เบิร์นไขมัน ด้วยผักผลไม้ 8 อย่าง ช่วยเผาผลาญ ลดไขมัน

การเลือกทานอาหาร ที่ช่วยในการ กระตุ้นการเผาผลาญ และ เบิร์นไขมัน เป็นเรื่องที่ใครหลายคน ควรต้องพิถีพิถัน ในการเลือก เป็นอย่างมาก เพราะหากเลือกทานแบบผิดๆ นอกจากจะส่งผลเสีย ต่อสุขภาพแล้ว ยังทำให้ไขมันชนิดเลว ไปสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

การเลือกทานอาหาร ที่ช่วยในการ กระตุ้นการเผาผลาญ และ เบิร์นไขมัน เป็นเรื่องที่ใครหลายคน ควรต้องพิถีพิถัน ในการเลือก เป็นอย่างมาก เพราะหากเลือกทานแบบผิดๆ นอกจากจะส่งผลเสีย ต่อสุขภาพแล้ว ยังทำให้ไขมันชนิดเลว ไปสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

เคล็ดลับดีๆ ที่นำมาบอกต่อ เป็นการเลือกทาน ผักและผลไม้ ที่มีส่วนช่วยในการ กระตุ้นการเผาผลาญไขมัน ได้เป็นอย่างดี ที่เหล่าบรรดาสาวๆ หรือ ใครที่ต้องการ มีรูปร่างที่ดี หุ่นสวย ไม่ว่าจะสวมใส่เสื้อผ้า แบบไหน ก็ทำให้ดูดีได้เสมอ

ผักและผลไม้ช่วย เบิร์นไขมัน

1. บลูเบอร์รี่

เป็นผลไม้ ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง มีฤทธิ์ช่วยกระตุ้น การเผาผลาญ ป้องกันการสะสมของ ไขมันในร่างกาย ได้เป็นอย่างดี

2. กะหล่ำปลี

เนื่องจากกะหล่ำปลี มีสารอาหาร ที่มีฤทธิ์ช่วยในการ ลดคลอเลสเตอรอลในเลือด และช่วยลดน้ำหนัก ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากนำกะหล่ำปลี มาลวกให้สุก แล้วนำมาทาน แทนมื้ออาหาร

3. ทับทิม

ในทับทิม มีสารอาหาร ที่มีฤทธิ์ช่วยป้องกัน และ ลดการสะสมไขมันในเลือด อีกทั้งยังช่วย กำจัดความหิวอาหารอีกด้วย และทับทิม ยังอุดมไปด้วยสารอาหาร ที่สามารถช่วย ในการเผาผลาญ จึงทำให้สามารถ ช่วยลดการเกิด โรคอ้วน ทำให้น้ำหนัก มีความสมดุล



4. มะพร้าว

มะพร้าว เป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่ง ที่ช่วยทำให้อิ่มนาน อีกทั้งยังมีส่วนในการ กระตุ้นการเผาผลาญพลังงาน ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

5. กล้วยหอม

หากเลือกทาน กล้วยหอม ที่ไม่สุกมาก จะทำให้อิ่มนาน ลดความอยากกิน ของหวาน ขนม ลงไปได้ และ ยังทำให้กินแล้ว รู้สึกอิ่ม สามารถทานแทนมื้ออาหารได้ อีกทั้งกล้วยยังมีไฟเบอร์สูง ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6. มะนาว

มีสรรพคุณ ที่ช่วยในการเผาผลาญ และเบิร์นไขมัน ได้เป็นอย่างดี เพราะมะนาวมีสารอาหาร ที่มีฤทธิ์ ช่วยในการป้องกัน และลดการสะสม ของไขมัน ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ช่วยควบคุมน้ำหนัก ไม่ให้เพิ่มมากขึ้นได้

7. กระเทียม

หากเลือกทานกระเทียม แบบดิบ วันละ 2 – 3 กลีบ จะช่วยทำให้ เกิดการกระตุ้น ระบบเผาผลาญ ให้ทำงานดีขึ้น อีกทั้งกระเทียม ยังมีฤทธิ์ช่วยให้ น้ำตาลในเลือด ทำงานได้อย่างสมดุล และยังมีการศึกษาพบว่า ผู้ที่กินกระเทียมเป็นประจำ จะช่วยลดคลอเลสเตอรอล ได้ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ เลยทีเดียว

8. แอปเปิ้ลเขียว

เป็นผลไม้ มีมีกากใย และไฟเบอร์สูง มีฤทธิ์ช่วยเร่งอัตรา การเผาผลาญไขมัน ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง ยังเป็นผลไม้ชนิดที่ มีน้ำตาลน้อย มากกว่าแอปเปิ้ลแดง ทานแล้วจะทำให้ รู้สึกอิ่มนาน

อย่างหุ่นสวย สุขภาพดี ก็ต้องมีวินัยด้วยนะคะ หากเลือกทาน ผักและผลไม้ ที่ช่วยในการ กระตุ้นการเผาผลาญแล้ว ก็ควรเลือก ออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอด้วยนะคะ ที่สำคัญก็ควรเลือกทานอาหาร ให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่พอดี กับร่างกายด้วย เพื่อจะได้มีหุ่นสวย ควบคู่ไปกับ สุขภาพที่ดี อย่างยั่งยืน

สุขภาพจิต 5 พฤติกรรมแฝง เสี่ยงทำลาย จิตพัง

สุขภาพจิต อีกหนึ่งที่มีความสำคัญ ไม่น้อยกว่าสุขภาพกาย เชื่อไหมว่า ปัจจุบัน มีกลุ่มคนทั่วโลก ที่กำลังประสบกับปัญหา ทางด้านสุขภาพจิต โดยที่ไม่รู้ตัว อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ ที่อาจส่งผลกระทบโดยตรง ไปในระยะยาวได้ การมีสุขภาพจิตที่แย่ อาจนำไปสู่ปัญหาต่างๆ ที่อาจตามมา ซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่อง ไม่ร้ายแรงนัก แต่ก็เป็นเรื่องที่ ไม่ควรละเลย และควรตระหนัก เป็นอย่างมาก

สุขภาพจิต อีกหนึ่งที่มีความสำคัญ ไม่น้อยกว่าสุขภาพกาย เชื่อไหมว่า ปัจจุบัน มีกลุ่มคนทั่วโลก ที่กำลังประสบกับปัญหา ทางด้านสุขภาพจิต โดยที่ไม่รู้ตัว อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ ที่อาจส่งผลกระทบโดยตรง ไปในระยะยาวได้ การมีสุขภาพจิตที่แย่ อาจนำไปสู่ปัญหาต่างๆ ที่อาจตามมา ซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่อง ไม่ร้ายแรงนัก แต่ก็เป็นเรื่องที่ ไม่ควรละเลย และควรตระหนัก เป็นอย่างมาก

มีหลายกลุ่มคน ที่คิดว่าสิ่งที่ตนเอง ทำอยู่นั้น เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ที่ช่วยทำให้สุขภาพจิตดี แต่นั่นอาจ ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เพราะสิ่งเหล่านั้น อาจส่งผลกระทบ อย่างรุนแรง ต่อสุขภาพจิตได้ ในระยะยาว

พฤติกรรมเสี่ยงทำลาย สุขภาพจิต

1. การสังสรรค์ และ การดื่มสุรา

มีการศึกษาพบว่า ผู้ที่มักบอกกับตนเองว่า ต้องการสังสรรค์ และดื่มสุรา เพื่อคลายความเครียด หรือต้องการ ลืมความทุกข์นั้น แท้จริงแล้ว พวกเขาเหล่านั้น กลับมีความเครียด ความวิตกกังวล และ ตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า ในระดับที่สูง มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับผู้ที่ ไม่ได้ดื่มสุราเลย

