โรคไม่ติดต่อ 9 โรคร้าย ภัยเงียบใกล้ตัว ควรระวัง อันตราย

คนส่วนใหญ่ ในปัจจุบัน มักวิตกกังวล และพยายามป้องกัน ปกป้องตนเองจาก โรคร้ายที่ติดต่อ ผ่านทางอากาศ หรือจากผู้อื่น เพียงเท่านั้น แต่ลืมไปว่าภัยร้าย โรคไม่ติดต่อ จากผู้อื่น หรือ ทางอากาศ แต่เป็นโรคที่อาจ มีความอันตราย ที่เกิดขึ้นจากตนเอง ที่มักมีความรุนแรง และเป็นโรค ที่ฆ่าชีวิตมนุษย์ ไปนักต่อนัก ซึ่งมากกว่า 70% ในแต่ละปี เลยทีเดียว

คนส่วนใหญ่ ในปัจจุบัน มักวิตกกังวล และพยายามป้องกัน ปกป้องตนเองจาก โรคร้ายที่ติดต่อ ผ่านทางอากาศ หรือจากผู้อื่น เพียงเท่านั้น แต่ลืมไปว่าภัยร้าย โรคไม่ติดต่อ จากผู้อื่น หรือ ทางอากาศ แต่เป็นโรคที่อาจ มีความอันตราย ที่เกิดขึ้นจากตนเอง ที่มักมีความรุนแรง และเป็นโรค ที่ฆ่าชีวิตมนุษย์ ไปนักต่อนัก ซึ่งมากกว่า 70% ในแต่ละปี เลยทีเดียว

โรคติดต่อ หรือ โรค NCDs ( Non – Communicable Diseases ) คือ โรคที่ไม่ได้มีการติดต่อ ผ่านทางอากาศ หรือ สารคัดหลั่งใดๆ แต่เป็นโรค ที่เกิดขึ้นกับตัวบุคคล ที่มีพฤติกรรม การดำเนินชีวิต รวมถึงสภาพแวดล้อม ที่อาศัยอยู่ และไม่ได้เป็นโรค ที่เกิดขึ้นแล้วมีการ แสดงอาการทันที แต่มักจะ เกิดการสะสม และค่อยๆเกิดขึ้น ไปทีละช้าๆ ตามระยะเวลา ตามอาการของโรค และตามร่างกาย ของบุคคลแต่ละคน แล้วจะมีอาการเรื้อรัง ไปเรื่อยๆ หากไม่มีการรักษา จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อย่างถูกต้อง

โรคไม่ติดต่อ อันตรายถึงชีวิต

1. โรคอัลไซเมอร์ หรือ โรคสมองเสื่อม

ซึ่งเกิดขึ้น ไปตามอายุของร่างกาย เซลล์สมองถูกทำลาย โดยมีผลสืบเนื่องมาจาก พฤติกรรมตอนวัยหนุ่ม ของตัวบุคคลเอง

2. โรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน เป็นอีกโรคหนึ่ง ที่ติดอันดับต้นๆ ของโรคที่มี ผู้ป่วยและเสียชีวิต มากอีกเช่นกัน และเป็นโรคที่ ทำให้เกิด ภาวะแทรกซ้อน ของการเกิด โรคอื่นๆตามมา ที่มีผลต่อชีวิตได้ เช่น โรคไต โรคหัวใจ ฯลฯ

3. โรคอ้วน

โรคอ้วน เป็นโรคยอดฮิต ของกลุ่มบุคคลทั่วโลก รวมไปถึงคนไทยด้วย ที่ดูเหมือน จะเป็นเรื่องปกติ แต่ทราบหรือไม่ว่า โรคนี้ทำให้คนเสียชีวิต มานักต่อนักแล้ว จากภาวะการเกิด โรคแทรกซ้อนอื่น

4. โรคมะเร็งปอด

อีกโรคร้าย ที่มักฆ่าผู้คน ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง ทำร้ายตนเอง โดยที่ละเลย เพิกเฉย มักมองข้าม เพราะไม่ได้มี อาการแสดงรุนแรง ตั้งแต่แรก มันค่อยๆลุกลาม ทำลายสุขภาพร่างกาย ไปทีละนิด จนถึงขั้น เสียชีวิต ไปในที่สุด

5. โรคไต

โรคไต ในบางราย อาจเกิดขึ้นจากพฤติกรรม การดำเนินชีวิต หรือ เกิดจากความผิดปกติ ของฮอร์โมนในร่างกาย ของแต่ละคน ที่มีการทำงาน ที่ผิดปกติ



6. โรคหลอดเลือดหัวใจ

ผู้ป่วยโดยส่วนใหญ่ มักจะไม่รู้ตัว จนกว่าจะเกิด อาการกำเริบ ที่รุนแรงขึ้น หากไม่คอยสังเกตุ ความผิดปกติ ของอาการเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว เช่น มีเหงื่อออกมาก หายใจผิดปกติ ฯลฯ

7. โรคความดันโลหิตสูง

ภัยเงียบ ที่สามารถเกิดขึ้น ได้ทั้งกับวัยรุ่น ไปจนถึงวัยผู้สูงอายุ โดยเฉพาะวัยรุ่น ที่หลายราย ไม่รู้ตัว เมื่อเกิดอาการ และมักเพิกเฉย ไม่ทำการรักษา เพราะคิดว่า เป็นโรคของผู้สูงอายุ จึงทำให้หลายคน พลาดโอกาส ในการดูแลตนเอง จนเป็นเหตุ ให้เกิดโรคแทรกซ้อน อื่นตามมา ที่ยากต่อการแก้ไข

8. โรคนิ่ว

เช่น โรคนิ่ว มักเกิดจากพฤติกรรม การดำเนินชีวิต ที่ไม่ปกติของบุคคล โดยเฉพาะเรื่อง การทานอาหาร และการดื่มน้ำ เป็นสาเหตุหลักๆ ของโรคนี้

9. โรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้า เป็นเรื่องที่ มักเกิดขึ้น และมีผลกระทบ ต่อสภาวะจิตใจ ที่คนรอบข้าง ควรดูแลอย่างใกล้ชิด โดยสาเหตุหลัก มักเกิดจาก ภาวะความเครียด

และนี่เป็นเพียงตัวอย่าง ของโรคไม่ติดต่อ ในบางส่วนเท่านั้น ที่สามารถเกิดขึ้นได้ กับทุกคน หากละเลย เพิกเฉย และไม่ใส่ใจ ยังมีอีกหลายโรค ที่ไม่ติดต่อ เช่น โรคจิต โรคประสาท โรคตับ โรคภูมิแพ้ ฯลฯ เป็นต้น

วิธีป้องกันโรคไม่ติดต่อ

– ควรออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ

– ควรเลือกรับประทาน แต่อาหารที่มีประโยชน์ ต่อสุขภาพร่างกาย เช่น ผักและผลไม้ เนื้อปลา ฯลฯ

– ควรหลีกเลี่ยง พฤติกรรมเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

– ควรงดทานอาหาร ที่มีไขมันสูง

– ควรงดทานอาหารรสจัด ทุกชนิด

– ควรหลีกเลี่ยง ภาวะเครียด

– ควรพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยควรนอนหลับ ให้ได้วันละ 6 – 8 ชั่วโมง

– ควรหลีกเลี่ยง หรือ ป้องกัน จากสภาพแวดล้อม ที่มีความเสี่ยง เช่น แหล่งโรงงานอุตสาหกรรม ที่มีสารเคมี มลพิษ ปนเปื้อนอยู่

– ควรตรวจสุขภาพ ประจำปี ทุกปีอย่างสม่ำเสมอ

แม้ว่าโรคไม่ติดต่อ จะเป็นโรคที่สามารถป้องกัน ได้ด้วยตนเอง แต่ในบางราย ก็อาจเกิดขึ้นจาก ความผิดปกติ ทางด้านพันธุกรรม ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น ที่แต่ละบุคคล ควรให้ความสำคัญ กับสุขภาพร่างกาย ของตนเองให้มากขึ้น โดยการหลีกเลี่ยง ปัจจัยเสี่ยง และควรป้องกัน หากตกอยู่ในสภาวะเสี่ยง ที่สำคัญ หากพบว่า ตนเองมีความผิดปกติ ก็ควรรีบไป พบแพทย์โดยเร็ว เพื่อจะได้ตรวจ วินิจฉัย รู้สาเหตุก่อน และจะได้ทำการ รักษาตั้งแต่เริ่มแรก เพื่อป้องกัน การลุกลาม ของภาวะแทรกซ้อน ที่อาจเกิดขึ้นได้

