ดนตรี ขับเคลื่อนชีวิต ช่วยป้องกันโรค และช่วยอายุยืน

ดนตรี เป็นเสียงที่ทรงพลัง เป็นเสียงแห่งความสุข สามารถเข้าถึงได้ ทุกชนชาติ ทุกภาษา เป็นเหมือนตัวแทน แห่งการเยียวยารักษา ที่ช่วยกระตุ้น ให้ผ่อนคลาย อารมณ์ดี ส่วนใหญ่เราจะรู้จักดนตรี ผ่านทางการได้ยินเสียง ที่มาจากเสียงขับร้อง และเครื่องเล่นดนตรี ฯลฯ แล้วทราบหรือไม่ว่า ดนตรีนั้น ให้แต่สิ่งที่ดี และมาช่วยเติมเต็มคุณค่า ให้กับสิ่งมีชีวิต บนโลกนี้

ดนตรี เป็นเสียงที่ทรงพลัง เป็นเสียงแห่งความสุข สามารถเข้าถึงได้ ทุกชนชาติ ทุกภาษา เป็นเหมือนตัวแทน แห่งการเยียวยารักษา ที่ช่วยกระตุ้น ให้ผ่อนคลาย อารมณ์ดี ส่วนใหญ่เราจะรู้จักดนตรี ผ่านทางการได้ยินเสียง ที่มาจากเสียงขับร้อง และเครื่องเล่นดนตรี ฯลฯ แล้วทราบหรือไม่ว่า ดนตรีนั้น ให้แต่สิ่งที่ดี และมาช่วยเติมเต็มคุณค่า ให้กับสิ่งมีชีวิต บนโลกนี้

ดนตรี รักสิ่งมีชีวิต

– ช่วยให้อายุยืน

เพราะเสียงจากดนตรี ช่วยกระตุ้นฮอร์โมน ที่สร้างความสุข ช่วยบำบัดจิตใจ จัดการอารมณ์ให้สงบ ทำให้มองโลกในแง่ดี สำหรับคนที่มีความสุข และ มองโลกในแง่ดีนั้น จะทำให้พวกเขา มีอายุที่ยืนยาวขึ้น โดยเฉลี่ยมากถึง 8 ปีเลยทีเดียว เมื่อเทียบกับคนที่ มักชอบมองโลกในแง่ร้าย ที่จะมีอายุสั้น และ ทำให้เสียชีวิตก่อน

ดนตรี
ดนตรี

– ช่วยสร้างความภูมิใจ

สำหรับผู้ที่มีดนตรี อยู่ในชีวิต นำดนตรีเข้ามา เป็นส่วนหนึ่ง ในชีวิตประจำวัน เช่น ร้องเพลง ฟังเพลง และ เล่นเครื่องเล่นดนตรี จะทำให้พวกเขา มีความรู้สึกภูมิใจ โดยที่สามารถ สร้างขึ้นได้เอง ด้วยเสียงดนตรี โดยการที่ได้ร้องเพลง หรือได้เล่นเครื่องดนตรี ที่ตนเองชอบ หรือแม้แต่ ได้ฟังเพลงที่รักเป็นประจำ จึงทำให้พวกเขาเหล่านี้ ใช้ชีวิตไปอย่างมีความสุข รู้สึกดี และรักตนเอง และคนรอบข้างมากขึ้น เมื่อพวกเขา มีความภูมิใจในสิ่งที่รัก และทำอย่างมีความสุข ก็ส่งผลให้พวกเขา ดูแลเอาใจใส่ตนเอง มากยิ่งขึ้น ปัญหาและโรคร้าย ก็จะไม่เข้ามารบกวน ร่างกายและจิตใจ จึงส่งผลให้ พวกเขา มีอายุยืนยาว มากกว่าผู้ที่ ไม่รู้จักใช้ดนตรี เข้ามาช่วยบำบัดจิตใจ

– ช่วยป้องกันความจำเสื่อม

มีการศึกษาพบว่า ผู้ที่ชอบฟังเพลง และฟังเสียงดนตรี จะช่วยทำให้ความจำดี ทำให้นึกถึงเรื่องราว ที่เคยผ่านมาแล้ว ในความทรงจำ เหมือนเป็นการรื้อฟื้น ความทรงจำ ที่กำลังจะเลือนลางหายไป ให้กลับขึ้นมาอีกครั้ง จึงทำให้ดนตรี เป็นอีกตัวช่วยหนึ่ง ที่จะช่วยป้องกัน ปัญหาการเกิด โรคความจำเสื่อม หรือช่วยรักษา และเยียวยา ผู้ที่ป่วยเป็น โรคอัลไซเมอร์ได้

– ช่วยสร้างจินตนาการ

เสียงดนตรี ช่วยกระตุ้นให้สมอง ทำงานได้อย่างดี มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้เกิดความคิดใหม่ๆ ช่วยสร้างภาพในสมอง จึงเป็นเสียงที่ช่วย ให้ใครต่อใครหลายคน ประสบความสำเร็จ จากการได้สร้างสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา โดยการใช้เสียงดนตรี เข้ามาช่วยนำทาง



– ช่วยป้องกันโรคซึมเศร้า

หากฟังเสียงดนตรี เสียงเพลง จะช่วยลดความหดหู่ ลดปัญหาซึมเศร้า และลดความเครียดลง ซึ่งเป็นสาเหตุหลัก ของการเกิดปัญหา ทางด้านร่างกาย และจิตใจ ที่ส่งผลกระทบ ไปในระยะยาว หากเลือกเสียงดนตรี เข้ามาช่วยในการบำบัด เยียวยาจิตใจ ก็จะช่วยทำให้ สมองผ่อนคลาย จึงทำให้โรคเครียดฝังลึก บรรเทาลง และไม่ทำให้เกิด โรคซึมเศร้าตามมา

ไม่เพียงแต่มนุษย์เท่านั้น ที่ต้องการเสียงดนตรี แม้แต่สัตว์ พืชผัก ต้นไม้ และสิ่งมีชีวิตอื่น ก็ยังรัก และต้องการเสียงดนตรี เข้ามาเยียวยาจิตใจ และเติมเต็มความสุข ด้วยกันทั้งนั้น หากคุณเป็นคนหนึ่ง ที่มีดนตรีในหัวใจ มันก็จะเป็นส่วนหนึ่ง ที่สามารถช่วย ขับเคลื่อนการใช้ชีวิต ต่อไปได้อย่างมีความสุข และยืนยาวต่อไป

การ์ตูน 7 ช่องใน YouTube ยอดวิวหลักล้าน เพิ่มทักษะให้ลูกรัก

การ์ตูน ( Cartoon ) เป็นเสมือนภาพวาด ที่เหล่าบรรดา นักเขียนการ์ตูน ได้ร่าง และวาดขึ้นมา ด้วยจินตการ ซึ่งเป็นงานศิลปะ ที่สร้างขึ้นมา ให้เสมือนจริง อยู่ในรูปแบบ ภาพวาดในหนังสือ หรือ สร้างเป็น การ์ตูนแอนิเมชั่น ที่ฉายออกมาทางโทรทัศน์ หรือ สื่อต่างๆ ผ่านทางออนไลน์ เช่น Youtube ที่มีเหล่าบรรดา นักสร้างการ์ตูน ที่มีความหลากหลาย ทั้งเพื่อสำหรับ การเรียนรู้ ความสนุกบรรเทิง มาสื่อให้กับผู้ชม ได้หลากหลายทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเด็กๆ ที่มักชอบดู หรือชมการ์ตูน แทนภาพจริง เพื่อความสนุก และเสริมสร้างทักษะ

7 การ์ตูน เพิ่มทักษะให้ลูกรักจาก YouTube

1. ChuChu TV Nursery Rhymes & Kids Songs

ChuChu TV Nursery Rhymes & Kids Songs
รูปภาพจากช่อง Youtube ChuChu TV Nursery Rhymes & Kids Songs

ช่องการ์ตูนยอดฮิต ที่มีเนื้อเรื่อง ที่ดึงดูดเด็กๆ ด้วยบทเพลง ที่ไพเราะและสนุกสนาน พร้อมกับการเคลื่อนไหว ด้วยสีสัน ตัวเลข และตัวอักษร ด้วยเรื่องราว ของครอบครัว ที่เต็มไปด้วยความสุข และที่สำคัญ ช่องของ ChuChu TV Nursery Rhymes & Kids Songs ยังได้รับความนิยม มีผู้ติดตามมากถึง 18 ล้าน เลยทีเดียว

ติดตามช่อง Youtube ChuChu TV Nursery Rhymes & Kids Songs คลิกที่นี่

2. ABCkidTV – Nursery Rhymes

ABCkidTV - Nursery Rhymes
รูปภาพจากช่อง Youtube ABCkidTV – Nursery Rhymes

เป็นการ์ตูน แอนิเมชั่น 3 มิติ ที่เหมาะสำหรับเด็ก อายุต่ำกว่า 6 ปี เพลิดเพลินไปกับเสียงดนตรี และเสียงเพลง เป็นภาษาอังกฤษ เพื่อเพิ่มการเรียนรู้ ให้กับเด็ก ไปด้วยความสนุกสนาน ไปกับบทกวี ของเด็ก และตัวเลข สีสัน รูปร่างสัตว์ต่างๆ โดยเป็นช่องการ์ตูน ที่เริ่มออกอากาศ เมื่อปี 2549 โดยขณะนี้ มีผู้คนติดตาม ในช่อง Youtube มากถึง 13 ล้าน เลยทีเดียว