2. การทำงานอยู่ที่บ้าน

เนื่องด้วยยุคปัจจุบัน อีกอาชีพหนึ่ง ที่มีคนหลายกลุ่ม ที่ต้องทำงานอยู่ที่บ้าน โดยการอาศัย เทคโนโลยี เป็นตัวช่วย ซึ่งดูเหมือนเป็นวิธี ที่ดีที่สุด เพราะไม่ต้องมี การรบกวน จากเพื่อนร่วมงาน หรือต้องพบเจอกับหัวหน้า และบุคคลที่คอยวุ่นวาย อยู่เสมอๆ

แต่นั่น อาจไม่ได้เป็น อย่างที่หลายคนคิด เพราะมันอาจเป็นกับดัก ที่ส่งผลทำลายสุขภาพจิต ของพวกเขาเหล่านั้นได้ เนื่องจากพวกเขา อาจไม่ได้พบปะผู้คน หรือ ออกมาจากบ้านเลย ซึ่งต้องพบเจอ กับสภาพแวดล้อมเดิมๆ และเริ่มห่างออกจาก สังคมและกลุ่มเพื่อน ออกไปเรื่อยๆ ทำให้บางครั้ง รู้สึกเบื่อหน่ายได้



3. การช็อปปิ้ง ซื้อของ

มีหลายคน ที่เลือกช็อปปิ้ง ซื้อของตามความต้องการ เพื่อผ่อนคลายความเครียด ซึ่งดูเหมือนจะดี ทำให้รู้สึกดี แต่นั่น ก็เป็นเพียงสิ่งที่ช่วย ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่อาจส่งผลเสีย ไปในระยาวได้ สำหรับบางราย ที่อาจติดกับดัก โดยการเลือกซื้อของ โดยใช้บัตรเครดิต ซึ่งนั่น ยิ่งอาจทำให้ความเครียด และความวิตกกังวล เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากจะมีหนี้ก้อนโต ที่เพิ่มขึ้นมาภายหลัง

4. การรับประทานอาหาร

ในบางราย มักเลือกวิธีการกิน เพื่อคลายความเครียด โดยเลือกกิน แต่อาหารที่ชอบ ขนมหวาน ที่ไม่มีประโยชน์ ต่อสุขภาพเลย เช่น เค้ก ไอศครีม อาหารฟาสต์ฟู้ด ฯลฯ ที่ช่วยทำให้ มีความสุขเพียงชั่วคราว

แต่คนส่วนใหญ่ มักมีปัญหา วิตกกังวล กับปัญหาน้ำหนักเพิ่ม ตามมาภายหลัง และสำหรับบางราย ที่มักทานมากเป็นประจำ ก็จะเกิดปัญหา โรคอ้วน และโรคอื่นๆ ตามมา ยิ่งจะทำให้ ความเครียด ความวิตกกังวล เพิ่มมากขึ้น ยิ่งกว่าเดิม

5. การเลือกใช้อุปกรณ์เทคโนโลยี

หลายครั้งที่คนส่วนมาก เลือกที่จะจดจ่อ อยู่กับอุปกรณ์มือถือ หรือคอมพิวเตอร์ ของตนเอง เพื่อสร้างความบันเทิงต่างๆ ให้กับตนเอง มีการติดต่อพูดคุย กับเพื่อนทางโซเซียล

แต่อย่าลืมว่านั่น ไม่ได้เป็นตัวช่วย ให้การติดต่อพูดคุย กับเพื่อน โดยการสื่อถึงความรู้สึกจริงๆ มากไปกว่า การได้พูดคุย การมีปฏิสัมพันธ์ แบบตัวต่อตัว ซึ่งอาจมีผลเสียตามมา ที่อาจทำลายสุขภาพจิตได้ โดยในบางครั้ง กลุ่มบุคคลเหล่านี้ มักจะรู้สึกเหงา และโดดเดี่ยว

แต่อย่างไรก็ตาม หากบุคคลแต่ละกลุ่ม เลือกที่จะ จัดระเบียบการใช้ชีวิต แบ่งเวลาในการดำเนินชีวิต ให้ถูกวิธี เลือกนอนหลับ พักผ่อนให้เพียงพอ เลือกรับประทานอาหาร ที่ดีต่อสุขภาพ และออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ ก็จะมีส่วนในการ ช่วยดูแลสุขภาพจิต ให้มีสุขภาพที่ดี ลดภาวะความตึงเครียด และภาวะซึมเศร้าได้

ฝี ดาษ อาการที่ควรเฝ้าระวัง เชื้อร้ายที่กำลัง จะกลับมา

ฝี ดาษ หรือ ไข้ทรพิษ เป็นเชื้อไวรัส ที่พบได้ยากในปัจจุบัน เป็นเชื้อที่แพร่กระจาย จากสัตว์มาสู่มนุษย์ และเป็นโรคที่ ไม่มีวัคซีนในการรักษา โดยส่วนใหญ่จะหายไปเอง แต่ถึงแม้ว่า เชื้อจะพบได้ยาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เชื้อได้สูญหายไปแล้วจากโลก เพียงแต่จะพบได้ใน แหล่งที่มีความเสี่ยงสูง เช่น กลุ่มทหาร จากอาวุธชีวภาพ

ฝี ดาษ หรือ ไข้ทรพิษ เป็นเชื้อไวรัส ที่พบได้ยากในปัจจุบัน เป็นเชื้อที่แพร่กระจาย จากสัตว์มาสู่มนุษย์ และเป็นโรคที่ ไม่มีวัคซีนในการรักษา โดยส่วนใหญ่จะหายไปเอง แต่ถึงแม้ว่า เชื้อจะพบได้ยาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เชื้อได้สูญหายไปแล้วจากโลก เพียงแต่จะพบได้ใน แหล่งที่มีความเสี่ยงสูง เช่น กลุ่มทหาร จากอาวุธชีวภาพ

และขณะนี้มีรายงานว่า มีชาวอังกฤษที่ป่วย และคาดว่า อาจเป็นการป่วย ที่มาจาก ไข้ทรพิษจากโรคฝีดาษ ที่ได้รับการแพร่เชื้อ มาจากผู้ที่เดินทาง มาจากไนจีเรีย แต่สำหรับประเทศไทย ยังไม่มีรายงาน การได้รับเชื้อนี้ ซึ่งมีบันทึกไว้ว่า ประเทศไทย เคยมีโรคฝีดาษ ระบาดรุนแรง ครั้งสุดท้าย เมื่อปี พ.ศ. 2504

อาการของโรค ฝี ดาษ

– มีอาการเป็นไข้

ปวดศีรษะ อาเจียน

– มีอาการชัก และหมดสติ

– ต่อมน้ำเหลืองบวมโต



– อ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง

– มีอาการปวดหลัง อย่างรุนแรง

– ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

– มีผื่นแดงขึ้น โดยเฉพาะใบหน้า แขนและขา

– มีผื่นลุกลาม จนเกิดเป็นแผล

ถึงแม้ว่า ปัจจุบันจะไม่มีวัคซีน ในการรักษาโรคฝีดาษ เพราะปัจจุบัน วัคซีนป้องกันมีไว้ สำหรับเฉพาะกับหน่วยทหาร หรือผู้ที่ทำงาน ที่มีความเสี่ยงสูง ในการได้รับเชื้อเท่านั้น แต่สำหรับหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยเอง ก็มีวิธีป้องกัน โดยการปลูกฝี บริเวณแขน ซึ่งถือได้ว่า ค่อนข้างมีความปลอดภัยสูง ในการป้องกันโรคฝีดาษ