โรค rsv 8 อาการ ควรสังเกตุ ป้องกัน ใครเสี่ยง อันตราย

โรค rsv ( Respiratory Syncytial Virus ) หรือที่เรียกว่า ไวรัส RSV เป็นไวรัสชนิดหนึ่ง ที่สามารถติดต่อ ได้โดยผ่านทาง ตา ปาก จมูก โดยการไอ การจาม ผ่านทางอากาศ หรือ สัมผัสโดนสารคัดหลั่ง จากผู้ที่มีเชื้ออยู่ เข้าสู่ร่างกาย โดยเชื้อไวรัสชนิดนี้ จะพบได้บ่อย ในช่วงฤดูฝน และ ฤดูหนาว สามารถเกิดขึ้นได้ กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่จะพบได้มากในเด็ก และถ้าหากพบว่า มีอาการรุนแรง ก็อาจส่งผลกระทบ อันตรายต่อชีวิต ได้เช่นกัน

โรค rsv ( Respiratory Syncytial Virus ) หรือที่เรียกว่า ไวรัส RSV เป็นไวรัสชนิดหนึ่ง ที่สามารถติดต่อ ได้โดยผ่านทาง ตา ปาก จมูก โดยการไอ การจาม ผ่านทางอากาศ หรือ สัมผัสโดนสารคัดหลั่ง จากผู้ที่มีเชื้ออยู่ เข้าสู่ร่างกาย โดยเชื้อไวรัสชนิดนี้ จะพบได้บ่อย ในช่วงฤดูฝน และ ฤดูหนาว สามารถเกิดขึ้นได้ กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่จะพบได้มากในเด็ก และถ้าหากพบว่า มีอาการรุนแรง ก็อาจส่งผลกระทบ อันตรายต่อชีวิต ได้เช่นกัน

เชื้อไวรัส RSV เป็นเชื้อไวรัสที่ สามารถอาศัย อยู่ได้ในอากาศ หรือ อยู่บนผิววัตถุ สิ่งของ เช่น ของเล่น เก้าอี้ โต๊ะ ลูกบิด แก้วน้ำ ฯลฯ ได้นานหลายชั่วโมง และหากได้รับเชื้อ จะแสดงอาการ หลังจากได้รับเชื้อ ผ่านไปแล้ว ประมาณ 4 – 5 วัน และหากพบว่า อาการไม่รุนแรง หรือ ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ก็มักจะหายไปเอง ภายใน 1 – 2 สัปดาห์

อาการของ โรค rsv

1. มีอาการคล้ายกับ เป็นหวัด มีน้ำมูกไหล ไอ จาม และมีเสมหะมาก

2. มีอาการปวดศีรษะ และ มีไข้สูงร่วมด้วย

3. มีผื่นขึ้นตามตัว โดยเฉพาะเด็กและทารก

4. มีอาการเจ็บคอ ในบางราย อาจมีอาการคออักเสบ

5. มีอาการผิดปกติ ในทางเดินหายใจ เช่น หายใจลำบาก หายใจติดขัด หายใจเร็วและสั้น ในบางราย รู้สึกหายใจหอบ และเหนื่อย

6. รู้สึกเบื่ออาหาร ทานอาหารได้น้อย

7. มีอาการอ่อนเพลีย เซื่องซึม แต่ในบางราย มักจะหงุดหงิด อารมณ์เสียง่าย

8. ในเด็ก หรือ ทารกบางราย อาจมีปลายนิ้ว ปาก และตัวมีสีเขียวคล้ำ หรือ ซีด



อันตรายของโรค rsv

– ในบางราย หากพบว่า มีอาการรุนแรง หรือ มีภาวะแทรกซ้อน ก็อาจทำให้ เกิดโรคอื่นตามมา เช่น โรคหัวใจ โรคปอด และ โรคในทางเดินหายใจ ฯลฯ และไวรัส RSV นี้ พบว่าจะมีอันตรายสูง หากผู้ที่ได้รับเชื้อ เป็นผู้ป่วยสูงอายุ หรือ ผู้ที่มีอายุมาก 60 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยง ต่อชีวิตมากกว่า เด็กและผู้ใหญ่ทั่วไป

โรค rsv
โรค rsv

ใครเสี่ยงติดเชื้อไวรัส rsv

– ผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ ไม่แข็งแรง มีภูมิต้านทานต่ำ

– ผู้ที่มีโรคประจำตัว บางชนิด เช่น โรคปอด โรคหัวใจ ฯลฯ

– ผู้สูงอายุ หรือ ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป

– ผู้ที่อยู่ในแหล่งมีเชื้อ มีผู้คนอาศัยเป็นจำนวนมาก อากาศถ่ายเทไม่สะดวก แออัด และอับชื้น

– พบได้บ่อย ในเด็กและทารก เนื่องจากมีภูมิป้องกัน ที่อ่อนแอกว่าผู้ใหญ่

วิธีป้องกันโรค rsv

– ควรอยู่ในที่ ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ไม่อับชื้น

– ควรล้างมือทุกครั้ง ก่อนรับประทานอาหาร

– ไม่ควรใช้ ของใช้ส่วนตัว ร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ ฯลฯ

– ควรดื่มน้ำสะอาด ให้มากพอดี

– ควรออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ

– สำหรับเด็ก ผู้ปกครอง ควรทำความสะอาดบ้าน ของเล่น อยู่เสมอ และควรดูแล ป้องกัน หลีกเลี่ยง ที่จะพาเด็กไปเล่น หรืออยู่อาศัย ในแหล่งที่คาดว่า จะมีเชื้อปนเปื้อนอยู่

เนื่องจากเชื้อไวรัส RSV นี้ยังไม่วัคซีนป้องกัน ในประเทศไทย ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น ที่ควรต้องคอยระวัง ป้องกันและหลีกเลี่ยง การติดเชื้อ จึงจะดีที่สุด และหากพบว่า ตนเองและคนรอบข้าง มีอาการคล้าย เป็นอาการของโรค rsv ก็ควรรีบไปพบแพทย์ โดยทันที เพื่อป้องกัน ภาวะแทรกซ้อน ที่อาจตามมาได้

คุณแม่ มือใหม่ ต้องงดอาหาร 9 อย่าง ทำร้ายลูกรัก เสี่ยงอันตราย

เรื่องที่ คุณแม่ มือใหม่ควรต้องรู้ และ ต้องให้ความสำคัญ เป็นอย่างมาก ในด้านของโภชนาการ หรือ อาหารที่ไม่ควรทาน ขณะที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ เพราะแค่เพียงน้อยนิด

เรื่องที่ คุณแม่ มือใหม่ควรต้องรู้ และ ต้องให้ความสำคัญ เป็นอย่างมาก ในด้านของโภชนาการ หรือ อาหารที่ไม่ควรทาน ขณะที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ เพราะแค่เพียงน้อยนิด ก็อาจมีส่วน เป็นอันตราย ต่อคุณแม่และลูกรัก ได้เช่นกัน

เพื่อสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับคนที่คุณรัก คุณแม่ก็ต้องใช้ ความอดทน อดกลั้น เพื่องดทานอาหาร ที่ตนเองชอบทาน เป็นประจำ ในขณะที่กำลัง ตั้งครรภ์อยู่ ในช่วงระหว่าง 9 เดือนนี้ โดยคำนึงถึง ความปลอดภัยสูงสุด ของทั้งคุณแม่ และคุณลูก เป็นหลัก

คุณแม่ ควรงดทานอาหาร เสี่ยงอันตราย

1. อาหารสำเร็จรูป เช่น ข้าวกล่องแช่แข็ง อาหารแห้ง ผักและผลไม้กระป๋อง เนื้อสัตว์กระป๋อง ไส้กรอก ฯลฯ เพราะอาจมีผลต่อการ เจริญเติบโต ของทารกในครรภ์ได้

2. อาหารค้างคืน คุณแม่ไม่ควร นำอาหาร ที่ทำทิ้งไว้ หรือ กินเหลือจากมื้อก่อน นำกลับมารับประทานอีก เพราะอาจมีแบคทีเรีย ปนเปื้อนอยู่ในอาหาร ควรเลือกทาน เฉพาะอาหาร ที่ปรุงสุก สดใหม่ จึงจะดีกว่า เพราะเกรงว่า อาจมีผลต่อทารก โดยตรง

3. อาหารดิบ หรือ อาหารปรุงไม่สุก เช่น ไข่ดิบ ปลาดิบ เนื้อดิบ หอยนางรมสด ฯลฯ เพราะอาหารเหล่านี้ อาจมีเชื้อโรค แบคทีเรีย ปนเปื้อนอยู่ หากคุณแม่ ทานเป็นประจำ หรือ ทานในปริมาณมาก ก็อาจส่งผลต่อเด็ก ในครรภ์ได้ ควรเลือกทานอาหาร ที่ปรุงสุกแล้ว ผ่านการฆ่าเชื้อ มาเรียบร้อยแล้ว จึงจะดีกว่า