ติดตามช่อง Youtube ABCkidTV – Nursery Rhymes คลิกที่นี่

3. Peppa Pig

Peppa Pig
รูปภาพจากช่อง Youtube Peppa Pig

เป็นภาพยนต์แอนิเมชั่น ที่ได้ทำการออกอากาศ เมื่อปี 2547 ซึ่งผลิตโดย แอสต์ลีย์เบเคอร์เดวีส์ ร่วมกัน Entertainment One เป็นการ์ตูนสำหรับเด็ก มีตัวการ์ตูน เป็นหมู เป็นเรื่องราว เกี่ยวกับครอบครัวและเพื่อน สื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ จึงเหมาะมากๆ สำหรับเด็กๆ ที่จะช่วยเพิ่มทักษะ ในการฝึกภาษาได้ เป็นการ์ตูนยอดฮิต ที่มีผู้คนติดตามทั่วโลก ผ่านทาง Youtube มากถึง 5.2 ล้าน เลยทีเดียว

ติดตามช่อง Youtube Peppa Pig คลิกที่นี่



4. Pencilmation

Pencilmation
รูปภาพจากช่อง Youtube Pencilmation

เป็นช่องการ์ตูน ที่ไม่ค่อยมีเสียงพูดมากนัก แต่สามารถสื่ออารมณ์ และความรู้สึก ผ่านทางท่าทาง และสีหน้า เป็นการสร้างเรื่องราว โดยไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยดินสอ ที่ช่วยเพิ่มสีสัน ในเนื้อเรื่อง โดยการ์ตูนช่องนี้ เริ่มออกอากาศ เมื่อปี 2550 ผลิตและกำกับโดย Ross Bollinger เป็นการ์ตูนยอดฮิต ที่มีผู้คนติดตามทั่วโลก ผ่านทาง Youtube มากถึง 4.3 ล้าน เลยทีเดียว

ติดตามช่อง Youtube Pencilmation คลิกที่นี่

5. HooplaKidz TV – Funny Cartoons For Children

HooplaKidz TV - Funny Cartoons For Children
รูปภาพจากช่อง Youtube HooplaKidz TV – Funny Cartoons For Children

เป็นช่องการ์ตูน ที่สร้างความสนุกสนาน สร้างเสียงหัวเราะ ให้กับเด็กๆ ด้วยเรื่องราวที่ตลก พร้อมกับบทกวี และเค้ก ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ไปพร้อม ความความเพลิดเพลิน โดยช่องนี้ ได้เผยแพร่ ในปี 2555 และมีผู้คนติดตาม ผ่านทางช่อง Youtube มากถึง 2 ล้าน เลยทีเดียว

ติดตามช่อง Youtube HooplaKidz TV – Funny Cartoons For Children คลิกที่นี่

6. Mickey Mouse

Mickey Mouse
รูปภาพจากช่อง Youtube Mickey Mouse

เป็นการ์ตูน ที่เรียกได้ว่า คงไม่มีใคร ที่ไม่รู้จัก เพราะเป็นการ์ตูน ที่ได้ครองใจเด็กๆ ทั่วโลกไปแล้ว ที่มีหลากหลายเรื่องราว ที่ช่วยให้เด็กๆสนุกสนาน ไปพร้อมกับการเรียนรู้ทักษะ จากตัวการ์ตูน ได้เป็นอย่างดี Mickey Mouse เป็นการ์ตูนหนูสีดำ สวมกางเกงเอี๊ยมสีแดง ได้ถือกำเหนิดเมื่อ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2471 แต่ได้เผยแพร่ ผ่านช่อง Youtube เมื่อปี 2551 เป็นตัวการ์ตูนของค่ายดิสนีย์ และได้มีผู้ติดตาม ผ่านทางช่อง Youtube มากถึง 1.9 ล้าน

ติดตามช่อง Youtube Mickey Mouse คลิกที่นี่

7. Bouncing Baby TV

Bouncing Baby TV
รูปภาพจากช่อง Youtube Bouncing Baby TV

เป็นช่องการ์ตูน ที่เหมาะสำเด็ก เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเด็ก ที่กำลังหัดเดิน ได้เรียนรู้เรื่องสีสัน ไปพร้อมกับความสนุก ที่สื่อออกมา ให้เข้าใจง่าย โดยช่องนี้ ได้แพร่ออกอากาศ เมื่อปี 2559 โดยมีผู้ติดตาม ผ่านทางช่อง Youtube มากถึง 1.5 ล้าน

ติดตามช่อง Youtube Bouncing Baby TV คลิกที่นี่

เพราะพัฒนาการ เสริมทักษะพัฒนาสมอง จำเป็นต้องเลือกสรรสิ่งดีๆ มาเสริมและเพิ่ม ให้กับลูกรัก พร้อมแล้วที่ลูกรัก จะต้องเรียนรู้ เสริมสร้างทักษะ ไปกับตัวการ์ตูน ที่เต็มไปด้วย เรื่องราวดีๆ อย่าลืมติดตาม และให้กำลังใจ กับเหล่าบรรดา ตัวการ์ตูนทั้งหลาย ด้วยนะคะ

โทรศัพท์ มือถือ ถูกนำมาใช้เมื่อ 45 ปีก่อน วิวัฒนาการถึงปัจจุบัน

เชื่อว่าหลายคน คงคิดว่า โทรศัพท์มือถือ พึ่งถือกำเนิด ในยุคหลังๆนี้ ที่จริงแล้วโทรศัพท์มือถือ มันถูกผลิต และ ถูกนำขึ้นมาใช้ นานแล้ว เมื่อ 45 ปีก่อน เพียงแต่หลายคน และหลายพื้นที่ทั่วโลก อาจจะยังไม่เคยพบ หรือยังเข้าไม่ถึง

ยุคนี้ปฏิเสธ ไม่ได้ว่า โทรศัพท์ ได้เข้ามามีบทบาท ในชีวิตประจำวัน ของมนุษย์เกือบทุกคน และเกือบทุกอิริยาบถ โดยเฉพาะการใช้ โทรศัพท์มือถือ เรียกได้ว่า แทบจะไม่มีใคร ที่ไม่รู้จัก และไม่นำมาใช้ เพื่อตอบสนอง ความต้องการ ต่อการดำรงชีวิต เพิ่มความสะดวกสบาย ในยุคปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่ใช้ในการสื่อสาร เช่น การพูดคุย การแชท หรือ Video Conference เพื่อช่วยให้สะดวกขึ้น ลดเวลาในการเดินทาง ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่าย และใช้เพื่อในการทำธุรกรรม ทางด้านการเงิน และใช้เป็นตัวช่วยในการ ศึกษา ความบันเทิง หรือ แม้แต่การทำธุรกิจ ซึ่งนับได้ว่า เป็นอุปกรณ์ ที่มหัศจรรย์ เป็นตัวช่วย ของมนุษย์ ได้ดีเลยทีเดียว

แล้วทราบหรือไม่ว่า กว่าโทรศัพท์มือถือ จะได้กลายมา เป็นโทรศัพท์มือถือ ที่ให้เราได้ใช้ กันในปัจจุบันนั้น ได้ถูกวิวัฒนาการ หรือพัฒนาขึ้นมา ได้อย่างไร เชื่อว่าหลายคน คงคิดว่า โทรศัพท์มือถือ พึ่งถือกำเนิด ในยุคหลังๆนี้ ที่จริงแล้วโทรศัพท์มือถือ มันถูกผลิต และ ถูกนำขึ้นมาใช้ นานแล้ว เมื่อ 45 ปีก่อน เพียงแต่หลายคน และหลายพื้นที่ทั่วโลก อาจจะยังไม่เคยพบ หรือยังเข้าไม่ถึง แต่ปัจจุบัน ก็ได้ถูกพัฒนา และถูกนำมาใช้ กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก อย่างที่ใครหลายคน ได้ใช้และได้สัมผัสกัน

โทรศัพท์มือถือ คือ อุปกรณ์ที่ใช้ ในการสื่อสารสองทางผ่าน เป็นศูนย์กลางข้อมูล และการสื่อสาร โดยใช้คลื่นวิทยุ ผ่านทางสถานีฐาน เครือข่ายของผู้ให้บริการ ซึ่งเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อีกชนิดหนึ่ง ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใช้งาน จนถึงยุคปัจจุบัน โดยประเทศไทย ได้มีการนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ เข้ามาใช้ในยุกแรก เมื่อปี พ.ศ. 2529

โทรศัพท์
ขอบคุณรูปภาพจาก tigermobiles

วิวัฒนาการของ โทรศัพท์ มือถือ

– ในปี 1973

โทรศัพท์มือถือ ได้ถูกนำมาใช้ เป็นครั้งแรก โดยพนักงานของ โมโตโรล่า ในนิวยอร์ก ใช้โทรศัพท์ต้นแบบ Dyna TAC Cooper มีน้ำหนัก มากเกินกิโลกรัม และ ต้องใช้เวลา ในการชาร์จมากถึง 10 ชั่วโมง