ฝี
ฝี

โรคฝีดาษ โดยส่วนใหญ่ เป็นภาวะที่ไม่รุนแรง ในผู้ใหญ่มากนัก ซึ่งสามารถหายได้เอง แต่อาจมีผลกระทบ ที่รุนแรง หากพบเชื้อโรคฝีดาษ ในเด็กเล็ก

แต่อย่างที่กล่าวไปว่า โรคฝีดาษ เป็นโรคที่พบได้ยาก แล้วเชื้อถูกส่งผ่าน จากสัตว์มายังมนุษย์ แต่การแพร่กระจายเชื้อ จากมนุษย์สู่มนุษย์ ก็เป็นเรื่องที่ มีโอกาสเสี่ยงเช่นกัน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ควร เฝ้าระวัง เพราะโรคนี้ เคยมีผู้ที่ได้รับเชื้อ แล้วเสียชีวิต อีกทั้งเชื้อ ยังสามารถแพร่กระจาย ไปในทางอากาศ ได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าตอนนี้ โรคฝีดาษ จะยังไม่พบหรือ แพร่กระจายในประเทศไทย ก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องควรเฝ้าระวัง โดยเฉพาะการแพร่ของเชื้อ จากนักเดินทาง หรือ นักท่องเที่ยว ที่เดินทางกลับมาจาก แหล่งที่มีเชื้ออยู่มาก เช่น ไนจีเรีย ที่พบว่าในเดือนกันยายน 2560 ไนจีเรีย ประสบกับปัญหา การระบาดของโรคฝีดาษ อย่างหนัก

เส้นเลือดขอด 9 สาเหตุ อาการ อันตราย เสี่ยงเสียชีวิต

เส้นเลือดขอด เป็นอาการที่มองดูแล้ว ไม่น่าจะมีอันตรายร้ายแรง แต่อย่างใด แต่ทราบหรือไม่ว่า หากมีอาการเส้นเลือดขอด แล้วปล่อยทิ้งไว้ เป็นเวลานาน ไม่ทำการรักษา สามารถทำให้ เกิดภาวะแทรกซ้อน ที่เสี่ยงอันตราย ต่อสุขภาพร่างกาย ซึ่งมีอันตรายมาก อาจทำให้เสี่ยง ต่อการเสียชีวิตได้

เส้นเลือดขอด เป็นอาการที่มองดูแล้ว ไม่น่าจะมีอันตรายร้ายแรง แต่อย่างใด แต่ทราบหรือไม่ว่า หากมีอาการเส้นเลือดขอด แล้วปล่อยทิ้งไว้ เป็นเวลานาน ไม่ทำการรักษา สามารถทำให้ เกิดภาวะแทรกซ้อน ที่เสี่ยงอันตราย ต่อสุขภาพร่างกาย ซึ่งมีอันตรายมาก อาจทำให้เสี่ยง ต่อการเสียชีวิตได้

เส้นเลือดขอด ( Varicose Veins ) เกิดจากความผิดปกติ ของหลอดเลือดดำ ที่อยู่ใกล้บริเวณชั้นผิวหนัง มีการขยายตัว จนทำให้เส้นเลือดบวม และโป่งพอง จากการคั่งค้าง ของเลือด ที่ไหลย้อนกลับมา โดยไม่สามารถลำเลียงเลือด เข้าสู่หัวใจได้ตามปกติ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ กับอวัยวะหลายส่วน ของร่างกาย แต่โดยส่วนใหญ่ มักพบมาก บริเวณขาและน่อง

อาการของ เส้นเลือดขอด

1. มีเส้นเลือดโป่งพอง นูนออกมา มีลักษณะเป็นสีม่วงเข้ม หรือสีฟ้า เกิดขึ้นบริเวณขาและน่อง

2. ในบางราย อาจมีอาการปวดเมื่อย บริเวณขาและน่อง แต่อาจไม่มี เส้นเลือดโป่งพอง ออกมาให้เห็น ได้ชัดเจน

3. มีอาการเจ็บกล้ามเนื้อ บริเวณขาและน่อง โดยเฉพาะขณะยืน หรือนั่ง



4. มีอาการคัน บริเวณเส้นเลือดขอด

5. มีอาการ เป็นตะคริวบ่อยครั้ง

6. ผิวหนังบริเวณเส้นเลือดขอด อาจมีสีแดง

7. ในบางราย หากมีอาการรุนแรง มักจะมีเลือดออก แสบร้อน และเกิดแผล บริเวณเส้นเลือดขอด

สาเหตุของเส้นเลือดขอด

1. ผู้ที่ต้องยืน หรือนั่ง ติดต่อกันเป็นเวลานาน

2. ผู้หญิงที่ใส่รองเท้าส้นสูง เดินและยืน ติดต่อกันเป็นเวลานาน

3. ผู้ที่มีน้ำหนัก เกินเกณฑ์มาตรฐาน หรือ เป็นโรคอ้วน

เส้นเลือดขอด
เส้นเลือดขอด

4. ผู้ที่มีโรคประจำตัว บางอย่าง เช่น โรคมะเร็ง ฯลฯ

5. เกิดจากพันธุกรรม ผู้ที่คนในครอบครัว มีประวัติเป็น โรคเส้นเลือดขอด

6. ผู้สูงอายุ หรือ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป อาจมีผลมาจาก การเสื่อมสภาพ ของร่างกาย

7. ผู้ที่ใส่เสื้อผ้า รัดรูป แน่นจนอึดอัดเกินไป

8. ผู้ที่ไม่ชอบออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ

9. ผู้หญิงขณะตั้งครรภ์ อาจเกิดจาก การเปลี่ยนแปลง ของฮอร์โมน

อันตรายจากเส้นเลือดขอด

– เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น หลอดเลือดอุดตัน ผนังหลอดเลือดดำอักเสบ และ โรคผิวหนังอักเสบ ฯลฯ เป็นต้น

– เกิดภาวะเลือดไหลมาก หรือ ไหลไม่หยุด หากได้รับอุบัติเหตุ บริเวณเส้นเลือดขอด

วิธีป้องกัน และรักษา

– ควรหลีกเลี่ยง พฤติกรรมเสี่ยง ที่เป็นสาเหตุทำให้ เกิดเส้นเลือดขอด

– ควรนวดผ่อนคลาย บริเวณน่องและขา เป็นประจำ หากปวดเมื่อย หรือตลอดทั้งวัน มีพฤติกรรมเสี่ยง

– หากมีอาการเส้นเลือดขอด ที่ไม่รุนแรง ควรใช้น้ำมันมะกอกอุ่นๆ นวดบริเวณเส้นเลือดขอด เป็นประจำทุกวัน

– หากมีอาการ เป็นโรคเส้นเลือดขอด รุนแรง ก็ควรไปพบแพทย์ เพื่อรักษาตามวิธีการ ทางการแพทย์

หากพบว่า เป็นโรคเส้นเลือดขอด แบบเรื้อรัง ติดต่อกันมาเป็นเวลานาน หรือ พบว่ามีอาการรุนแรง หรือ มีอาการผิดปกติบางอย่าง ก็ควรรีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยเร็ว เพราะเกรงว่า หากปล่อยทิ้งไว้ เป็นเวลานาน อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน ที่รุนแรง และอาจมีอันตราย ต่อสุขภาพร่างกายได้ และพบว่า หากบริเวณเส้นเลือดขอด ได้รับอุบัติเหตุ อาจทำให้เลือดไหล เป็นจำนวนมากกว่าปกติ ซึ่งอาจมีผล ต่อการเสียชีวิตได้