4. อาหาร และผลไม้ ที่มีน้ำตาลสูง เช่น ขนมหวาน ไอศครีม เบเกอรี่ น้ำสลัด ลำไย เงาะ ทุเรียน มะม่วงสุก ฯลฯ เพราะอาจส่งผลต่อ ระดับน้ำตาลในเลือด ของคุณแม่ อีกทั้ง ยังไม่มีประโยชน์ ต่อลูกรักในครรภ์ อีกด้วย

5. อาหารรสจัด เช่น เผ็ดจัด หวานจัด เค็มจัด เปรี้ยวจัด คุณแม่ควร เลือกทานอาหาร ที่รสพอดี ไม่จัดเกินไป เพื่อป้องกัน ผลกระทบคุณแม่ และลูกในครรภ์ โดยเฉพาะเกี่ยวกับ ระบบกระเพาะอาหาร และลำไส้ ของคุณแม่

คุณแม่
คุณแม่

6. เครื่องดื่มบางชนิด เช่น น้ำอัดลม ชา กาแฟ และ เครื่องดื่มที่มีส่วนผสม ของแอลกอฮอล์ เพราะอาจมีผลกระทบ ต่อการพัฒนาการ ของระบบประสาท และ สมองของทารกได้

7. อาหารที่มีส่วนผสมของ โมโนโซเดียม กลูตาเมต หรือ ผงชูรส เพราะเป็นส่วนผสมที่มี อันตรายต่อสุขภาพ อย่างร้ายแรง หากคุณแม่ ทานเป็นประจำ หรือ ทานในปริมาณมาก ก็ส่งต่อสุขภาพ ของคุณแม่ และลูกรัก ที่อาจทำให้เกิด โรคร้ายได้

8. อาหารปิ้งย่าง เช่น เนื้อย่าง หมูย่าง ไก่ย่าง ฯลฯ โดยเฉพาะที่ไหม้เกรียม คุณแม่ควรหลีกเลี่ยง งดทานไปเลย เพราะจะส่งผลกระทบ ต่อร่างกายของเด็ก และคุณแม่ โดยเฉพาะ การเกิดโรคร้าย อย่างเช่น มะเร็ง ฯลฯ

9. อาหารที่มีไขมันสูง เช่น อาหารทอด เนื้อติดมัน หรือ อาหารที่ประกอบด้วย น้ำมันในปริมาณสูง เพราะนอกจาก จะทำให้น้ำหนัก ของคุณแม่เพิ่มขึ้น เกินเกณฑ์มาตรฐาน ถึงขึดอันตราย ที่มีผลกระทบ ต่อทารก และคุณแม่ได้โดยตรง โดยเฉพาะ การเกิดภาวะไขมันในเลือด ที่อาจมีผลต่อระบบ การไหลเวียนของเลือด รวมไปถึง อาจเกิดปัญหา เกี่ยวกับหัวใจได้ ซึ่งอาจมีอันตรายร้ายแรง ต่อคุณแม่และเด็ก ขณะการคลอด ก็มีความเสี่ยงสูง เช่นกัน

ถึงแม้ว่า การงดทานอาหาร บางชนิด จะไม่ได้เป็นข้อห้าม ที่มีกฏเคร่งครัด ระบุไว้โดยชัดเจน สำหรับคนท้อง แต่เพื่อลดความเสี่ยง ที่อาจส่งผลอันตราย ต่อทั้งคุณแม่ และตัวเด็กเอง ก็มีความจำเป็น ที่ต้องควรงด และควรหลีกเลี่ยง ไม่ควรตามใจปาก จึงเป็นสิ่งที่ ดีที่สุด

(บทความที่เกี่ยวข้อง อาหารสำหรับคนท้อง, อาการคนท้อง)

เครื่องฟอกอากาศ ประโยชน์ ช่วยป้องกันโรค ใครควรต้องใช้

หากลองสังเกตุดูว่า ปัจจุบันนี้ แม้แต่ในอากาศ ที่เราหายใจ โดยสูดเอามลพิษ เข้าสู่ปอดเต็มๆ ไม่ว่าจะเป็นควัน ฝุ่น สารเคมี เชื้อโรค ซึ่งยากต่อการหลีกเลี่ยง เพราะเราจำเป็น ต้องสูดหายใจ เพื่อนำออกซิเจน เข้าสู่ร่างกาย แต่ปัญหาหนัก คือ ปอดของเรา ก็ทำงานหนัก และมีโอกาสสูง ในการรับมลพิษ เข้าไปเต็มๆ แต่ถึงแม้ว่า โลกจะเต็มไปด้วย อากาศที่ไร้ความบริสุทธิ์ แต่ด้วยความ ไม่หยุดนิ่งของมนุษย์ จึงได้มีวิวัฒนาการ ในการพัฒนา ตัวช่วยที่ดี สำหรับนำอากาศ ที่บริสุทธิ์ เข้าสู่ปอดด้วย เครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ทันสมัยอย่าง เครื่องฟอกอากาศ

หากลองสังเกตุดูว่า ปัจจุบันนี้ แม้แต่ในอากาศ ที่เราหายใจ โดยสูดเอามลพิษ เข้าสู่ปอดเต็มๆ ไม่ว่าจะเป็นควัน ฝุ่น สารเคมี เชื้อโรค ซึ่งยากต่อการหลีกเลี่ยง เพราะเราจำเป็น ต้องสูดหายใจ เพื่อนำออกซิเจน เข้าสู่ร่างกาย แต่ปัญหาหนัก คือ ปอดของเรา ก็ทำงานหนัก และมีโอกาสสูง ในการรับมลพิษ เข้าไปเต็มๆ แต่ถึงแม้ว่า โลกจะเต็มไปด้วย อากาศที่ไร้ความบริสุทธิ์ แต่ด้วยความ ไม่หยุดนิ่งของมนุษย์ จึงได้มีวิวัฒนาการ ในการพัฒนา ตัวช่วยที่ดี สำหรับนำอากาศ ที่บริสุทธิ์ เข้าสู่ปอดด้วย เครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ทันสมัยอย่าง เครื่องฟอกอากาศ

เครื่องฟอกอากาศคือ เครื่องใช้ไฟฟ้า ชนิดหนึ่ง ซึ่งปัจจุบัน เป็นเครื่องใช้ ที่ได้รับความนิยม ใช้กันอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็น ใช้ภายในบ้าน ในรถยนต์ หรือ สำนักงานขนาดเล็ก ไปจนถึงขนาดใหญ่ และเครื่องฟอกอากาศ มีตั้งแต่ขนาดเล็ก เท่ากระปุกน้ำหอม ไปจนถึงขนาดใหญ่ มีหน้าที่ฟอกอากาศ ให้บริสุทธิ์ ก่อนหายใจ นำเอาอากาศ เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งมีประโยชน์อย่างมาก ต่อการมีสุขภาพที่ดี

เครื่องฟอกอากาศทำงาน โดยการคอย ดักจับฝุ่นละออง เชื้อโรคต่างๆ รวมไปถึง มีความสามารถ ในการฆ่าเชื้อโรค เชื้อรา ในอากาศ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนมีการหายใจ สูดเอาอากาศ เข้าไปภายในปอด

เครื่องฟอกอากาศ
เครื่องฟอกอากาศ

ประโยชน์จาก เครื่องฟอกอากาศ ช่วยป้องกันโรค

– ช่วยดูแล ผู้ที่เป็น โรคภูมิแพ้ หรือ โรคหอบหืด เนื่องจากเครื่องฟอกอากาศ มีหน้าที่ในการ ฟอกอากาศ ให้บริสุทธิ์ ก่อนสูดหายใจ ผ่านช่องทางเดินหายใจ ทำให้อากาศ ที่สูดหายใจเข้าไป ปราศจากไรฝุ่น เชื้อโรค สารก่อภูมิแพ้ หรือ สิ่งกระตุ้นของ อาการหอบหืด ที่ปนอยู่ในอากาศ เพราะได้ถูกกำจัด ไว้แล้ว ด้วยเครื่องฟอกอากาศ

– โรคปอด เพราะมลพิษต่างๆ เช่น ควัน ฝุ่นละออง ไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อโรคต่างๆ ได้ถูกเครื่องฟอกอากาศ กำจัดออกไว้ ก่อนที่อากาศ จะเข้าสู่ปอด จึงช่วยทำให้ ลดความเสี่ยง ต่อการทำให้ ปอดมีปัญหา ในการทำงาน สามารถป้องกัน อาการปอดชื้น หรือ ปอดอักเสบได้ดี



– ช่วยกำจัดเชื้อไวรัส ป้องกันวัณโรค เพราะไวรัส ที่ปนเปื้อนอยู่ในอากาศ หากเราไม่มีตัวช่วย อย่างเครื่องฟอกอากาศ เราก็จะสามารถ รับเชื้อไวรัส ที่ปนเปื้อนอยู่ในอากาศ เข้าสู่ร่างกาย สาเหตุของ การเกิดโรคร้ายต่างๆ ตามมา เช่น ไวรัสหวัด หรือ วัณโรค ฯลฯ

ใครจำเป็นต้องใช้เครื่องฟอกอากาศ ?