– ในปี 1979

โทรศัพท์มือถือ ได้ถูกเปิดตัว การใช้เครือข่าย 1G โดยประเทศผู้นำ ทางเทคโนโลยี อย่างประเทศญี่ปุ่น

– ในปี 1981

1G ได้ไปถึงสหราชอาณาจักร และอเมริกาเหนือ

– ในปี 1983

เป็นยุคแรกของโลก ที่ได้มีโทรศัพท์พกพา วางขายในตลาด เป็นครั้งแรก คือ Motorola DynaTAC 8000X

– ในปี 1991

โทรศัพท์มือถือ GSM เปิดตัวครั้งแรกในยุโรป โดยมี Orbitel TPU 900 เป็นการเปิดตัวเข้าสู่ตลาด เป็นครั้งแรก หน้าจอเริ่มมีการแสดงผล เป็นแบบดิจิตอล และโนเกีย 1011 เป็นหนึ่งในนั้น

– ในปี 1995

เป็นยุคที่เริ่มสี มีการปรับแต่ชุดแป้นพิมพ์ และเริ่มมีโทรศัพท์ แนวแฟชั่นขึ้นมา เช่น Siemens S10, Ericcson

– ในปี 1999

เป็นการเติบโตของ โทรศัพท์มือถือ โดยโนเกีย ได้เปิดตัว โนเกีย 7110 ซึ่งเป็นอุปกรณ์ตัวแรก ที่เข้าถึงข้อมูล ผ่านเครือข่ายไร้สาย เคลื่อนที่ได้

– ในปี 2003

ปฏิวัติข้อมูลบนมือถือ โดยการใช้ 3G ทำให้มีความเร็ว ในการดาวน์โหลดข้อมูล มากถึง 2MBS โดยได้มีการนำอีเมลล์ ส่งผ่านอุปกรณ์ BlackBerry 8100 Pearl และมีกล้องด้านหน้า ใน Sony Ericsson Z1010

– ในปี 2007

มีหน้าจอสัมผัสตัวแรก เข้าสู่ตลาด คือ LG Prada และ Apple iPhone

– ในปี 2011

กลายมาเป็น สมาร์โฟน ที่เป็นสิ่งสำคัญ ต่อชีวิตประจำวัน ของมนุษย์ กลายมาเป็น การใช้บริการด้วย 4G ครั้งแรกของสหราชอาณาจักร ได้มี Google Voice, Siri เกิดขึ้น

– ในปี 2015 – ปัจจุบัน

โทรศัพท์มือถือ ได้ถูกรับใช้บริการด้วย 4G ทั่วโลก มีการใช้วีดีโอ ถ่ายภาพ และสารสื่อสาร ส่งข้อมูล หลากหลายรูปแบบ และมีการชำระเงิน ผ่านมือถือแบบออนไลน์เกิดขึ้น โดยผ่าน เช่น Apple Pay, Android Pay, PayPal, PAYSBUY ฯลฯ



ยุคของโทรศัพท์มือถือ

– ยุค 1G

เป็นยุคของ โทรศัพท์มือถือ แบบ Analog ใช้เพียงการโทรเข้า และรับสายเพียงเท่านั้น ถูกนำมาใช้ ในกลุ่มผู้ที่มีฐานะ หรือกลุ่มนักธุรกิจ เท่านั้น เนื่องจากในยุคนั้น โทรศัพท์มือถือ มีราคาค่อนข้างสูงมาก

– ยุค 2G

เป็นยุคของโทรศัพท์มือถือ แบบ Digital อย่าง GPRS และ EDGE ที่ช่วยให้การสื่อสาร และสัญญาณคมชัด และรวดเร็ว มากยิ่งขึ้น โดยการส่งคลื่นเสียง ผ่านทางคลื่นไมโครเวฟ โดยการนำเข้ารหัส เป็นแบบดิจิตอล

– ยุค 3G

เป็นโทรศัพท์มือถือ แบบ Digital รับส่งข้อมูล และการสื่อสาร ที่เร็วขึ้น มีความเสถียรมากกว่า เช่น TD-SCDMA, W-CDMA, CDMA2000 1x-EVDO

– ยุค 4G

เป็นระบบโทรศัพท์มือถือแบบ Real – Digital มีความเร็ว ในการรับส่งข้อมูล มากถึง 100 Mpbs มีความเร็ว คมชัด ที่สามารถตอบสนอง ต่อการใช้งาน ได้อย่างดีที่สุด ในยุคปัจจุบัน โดยสามารถ เชื่อต่อได้ 3 แบบ การเชื่อมต่อ Wi-Max, CDMA PA-H และ Ewifi

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโทรศัพท์มือถือ จะเป็นตัวช่วย ที่ดีสำหรับมนุษย์ ได้หลายด้านก็ตาม แต่ว่าเพราะความ อัศจรรย์ของมัน ก็ทำให้ตัวของมนุษย์เอง ห่างเหิน ขาดความสัมพันธ์ และไม่ได้พบปะกัน และอาจส่งผลกระทบ ทั้งต่อตนเอง และคนรอบข้าง ได้เช่นกัน และเชื่อว่า วงการทางด้านเทคโนโลยี และโทรศัพท์มือถือ ยังไม่หยุดการพัฒนา แค่เพียงเท่านี้ แต่หากว่า อนาคต ความล้ำหน้า และความทันสมัย ก็จะมีเพิ่มมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนอง ความต้องการ ของมนุษย์

ข้อมูลอ้างอิงจาก tigermobiles

คันคอ อาการไอ 10 สาเหตุ อาจไม่ใช่หวัด ควรระวัง อันตราย

อาการไอ คันคอ เป็นอาการ ที่บ่อยครั้ง ใครหลายคน มักมีอาการเกิดขึ้น แบบเฉียบพลัน และ เป็นเรื้อรัง โดยที่ไม่ทราบ สาเหตุที่แท้จริง มักจะเพิกเฉย ไม่ให้ความสนใจ ในอาการเริ่มแรก ปล่อยให้ลุกลาม จนเกิดอาการแทรกซ้อน เป็นเรื่องที่สำคัญ และ ผู้ป่วยควรตระหนัก เสมอว่า อาการไอ ที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน ร่วมกับมักมีอาการคันคอ อาจไม่ได้เป็น อาการที่ปกติ เสมอไป

อาการไอ คันคอ เป็นอาการ ที่บ่อยครั้ง ใครหลายคน มักมีอาการเกิดขึ้น แบบเฉียบพลัน และ เป็นเรื้อรัง โดยที่ไม่ทราบ สาเหตุที่แท้จริง มักจะเพิกเฉย ไม่ให้ความสนใจ ในอาการเริ่มแรก ปล่อยให้ลุกลาม จนเกิดอาการแทรกซ้อน เป็นเรื่องที่สำคัญ และ ผู้ป่วยควรตระหนัก เสมอว่า อาการไอ ที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน ร่วมกับมักมีอาการคันคอ อาจไม่ได้เป็น อาการที่ปกติ เสมอไป อาจมีสาเหตุ ที่มีอันตราย ต่อร่างกาย ก็เป็นได้ เพราะโดยปกติแล้ว ผู้ป่วยหลายราย มักอาจคิดว่า อาการไอ และคันคอ มีสาเหตุมาจาก อาการหวัด เพียงอย่างเดียว จึงทำให้ผู้ป่วยหลายราย พลาดที่จะรักษา อย่างถูกวิธี จากสาเหตุหลัก

อาการ คันคอ ?

มักรู้สึกคันคอ มีอาการระคายเคือง แสบคอ ทำให้เกิดอาการไอ ในบางราย อาจหายใจติดขัด หรือหายใจไม่ออก

ทำไมถึงต้องคันคอ และ มีอาการไอ ?

เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้ว ร่างกายของมนุษย์ ถูกออกแบบ ให้มีกลไก ในการป้องกัน และรักษาร่างกาย แบบอัตโนมัติ เมื่อมีสิ่งผิดปกติ หรือ สิ่งแปลกปลอม เข้าสู่ร่างกาย จึงไม่แปลกที่ เมื่อมีสิ่งแปลกปลอม ผ่านเข้ามาสู่ร่างกาย โดยทางเดินหายใจ จึงส่งผลทำให้ ร่ายกายเกิดการ ตอบสนองทันที โดยแสดงอาการคันคอ และไอออกมา เพื่อป้องกัน และ กำจัดสิ่งแปลกปลอม นั้นออกไป

สาเหตุของอาการ

1. โรคหวัด

มักมีอาการคันคอ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูกไหล จาม มีไข้ แต่ไม่มีอันตรายรุนแรง ควรรักษา และทำตาม คำแนะนำของแพทย์

2. ปอดอักเสบ

ซึ่งอาจเกิดจาก อาการหวัด ซึ่งเป็นอาการติดเชื้อ ผ่านระบบทางเดินหายใจ ซึ่งอาจไม่มีอันตรายมาก สามารถรักษาให้หายได้ โดยการไปพบแพทย์โดยเร็ว และมักมีอาการไอ น้อยกว่า 3 สัปดาห์

3. ปอดบวม

ซึ่งจะมีอาการ เจ็บหน้าอกขณะหายใจเข้า มีอาการหอบ ไอ และมีไข้ร่วมด้วย หากพบว่าตนเอง มีอาการไอ ร่วมกับอาการดังกล่าว ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

4. ไซนัสอักเสบ

มักมีอาการไอ เนื่องจากทางเดินหายใจ มีสิ่งแปลกปลอมขัดขวาง การหายใจอยู่ ซึ่งอาการไซนัสอักเสบ มักมีสาเหตุมากจาก การลุกลาม ของหวัด หรือ อาการแพ้ ที่ไม่ได้รับการรักษา ตั้งแต่แรก

5. โรคภูมิแพ้

ผู้ป่วยที่มีอาการแพ้ หรือ เป็นโรคภูมิแพ้ มักไวต่อการสัมผัส สารที่ก่อให้เกิด อาการแพ้อย่างรวดเร็ว เช่น ฝุ่น เกสรดอกไม้ เชื้อรา กลิ่นน้ำหอม สารเคมี ควัน แก๊ส และอาหาร ฯลฯ เมื่อสูดดม ผ่านเข้าทางเดินหายใจ ก็จะเกิดอาการคันคอ ไอ จาม เกิดขึ้น ในบางราย อาจมีน้ำมูกใสด้วย

6. หอบหืด

มักมีอาการไอ โดยมีเสียงหวีดในทรวงอก มีอาการหอบเหนื่อย หายใจไม่สะดวก หายใจดัง ซึ่งเป็นโรคที่ ควรได้รับการรักษาโดยเร็ว ไม่เช่นนั้น อาจมีผลต่อชีวิตได้ เป็นโรคที่ สามารถพบได้ ในทุกเพศ ทุกวัย

7. วัณโรค

ผู้ป่วยมักมีอาการไอ ในบางราย อาจมีไอเป็นเลือด เจ็บหน้าอก รู้สึกอ่อนเพลีย หอบเหนื่อย เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ มีเหงื่อออกมาก มีไข้ตอนกลางคืน และ มักมีอาการไอเรื้อรัง ที่นานผิดปกติ มากกว่า 3 สัปดาห์

8. มะเร็งปอด

มักมีอาการไอเรื้อรัง มากกว่า 3 สัปดาห์ อาจมีอาการไอเป็นเลือด เจ็บหน้าอก มีไข้ แต่จะไม่มีเสมหะ โดยส่วนใหญ่ มักเกิดขึ้นกับ ผู้ที่สูบบุหรี่จัด สะสมเป็นเวลานาน

9. หลอดลมโป่งพอง

มักมีอาการไอ ที่มากกว่า 10 สัปดาห์ขึ้นไป ติดต่อกันเป็นเวลานาน มีเสมหะ กลิ่นเหม็น อาจมีเลือด หรือ หนองปนด้วย หายใจมีเสียงดัง มักเกิดขึ้นกับผู้ที่ สูบบุหรี่

10. กรดไหลย้อน

อาการกรดไหลย้อน มักมีอาการไอแห้ง แสบร้อนทรวงอก เรอเปรี้ยว และมักมีอาการ เวลานอน หรือ หลังรับประทานอาหาร ซึ่งเป็นอาการที่ สามารถป้องกัน และรักษาให้หายได้



อันตรายของ อาการไอ

หากพบว่า ตนเองมีอาการไอ ที่ผิดปกติ แล้วไม่รีบรักษา อาจส่งผลกระทบ ทั้งระยะสั้น และระยะยาว เช่น

– ทำให้นอนหลับ พักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลกระทบ ไปยังการทำงาน ของร่างกายส่วนอื่น

– ส่งผลกระทบ ต่อกล้ามเนื้อ หรือ ซี่โครงบริเวณอก เช่น มีอาการเจ็บ และหากผู้ที่ เป็นโรคกระดูกพรุน หรือ มีปัญหาทางด้านกระดูก อาจส่งผลให้กระดูกเปราะ หักได้ง่าย

– มีผลต่อจิตใจ ในการอยู่ร่วมสังคม กับผู้อื่น ทำให้เกิดความ ไม่มั่นใจ กังวล

– รบกวนสมาธิ ลำบาก ในการทำงาน และ การดำเนินชีวิตประจำวัน ทำงานไม่สะดวก

การป้องกัน อาการเบื้องต้น

– ควรหลีกเลี่ยง ปัจจัยเสี่ยง ที่ทำให้เกิดอาการแพ้ หรือคันคอ

– ควรล้างจมูก หรือกลั้วคอ ด้วยน้ำเกลือ

– ควรดื่มน้ำสะอาด ให้มาก

– ควรอมลูกอม ที่ช่วยบรรเทา อาการคันคอ

– ควรพักผ่อนให้เพียงพอ

– ควรงดทานอาหาร ที่กระตุ้นอาการคันคอ เช่น อาหารมัน อาการหวาน อาหารเย็น ฯลฯ

– ควรงดดื่มแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่

แม้ว่า อาการคันคอ และ อาการไอ จะไม่ได้เป็น อาการรุนแรง แต่ก็มักสร้างความรำคาญ ให้กับผู้ป่วยอยู่มาก และเมื่อใด หากผู้ป่วย รู้สึกว่ามีอาการไอ ที่ผิดปกติ นานเกินไป และ มีอาการอื่นร่วมด้วย ก็ควรรีบไปพบแพทย์ โดยทันที เนื่องจากนั่น อาจเป็นสัญญาณเตือน ที่กำลังบอก ถึงอาการอันตราย จากสาเหตุอื่น ก็เป็นได้

อัจฉริยะ 7 แนวความคิด ของคนอัจฉริยะ ที่ประสบความสำเร็จ

สมองที่ดีนั้น ย่อมต้องมีความคิดแบบ อัจฉริยะ เพื่อมุ่งไปสู่ ผลสำเร็จสูงสุด เกินคาดหมาย ที่น้อยคนนัก ที่จะสามารถคิดได้ และทำได้จริงๆ แต่นั่นก็ไม่ได้ หมายความว่า ผู้ที่ไม่ประสบความสำเร็จ จะไม่ได้มีความอัจฉริยะ อยู่ในตัว เพียงแต่เพราะว่า อาจจะยังไม่พบว่า ตนเองมีความอัจฉริยะ ในด้านไหน แบบไหน แต่หากว่า คุณมีความคิดแบบนี้ นั่นก็เป็นสัญญาณบอกว่า คุณอาจเป็นอีกคนหนึ่ง ที่มีความอัจฉริยะ ซ่อนอยู่ก็เป็นได้ เพียงแต่ยังไม่รู้ตัว

สมองที่ดีนั้น ย่อมต้องมีความคิดแบบ อัจฉริยะ เพื่อมุ่งไปสู่ ผลสำเร็จสูงสุด เกินคาดหมาย ที่น้อยคนนัก ที่จะสามารถคิดได้ และทำได้จริงๆ แต่นั่นก็ไม่ได้ หมายความว่า ผู้ที่ไม่ประสบความสำเร็จ จะไม่ได้มีความอัจฉริยะ อยู่ในตัว เพียงแต่เพราะว่า อาจจะยังไม่พบว่า ตนเองมีความอัจฉริยะ ในด้านไหน แบบไหน แต่หากว่า คุณมีความคิดแบบนี้ นั่นก็เป็นสัญญาณบอกว่า คุณอาจเป็นอีกคนหนึ่ง ที่มีความอัจฉริยะ ซ่อนอยู่ก็เป็นได้ เพียงแต่ยังไม่รู้ตัว

แนวความคิด 7 แบบ อัจฉริยะ

1. คิดถึงผู้อื่นก่อนเสมอ

มีอัจฉริยะหลายคน ที่ประสบความสำเร็จ โดยเริ่มจากการ คิดทำเพื่อคนอื่น ให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์ก่อนเสมอ ไม่คิดถึงแต่ตนเองฝ่ายเดียว เหมือนกับ อลิซาเบธ โฮมส์ อัจฉริยะที่ใครก็ต้องรู้จัก เธอเริ่มคิดค้น ผลิตเครื่องเจาะเลือด ที่ทันสมัย และมีราคาไม่แพง ทุกคนสามารถซื้อได้ เธอได้กล่าวไว้ว่า ” ความสำเร็จที่เกิดขึ้น เพราะเราคิดถึงคนอื่น มากกว่าตัวเอง เราคิดถึงคนทุกเชื้อชาติสีผิว จึงทุ่มเทในการค้นคว้า และลงมือทำ ส่วนสิ่งอื่นๆ ที่ได้มา เป็นผลพลอยได้ทั้งสิ้น แต่ถ้าเราตั้งเป้าหมาย ว่าทำเพื่อตัวเอง ความสำเร็จ อาจจะไม่มากขนาดนี้ “