อาหาร หลัก 5 หมู่ มีอะไรบ้าง ทานยังไง ให้ดีต่อร่างกาย

อาหาร เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกาย เป็นอย่างมาก ซึ่งในแต่ละวัน ร่างกายควรได้รับ อาหาร หลัก 5 หมู่ ให้ครบ เพื่อช่วยให้ร่างกาย เจริญเติบโต ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เนื่องจาก ในสังคมปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วย ความเร่งรีบ ความสะดวกสบาย จึงทำให้หลายคน เลือกที่จะทานแต่อาหาร ที่หาทานได้ง่าย อร่อย อิ่มท้อง โดยไม่ได้คำนึง ถึงประโยชน์ และข้อเสีย ที่จะได้รับ

อาหาร เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกาย เป็นอย่างมาก ซึ่งในแต่ละวัน ร่างกายควรได้รับ อาหาร หลัก 5 หมู่ ให้ครบ เพื่อช่วยให้ร่างกาย เจริญเติบโต ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เนื่องจาก ในสังคมปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วย ความเร่งรีบ ความสะดวกสบาย จึงทำให้หลายคน เลือกที่จะทานแต่อาหาร ที่หาทานได้ง่าย อร่อย อิ่มท้อง โดยไม่ได้คำนึง ถึงประโยชน์ และข้อเสีย ที่จะได้รับ

อาหารหลัก 5 หมู่ คือ อาหารที่มีความจำเป็น ต่อร่างกาย ที่ควรจะได้รับ ในแต่ละวัน ในปริมาณที่เพียงพอ และในแต่ละวัน ก็ควรต้อง ทานอาหารทั้ง 5 หมู่นี้ ให้ครบ ซึ่งจะทำให้ร่างกาย มีการทำงาน ที่สมดุล ไม่ทำให้เกิดปัญหา และความผิดปกติอื่น ขึ้นกับร่างกาย

อาหาร หลัก 5 หมู่ มีดังนี้

อาหาร หลัก 5 หมู่
อาหาร หลัก 5 หมู่

หมู่ที่ 1 โปรตีน ( เนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่วต่างๆ )

– ช่วยทำให้ร่างกาย เจริญเติบโต แข็งแรง

– ช่วยเสริมสร้าง ภูมิต้านทานโรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

– ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ของร่างกาย

– ช่วยรักษาสมดุลของน้ำ ในร่างกาย

– ช่วยบำรุงระบบประสาท และสมอง ช่วยให้ความจำดี

– ช่วยทำให้เส้นผม และ เล็บแข็งแรง

หมู่ที่ 2 คาร์โบไเดรต ( ข้าว แป้ง เผือก มัน น้ำตาล )

– ช่วยให้พลังงานแก่ร่างกาย

– ช่วยให้ร่างกาย มีการเผาผลาญไขมันที่ดี

– ช่วยให้โปรตีน ไม่ถูกเผาผลาญเป็นพลังงาน เพื่อจะให้ร่างกาย นำโปรตีนไปใช้ ให้เกิดประโยชน์ด้านอื่น ให้มากที่สุด



หมู่ที่ 3 เกลือแร่และแร่ธาตุ ( พืชผักต่างๆ )

– เสริมสร้างการทำงาน ของร่างกาย ให้เกิดความสมดุล

– ช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง ต้านทานโรคต่างๆได้

– ช่วยเผาผลาญกลูโคส ให้เป็นพลังงาน

– ช่วยควบคุมความเป็น กรดด่างในร่างกาย

– ช่วยทำให้ลำไส้ ทำงานได้อย่างสมดุล ป้องกันอาการท้องผูกได้ดี

– ช่วยบำรุงเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย

– ช่วยบำรุงสุขภาพดวงตา และการมองเห็น

– ช่วยให้กระดูก และฟันแข็งแรง

หมู่ที่ 4 วิตามิน ( ผลไม้ )

– ช่วยทำให้ผิวพรรณสดใส ร่างกายสดชื่น

– ช่วยในเรื่อง ของระบบภูมิคุ้มกัน ให้มีความแข็งแรง ต้านทานโรคต่างๆ

– ช่วยป้องกัน ปัญหาอาการท้องผูก ทำให้ลำไส้ทำงาน ได้อย่างสมดุล

– ช่วยบำรุงสุขภาพ ของกระดูกและฟัน ให้มีความแข็งแรง

– ช่วยบำรุงระบบประสาท และสมอง

– ช่วยทำให้ระบบ การย่อยอาหาร ทำงานได้อย่างสมดุล

หมู่ที่ 5 ไขมัน ( ไขมันพืช และ ไขมันสัตว์ )

– ช่วยให้ความอบอุ่น แก่ร่างกาย

– ช่วยปกป้องร่างกาย จากอาการบาดเจ็บ หรือ การกระแทก

– ช่วยเสริมสร้าง การเจริญเติบโต ให้กับร่างกาย

– ช่วยสะสมพลังงาน ให้กับร่างกาย และจะถูกนำออกมาใช้ เมื่อจำเป็น

– ช่วยในการ ดูดซึมวิตามินต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย

อันตรายจากการ ขาดสารอาหาร

– ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ไม่มีเรี่ยวแรง

– ภูมิต้านทานต่ำ ทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย ปัญหาการเกิดโรคต่างๆ ก็จะตามมา

– ส่งผลทำให้ ผิวพรรณ เส้นผม และเล็บ ไม่แข็งแรง แห้งเสีย หักเปราะได้ง่าย

– มีผลกระทบโดยตรง ต่อระบบประสาท และสมอง ส่งผลทำให้มีปัญหา ในเรื่องของการเรียนรู้ และความทรงจำ ในระยะยาว

– ทำให้ระบบการทำงาน ของร่างกาย เสียสมดุล

– ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง เกิดอาการเหน็บชา หรือ เป็นตะคริวได้ง่าย

– ทำให้มีอาการมึนงง ปวดศีรษะ

– สำหรับเด็ก ที่ได้รับสารอาหาร ไม่ครบถ้วน จะส่งผลกระทบโดยตรง ต่อการเจริญเติบโต อย่างเต็มที่ และทำให้ร่างกาย ไม่แข็งแรง ป่วยเป็นโรคต่างๆ ได้ง่าย

ดังนั้น หากว่าในแต่ละวัน ร่างกายได้รับสารอาหาร ไม่ครบถ้วน และไม่เพียงพอ ก็จะทำให้ การทำงานของร่างกาย ไม่สมดุล มีผลทำให้ร่างกาย เจ็บป่วยได้ง่าย รู้แบบนี้แล้ว ในแต่ละวัน ก็ควรเลือกทานอาหาร ให้ครบ 5 หมู่ ไม่ควรเลือกทาน แต่เฉพาะอาหารที่ชอบ เท่านั้น

โดยเฉพาะสำหรับ ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ก็มักจะงดทานอาหาร บางประเภทไป ซึ่งที่จริงแล้ว ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง หากต้องการ มีรูปร่างที่ดี แข็งแรง สุขภาพดี ก็ควรทานอาหาร ให้ครบทั้ง 5 หมู่ ในปริมาณที่พอดี และควรออกกำลังกาย ควบคู่ไปด้วย

แอลกอฮอล์ สาเหตุของการ เสียชีวิต มากถึง 5%

ทราบหรือไม่ว่า แอลกอฮอล์ เป็นสาเหตุสำคัญ ของการเสียชีวิต ของประชากรทั่วโลก ซึ่งเป็นเรื่องที่ คนส่วนใหญ่ มักไม่ให้ความสำคัญ เพราะทุกคน ไม่เคยมองถึง ปัญหาและการสูญเสีย ที่อาจจะตามมา หลังจากการดื่มแอลกอฮอล์