– ผู้ที่อาศัย อยู่ในสภาพแวดล้อม ที่มีฝุ่น ควัน และ มลพิษสูง เช่น บ้านติดถนน อาศัยอยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรม หรือ แหล่งชุมชน ที่มีคนอาศัย เป็นจำนวนมาก

– ผู้ที่มีโรคประจำตัว บางชนิด เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด ฯลฯ

– ผู้ที่มีสัตว์เลี้ยง อยู่ภายในบ้าน

– ผู้ที่อาศัย อยู่ในพื้นที่ หรือ ห้องคับแคบ มีความอับชื้นสูง

– ผู้ที่อยู่อาศัย ในพื้นที่ส่วนรวม มีผู้คนเป็นจำนวนมาก เช่น office ในที่ทำงาน ฯลฯ

เพราะในอากาศ ไม่ได้มีแค่เรา เพียงคนเดียว ที่ต้องหายใจเข้า และออก ผ่านทางเดินหายใจ แล้วลอยไปในอากาศ ดังนั้นเครื่องฟอกอากาศ จึงมีความสำคัญ เป็นอย่างมาก ซึ่งในปัจจุบัน เครื่องฟอกอากาศก็ สามารถหาซื้อได้ง่าย ตามห้างร้านทั่วไป มีให้เลือก หลากหลายยี่ห้อ หลายขนาด ได้ตามความต้องการ ที่สำคัญ ควรเลือกซื้อ เครื่องฟอกอากาศจากแหล่ง ที่มีความน่าเชื่อถือ มีตราสินค้า ที่ผ่านการรับรอง คุณภาพถูกต้อง เรียบร้อยแล้ว

ขอบคุณรูปภาพจาก : powerbuy

ที่นอนยางพารา 7 ข้อดีต่อสุขภาพ วิธีเลือกซื้อ ยางพาราแท้

ทำไมถึง ต้องเลือก ที่นอนยางพารา เชื่อได้ว่าคงมีหลายคน ที่ยังสงสัยอยู่ว่า การเลือกใช้ที่นอน หรือ ผลิตภัณฑ์ จากยางพารานั้น มันดีอย่างไร แล้วดีจริงๆเหรอ เพราะอย่างที่รู้กันดีว่า ผลิตภัณฑ์จากยางพาราแท้ นั้นค่อนข้าง มีราคาสูง แต่หากเทียบกับคุณภาพแล้ว เรียกได้ว่าเกินคุ้ม เลยก็ว่าได้

ทำไมถึง ต้องเลือก ที่นอนยางพารา เชื่อได้ว่าคงมีหลายคน ที่ยังสงสัยอยู่ว่า การเลือกใช้ที่นอน หรือ ผลิตภัณฑ์ จากยางพารานั้น มันดีอย่างไร แล้วดีจริงๆเหรอ เพราะอย่างที่รู้กันดีว่า ผลิตภัณฑ์จากยางพาราแท้ นั้นค่อนข้าง มีราคาสูง แต่หากเทียบกับคุณภาพแล้ว เรียกได้ว่าเกินคุ้ม เลยก็ว่าได้

ที่นอนยางพารา เป็นผลิตภัณฑ์ ที่ได้รับความนิยมใช้ กันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะสำหรับชาวไทย ที่รักสุขภาพ รวมไปถึง ชาวต่างชาติ ก็นิยมมากกว่าคนไทยด้วยซ้ำ เพราะปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์จากยางพาราของไทย ได้เป็นสินค้าส่งออก อีกชนิดหนึ่ง เพราะเป็นสินค้า ที่มีความต้องการสูง ของชาวต่างชาติ

ที่นอนยางพาราคือ เป็นที่นอนที่ผลิตมาจาก น้ำยางจากต้นยางพาราแท้ ที่เป็นธรรมชาติ 100% จึงทำให้ เป็นที่นอนที่เป็นมิตร ต่อธรรมชาติ ไร้สารเคมี และ ดีต่อสุขภาพอย่างมาก

ที่นอนยางพารา ดีอย่างไร ?

1. เหมาะสำหรับ ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ เนื่องจากที่นอนยางพารา เป็นผลิตภัณฑ์ ที่มีคุณสมบัติ ป้องกันไรฝุ่น จึงเหมาะมาก สำหรับผู้ที่มีปัญหา แพ้ไรฝุ่น

2. ช่วยผ่อนคลาย เลือดไหลเวียนดี ช่วยให้นอนแล้วสบาย มีผิวสัมผัสที่นุ่ม เนื่องจากที่นอนยางพารา จะมีความยืดหยุ่นสูง ไม่กดทับขณะนอน รองรับสรีระทุกส่วน ของร่างกาย จึงทำให้นอนหลับสบาย ไม่มีปัญหาปวดเมื่อย หลังตื่นนอน จึงเหมาะกับผู้สูงอายุ หรือ ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับ กระดูกสันหลัง หรือ มีปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ

ที่นอนยางพารา
ที่นอนยางพารา

3. มีความคงทน มีอายุการใช้งาน นานมากกว่า 10 ปี โดยที่สภาพของที่นอน ยังคงอยู่ในสภาพที่ดี ไม่ยุบตัว ยังคงมีความ ยืดหยุ่นสูง

4. ไร้สารพิษ ที่อาจส่งผลเสีย ต่อสุขภาพร่างกาย ในระยะยาว เนื่องจากที่นอนยางพารา เป็นผลิตภัณฑ์ ที่ผลิตมาจาก ยางพาราธรรมชาติแท้ 100% ไม่มีส่วนผสม ของเส้นใยอื่น หรือ ยางที่ถูกสังเคราะห์ ขึ้นจากสารเคมี

5. เพราะความยืดหยุ่น ของที่นอนยางพารา จึงช่วยทำให้ นอนหลับสนิท เนื่องจากไม่มี การสั่นสะเทือนรบกวน จากผู้นอนข้างๆ หากพวกเขาขยับ หรือพลิกตัว ขณะนอนหลับอยู่

6. เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะการย่อยสลาย จะเป็นไปตาม กระบวนการทางธรรมชาติ หากเทียบกับ ผลิตภัณฑ์อื่น ที่ต้องใช้เวลานาน ในการย่อยสลาย

7. มีคุณสมบัติ สามารถระบายอากาศ ได้ดี จึงทำให้ ไร้ความอับชื้น หมดปัญหา การสะสมของเชื้อรา แบคทีเรีย หรือ เชื้อโรค ได้เป็นอย่างดี



ที่นอนยางพาราแท้ สังเกตุยังไง ?

– ที่นอนยางพาราแท้ จะมีน้ำหนักมาก หากขนาด 6 ฟุต หนาประมาณ 6 นิ้ว ต้องใช้ผู้ชาย ที่แข็งแรงยกถึง 2 – 3 คนขึ้นไป

– มีความยืดหยุ่นสูงมาก สามารถพับครึ่งที่นอนได้ โดยที่ไม่เสียรูปทรง

– ผิวของที่นอน จะมีรูทั่วทั้งผืน ทั้งสองด้านของที่นอน

– มีความนุ่มนวล ไม่แข็งกระด้าง และไม่ยุบตัว

– มีกลิ่นอบยางอ่อนๆ ไม่ฉุนมาก ในช่วงแรกๆ ของการเปิดห่อหุ้มที่นอนออก

วิธีดูแลรักษา ที่นอนยางพารา

– ไม่ควรนำมาตากแดด หรืออยู่ในที่ ที่มีความร้อนสูง เพราะอาจทำให้ เนื้อยางพารา เสื่อมสภาพลงได้

– หากมีรอยเปื้อน ควรใช้ผ้าชุบน้ำ หรือ สบู่ แล้วเช็ดทำความสะอาด เฉพาะบริเวณที่มีรอยเปื้อน ไม่ควรนำไปซักด้วยน้ำ โดยเด็ดขาด

