ยว รู้สึกอยู่คนเดียว ไม่มีใครเคียงข้าง ไม่ค่อยมีความสุข

– มีอาการเศร้า ร้องไห้โดยไม่ทราบสาเหตุ

– รู้สึกผิด โทษตัวเอง เสียใจ

– รู้สึกเหนื่อย หมดแรง

– รู้สึกเครียด โมโหง่าย หงุดหงิด สับสน



สาเหตุภาวะซึมเศร้าหลังคลอด

– เกิดจากอาการ บาดเจ็บของแผลหลังคลอด รู้สึกเจ็บปวด

– การนอนพักผ่อนน้อย นอนหลับไม่เต็มที่

– การเลี้ยงลูกโดยลำพัง

– เกิดจากปัญหาอื่นๆ เช่น เรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องการให้นมบุตร ฯลฯ

– การไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ จากครอบครัว คนรอบข้าง โดยเฉพาะสามี

– ปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่อาจรบกวน เช่น เสียงดังรบกวน กลิ่นเหม็น ฯลฯ

– เกิดจากอาการเจ็บป่วยของคุณแม่ เช่น โรคเครียด โรคซึมเศร้า

– เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของผิว และรูปร่าง ที่ทำให้คุณแม่ผิดหวัง หวาดกลัวสามีไม่สนใจ

– การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ที่กำลังปรับตัว

วิธีลดความเสี่ยง

– ควรเตรียมร่างกายให้พร้อม ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ระหว่าง และหลังคลอด โดยการเลือก รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และควรออกกำลังกาย ให้เหมาะสมในแต่ละช่วง

– ควรนอนพักผ่อนให้มาก นอนให้ได้มากที่สุด

– ขณะเลี้ยงลูก ควรพบปะและพูดคุยกับผู้อื่นบ้าง จะได้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว

– ควรผ่อนคลาย ไม่ควรเครียดมากเกินไป

– คนรอบข้าง โดยเฉพาะสามี ควรดูแลและเอาใจใส่ คุณแม่อย่างใกล้ชิด คอยให้คำปรึกษา และเป็นผู้ช่วยในการเลี้ยงดูลูก

วิธีการรักษา

– โดยทางการแพทย์ มีวิธีการรักษา โดยส่วนใหญ่ด้วยวิธีดังนี้ เช่น ใช้ยารักษา จิตบำบัด ฯลฯ

สิ่งที่สำคัญ จากผลการสำรวจล่าสุด พบว่าผู้หญิงจำนวนมาก ที่มีภาวะซึมเศร้าหลังคลอด ไม่ต้องการความช่วยเหลือ ทางด้านการแพทย์เลย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก และหากคุณพบว่า ตัวคุณเองมีอาการคล้ายคลึง กับอาการภาวะซึมเศร้าหลังคลอด ก็ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ เพื่อจะได้หาวิธีในการรักษา ที่ดีที่สุด สำหรับคุณ