ทราบหรือไม่ว่า แอลกอฮอล์ เป็นสาเหตุสำคัญ ของการเสียชีวิต ของประชากรทั่วโลก ซึ่งเป็นเรื่องที่ คนส่วนใหญ่ มักไม่ให้ความสำคัญ เพราะทุกคน ไม่เคยมองถึง ปัญหาและการสูญเสีย ที่อาจจะตามมา หลังจากการดื่มแอลกอฮอล์

ซึ่งล่าสุด มีข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก เปิดเผยว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่งผลทำให้ บุคคลทั่วโลก เสียชีวิตได้มากถึง 5% เลยทีเดียว โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบ จากการเสียชีวิตมากที่สุด คือ บุคคลกลุ่มวัยหนุ่มสาว ที่มีอายุช่วงประมาณ 20 ปี

แอลกอฮอล์ สาเหตุการเสียชีวิต

อัตราการเสียชีวิต จากแอลกอฮอล์ ที่มากที่สุด ส่วนใหญ่เกิดจาก อุบัติเหตุทางรถยนต์ การฆ่าตัวตาย และ การเกิดโรคแทรกซ้อนขึ้น ที่มีผลมาจาก ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคตับ และ โรคทางเดินอาหาร ( ความผิดปกติ ของทางเดินระบบอาหาร เป็นสาเหตุ ของการเสียชีวิต ที่มีอัตราสูงที่สุด มากถึง 21 % ) รวมไปถึง ความผิดปกติทางด้านจิตใจ หรือ ที่เรียกว่า ป่วยทางจิต และในบางราย อาจมีสาเหตุอื่นอีก ที่ผิดปกติ

ซึ่งทั่วโลก กำลังตระหนัก ถึงปัญหา การดื่มแอลกฮอล์ ที่แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลควร เอาจริงเอาจัง กับเรื่องนี้ ให้มากขึ้น เพื่อลดปัญหา และภาระของสังคม จากเหตุของการใช้ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ถึงแม้ว่า เรื่องนี้จะได้ถูก พูดกันอย่างจริงจัง มายาวนานแล้ว แต่ว่าหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ก็ยังไม่สามารถ แก้ไขปัญหา ที่เป็นต้นเหตุ ของอัตราการเสียชีวิต ที่ไม่ควรเกิดขึ้นนี้ได้

ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่อง ที่ต้องย้อนกลับมาถาม บุคคลในสังคมว่า คิดอย่างไร กับปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ แล้วทุกคนจริงจังแค่ไหน กับการพยายาม ช่วยกันแก้ไข และป้องกัน ไม่ให้ตนเอง และลูกหลาน หรือคนใกล้ชิด เข้าไปยุ่งเกี่ยว กับการดื่มแอลกอฮอล์ได้



เพราะข้อเสีย จากการดื่มแอลกอฮอล์ ไม่เพียงแต่จะสร้างปัญหา ให้กับตนเอง และคนรอบข้าง เพียงเท่านั้น แต่นี่เป็นปัญหา ระดับประเทศ และระดับโลก ที่กำลังพยายาม อย่างหนัก ในการแก้ไข

ซึ่งเรื่องนี้ ไม่สามารถโยนปัญหา ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ที่จะทำการแก้ไข แต่ทุกคนในสังคม ควรเป็นผู้ที่ต้องช่วยกัน แก้ไขปัญหานี้ โดยเริ่มจากครอบครัว และสังคม ใกล้ตัว ที่ควรช่วยกัน ปลูกฝังให้ลูกหลาน ตระหนักและคิด ถึงผลเสียที่จะตามมา จากการดื่มแอลกอฮอล์

< เรื่องที่เกี่ยวข้อง : แอลกอฮอล์ ดื่มเหล้า 7 โทษอันตราย เกิดโรคร้ายเรื้อรัง นักดื่มควรรู้ >

ปวดข้อเท้า 6 สาเหตุ ที่ควรระวัง สัญญาณเตือน โรคอันตราย

อาการ ปวดข้อเท้า สามารถเกิดขึ้นได้ กับทุกเพศทุกวัย เนื่องจากที่มาของอาการ และสาเหตุ อาจเกิดขึ้น ได้หลายกรณี เช่น เกิดจากอุบัติเหตุ หรือ อาจเป็นภาวะแทรกซ้อน ของโรคอื่น ซึ่งเป็นเรื่อง ที่จำเป็นอย่างมาก ที่ควรสังเหตุอาการ และความผิดปกติ เพื่อจะได้ทำการ รักษาโดยแพทย์ อย่างถูกวิธีตั้งแต่แรก เพื่อป้องกัน การลุกลาม ของอาการ ที่อาจรุนแรงขึ้นได้

อาการ ปวดข้อเท้า สามารถเกิดขึ้นได้ กับทุกเพศทุกวัย เนื่องจากที่มาของอาการ และสาเหตุ อาจเกิดขึ้น ได้หลายกรณี เช่น เกิดจากอุบัติเหตุ หรือ อาจเป็นภาวะแทรกซ้อน ของโรคอื่น ซึ่งเป็นเรื่อง ที่จำเป็นอย่างมาก ที่ควรสังเกตุอาการ และความผิดปกติ เพื่อจะได้ทำการ รักษาโดยแพทย์ อย่างถูกวิธีตั้งแต่แรก เพื่อป้องกัน การลุกลาม ของอาการ ที่อาจรุนแรงขึ้นได้

หากพบว่า เริ่มมีอาการปวดข้อ หรือ เกิดอาการบวมเรื้อรัง ก็ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพราะอาจเป็นอาการ ของโรคบางชนิด ที่อาจเป็นอันตราย เนื่องจากอาการปวดข้อ มีสาเหตุหลายประการ ที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง

ปวดข้อเท้า
ปวดข้อเท้า

สาเหตุของอาการ ปวดข้อเท้า

1. เกิดจากอุบัติเหตุบางอย่าง จนทำให้ข้อ เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อ บริเวณข้อเท้า เกิดอาการอักเสบ ปวดบวมได้

2. เกิดจากกระดูกหัก ซึ่งมีเหตุมาจาก อุบัติเหตุที่รุนแรง

3. เกิดจากข้อ บริเวณข้อเท้า เสื่อมสภาพลง ตามอายุ

4. เกิดจากอาการติดเชื้อ บางชนิด บริเวณข้อเท้า

5. เกิดจากโรคอ้วน ส่งผลทำให้ข้อเท้า รับน้ำหนักที่มากเกินไป ทำให้กระดูกอ่อน บริเวณข้อเท้า ถูกทำลาย จึงส่งผลทำให้ กระดูกเสื่อมสภาพเร็ว

6. เกิดจากโรคประจำตัว เช่น โรคเกาต์ โรครูมาตอยด์ โรคข้อเสื่อม โรคภูมิแพ้ และโรคอื่น ฯลฯ



ป้องกันและหลีกเลี่ยง ปวดข้อเท้าอย่างไร ?