2. คิดนอกกรอบ กล้าคิด กล้าทำ

อัจฉริยะโดยส่วนใหญ่ มักจะเป็นคนที่มี แนวความคิดนอกกรอบ แปลกแหวกแนว ไปจากคนอื่น จะเห็นได้ชัด จากเหล่าบรรดา อัจฉริยะทั้งหลาย ที่มักประสบความสำเร็จ โดยที่ไม่ได้เรียนจบด้วยซ้ำ เช่น สตีฟ จ๊อบส์ เขาได้ตัดสินใจ ลาออกจากโรงเรียน เพื่อเดินตามควาฝันของเขา

3. คิดทำทันที

โดยกลุ่มของคนอัจฉริยะ จะไม่รอ ให้เวลาผ่านไป โดยเปล่าประโยชน์ หากพวกเขา แน่ใจแล้วว่า สิ่งที่พวกเขาคิดมาอย่างดี และรอบคอบนั้น เป็นสิ่งที่จะเกิด ประโยชน์สูงสุด พวกเขาจะ ลงมือทำทันที ไม่มีคำว่าเดี๋ยว แต่สิ่งที่ทำนั้น พวกเขารู้จริง และคิดถึง ผลกระทบทุกด้าน มาดีแล้ว

4. เลือกใช้จินตนาการ มากกว่าความรู้

ส่วนใหญ่เหล่าอัจฉริยะ มักสร้างสิ่งใหม่ๆขึ้น จากจินตนาการ ไม่ใช่ความรู้ที่เคยเรียนมา เพราะเชื่อว่าเราเรียนรู้ได้ คนอื่นก็เรียนรู้ได้เช่นกัน ดังนั้นการมีจินตนาการ ที่ไม่เคยมีใครคิด หรือทำขึ้นมาก่อน ย่อมนำพวกเขา ไปสู่ความสำเร็จ ได้ก่อนใคร ดังที่ อัลเบริ์ต ไอน์สไตน์ ได้กล่าวไว้ว่า ” ความรู้มีเขตจำกัด แต่จินตนาการ ไร้ขีดจำกัด



5. ไม่คิดทำเพื่อเงิน

มีอัจฉริยะหลายคน ที่ให้คำสอนไว้ว่า อย่าทำอะไรเพื่อเงิน และอย่าหวัง จะได้อะไรจากผู้อื่น แต่จงทำสิ่งนั้น ด้วยความรัก รักและชอบที่จะทำ แล้วสิ่งอื่นจะตามมาเอง

6. ไม่คิดริษยา

โดยกลุ่มคนเหล่านี้ จะไม่คิดริษยาใคร แต่พวกเขา พร้อมที่จะเสียสละ ช่วยเหลือสังคม มองและคิดแต่สิ่งดี ยินดีกับผู้อื่นอยู่เสมอ เพราะความริษยา เป็นเหตุทำให้ เกิดความเสี่ยง ต่อการคิดและทำ ในสิ่งที่ไม่ดี

7. ใช้โอกาสอย่างคุ้มค่า

พวกเขามักบอกว่า จงใช้โอกาส อย่างเหมาะสม ตามเป้าหมายนั้น ที่ได้วางไว้ อย่างคุ้มค่า อย่าใช้โอกาสเปลือง อย่าใช้แบบขอไปที เพราะโอกาสที่ เราเข้าไปหานั้น อาจจะไม่ได้ ให้เราพบเจอบ่อยๆ

เช็คแล้ว หากว่าใคร มีแนวความคิด แบบกลุ่มคนอัจฉริยะ มากกว่า 3 ข้อขึ้นไป แน่นอนว่า วันหนึ่งหากทำครบ ได้ทั้งหมด 7 ข้อ แน่นอนว่า จะมีคนอัจฉริยะ เพิ่มขึ้นอีกอย่างแน่นอน และหากใคร อยากเป็นอัจฉริยะ ลองนำแนวคิด ของกลุ่มอัจฉริยะเหล่านี้ ไปใช้และปฎิบัติตามดู ไม่แน่ว่า คุณอาจเป็นอีกคนหนึ่ง ที่นำแนวคิดไปใช้ ให้เกิดผลสำเร็จ ในชีวิต ด้านใดด้านหนึ่ง ก็เป็นได้

อัจฉริยะ
อัจฉริยะ

กานพลู 8 ประโยชน์เพื่อสุขภาพ ช่วยให้อ่อนเยาว์ ช่วยลดน้ำหนัก

กานพลู เป็นสมุนไพรไทย อีกชนิดหนึ่ง ที่จัดได้ว่า ให้คุณค่าที่ดีต่อ สุขภาพร่างกาย มากเช่นกัน เป็นไม้ยืนต้น สูงประมาณ 5 – 10 เมตร มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว และมีรสเผ็ด สามารถนำมาใช้ประโยชน์ ได้ทั้งต้น เปลือก ใบ และผล เนื่องจากกานพลู มีสรรพคุณมาก ปัจจุบัน จึงมีการนำกานพลู มาแปรรูป และนำมาเป็นส่วนผสม ในสินค้าอุปโภค และบริโภค หลากหลายชนิด เช่น น้ำยาบ้วนปาก ฯลฯ ซึ่งหาซื้อได้ง่าย ตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป อีกทั้งกานพลู ยังเป็นสมุนไพร ที่มีความต้องการสูง ในท้องตลาดทั่วโลก สามารถปลูก เพื่อสร้างรายได้ กลายเป็นอีกธุรกิจหนึ่ง ที่น่าจับตามองเช่นกัน

ประโยชน์ของ กานพลู เพื่อสุขภาพ

1. ช่วยลดน้ำหนัก

มีสรรพคุณ ช่วยในการเผาผลาญ และ ช่วยลดความอยาก อาหารหวาน จึงช่วยลดการทาน ขนมหวานจุกจิกได้

2. ช่วยชะลอวัย

มีส่วนช่วย ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ จึงสามารถช่วย ชะลอวัย ทำให้อ่อนเยาว์ได้

3. ช่วยลดเหงือกอักเสบ

มีฤทธิ์ช่วยลด และบรรเทา อาการอักเสบของเหงือก และช่องปากได้ดี

4. ช่วยแก้ไอ

หากมีอาการไอ ให้นำดอกกานพลู มาอมไว้ในปาก จะช่วยบรรเทา และลดอาการไอได้ดี

5. ช่วยระบบทางเดินอาหาร

ส่วนของดอกกานพลู มีฤทธิ์ช่วยย่อยอาหาร ลดอาการจุกเสียด ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยขับลม ช่วยให้ลำไส้ และกระเพาะอาหาร ทำงานได้อย่าง มีประสิทธิภาพ โดยการนำ ส่วนของดอกกานพลู ประมาณ 3 – 6 ดอก ทุบแล้วนำไปต้ม แล้วดื่ม



6. ช่วยรักษาโรคเก๊าต์

โดยมีการศึกษาพบว่า ดอกของกานพลู มีฤทธิ์ช่วยในการ รักษาอาการ ของโรคเก๊าต์ได้

7. ช่วยลดอาการปวดฟัน

โดยนำดอกตูมแห้ง มาแช่น้ำร้อน แล้วนำสำลีชุบ อุดรูฟัน หรือ นำดอกสด มาอมไว้บริเวณ ที่มีอาการปวด จะมีส่วนช่วยบรรเทา อาการปวดฟันลงได้

8. โรคหอบหืด

ในส่วนของดอกกานพลู มีฤทธิ์ช่วยบรรเทา อาการทาง ระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะ หอบหืด จะมีส่วนช่วยบรรเทา ได้เป็นอย่างดี

กานพลู
กานพลู

ถึงแม้ว่า กานพลูจะมีสรรพคุณมากมาย แต่ผู้ใช้ ก็ควรใช้อย่างระมัดระวัง ไม่ควรใช้ติดต่อกันนาน หรือบ่อยครั้ง เพราะอาจส่งผลเสีย ต่อร่างกายได้ ดังนั้น หากผู้ใช้ ต้องการใช้กานพลู เพื่อช่วยในการรักษา ควรปรึกษาแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ ก่อนการใช้ทุกครั้ง

มะเร็งสมอง 12 อาการ สาเหตุ ปวดหัวสัญญาณเตือน อันตราย

อาการปวดหัว หรือ ปวดศีรษะ เป็นอาการที่ พบได้บ่อย มากกว่า 60 % ของบุคคลโดยทั่วไป ซึ่งเป็นสัญญาณเตือน ของการเกิด ความผิดปกติขึ้น กับอวัยวะทุกส่วน ของร่างกาย รวมไปถึง การเกิดความผิดปกติ ขึ้นกับส่วนของสมอง โดยตรงด้วย และโดยส่วนใหญ่ อาการปวดหัว ก็มักจะมีอาการปวด ที่คล้ายกัน จึงไม่สามารถ ทำให้ผู้ป่วยเอง วิเคราะห์ และแยกโรค ด้วยตนเอง ได้อย่างชัดเจน หากไม่สังเกตุ ว่ามีอาการอื่น ที่ผิดปกติร่วมด้วย เป็นเรื่องที่สำคัญมาก หากพบว่าตนเอง เกิดมีอาการปวดหัว ที่ผิดปกติ ควรให้สังเกตุ และ สันนิษฐานว่า นั่นอาจเป็น สัญญาณเตือน ของการเกิดอันตราย ที่กำลังเกิดขึ้น กับร่างกายแน่นอน ซึ่งนั่น ก็อาจเป็น สัญญาณเตือน ของการเกิด มะเร็งสมอง ก็เป็นได้