ถึงแม้ว่า ที่นอนยางพารา จะมีราคาค่อนข้างสูง หากเทียบกับที่นอน จากวัสดุอื่น แต่หากเทียบถึงความคุ้มค่า และคุณภาพ ที่ได้รับกลับมา ที่ส่งผลต่อสุขภาพร่างกาย ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ก็ถือว่าคุ้มค่ามาก หากว่าคุณเป็นคนหนึ่ง ที่รักสุขภาพ ก็ไม่ควรละเลย แม้แต่เรื่อง การเลือกที่นอน ที่ส่งผลที่ดี ต่อคุณภาพชีวิต ทั้งในระยะสั้น และ ระยะยาว ให้คุณนอนหลับสบาย อย่างที่นอนยางพารา มาเป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง สำหรับครอบครัว และคนที่คุณรักนะคะ

พาร์กินสัน 9 อาการเสี่ยง เตือนพฤติกรรม น่าเป็นห่วง ควรรู้

ทราบหรือไม่ว่า พฤติกรรม และอาการบางอย่าง ที่ใครหลายคน กำลังประสบ หรือเป็นอยู่ โดยอาจคิดว่า เป็นเรื่องปกติ นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือน ของอาการเริ่มต้น ของโรค พาร์กินสัน ก็เป็นไปได้ หากว่าคุณมีพฤติกรรมเสี่ยง เพราะในบางราย ในช่วงต้น อาจจะไม่แสดงอาการเลย หรือ แสดงแต่ไม่บ่อยมากนัก ดังนั้น จึงเป็นเรื่องใกล้ตัว ที่คุณควรสังเกตุ พฤติกรรม และอาการ ที่ผิดปกติบางอย่าง ในร่างกายคุณ เพื่อจะได้หาวิธีป้องกัน ไว้ตั้งแต่เริ่มแรก ก่อนเกิดการลุกลาม ที่ยากต่อการแก้ไข

ทราบหรือไม่ว่า พฤติกรรม และอาการบางอย่าง ที่ใครหลายคน กำลังประสบ หรือเป็นอยู่ โดยอาจคิดว่า เป็นเรื่องปกติ นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือน ของอาการเริ่มต้น ของโรค พาร์กินสัน ก็เป็นไปได้ หากว่าคุณมีพฤติกรรมเสี่ยง เพราะในบางราย ในช่วงต้น อาจจะไม่แสดงอาการเลย หรือ แสดงแต่ไม่บ่อยมากนัก ดังนั้น จึงเป็นเรื่องใกล้ตัว ที่คุณควรสังเกตุ พฤติกรรม และอาการ ที่ผิดปกติบางอย่าง ในร่างกายคุณ เพื่อจะได้หาวิธีป้องกัน ไว้ตั้งแต่เริ่มแรก ก่อนเกิดการลุกลาม ที่ยากต่อการแก้ไข

พาร์กินสัน เป็นอาการผิดปกติ ของระบบประสาทและสมอง ซึ่งเซลล์สมองส่วนกลาง ถูกทำลายลง โดยส่วนใหญ่ อาการนี้ มักเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ หรือ ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป แต่ในบางราย อาจแสดงอาการ ก่อนอายุ 60 ปี ซึ่งทางการแพทย์ ยังไม่สามารถ ระบุที่มาของสาเหตุ ได้อย่างแน่ชัด ว่าอาการนี้ มีสาเหตุจากอะไรกันแน่ แต่ที่แน่ๆ โรคนี้ สามารถเกิดขั้นได้ กับทุกเพศ ทุกเชื้อชาติ

อาการของ พาร์กินสัน

1. มีอาการสั่น ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น มือสั่น ขาสั่น ปากสั่น ฯลฯ จะมีอาการสั่นมาก และ สังเกตุเห็นได้ชัด ขณะที่หยุดนิ่ง

2. มีอาการเกร็งกล้ามเนื้อ ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ในบางราย มีอาการเกร็งมาก จนทำให้มีอาการ ปวดบริเวณที่เกร็ง

3. มีความผิดปกติ ทางด้านการเคลื่อนไหว เช่น เดินช้า ยกแขนช้า กินข้าวช้า และอาจพูดช้าลง ฯลฯ

4. มีอาการซึมเศร้า หรือ เป็นโรคซึมเศร้า

5. มีพฤติกรรม ชอบย้ำคิดย้ำทำ มีความวิตกกังวล กระวนกระวาย

6. มีปัญหา เรื่องระบบขับถ่าย ระบบลำไส้ ทำงานผิดปกติ จึงมักมีอาการท้องผูก

7. มีอาการหลงลืมง่าย ไม่มีสมาธิ และอาจมีความเสี่ยงเป็น โรคอัลไซเมอร์ ได้

8. นอนหลับยาก นอนไม่ค่อยหลับ ตื่นบ่อยในเวลากลางคืน

9. ในบางราย อาจมีอาการทางจิต หรือ เป็นโรคจิต



ปัจจัยเสี่ยงโรค พาร์กินสัน

ถึงแม้ว่าปัจจุบัน จะยังไม่สามารถ บอกได้ถึงสาเหตุที่แท้จริง ของการเกิด โรคพาร์กินสัน แต่มีการศึกษาพบว่า อาจมีปัจจัยเสี่ยง มาจากสภาพแวดล้อม ที่อาศัยอยู่ เช่นอยู่ในสภาพแวดล้อม ที่ปนเปื้อนไปด้วยสารเคมีบางชนิด สารพิษ ที่มีฤทธิ์ทำลายเซลล์ประสาท รวมไปถึง อาหารการกิน น้ำดื่ม หรือ ในบางราย อาจเกิดจากพันธุ์กรรม รวมไปถึง เคยประสบอุบัติเหตุ และอาจเกิดจาก ยารักษาโรคบางชนิด

วิธีการรักษา และป้องกัน

โรคพาร์กินสัน แม้ว่าจะเป็นโรค ที่ไม่สามารถป้องกัน หรือ รักษาให้หายขาดได้ แต่ทางการแพทย์ ก็มีวิธีการ ที่ช่วยบรรเทา และลดความเสี่ยง ของการลุมลาม ของอาการได้ และ ผู้ป่วยเอง ก็สามารถให้ความร่วมมือ โดยการออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ และควรเลือกรับประทาน อาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงความเสี่ยง ทีี่อาจส่งผลกระทบ ในระยะยาวได้

หากพบว่า ตนเองหรือบุคคลใกล้ตัว มีอาการน่าสงสัย คล้ายกับอาการของ โรคพาร์กินสัน ก็ควรรีบ ไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเร็ว เพื่อขอคำแนะนำ และรักษาอาการจากแพทย์ เพื่อป้องกัน ผลกระทบต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อ การดำเนินชีวิต และอาจนำไปสู่ ภาวะแทรกซ้อน ที่อาจตามมาได้

โรคหอบหืด สาเหตุ อาการ เสี่ยงอันตราย ถึงชีวิต รับมืออย่างไรดี

หากพูดถึง โรคหอบหืด ฟังดูแล้ว อาจไม่ใช่โรคที่หลายคน คิดว่าอันตราย หรือ น่ากลัว แต่ทราบหรือไม่ว่า โรคนี้มีผล ต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เป็นอย่างมาก เพราะต้องคอยระวัง สาเหตุกระตุ้น การกำเริบของอาการ อยู่ตลอดเวลา เพราะเกรงว่า หากมีอาการรุนแรง ก็จะทำให้มีอันตราย ถึงขั้นเสียชีวิตได้ และที่น่ากังวลที่สุดคือ โรคนี้ไม่สามารถ รักษาให้หายขาดได้

หากพูดถึง โรคหอบหืด ฟังดูแล้ว อาจไม่ใช่โรคที่หลายคน คิดว่าอันตราย หรือ น่ากลัว แต่ทราบหรือไม่ว่า โรคนี้มีผล ต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เป็นอย่างมาก เพราะต้องคอยระวัง สาเหตุกระตุ้น การกำเริบของอาการ อยู่ตลอดเวลา เพราะเกรงว่า หากมีอาการรุนแรง ก็จะทำให้มีอันตราย ถึงขั้นเสียชีวิตได้ และที่น่ากังวลที่สุดคือ โรคนี้ไม่สามารถ รักษาให้หายขาดได้

โรคหอบหืด ( Asthma ) เป็นอาการที่มีผลมาจาก การหดตัว เกร็งตัว อาการตีบตัน หรือ อาการอักเสบ ของระบบทางเดินหายใจ ส่งผลทำให้ ผู้ป่วยไม่สามารถหายใจ นำเอาอากาศ เข้าสู่ปอด ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งในบางราย หากพบว่ามีอาการรุนแรง ก็อาจเป็นสาเหตุ ของการเสียชีวิตได้