– ควรควบคุมน้ำหนัก ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่ควรให้เกิด ภาวะโรคอ้วน

– ควรเลือกรับประทานอาหาร ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

– ควรเลือกออกกำลังกาย อย่างเหมาะสม และถูกวิธี

– หากพบว่าตนเอง มีอาการข้ออักเสบ ปวดข้อ ข้อบวม ที่มีสาเหตุมาจาก โรคประจำตัวบางชนิด ก็ควรปฏิบัติ ตามคำแนะนำของแพทย์ อย่างเคร่งครัด

– ควรหลีกเลี่ยง กิจกรรมที่เสี่ยง ต่อการเกิดอุบัติเหตุ ที่อาจทำให้ข้ออักเสบ หรือ กระดูกหักได้ เช่น กีฬาบางชนิด ( ฟุตบอล, บาสเกตบอล, วิ่งไกล ) การใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสม ( รองเท้าส้นสูง, รองเท้าไม่พอดีกับเท้า ) ฯลฯ

วิธีรักษาเบื้องต้น ด้วยตนเอง

หากพบว่า มีอาการปวดข้อเท้า ที่ไม่รุนแรง และ ทราบที่มา ของสาเหตุที่แท้จริง เช่น ข้อพลิก ข้ออักเสบ จากกิจกรรมบางอย่าง ที่พึ่งเกิดขึ้น ก็ควรใช้วิธี การประคบเย็นช่วย โดยใช้ผ้าห่อน้ำแข็ง แล้วนำมาประคบ ทิ้งไว้ประมาณ 30 – 50 นาที เพื่อช่วยลด อาการปวดบวม

แต่หากพบว่า อาการยังไม่ดีขึ้น ก็ควรรีบไปพบแพทย์ ที่โรงพยาบาลโดยเร็ว เพื่อให้แพทย์ ตรวจวินิจฉัย และจะได้ ทำการรักษาต่อไป อย่างถูกวิธี

ข้อเท้า ถือได้ว่า เป็นอวัยวะอีกส่วนหนึ่ง ของร่างกาย ที่มีความสำคัญมาก ต่อการรับน้ำหนัก และการเคลื่อนไหว ของร่างกาย ฉะนั้น เพื่อป้องกัน การเสื่อมสภาพ หรือ ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุขึ้น กับบริเวณข้อเท้า ก็ควรหลีกเลี่ยง กิจกรรมเสี่ยง ที่อาจส่งผลกระทบ โดยตรงต่อข้อเท้าได้ และที่สำคัญ ควรเลือกออกกำลังกาย อย่างเหมาะสม ไม่ควรให้ข้อเท้า ได้รับผลกระทบมากเกินไป และหากพบว่า ตนเองมีอาการปวดข้อเท้า เรื้อรัง ติดต่อกันมาเป็นเวลานาน มากกว่า 2 – 3 สัปดาห์ ก็ควรรีบไปพบแพทย์ โดยทันที

อัลไซเมอร์ พฤติกรรมเสี่ยง ควรระวัง อันตรายสูง

ทราบกันดีอยู่แล้วว่า อาการของ อัลไซเมอร์ ( Alzheimer’s Disease ) เป็นอาการของผู้ที่ สูญเสียความทรงจำ ซึ่งถือได้ว่า เป็นโรคที่มีความรุนแรง และพบได้บ่อย อีกชนิดหนึ่ง เพราะเป็นโรคที่ รักษาไม่หายขาด อีกทั้งปัจจุบัน ยังไม่ทราบ ถึงสาเหตุที่แน่ชัด ว่าเกิดจากสิ่งใด แต่โดยส่วนใหญ่ มักเกิดขึ้นกับ ผู้ที่มีอายุประมาณ 65 ปีขึ้นไป และคาดว่าอาการ จะยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีอายุเพิ่มมากขึ้น และ ยังมีการศึกษาพบว่า โรคอัลไซเมอร์ จะทวีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในกลุ่มคนทั่วโลก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวล อยู่ไม่น้อย เพราะโรคนี้ เป็นโรคที่ติดอันดับต้นๆ ของการเสียชีวิต เลยก็ว่าได้

ทราบกันดีอยู่แล้วว่า อาการของ อัลไซเมอร์ ( Alzheimer’s Disease ) เป็นอาการของผู้ที่ สูญเสียความทรงจำ ซึ่งถือได้ว่า เป็นโรคที่มีความรุนแรง และพบได้บ่อย อีกชนิดหนึ่ง เพราะเป็นโรคที่ รักษาไม่หายขาด อีกทั้งปัจจุบัน ยังไม่ทราบ ถึงสาเหตุที่แน่ชัด ว่าเกิดจากสิ่งใด แต่โดยส่วนใหญ่ มักเกิดขึ้นกับ ผู้ที่มีอายุประมาณ 65 ปีขึ้นไป และคาดว่าอาการ จะยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีอายุเพิ่มมากขึ้น และ ยังมีการศึกษาพบว่า โรคอัลไซเมอร์ จะทวีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในกลุ่มคนทั่วโลก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวล อยู่ไม่น้อย เพราะโรคนี้ เป็นโรคที่ติดอันดับต้นๆ ของการเสียชีวิต เลยก็ว่าได้

โรคอัลไซเมอร์ คือ อาการของ การสูญเสียเซลล์ประสาท หรือเรียกว่า เซลล์ประสาทตาย ส่งผลทำให้สมองฝ่อ การทำงานของเส้นประสาท ลดประสิทธิภาพลง ส่งผลต่อการทำงาน ในส่วนของความทรงจำ การใช้ภาษา และการคิด ทำให้เกิดอาการหลงลืม

อาการของ อัลไซเมอร์ แบ่งเป็น 3 ระยะ

ระยะเริ่มต้น

– ความทรงจำ และ ภาษาเกิดการบกพร่อง

– มีปัญหาทางด้าน การเรียนรู้ สิ่งใหม่ๆ

– การเคลื่อนไหว เกิดการบกพร่อง การปฏิบัติไม่ประสานกัน

– สูญเสียการรับรู้ ความรู้สึก มักมีอาการเพิกเฉย ต่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

– อารมณ์แปรปรวน ไร้เหตุผล

ระยะกลาง

– สูญเสียความทรงจำ จดจำข้อมูลไม่ได้ ทั้งที่พยายาม ที่จะจดจำแล้ว เช่น จดจำบุคคลใกล้ชิด หรือ ญาติสนิท ไม่ได้

– สูญเสียการเรียนรู้ สิ่งใหม่

– มีความบกพร่อง ทางด้านภาษา การสื่อสารมีปัญหา

– มักมีอาการสับสน และ อาจเห็นภาพหลอน

– มีอาการหงุดหงิดง่าย โมโหง่าย

– อารมณ์ไม่คงที่

– มีอาการหลงผิด

– เกิดภาวะเครียดบ่อย โดยที่ไม่ทราบสาเหตุ



ระยะสุดท้าย

– มีอาการซึมเศร้า วิตกกังวล

– ไม่สามารถพูด และตอบโต้ได้ แต่ยังเข้าใจอยู่ อาจใช้การสื่อสาร หรือ ตอบโต้ด้วยพฤติกรรม และการกระทำ

– มักแสดง อาการก้าวร้าว อารมณ์รุนแรง

– มักมีอาการเพิกเฉย ไร้อารมณ์

– มีอาการทางจิต ประสาทหลอน

– มักมีอาการ อ่อนเพลียง่าย

– มีอาการ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่

– ไม่สามารถ ทานอาหารเองได้ และ ช่วยเหลือตนเองไม่ค่อยได้

– ในระยะนี้ อาจทำให้ผู้ป่วย เกิดภาวะโรคแทรกซ้อนอื่น และ อาจทำให้เสียชีวิตได้

ใครเสี่ยง เป็นอัลไซเมอร์

ปัจจุบันยังไม่ทราบ สาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่า อาจมีปัจจัยก่อให้เกิด ความเสี่ยงได้ คือ