อาการปวดหัว หรือ ปวดศีรษะ เป็นอาการที่ พบได้บ่อย มากกว่า 60 % ของบุคคลโดยทั่วไป ซึ่งเป็นสัญญาณเตือน ของการเกิด ความผิดปกติขึ้น กับอวัยวะทุกส่วน ของร่างกาย รวมไปถึง การเกิดความผิดปกติ ขึ้นกับส่วนของสมอง โดยตรงด้วย และโดยส่วนใหญ่ อาการปวดหัว ก็มักจะมีอาการปวด ที่คล้ายกัน จึงไม่สามารถ ทำให้ผู้ป่วยเอง วิเคราะห์ และแยกโรค ด้วยตนเอง ได้อย่างชัดเจน หากไม่สังเกตุ ว่ามีอาการอื่น ที่ผิดปกติร่วมด้วย เป็นเรื่องที่สำคัญมาก หากพบว่าตนเอง เกิดมีอาการปวดหัว ที่ผิดปกติ ควรให้สังเกตุ และ สันนิษฐานว่า นั่นอาจเป็น สัญญาณเตือน ของการเกิดอันตราย ที่กำลังเกิดขึ้น กับร่างกายแน่นอน ซึ่งนั่น ก็อาจเป็น สัญญาณเตือน ของการเกิด มะเร็งสมอง ก็เป็นได้

โรคมะเร็งสมอง ( Brain tumor ) เป็นโรคที่เกิดจาก เนื้อร้ายที่เกิดขึ้น บริเวณของสมอง โดยแบ่งเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ เนื้องอกชนิดปฐมภูมิ ( เป็นเนื้องอก ที่เกิดขึ้น มาจากเซลล์ หรือ เนื้อเยื่อ ภายในกะโหลกศีรษะ เช่น เยื่อหุ้มสมอง ต่อมใต้สมอง กะโหลกศีรษะ ฯลฯ ) และ เนื้องอกชนิดทุติยภูมิ ( เป็นการเกิดมะเร็ง ที่ได้รับการแพร่ มากจากเซลล์มะเร็ง ของมะเร็ง ชนิดอื่น ของร่างกาย ) ที่เป็นสาเหตุ ที่ส่งผลกระทบ ไปยังการทำงาน ที่ผิดปกติของทุกส่วน ของร่างกายได้ และ เป็นโรคที่ สามารถพบได้ ในทุกเพศ ทุกวัย

สาเหตุของ มะเร็งสมอง

1. อาจเกิดจาก การลุกลาม มาจากเซลล์มะเร็ง ในส่วนอื่นของร่างกาย เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม และ มะเร็งผิวหนัง ฯลฯ ซึ่งเซลล์มะเร็ง ได้แพร่กระจาย มายังส่วนของสมอง จึงส่งผลทำให้ เกิดเป็นมะเร็งสมองได้

2. อาจเกิดขึ้นกับ ผู้สูงอายุ หรือ ผู้ที่มีอายุ มากกว่า 60 ปีขึ้นไป เพราะเป็นกลุ่มวัย ที่มีความเสี่ยง สูงกว่าวัยอื่น

3. ผู้ที่สูบบุหรี่จัด และ ดื่มเครื่องดื่ม ที่มีส่วนผสมของ แอลกอฮอล์ มาเป็นเวลานาน

4. ผู้ที่อาศัย อยู่ในแหล่งความเสี่ยง หรือ ได้สัมผัส คลุกคลี กับ ยาฆ่าแมลง สารเคมี หรือ สารกัมมันตภาพรังสี บ่อยครั้ง หรือ เป็นเวลานาน

5. ผู้ที่ทำงาน ในสถานที่ ที่มีสารก่อให้เกิด โรคมะเร็งได้ โดยการสัมผัส หรือ เข้าสู่ผ่านทางเดินหายใจ เช่น น้ำมัน ผลิตพลาสติก ผลิตยาง ฯลฯ

6. ผู้ที่เป็นโรคมะเร็ง ชนิดอื่นๆ เช่น มะเร็งปอด มะเร็งผิวหนัง มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ ฯลฯ เพราะเซลล์มะเร็ง สามารถแพร่กระจาย มายังส่วน ของสมองได้

7. ผู้ที่เป็นโรคร้ายแรง ได้รับเชื้อไวรัสเอดส์ ( HIV )

8. ผู้ที่ได้รับรังสี ที่ช่วยในการรักษา บ่อยครั้ง เช่น การฉายรังสี ฯลฯ

9. เกิดจากพันธุกรรม ผู้ที่ครอบครัว มีประวัติ การเกิดโรคมะเร็งสมอง เพราะสามารถ ถ่ายทอดผ่านทาง พันธุกรรมได้ แต่ก็ไม่ได้ เกิดขึ้นกับทุกราย ที่ครอบครัว มีประวัติ การเกิดโรคมะเร็ง และ มีเปอร์เซ็นต์น้อยมาก ของการได้รับการ ถ่ายทอด ผ่านทางพันธุกรรม



อาการของมะเร็งสมอง

1. มีอาการ ปวดศีรษะรุนแรง โดยเฉพาะช่วง หลังตื่นนอน หรือ ช่วงกลางคืน

2. มีปัญหาเรื่อง ของการทรงตัว ไม่สามารถควบคุม การเคลื่อนไหว ตามปกติได้

3. มีอาการ ง่วงนอนมาก อย่างผิดปกติ

4. การมองเห็น ผิดปกติ อาจมองเห็นไม่ชัดเจน เห็นภาพซ้อน หรือ อาจสูญเสียการมองเห็น

5. มีความคิด และ พฤติกรรม ที่เปลี่ยนแปลง ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ อารมณ์แปรปรวน

6. อาจทำให้ สูญเสียการรับรู้

7. มีความผิดปกติ ทางด้านการพูดคุย เช่น พูดไม่ชัด ฯลฯ

8. อาจมีอาการชัก หรือ หมดสติเฉียบพลัน

9. กล้ามเนื้อ ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย มีอาการกระตุกผิดปกติ

10. มีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน

11. มีอาการผิดปกติ ทางด้าน การได้ยิน อาจจะสูญเสีย การได้ยินได้

12. การทำงาน ของเส้นประสาท ผิดปกติ เช่น อาจทำให้ปากเบี้ยว หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง ฯลฯ

อันตรายของมะเร็งสมอง

– อาจส่งผล ทำให้เกิดเป็น อัมพฤกษ์ อัมพาต ขึ้นได้

– อาจทำให้ เกิดการเสียชีวิต อย่างกระทันหันได้

วิธีการรักษา โรคมะเร็งสมอง

ปัจจุบัน ได้มีวิธีการรักษา หลายวิธี ขึ้นอยู่กับอาการ ความรุนแรงของโรค และ สภาพร่างกาย ของผู้ป่วย เช่น การผ่าตัด การฉายรังสี และ ยาเคมีบำบัด ฯลฯ

ปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีป้องกัน หรือ พบสาเหตุโดยตรง ของการเกิด โรคมะเร็งสมอง แต่เพื่อลดความเสี่ยง ควรหลีกเลี่ยง ปัจจัยเสี่ยง ที่อาจก่อให้เกิด มะเร็งชนิดนี้ได้ รวมไปถึง ควรเลือกรับประทานอาหาร ที่มีประโยชน์ และ ออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอด้วย

ถึงแม้ว่า โรคมะเร็งสมอง เป็นโรคที่พบได้ ไม่บ่อยมากนัก แต่ก็จัดได้ว่า เป็นโรคที่มีความรุนแรง มากที่สุด หากเทียบกับ มะเร็งในส่วนอื่น ของร่างกาย เพราะสมอง เป็นส่วนที่ ควบคุมอวัยวะ ทุกส่วนของร่างกาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบ กับการดำเนินชีวิตประจำวัน ได้สูงมาก และหากไม่รีบรักษา ก็จะทำให้ เกิดอันตราย และ อาจมีผลต่อชีวิตได้

ข่า 12 ประโยชน์ ช่วยป้องกันโรค ฆ่าพยาธิ ฆ่ามะเร็ง รักษาสิว

ข่า ( Galanga ) สมุนไพรที่นิยม นำมาเป็นส่วนประกอบ ในอาหาร เช่น ต้ม ยำ แกง ฯลฯ โดยเฉพาะคนไทย ที่นิยมนำมา ใช้กันตั้งแต่โบราณ ถือได้ว่า เป็นสมุนไพร คู่ครัวของคนไทย มายาวนาน ต้นข่ามีลักษณะ เป็นใบสีเขียว ใบเรียวยาวใหญ่ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ส่วนเหง้าของข่า จะอยู่ในดิน สามารถนำส่วนของใบ ดอก และเง้า มาใช้ประโยชน์ได้