ในบางรายอาจมีอาการรุนแรง อาการสามารถ กำเริบขึ้นได้ตลอดเวลา หรือ มีอาการถี่ติดกัน แต่ในบางราย ก็ไม่ได้มีอาการ ที่มีความถี่ใกล้กัน ขึ้นอยู่กับอาการ และสิ่งกระตุ้น ของอาการแต่ละราย จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น สำหรับผู้ป่วย ที่ต้องเตรียมตัวให้พร้อม สำหรับรับมือ กับโรคนี้

ปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคหอบหืด

– ผู้ที่สูบบุหรี่จัด

– ผู้ที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน หรือ เป็นโรคอ้วน

– ผู้ที่เป็นโรคภมูิแพ้ เช่น แพ้อากาศ แพ้อาหาร แพ้เกสรดอกไม้ แพ้ฝุ่น แพ้ขนสัตว์ แพ้กลิ่นน้ำหอม ฯลฯ

– ผู้ที่อยู่ท่ามกลางมลพิษ เป็นประจำ เช่น สารเคมี ก๊าซ ควัน ยาฆ่าแมลง ฯลฯ

– ผู้ที่มีญาติสนิท เป็นโรคหอบหืด เช่น พ่อแม่ พี่น้อง ฯลฯ

โรคหอบหืด
โรคหอบหืด

อาการ โรคหอบหืด

– มีอาการไอ โดยเฉพาะช่วงเช้า และช่วงกลางคืน

– มีอาการหายใจ ไม่สะดวก หายใจถี่ รู้สึกเหนื่อยหอบ

– มีอาการเจ็บหน้าอก หรือ แน่นหน้าอก

– มีอาการหายใจ มีเสียง คล้ายเสียงเป่าปี่



สาเหตุกระตุ้นอาการ

– การสัมผัส กับสารระคายเคือง หรือ สารที่ทำให้เกิด อาการแพ้

– ติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น โรคหวัด ฯลฯ

ออกกำลังกายหนัก

– สภาพอากาศ ที่เย็นและแห้ง

– ภาวะความเครียด หรือ ภาวะซึมเศร้า

– การเปลี่ยนแปลง ของอารมณ์ อย่างกระทันหัน เช่น ดีใจ เสียใจ โมโห ฯลฯ

– แพ้อาหาร เช่น แพ้กุ้ง แพ้ถั่ว ฯลฯ

– มีอาการกรดไหลย้อน

การป้องกันและการรักษา

– โรคหอบหืดนี้ จะเป็นโรคที่ไม่สามารถ ป้องกันได้ หรือ รักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถหลีกเลี่ยง สิ่งกระตุ้น ของการกำเริบของอาการ และใช้ยาเพื่อช่วย ในการบรรเทาอาการได้ และสิ่งที่สำคัญ ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์ อย่างสม่ำเสมอ

แม้ว่าโรคหอบหืด จะไม่สามารถป้องกัน และรักษาให้หายขาดได้ แต่หากผู้ป่วย สามารถปฏิบัติ ตามคำแนะนำของแพทย์ และหลีกเลี่ยง สาเหตุของการเกิด อาการหอบหืด และสิ่งที่สำคัญ ควรสังเกตุอาการ ของตนเองอยู่เสมอ หากพบความผิดปกติ ควรปรึกษาพูดคุย กับแพทย์ และทำตามคำแนะนำของแพทย์ อย่างเคร่งครัด มิฉะนั้น อาจส่งผลอันตราย ถึงชีวิตได้

ไต มีข้างเดียว วิธีดูแล สาเหตุ อันตราย เสี่ยงอายุสั้นจริงเหรอ

โดยปกติร่างกายของมนุษย์ ส่วนใหญ่จะมี ไต ทั้งสองข้าง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี ต่อระบบการทำงาน ของร่างกายอย่างมาก เลยทีเดียว แต่กับบางคน ที่อาจมีไตเพียงแค่ข้างเดียว ซึ่งนั่นก็แน่นอนว่า จะทำให้ การใช้ชีวิตประจำวัน อาจลำบากมากกว่า คนที่มีไตทั้งสองข้าง อีกทั้งอาจมีความเสี่ยง ต่อการเกิดปัญหา ทางด้านสุขภาพ และอายุ หากผู้ป่วยเพิกเฉย และไม่ดูแลตนเอง และแน่นอนว่า เป็นปัญหาหนัก ที่น่ากังวลใจ ของผู้ที่มีไตข้างเดียว ว่าควรจะดูแลตัวเองอย่างไร ให้มีชีวิตที่ปกติ และยืนยาว เหมือนกับผู้ที่มีไตสองข้าง

โดยปกติร่างกายของมนุษย์ ส่วนใหญ่จะมี ไต ทั้งสองข้าง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี ต่อระบบการทำงาน ของร่างกายอย่างมาก เลยทีเดียว แต่กับบางคน ที่อาจมีไตเพียงแค่ข้างเดียว ซึ่งนั่นก็แน่นอนว่า จะทำให้ การใช้ชีวิตประจำวัน อาจลำบากมากกว่า คนที่มีไตทั้งสองข้าง อีกทั้งอาจมีความเสี่ยง ต่อการเกิดปัญหา ทางด้านสุขภาพ และอายุ หากผู้ป่วยเพิกเฉย และไม่ดูแลตนเอง และแน่นอนว่า เป็นปัญหาหนัก ที่น่ากังวลใจ ของผู้ที่มีไตข้างเดียว ว่าควรจะดูแลตัวเองอย่างไร ให้มีชีวิตที่ปกติ และยืนยาว เหมือนกับผู้ที่มีไตสองข้าง

สาเหตุของการมี ไต ข้างเดียว

– ในบางคนนั้น อาจเกิดมาพร้อมกับ มีไตเพียงแค่ข้างเดียว ซึ่งเรียกอาการนี้ว่า agenesis และอีกภาวะหนึ่ง เรียกว่า dysplasia ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่กำเนิด หรือ อยู่ในครรภ์มารดา

– ผู้ที่บริจาคไต เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ไปหนึ่งข้าง อาจทำให้ตนเอง เหลือไตเพื่อใช้งานไว้ เพียงแค่ข้างเดียว

– เกิดจากอุบัติเหตุ ที่อาจมีผลกระทบ หรือ เกิดการลุกลาม มายังไต ที่มีความจำเป็นต้องผ่าตัด เพื่อนำไตออกไป

– เกิดจากผู้ที่ มีโรคประจำตัว เช่น มะเร็ง ที่ต้องมีการผ่าตัด เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ ทำให้ผู้ป่วยบางราย อาจเหลือไต เพียงแค่ข้างเดียว

ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น หากมีไตข้างเดียว

– มีความเสี่ยง ต่อการเกิดโรค เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคหัวใจ ฯลฯ

ไต
ไต

– มีความเสี่ยง ต่อภาวะโปรตีนรั่ว หรือ มีโปรตีนไข่ขาว ในปัสสาวะ ซึ่งมีความเสี่ยง ต่อการทำให้เลือดแข็งตัว

– ในผู้หญิง หากตั้งครรภ์ อาจมีความเสี่ยง ครรภ์เป็นพิษ

วิธีดูแลตัวเอง หากมีไตข้างเดียว

– ควรออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ แต่ควรเป็นกีฬาประเภท ที่ไม่หักโหม อาจเป็นกีฬาที่ ไม่มีความรุนแรงมากนัก เช่น โยคะ ฯลฯ

– ควรดื่มน้ำเปล่าให้เยอะ

– ควรงดทานอาหารรสจัด เช่น เค็มจัด หวานจัด เผ็ดจัด มันจัด และเปรี้ยวจัด ฯลฯ



– ควรงดทานอาหาร สำเร็จรูป อาหารหมักดอง ฯลฯ

– ควรหลีกเลี่ยง พฤติกรรมกลุ่มเสี่ยง ต่อการบาดเจ็บ หรือ ต้องใช้แรงมาก เช่น ยกของหนัก ฯลฯ

– ควรนอนพักผ่อน ให้เพียงพอ

– ควรเลือกทานผักผลไม้ และเนื้อปลา มากกว่าการทานเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ ฯลฯ

– ควรควบคุมน้ำหนัก ป้องกันการเกิด โรคอ้วน

– ควรตรวจสุขภาพประจำปีทุกปี และตรวจเกี่ยวกับ การทำงานของไต

แต่นั่นก็ไม่ได้ หมายความว่า ผู้ที่มีไต เพียงแค่ข้างเดียว จะมีอายุสั้นลง กว่าผู้ที่มีไตทั้งสองข้าง หากว่าผู้ที่มีไตข้างเดียว ดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ก็เท่ากับว่า ก็มีชีวิตและร่างกาย ที่เป็นปกติ มีสุขภาพที่ดีแข็งแรง แต่อาจมีปัญหาเล็กน้อย เมื่อเทียบกับคนที่มีไตทั้งสองข้าง และควรสังเกตุ อาการต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น กับร่างกาย หากว่าเมื่อใด ที่พบว่าตนเอง มีอาการผิดปกติ ก็ควรรีบไปพบแพทย์ โดยเร็ว ไม่เช่นนั้น อาจมีความเสี่ยง ต่อชีวิตได้เช่นกัน