– ผู้ที่มีภาวะเครียด ซึมเศร้า

– ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย

– ผู้ที่สูบบุหรี่

– ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นประจำ

– ผู้ที่ทำงานในสิ่งแวดล้อม ที่มีสารเคมีปนเปื้อนอยู่ เช่น อะลูมิเนียม ฯลฯ

– ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ฯลฯ

วิธีลดความเสี่ยง ของการเกิด โรคอัลไซเมอร์

– การฝึกทักษะ โดยการฝึกคิด คำนวณ และคาดคะเน สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว

– ทำกิจกรรม ที่เสริมสร้าง การใช้ทักษะ ทางด้านสติปัญญา เช่น เล่นเกมส์ปริศนา เล่นดนตรี เล่นหมากรุก ฯลฯ

– ฝึกเรียนรู้ ภาษาอื่น ที่ไม่ใช่ภาษาของตนเอง ตั้งแต่กำเนิด

– การพบปะผู้คน พูดคุย แลกเปลี่ยนเรื่องราว

– เลือกรับประทาน อาหารที่มีประโยชน์ ที่อาจมีส่วนช่วย ในการลดความเสี่ยงได้ เช่น ผักและผลไม้ ธัญพืช ปลา ไวน์แดง ขมิ้น วิตามินบี วิตามินซี และ กรดโฟลิก ฯลฯ

– ควรออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ

วิธีรักษาอัลไซเมอร์

แม้ว่าอาการอัลไซเมอร์ จะเป็นโรคที่ ไม่สามารถรักษา ให้หายขาดได้ แต่ปัจจุบัน ก็ได้มีวิธีการ ที่ช่วยในการบรรเทา ได้เท่านั้น

– การรักษาด้วยยา ที่ช่วยในการบรรเทา

– การรักษาโดย การกระตุ้นจิตใจ เพื่อช่วยชะลอการพัฒนาการ ของโรคให้ช้าลง

– การดูแลอย่างใกล้ชิด จากคนรอบข้าง

อันตรายจากอัลไซเมอร์

เนื่องจากอัลไซเมอร์ มีผลโดยตรง กับระบบประสาทและสมอง ส่งผลทำให้การทำงานของสมอง และ ระบบประสาท มีการเปลี่ยนแปลง ทางด้านการควบคุม พฤติกรรม ความคิด และการควบคุม การเคลื่อนไหว หรือทรงตัว ของร่างกาย อาจส่งผล ทำให้เกิด ภาวะแทรกซ้อนอื่นได้ เช่น หกล้มแล้วได้รับอุบัติเหตุ แขนขาหัก ฯลฯ และในบางราย อาจเกิดโรคแทรกซ้อนได้ ซึ่งมีความเสี่ยง และอันตรายสูง ต่อการเสียชีวิต

ดังนั้น โรคอัลไซเมอร์ จึงเป็นอีกโรคหนึ่ง ที่สร้างความลำบาก ให้กับผู้ที่ใกล้ชิด กับผู้ป่วยเป็นอย่างมาก ในชีวิตประจำวัน จึงมีความจำเป็น ที่ผู้ใกล้ชิด ต้องให้ความสนใจ และดูแลผู้ป่วย อย่างใกล้ชิด และด้วยความใส่ใจ อย่างเป็นพิเศษ ต้องคอยหาวิธี ป้องกันอันตราย จากสิ่งแวดล้อม ที่ผู้อาศัยอยู่ รวมไปถึง ต้องเตรียมรับ กับภาวะทางด้านอารมณ์ ของผู้ป่วยด้วย

หากพบว่าตนเอง หรือคนใกล้ชิด เริ่มมีอาการคล้ายกับ โรคอัลไซเมอร์ ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อขอคำปรึกษา และคำแนะนำ ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อจะได้ลดและบรรเทา ชะลอการเกิดสมองเสื่อม ขั้นรุนแรงได้

ระบบย่อยอาหาร เข้าสู่กระแสเลือด ควรเลือกกิน

ทราบหรือไม่ว่า ระบบย่อยอาหาร ของร่างกายมนุษย์นั้น มีกระบวนการทำงาน ที่ซับซ้อน และเชื่อว่าหลายคน อาจคงจะยังไม่ทราบว่า ระบบย่อยอาหารโดยปกติ มีกระบวนการทำงาน เป็นอย่างไร แล้วสำคัญต่อร่างกาย มากเพียงใด เพราะถ้าหากว่า เราทานอาหารเข้าไป ตั้งแต่เริ่มนำอาหาร เข้าไปในปาก ระบบการย่อย ของอาหาร ก็ได้เริ่มทำงานแล้ว

ทราบหรือไม่ว่า ระบบย่อยอาหาร ของร่างกายมนุษย์นั้น มีกระบวนการทำงาน ที่ซับซ้อน และเชื่อว่าหลายคน อาจคงจะยังไม่ทราบว่า ระบบย่อยอาหารโดยปกติ มีกระบวนการทำงาน เป็นอย่างไร แล้วสำคัญต่อร่างกาย มากเพียงใด เพราะถ้าหากว่า เราทานอาหารเข้าไป ตั้งแต่เริ่มนำอาหาร เข้าไปในปาก ระบบการย่อย ของอาหาร ก็ได้เริ่มทำงานแล้ว

ระบบย่อยอาหาร คืออะไร ?

ระบบย่อยอาหาร( Digestive system ) มีหน้าที่ในการ ย่อยอาหารให้ละเอียด ตั้งแต่ขั้นตอนแรก ไปจนถึงขั้นตอนสุดท้าย ให้เป็นโมเลกุลอาหาร ขนาดเล็กที่สุด ก่อนอาหาร จะถูกดูดซึม เข้าสู่กระแสเลือด แล้วไปเลี้ยงยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย

ระบบย่อยอาหาร

วิธีการย่อยอาหาร มี 2 วิธี คือ

1. การย่อยเชิงกล ( Mechanical digestion )

เป็นการย่อยอาหาร ให้มีขนาดเล็กลง โดยการบดเคี้ยวของฟัน และการบีบตัว ของทางเดินอาหาร ก่อนเคลื่อนที่ไปยัง การเกิดปฏิกริยาเคมี ซึ่งขั้นตอนนี้ อาหารยังไม่สามารถ ซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้

2. การย่อยทางเคมี ( Chemical digestion )

เป็นการเกิด ปฏิกริยาเคมี โดยจะย่อยอาหาร เป็นสารโมเลกุล ขนาดเล็กที่สุด เพื่อเข้าสู่กระแสเลือด

โดยธรรมชาติ ของร่างกายมนุษย์ เมื่อรับประทานอาหาร เข้าสู่ร่างกายแล้ว อาหารเหล่านั้น ก็จะผ่านเข้าสู่ร่างกาย โดยเริ่มจากทางปาก ไปจนถึง ขั้นตอนสุดท้าย คือ ทางทวารหนัก โดยเริ่มมีระบบ ตามขั้นตอน ดังนี้



ขั้นตอนของ ระบบย่อยอาหาร

1. ปาก

อาหาร ถูกนำเข้าทางปาก โดยผ่านการเคี้ยวด้วยฟัน และ น้ำย่อยอะไมเลส จากต่อมน้ำลาย กลืนเข้าสู่ร่างกาย

2. หลอดอาหาร

อาหารไหลผ่าน ทางหลอดอาหาร โดยมีการบีบตัว ระหว่างลำเลียงอาหาร ไปยังกระเพาะอาหาร ให้อาหารมีขนาดเล็กลง