ข่า ( Galangal ) เป็นสมุนไพร ที่นิยม นำมาเป็น ส่วนประกอบ ในอาหาร เช่น ต้ม ยำ แกง ฯลฯ โดยเฉพาะคนไทย ที่นิยมนำมา ใช้กันตั้งแต่โบราณ ถือได้ว่า เป็นสมุนไพร คู่ครัวของคนไทย มายาวนาน ต้นข่ามีลักษณะ เป็นใบสีเขียว ใบเรียวยาวใหญ่ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ส่วนเหง้าของข่า จะอยู่ในดิน สามารถนำส่วนของใบ ดอก ลำต้น ราก และเหง้า มาใช้ประโยชน์ได้

เนื่องจากข่า มีสารประกอบ ที่มีประโยชน์ ต่อสุขภาพร่างกาย เช่น ซาโปนิน แทนนิน ฟีนอล อัลคาลอยด์ และ ฟลาโวนอยด์ ฯลฯ จึงทำให้สมุนไพร ชนิดนี้ ได้ถูกนำมาสกัดเป็นยา และ ถูกนำมาแปรรูป เพื่อนำไปใช้ได้ง่าย และสะดวก ต่อร่างกายของมนุษย์ ทั้งอุปโภคและบริโภค ได้อย่างคุ้มค่า เพราะได้มีการวิจัยศึกษา ออกมาแล้ว ว่าข่าไม่ได้มีพิษ ต่อร่างกายมนุษย์ และไม่มีอันตราย หากนำข่ามาใช้ประโยชน์ อุปโภคและบริโภค อย่างอยู่วิธี ในปริมาณที่พอดี

ข่า
ข่า

ประโยชน์ของ ข่า เพื่อสุขภาพ

1. มีฤทธิ์ ช่วยฆ่าพยาธิ ฆ่าเชื้อรา และ แบคทีเรีย ที่อาจเข้าสู่ ร่างกายของมนุษย์ บางชนิด ได้ดี

2. ช่วยป้องกัน และ ต่อต้านเชื้อมะเร็ง ได้หลายชนิด เช่น มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม มะเร็งเม็ดเลือด และ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ฯลฯ

3. ช่วยป้องกัน แบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุ ของการเกิดแผลใน กระเพาะอาหาร

4. ช่วยรักษา โรคทางผิวหนัง เช่น กลากเกลื้อน ฯลฯ โดยใช้ใบ หรือ ดอกของต้นข่า มาตำหรือบด ให้ละเอียด แล้วใช้ทา บริเวณที่ต้องการรักษา

5. ช่วยรักษา อาการท้องอืด ท้องแน่น ท้องเฟ้อ และ ท้องเดิน เป็นสมุนไพร ที่มีฤทธิ์ ช่วยขับลมได้ดี

6. มีส่วนช่วย ในการยับยั้ง การแพร่กระจาย ของเชื้อไวรัสเอดส์

7. ช่วยทำให้ ระบบทางเดินอาหาร ทำงานได้อย่างสมดุล จึงสามารถช่วย ป้องกันการเกิด อาการท้องผูก ได้ดี

8. ช่วยขับน้ำคาวปลา ในผู้หญิง หลังคลอดบุตร แต่หากต้องการบริโภค ควรปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะอาจมี ผลข้างเคียง หากคุณแม่ กำลังให้นมบุตร

9. ในข่า มีสารฟลาโวนอยด์ ที่ช่วยต่อต้าน อนุมูลอิสระ จึงมีส่วนช่วย ชะลอวัย ทำให้อ่อนเยาว์

10. ช่วยลดอาการอักเสบ ได้มีการวิจัยพบว่า สารสกัดจากข่า สามารถช่วย แก้อาการอักเสบ และ ปวดตามข้อ ได้อย่างปลอดภัย และ มีประสิทธิภาพ

11. มีฤทธิ์ช่วย ป้องกันและบรรเทา อาการหวัดได้ดี

12. สามารถช่วยป้องกัน และ ต่อต้าน อาการแพ้ หรือ โรคภูมิแพ้ได้



สูตรข่าแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยขับลม

1. น้ำข่าแบบชง

ส่วนผสม

– ข่าแก่ตากแห้ง 30 กิโลกรัม

– น้ำต้มร้อน 1 แก้ว

วิธีทำ

1. นำข่าที่ตากแห้งแล้ว ใส่ลงไปในแก้ว

2. เติมน้ำร้อน ทิ้งไว้ประมาณ 5 – 10 นาที

3. นำมาดื่ม จะช่วยทำให้ สบายท้อง ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อได้

( ไม่ควรดื่มเกิน 2 แก้วต่อวัน )

2. ข่าเชื่อมแห้ง

ส่วนผสม

– ข่าอ่อน 500 กิโลกรัม

– น้ำตาลทราย 150 กิโลกรัม

– น้ำเปล่าสะอาด 0.3 ลิตร

– ปูนแดงใส่หมาก

วิธีทำ

1. นำข่าอ่อน ปลอกเปลือก แล้วนำมาล้างให้สะอาด

2. นำข่ามาหั่นเป็นแผ่นบางๆ

3. นำปูนแดงผสมกับน้ำเปล่า แล้วนำข่าที่หั่นเสร็จแล้ว ลงไปแช่ทิ้งไว้ ประมาณ 20 – 30 นาที

4. หลังจากนั้น นำข่าออกจากน้ำปูนแดง แล้วนำมาล้างให้สะอาดอีกครั้ง

5. นำข่าไปต้ม ในน้ำเดือด

6. เติมน้ำตาลทราย ลงไปในหม้อ คนให้เข้ากัน เคี้ยวจนน้ำตาล เข้ากับตัวข่า

7. ตักขึ้นจากหม้อ นำมาผึ่งให้เย็น

8. แล้วจึงเก็บใส่โหลแก้ว

( สามารถเก็บไว้ รับประทาน ได้ประมาณ 20 – 30 วัน )

สูตร ช่วยแก้อาการ ปวดเมื่อย

ส่วนผสม

– น้ำมะพร้าว 1 แก้ว

– ลำต้นของข่า ส่วนที่แก่ 2 ต้น

– ผ้าขาวบาง สำหรับกรอง

วิธีทำ

1. นำต้นข่า หั่นเป็นท่อนเล็ก แล้วนำมาตำ หรือบด ให้ละเอียด

2. นำมาใส่ในผ้าขาวบาง แล้วคั้นเอาแต่น้ำ

3. นำน้ำจากต้นข่า นำไปผสมกับ น้ำมะพร้าว

4. แล้วดื่ม อย่างน้อย 2 – 3 ครั้งต่อสัปดาห์

( สูตรนี้ จะช่วยบรรเทา และแก้วอาการ ปวดเมื่อย ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ โดยเฉพาะ บริเวณข้อ )

สูตรข่า ช่วยรักษาสิว

ส่วนผสม

– ข่าอ่อนหั่นบาง 1 – 2  แผ่น

– น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1. นำข่าอ่อน มาตำหรือบด ให้ละเอียด

2. ผสมข่าอ่อน เข้ากับน้ำผึ้ง

3. แล้วนำมาพอก บริเวณที่มีสิว ท้ิงไว้ ประมาณ 10 – 15 นาที

4. แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด

( อย่างน้อยควรทำ 2 ครั้ง/สัปดาห์ และเนื่องจากข่า มีฤทธิ์ร้อน อาจทำให้ ผิวของบางราย เกิดอาการแสบร้อน หากรู้สึกแสบร้อน ควรรีบล้างออก โดยทันที )

เนื่องจากข่า มีฤทธิ์ทางยา สำหรับหญิงตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยง และ ระมัดระวัง อย่างเป็นพิเศษ ในการบริโภคข่า เพราะอาจมี ผลข้างเคียงได้ รวมไปถึง ผู้ที่มีโรคประจำตัว หากต้องการบริโภคข่า ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

ใบบัวบก ช่วยให้ฉลาด ไอคิวสูง ไม่จำเป็น ต้องจ่ายแพง

ใบบัวบก เป็นสมุนไพร ชนิดหนึ่งที่มีรสขมหวาน และมีกลิ่นฉุน จึงทำให้คนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเด็กๆ ไม่ชอบรับประทาน ทราบหรือไม่ว่า สมุนไพรชนิดนี้ มีคุณค่ามากกว่าที่คิด เพราะมันช่วยทำให้ ความจำดี ฉลาด ไอคิวสูง และไม่จำเป็น ต้องจ่ายแพง เพราะมีราคาถูก สารอาหารเป็นเลิศ และหาซื้อได้ง่าย

ใบบัวบก เป็นสมุนไพร ชนิดหนึ่งที่มีรสขมหวาน และมีกลิ่นฉุน จึงทำให้คนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเด็กๆ ไม่ชอบรับประทาน แต่ทราบหรือไม่ว่า สมุนไพรชนิดนี้ มีคุณค่ามากกว่าที่คิด เพราะมันช่วยทำให้ ความจำดี ฉลาด ไอคิวสูง และไม่จำเป็น ต้องจ่ายแพง เพราะมีราคาถูก สารอาหารเป็นเลิศ และหาซื้อได้ง่าย