สิวอักเสบ 5 สาเหตุกระตุ้น ควรป้องกัน วิธีรักษาด้วยตนเอง

สิวอักเสบ คือ การอุดตันของรูขุมขน ที่เกิดจากความมัน แบคทีเรีย บนผิวหน้า คอ และหน้าอก ฯลฯ มีลักษณะเป็นตุ่มแดงนูน เป็นรอยแดงเล็กๆ เหมือนมีเลือดคลั่งอยู่ด้านใน ในบางราย อาจมีหนองอยู่ด้วย หากใช้มือจับ จะรู้สึกเจ็บ และอันตรายที่เป็น ปัญหาน่ากังวลใจ ที่จะตามมา คือ รอยแผลเป็นบนผิว

สิวอักเสบ คือ การอุดตันของรูขุมขน ที่เกิดจากความมัน แบคทีเรีย บนผิวหน้า คอ และหน้าอก ฯลฯ มีลักษณะเป็นตุ่มแดงนูน เป็นรอยแดงเล็กๆ เหมือนมีเลือดคลั่งอยู่ด้านใน ในบางราย อาจมีหนองอยู่ด้วย หากใช้มือจับ จะรู้สึกเจ็บ และอันตรายที่เป็น ปัญหาน่ากังวลใจ ที่จะตามมา คือ รอยแผลเป็นบนผิว

แบคทีเรียสิว ที่จริงนั้น มีประโยชน์ต่อผิว เพราะมันช่วยทำให้ ผิวชุ่มชื้น และทำให้ผิว มีความยืดหยุ่น แต่เป็นเพราะว่า ตัวของมนุษย์เอง ที่เป็นตัวการร้าย ของสิวตัวจริง เพราะหากเมื่อใด ที่มนุษย์มีพฤติกรรม กระตุ้นการเกิดสิว เจ้าตัวแบคทีเรีย จะคอยทำหน้าที่ หลังสารเคมีชนิดหนึ่ง ที่ไวต่อการอักเสบ ต่อผิวออกมา จึงทำให้ผิวเกิดเป็น สิวอักเสบได้ง่ายขึ้น

สาเหตุกระตุ้น สิวอักเสบ

1. ความเครียด

เมื่อใดที่มีภาวะความเครียด สมองจะกระตุ้นฮอร์โมน ให้เกิดการผลิต ไขมันส่วนเกินขึ้น โดยเฉพาะบนผิวหน้า ที่จะเกิดความมันสูง จึงทำให้แบคทีเรียสิว หลังสารเคมีชนิด ที่ทำให้ผิว ไวต่อการอักเสบได้ง่าย

สิวอักเสบ
สิวอักเสบ

2. แอลกอฮอล์

สำหรับผู้ที่ใช้ ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสม ของแอลกอฮอล์ บำรุง หรือ ทำความสะอาดบนผิวหน้า ซึ่งเป็นการทำลายผิว จะทำให้ผิวแห้ง แล้วเกิดความมันตามมา อีกสาเหตุหลัก ของการเกิดสิวอักเสบนั่นเอง

3. ฮอร์โมน

การเปลี่ยนแปลง ของฮอร์โมนในร่างกาย เป็นตัวการ ที่ทำให้เกิดสิวอักเสบได้ง่าย เช่น วัยรุ่น หญิงมีประจำเดือน หรือ หญิงตั้งครรภ์ ซึ่งสาเหตุนี้ ค่อนข้างควบคุมได้ยาก แต่หากรักษา ด้วยวิธีที่ถูกต้อง ก็จะสามารถช่วยลดอาการอักเสบ ของสิวลงได้

4. สัมผัสผิวด้วยสิ่งสกปรก

หากใช้มือ หรือผ้า ที่สกปรก สัมผัสผิวหน้าบ่อยครั้ง ไม่ว่าเป็นการเช็ด แกะ เกา หรือ ผิวหน้าสัมผัสโดน เส้นผมที่สกปรก ก็จะทำให้ผิว ไวต่อการอักเสบ จนก่อให้เกิด สิวอักเสบได้ง่าย

5. อาหาร

สำหรับผู้ที่ ชอบรับประทานอาหาร จำพวกที่มีความมันสูง เช่น อาหารทอด เนย ฯลฯ มักเกิดเป็นสิวได้ง่าย โดยอาหารเหล่านี้ มีผลไปกระตุ้นฮอร์โมน ที่เป็นสาเหตุ ของการเกิดสิวอักเสบได้



วิธีป้องกัน การเกิดสิวอักเสบ

– ควรหาวิธีผ่อนคลาย ไม่ให้เกิดความเครียดสะสม

– ควรพักผ่อนให้เพียงพอ

– ควรดื่มน้ำสะอาด ในปริมาณที่พอดี

– ควรออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ

– ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ ทำความสะอาดผิว และบำรุงผิว ที่ปราศจากแอลกอฮอล์

– ควรทำความสะอาด ผิวหน้าและผิวกาย ให้สะอาดอยู่เสมอ

– ควรดูแลความสะอาด ของเส้นผมด้วย

– ควรหลีกเลี่ยง สัมผัสผิวหน้า ด้วยมือ หรือสิ่งอื่น ที่อาจสกปรก

– ควรหาวิธีป้องกัน อาการท้องผูก ควรสร้างพฤติกรรม การขับถ่ายทุกวัน ให้เป็นปกติ

วิธีรักษาสิว ด้วยตนเอง

– ควรเลือกใช้ ครีมแต้มสิว ที่ได้รับการรับรอง อย่างถูกต้องแล้ว นำมาแต้มบริเวณของสิวอักเสบ

– ควรงดทานอาหาร ที่มีความมัน

– ควรออกกำลังกาย เพื่อกระตุ้น ให้สิวหายเร็วขึ้น

– ควรงดใช้เครื่องสำอางค์ ที่กระตุ้นการเกิดสิว

– ควรล้างหน้า อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง

– ควรใช้สมนุไพร ช่วยรักษา โดยการนำมาแต้มบริเวณ ที่เกิดสิวอักเสบ เช่น กระเทียม ว่างหางจระเข้ มะนาว มะเขือเทศ ฯลฯ

– ควรดื่มน้ำเปล่าให้มาก ในปริมาณที่พอดี

แม้ว่า อาการเกิดสิว หรือสิวอักเสบ จะไม่ได้เป็นโรค หรืออาการ ที่มีความรุนแรง แต่หากพบว่า ตนเองมีอาการเกิด สิวอักเสบเรื้อรัง และไม่สามารถรักษา ด้วยตนเองได้ ควรรีบไปพบแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรักษา อย่างถูกวิธี เพื่อป้องกัน การลุกลาม และการติดเชื้อได้

จมูกข้าว 9 ประโยชน์อัศจรรย์ ช่วยป้องกันโรค ช่วยชะลอวัย

ข้าว เป็นอาหารหลัก ที่ทุกเผ่าพันธุ์ ทุกเชื้อชาติ นิยมนำมารับประทาน เป็นอาหารมื้อหลัก ในรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น นำไปแปรรูปเป็นขนมปัง เป็นเส้นก๋วยเตี๋ยว หรือ ทานเป็นเมล็ดข้าว ซึ่งข้าวก็ถูกแบ่ง ออกเป็นหลากหลายสายพันธุ์ ในแต่ละภูมิภาค แต่ละประเทศ ก็อาจได้รับประทานข้าว ที่ต่างสายพันธุ์กันไป แต่ลักษณะเด่นๆ ของข้าวก็คือ มันจะเป็นเมล็ดเล็กๆ ซึ่งปัจจุบันหลายคน อาจจะคุ้นกับเมล็ดข้าว เม็ดสีขาว เพราะได้ถูกขัดสี มาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่จุดสำคัญ คือ แล้วคุณค่าของข้าวนั้น มีมากจากส่วนเล็กๆ ของเมล็ดข้าว นั่นก็คือ จมูกข้าว ( Rice Grem ) ที่มักถูกกำจัดออกไป ขณะอยู่ในขั้นตอน การสีข้าว ทำให้หลายคน พลาดโอกาส ที่จะได้รับสารอาหาร ที่มีคุณค่าสูงที่สุด จากเมล็ดข้าว