3. กระเพาะอาหาร

อาหาร ถูกส่งต่อ มายังกระเพาะอาหาร มีน้ำย่อย ที่ช่วยในการ ย่อยโปรตีน

4. ลำไส้เล็ก

อาหารถูกส่งต่อ ไปยังลำไส้เล็ก เข้าสู่กระบวนการ ย่อยอาหาร ต่อจาก กระเพาะอาหาร และย่อยน้ำตาล และไขมัน ซึ่งเป็นขั้นตอน ที่มีการดูซึมสารอาหาร ที่มากที่สุด และเกือบทั้งหมด เพราะเป็นส่วนที่ อาหารถูกย่อย ได้อย่างสมบูรณ์ พร้อมดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ขั้นตอนนี้ จะมีการช่วย จากการหลั่งน้ำดี น้ำย่อยตับอ่อน และน้ำย่อยลำไส้ ในการช่วยย่อยอาหาร

5. ลำไส้ใหญ่

ลำไส้ใหญ่ จะมีอาหารที่เหลือ จากการย่อย หรือ ย่อยไม่ได้ ผ่านเข้ามายังลำไส้ใหญ่ และแบคทีเรีย ที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ จะทำหน้าที่ สังเคราะห์อาหาร เพื่อเข้าสู่กระแสเลือด โดยส่วนใหญ่จะเป็นน้ำ และ แยกของเสียออก

6. ทวารหนัก

สุดท้าย ของเสียที่ถูกแยกออก จากกระบวนการ ในลำไส้ใหญ่ จะถูกขับถ่าย ออกมาทางทวารหนัก ที่เรียกว่า อุจจาระ

หากว่ารับประทานอาหาร ที่ไม่มีประโยชน์ ก็จะทำให้ ร่างกายได้รับแต่อาหาร ที่ส่งผลเสีย ต่ออวัยวะ ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย สาเหตุของการ เกิดโรคร้ายต่างๆ ตามมา และที่สำคัญ สำหรับผู้ที่มักมี อาการท้องผูก ถือว่าเป็นเรื่องที่ น่ากังวล เพราะของเสียเหล่านั้น ที่สะสมอยู่ในลำไส้ใหญ่ อาจถูกแบคทีเรีย บางชนิดที่อาศัย อยู่ในลำไส้ใหญ่ สังเคราะห์ และนำของเสียเหล่านั้น ให้กลายเป็นสารอาหาร ที่สามารถ เข้าสู่กระแสเลือดได้ ซึ่งก็เท่ากับว่า ร่างกายก็จะได้รับ ผลกระทบ ที่อาจก่อให้เกิด อันตรายได้

กาแฟสด ควรดื่มกี่ถ้วยต่อวัน เกินขนาดมีโทษอันตราย

กาแฟ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่ง สำหรับชีวิตประจำวัน ของคนส่วนใหญ่ ด้วยวิถีการดำเนินชีวิต ที่ต้องทำงานมากขึ้น มีเวลาพักผ่อนน้อย นอนดึกตื่นเช้า ทำให้คนส่วนใหญ่ รู้สึกไม่สดชื่น หลังจากตื่นนอนในช่วงเช้า ทำให้ต้องหาตัวช่วย เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว โดยอาศัยการดื่มกาแฟ ในทุกเช้า และสำหรับบางราย มักดื่มกาแฟ มากเกินขนาดต่อวัน

การดื่ม กาแฟสด ได้กลายเป็นส่วนหนึ่ง สำหรับชีวิตประจำวัน ของคนส่วนใหญ่ ด้วยวิถีการดำเนินชีวิต ที่ต้องทำงานมากขึ้น มีเวลาพักผ่อนน้อย นอนดึกตื่นเช้า ทำให้คนส่วนใหญ่ รู้สึกไม่สดชื่น หลังจากตื่นนอนในช่วงเช้า ทำให้ต้องหาตัวช่วย เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว โดยอาศัยการดื่มกาแฟ ในทุกเช้า และสำหรับบางราย มักดื่มกาแฟ มากเกินขนาดต่อวัน

แน่นอนอยู่แล้วว่า หากผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ ในปริมาณที่เกินพอดี ก็ย่อมได้รับโทษต่อร่างกาย ซึ่งในแต่ละราย ก็จะได้รับโทษ มากน้อยต่างกัน ก็ขึ้นอยู่กับ ปริมาณของกาแฟ ที่ดื่มเข้าไปในแต่ละวัน รวมถึงสุขภาพร่างกาย ของผู้ดื่มด้วย

ทราบหรือไม่ว่า ทุกครั้งของการดื่มกาแฟ เข้าสู่ร่างกายนั้น ระดับของคาเฟอีน สามารถอยู่ในกระแสเลือด ได้นานถึง 9 ชั่วโมงครึ่ง เลยทีเดียว จึงทำให้คาเฟอีน มีฤทธิ์ช่วยกระตุ้น ระบบประสาท ให้รู้สึกตื่นตัว และทำให้ อัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น กว่าปกติ

โดยทั่วไป การดื่มกาแฟ 1 แก้ว จะมีปริมาณของคาเฟอีน ประมาณ 92 มิลลิกรัม เท่ากับว่า ในแต่ละวัน ควรดื่มกาแฟ ไม่ควรเกินวันละ 4 แก้ว เพราะโดยปกติแล้ว คนเราไม่ควรบริโภค คาเฟอีนเกินวันละ 400 มิลลิกรัม ต่อวัน ( ประมาณของคาเฟอีน ในกาแฟแต่ละแก้ว อาจมีประมาณ ที่แตกต่างกัน )



ผู้ที่ดื่ม กาแฟสด เกินขนาด มีอาการอย่างไร ?

สำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟ ในแต่ละวัน เกินขนาดนั้น มักจะมีอาการ ดังนี้

– รู้สึกใจสั่น กระวนกระวายใจ

– รู้สึกมีอาการสับสน

– มีอาการอาเจียน

– ในบางราย มักมีอาการ หายใจลำบาก

– อัตราการเต้นของหัวใจ เร็วผิดปกติ และ ไม่สม่ำเสมอ

– ในบางราย ที่มีอาการรุนแรง อาจมีอาการชัก

กาแฟ
กาแฟ

( หากว่ามีระดับคาเฟอีน ในกระแสเลือดสูง สามารถลดระดับคาเฟอีน ได้โดย การทานอาหาร ที่มีแมกนีเซียม และ โพแทสเซียม เช่น กล้วย ฯลฯ และสามารถออกกำลังกาย เป็นตัวช่วยได้ เพราะจะสามารถ ช่วยเผาผลาญ คาเฟอีน ในกระแสเลือด ให้ลดลงได้ )

หากคุณเป็นคนหนึ่ง ที่มีความจำเป็น ต้องดื่มกาแฟทุกวัน ก็ควรดื่มในปริมาณพอดี ไม่ควรเกินขนาด ต่อวัน และควรเลือก ออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย เพราะการออกกำลังกาย จะช่วยให้ร่างกาย เผาผลาญคาเฟอีน ที่เกินขนาด ออกจากร่างกาย ได้เร็วขึ้น ไม่เช่นนั้น หากว่าปริมาณของคาเฟอีน อยู่ในกระแสเลือด มากเกินไป ก็อาจจะส่งผล อันตราย ตามที่ได้กล่าวไว้ ข้างต้นได้

< บทความที่เกี่ยวข้อง >

กาแฟ 7 ประโยชน์ของกาแฟ เพื่อสุขภาพ ช่วยป้องกันโรคร้าย

เครื่องชงกาแฟ 7 ประเภท เลือกอย่างไร ก่อนตัดสินใจซื้อ

ร้านกาแฟ : 8 ร้านกาแฟเชียงใหม่ 2018 น่านั่ง บรรยากาศสุดฟิน