ข้าว เป็นอาหารหลัก ที่ทุกเผ่าพันธุ์ ทุกเชื้อชาติ นิยมนำมารับประทาน เป็นอาหารมื้อหลัก ในรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น นำไปแปรรูปเป็นขนมปัง เป็นอาหารเส้น หรือ ทานเป็นเมล็ดข้าว ซึ่งข้าวก็ถูกแบ่ง ออกเป็นหลากหลายสายพันธุ์ ในแต่ละภูมิภาค แต่ละประเทศ ก็อาจได้รับประทานข้าว ที่ต่างสายพันธุ์กันไป แต่ลักษณะเด่นๆ ของข้าวก็คือ มันจะเป็นเมล็ดเล็กๆ ซึ่งปัจจุบันหลายคน อาจจะคุ้นกับเมล็ดข้าว เม็ดสีขาว เพราะได้ถูกขัดสี มาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่จุดสำคัญ คือ แล้วคุณค่าของข้าวนั้น มีมากจากส่วนเล็กๆ ของเมล็ดข้าว นั่นก็คือ จมูกข้าว ( Rice Grem ) ที่มักถูกกำจัดออกไป ขณะอยู่ในขั้นตอน การสีข้าว ทำให้หลายคน พลาดโอกาส ที่จะได้รับสารอาหาร ที่มีคุณค่าสูงที่สุด จากเมล็ดข้าว

จมูกข้าวคือ ส่วนที่เล็กที่สุด จากเมล็ดข้าว มักอยู่ส่วนปลาย ค่อนไปทางด้านข้าง ของเมล็ดข้าว ซึ่งเป็นส่วนที่มีคุณค่า ทางด้านสารอาหาร ที่มีประโยชน์ ต่อร่างกายสูง แต่น่าเสียดาย ที่มันมักหลุดไป ขณะอยู่ในขั้นตอน ของการสีข้าว ให้เป็นข้าวขาว จึงทำให้ผู้บริโภค พลาดโอกาสดีๆ ที่จะได้รับสิ่งดีๆ จากจมูกข้าวเล็กๆนี้ และเนื่องจาก จมูกข้าวอุดมไปด้วย สารอาหารมากมาย หลายชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินอี เกลือแร่ โอเมก้า โปรตีน กรดอะมิโน แร่ธาตุ แคลเซียม ใยอาหาร ฯลฯ เป็นต้น จึงสามารถ ช่วยป้องกัน โรคร้าย ได้หลายชนิด

จมูกข้าว
จมูกข้าว

ประโยชน์ของ จมูกข้าว ช่วยป้องกันโรค

1. โรคหัวใจ

ในจมูกข้าว มีสารอาหารส่วนสำคัญ ที่ช่วยในการ เพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี ( HDL ) ให้กับร่างกาย ช่วยทำให้เลือดไหลเวียนดี ลดปัญหาการอุดตัน ของไขมันในหลอดเลือด จึงทำให้หมดปัญหา การตีบตันในหลอดเลือด จึงส่งผลทำให้ เลือดไหลเวียน ไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงสามารถช่วย ป้องกันการเกิด โรคหัวใจ หรือ หัวใจวาย ได้เป็นอย่างดี

2. โรคมะเร็ง

เนื่องจาก ในจมูกข้าว มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีฤทธิ์ในการ ต่อต้านและยับยั้ง ของการเกิด เซลล์มะเร็งได้ เป็นอย่างดี จึงสามารถช่วยป้องกัน การเกิดมะเร็งได้หลายชนิด โดยเฉพาะ มะเร็งต่อมลูกหมาก และ มะเร็งลำไส้ ฯลฯ

3. โรคอัลไซเมอร์

ด้วยคุณค่า ของจมูกข้าว ที่อุดมไปด้วย โอเมก้า ที่มีประโยชน์ ที่ดีต่อร่างกาย ที่ช่วยทำให้ สมองและระบบประสาท ให้ทำงาน ได้อย่างสมดุล จึงช่วยป้องกัน อาการหลงลืมในวัยชรา ป้องกันการเกิด ความจำเสื่อมได้ดี อีกทั้ง ยังช่วยป้องกัน อาการพิการ ทางระบบประสาท ในทารก ได้ดีอีกด้วย



4. โรคท้องผูก

เนื่องด้วยจมูกข้าว อุดมไปด้วย กากใยอาหาร จึงช่วยทำให้ ลำไส้ทำงาน ได้อย่างสมดุล ส่งผลทำให้ ระบบขับถ่าย ทำงานได้อย่าง มีประสิทธิภาพ

5. โรคเบาหวาน

จมูกข้าวอุดม ไปด้วยสารอาหาร ที่สามารถช่วยลด ระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี จึงเหมาะกับผู้ที่ ป่วยเป็นโรคเบาหวาน อีกทั้งยังมีส่วน ช่วยทำให้ฮอร์โมน ในร่างกาย ทำงานได้อย่างสมดุล จึงสามารถช่วยป้องกัน การเกิดโรคเบาหวานได้

6. โรคสายตา

เนื่องด้วยจมูกข้าว อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน และวิตามินเอ ที่มีส่วนช่วยบำรุงดวงตา ให้มีสุขภาพที่ดี ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ร่วมไปถึง ยังช่วยลดความเสี่ยง ของการเกิด ต้อกระจก ต้อหิน ฯลฯ ได้อย่างดีอีกด้วย

7. โรคอ้วน

ในจมูกข้าว มีใยอาหารสูง จึงเหมาะสำหรับ ผู้ที่มีปัญหา เรื่องน้ำหนัก เกินเกณฑ์มาตรฐาน หรือ ผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนักอยู่ สำหรับผู้ที่ เลือกทานข้าว ที่มีจมูกข้าว เช่น ข้าวกล้อง ข้าวไม่ขัดสี ฯลฯ ก็จะสามารถช่วย ป้องกันการเกิด โรคอ้วนได้

8. โรคกระเพาะอาหาร

ในจมูกข้าว มีฤทธิ์ช่วยในการ ต่อต้านแบคทีเรีย ชนิดที่เป็นตัวการ ทำให้เกิด แผลในกระเพาะอาหารได้ จึงมีส่วนช่วยป้องกัน การเกิดโรคกระเพาะ ได้ดี

9. โรคความดันโลหิต

ในจมูกข้าว มีฤทธิ์ที่ช่วย ทำให้เลือดไหลเวียน ได้อย่างสมดุล จึงสามารถช่วยลด และป้องกัน ปัญหาเกี่ยวกับ โรคความดันโลหิตสูง หรือ โรคความดันโลหิตต่ำ ได้เป็นอย่างดี

ประโยชน์ด้านอื่นๆ

– ช่วยเสริมสร้าง ให้เซลล์ผิวแข็งแรง ป้องกันการเสื่อมสภาพ ของเซลล์ผิว จึงมีส่วนช่วย ในการชะลอวัย ป้องกันการชราก่อนวัยได้

– ช่วยบำรุงผิวพรรณ ให้มีสุขภาพดี เปล่งปลั่ง สดใส ชุ่มชื้น

– ช่วยบำรุงเส้นผม ให้มีสุขภาพดี แข็งแรง ไม่หลุดร่วงได้ง่าย

– ช่วยลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

– ช่วยป้องกันรังสียูวี สาเหตุหลัก ของการเกิด จุดด่างดำ ฝ้า กระ บนผิวหน้าและผิวกาย

– ช่วยผ่อนคลายความเครียด

– ช่วยในด้าน การปรับความสมดุล ในเรื่องฮอร์โมน สำหรับผู้ที่มี อายุช่วงระหว่าง 40 – 60 ปี หรือที่เรียกว่า วัยทอง ที่มักมีอารมณ์ เปลี่ยนแปลงไปตาม การปรับสภาพของฮอร์โมน เช่น อาการร้อนวูบวาบ อารมณ์ไม่คงที่ แปรปรวนได้ง่าย ฯลฯ

หากต้องให้เลือก การรับประทานข้าว ก็ควรเลือกทาน เฉพาะข้าวที่ยังมี จมูกข้าวอยู่ เพื่อประโยชน์ อย่างสูงสุด ต่อสุขภาพร่างกาย ในระยะยาว อย่างเช่น ข้าวกล้อง ข้าวไม่ขัดสี หรือ ผลิตภัณฑ์ที่แปรรูป มากจากจมูกข้าว อย่างน้ำมันจมูกข้าว ฯลฯ เรื่องเล็กๆ จากจมูกข้าวเม็ดเล็ก แต่ประโยชน์สูง ที่เหล่าบรรดา ผู้บริโภค ควรให้ความใส่ใจ ในการเลือกรับประทาน