ประโยชน์สมุนไพร ใบบัวบก ช่วยพัฒนาสมอง

มีการศึกษาพบว่า ผู้ที่ทานใบบัวบก เป็นประจำ จะช่วยทำให้ความจำดี โดยเฉพาะกับเด็กๆ จะช่วยทำให้พวกเขา มีพัฒนาการ การเรียนรู้ ที่ไวกว่าเด็ก ที่ไม่ทานใบบัวบกเลย อีกทั้งใบบัวบก ยังช่วยในเรื่องของ การเสื่อมของเซลล์สมอง ในผู้สูงอายุ ช่วยป้องกัน สมองเสื่อม หรือการเกิด โรคอัลไซเมอร์ ในผู้ที่มีอายุมากได้

เพราะใบบัวบก อุดมไปด้วยสารอาหารหลายชนิด ที่เชื่อกันว่า มีส่วนช่วยบำรุง ระบบประสาท และสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นสมุนไพร ที่มีส่วนช่วย ในการกระตุ้น การทำงานของสมอง ให้สามารถจดจำ สิ่งที่เคยกระทำมา ได้อย่างดี

หากต้องการ เพิ่มทักษะช่วย ในการพัฒนาการเรียนรู้ ต้องการให้เด็กฉลาด แนะนำควรให้เด็กๆ ดื่มน้ำใบบัวบก อย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์ ในปริมาณที่พอดี จะช่วยให้พวกเขา มีไอคิวที่เพิ่มขึ้น และแน่นอนว่า ทำให้พวกเขา มีความฉลาด มีไหวพริบ มีความจำที่ดี และเป็นตัวช่วย ให้พวกเขา มีสมาธิ ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน

ที่สำคัญ สมุนไพรใบบัวบก ไม่ได้มีสรรพคุณ เพียงแค่ ช่วยให้ความจำดี เท่านั้น แต่ว่าใบบัวบก ยังสามารถ มีส่วนช่วยบำรุงสุขภาพและร่างกาย ได้เกินคาดเลยค่ะ อีกทั้งใบบัวบก ยังมีส่วนช่วย ป้องกันและรักษาโรค ได้หลายชนิด



ใบบัวบกรักษาโรคร้าย

– มีส่วนช่วยในการ รักษาแผลในกระเพาะอาหาร

– ช่วยป้องกัน อาการท้องเสี

– ช่วยป้องกันโรคซึมเศร้า

– ช่วยป้องกัน การเกิดโรคหัวใจ

– ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน อีกทั้งยังช่วยป้องกัน และรักษาโรคเบาหวาน ได้อีกด้วย

– มีส่วนช่วยยับยั้ง และป้องกันเซลล์มะเร็ง

– ช่วยป้องกัน และรักษา โรคความดันโลหิตสูง

– ช่วยรักษาโรคทางผิวหนัง เช่น โรคสะเก็ดเงิน โรคเรื้อน ฯลฯ

ใบบัวบก
ใบบัวบก

แม้ว่า สมุนไพรชนิดนี้ จะมีสรรพคุณ ที่ช่วยบำรุงร่างกายมากมาย แต่ผู้บริโภค ก็ไม่ควร รับประทานใบบัวบก มากเกินขนาดพอดี เพราะหากทานมากเกินพอดี ก็อาจจะส่งผลเสียหาย ต่อผู้บริโภคได้ โดยเฉพาะเด็ก และหญิงตั้งครรภ์ ควรต้องระวังเป็นพิเศษ

พลาสติก ทำลายสมอง เตือนอันตราย สารก่อมะเร็ง สาเหตุโรคหัวใจ

ปัจจุบันไม่สามารถ ปฏิเสธได้ว่า การใช้พลาสติกนั้น สามารถช่วย อำนวยความสะดวก ให้กับคนยุคนี้ ได้เป็นอย่างมาก เนื่องด้วย พลาสติก เป็นวัสดุที่มีน้ำหนักเบา ง่านต่อการขนย้าย จึงได้ถูกนำไปใช้ กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก อยู่ในหลากหลายรูปแบบ เช่น ถุงพลาสติก หลอดพลาสติก และ บรรจุภัณฑ์ต่างๆ ฯลฯ

ปัจจุบันไม่สามารถ ปฏิเสธได้ว่า การใช้พลาสติกนั้น สามารถช่วย อำนวยความสะดวก ให้กับคนยุคนี้ ได้เป็นอย่างมาก เนื่องด้วย พลาสติก เป็นวัสดุที่มีน้ำหนักเบา ง่านต่อการขนย้าย จึงได้ถูกนำไปใช้ กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก อยู่ในหลากหลายรูปแบบ เช่น ถุงพลาสติก หลอดพลาสติก และ บรรจุภัณฑ์ต่างๆ ฯลฯ

ก่อนหน้านี้พลาสติก ได้ถูกยกย่อง ว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เป็นสิ่งมหัศจรรย์ มีความพิเศษ ที่น่าทึ่งทางด้านวิทยาศาสตร์ และดีต่อการ ดำรงชีวิตของมนุษย์ แต่หารู้ไม่ว่า เมื่อมันถูกสร้าง และ ผลิตออกมา เป็นจำนวนมาก และถูกสะสม อยู่บนโลก จนกลายเป็น พลาสติดท่วมโลก และมันต้องใช้ เวลานานมาก ในการย่อยสลาย

จากสิ่งที่มนุษย์คิดว่า เป็นสิ่งที่ช่วย ให้มนุษย์ มีวิถีการใช้ชีวิต ที่ดีขึ้น แต่ตอนนี้ มันกลับกลายเป็น ตัวทำลายโลก และสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ ในวงกว้าง ที่ก่อนหน้านี้ มนุษย์เอง ไม่เคยคิดว่า มันจะส่งผลกระทบร้ายแรง เช่นนี้ ที่ยากต่อการแก้ไข ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ ก็ล้วนแต่ เป็นฝีมือของมนุษย์ ที่ส่งต่อมลพิษนี้ ไปยังสิ่งมีชีวิตอื่น บนโลกใบนี้

ถึงแม้ว่า ปัจจุบันทั่วโลก จะมีรณรงค์ ให้เลิกใช้พลาสติก เพราะตอนนี้ พลาสติกได้ชื่อว่า เป็นขยะท่วมโลกไปแล้ว แต่ก็มีเปอร์เซ็นต์ส่วนน้อย ที่สามารถทำได้จริงจัง เพราะอย่างไร ด้วยความเคยชิน ของตัวมนุษย์เอง หรือ บางสถานการณ์ หรือบางพฤติกรรม ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยง การใช้พลาสติกได้ จึงมีความจำเป็น ที่จะต้องใช้พลาสติก ในอุตสาหรรม เพื่อสินค้าอุปโภค และบริโภค และนี้แหละ จึงเป็นเหตุที่ว่า พลาสติกมีภัย ต่อโลกและสิ่งมีชีวิต ทุกชีวิต

พลาสติก มากจากไหน ?

พลาสติกเป็นสิ่งวิเศษ เป็นผลงานที่ถูกคิดค้น โดยนักวิทยาศาสตร์ เมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมา โดยถูกผลิตจากสารเคมี สามารถผลิต ให้ออกมาอยู่ในรูปแบบ หลากหลายลักษณะ โดยหลักๆ จะมีอยู่ 2 ประเภท

1. เทอร์โมพลาสติก ( Thermoplastic )

หรือ เรซิน เป็นพลาสติก ที่จะมีความอ่อนตัว เมื่อได้รับความร้อน และจะมีความแข็งตัว เมื่อได้รับความเย็น มักถูกนำมาผลิต ผลิตภัณฑ์พลาสติก จำพวก หลอดพลาสติก ถุงบรรจุอาหาร ขวด จาน และเครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ

2. เทอร์โมเซตติงพลาสติก ( Thermosetting plastic )

เป็นพลาสติกที่มี ความทนทานต่อการ เปลี่ยนแปลงอุณภูมิ และปฎิกิริยาเคมี คงรูปหลังการ ผ่านความร้อน ทนต่อความร้อน และความดัน เปลี่ยนรูปร่างไม่ได้ มักถูกนำมาผลิต ผลิตภัณฑ์พลาสติก จำพวก ภาชนะบรรจุอาหาร ฝาขวด และฟิล์ม ฯลฯ



อันตรายและภัย จากพลาสติก

เนื่องจากพลาสติก ถูกผลิตจากสารเคมี จึงส่งผลกระทบ และมีอันตราย ต่อร่างกายของมนุษย์ และ สิ่งมีชีวิตอื่น หากนำมาใช้ อย่างผิดวิธี และขาดความรู้ ในการใช้ และการอยู่ร่วม กับพลาสติก จึงเป็นสาเหตุหลักๆ ของการทำให้ ร่างกายของมนุษย์ ได้รับอันตราย อย่างร้ายแรง ต่อการถูกทำลาย ระบบการทำงาน ของร่างกาย รวมไปถึง อวัยวะทั้งภายใน และ ภายนอกร่างกาย

– พลาสติกละลาย

ทราบหรือไม่ว่า ขวดพลาสติก หรือ บรรจุภัณฑ์พลาสติก หากโดนแสงแดด หรือ โดนความร้อน จะส่งผลให้ สารเคมี ที่อยู่ในตัวของพลาสติก สลาย และละลายออกมา สู่อาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะผู้ที่ มักนำขวดน้ำ ใส่ไว้ในรถหลายวัน และยังกลับมาดื่มน้ำนั้นอีก ซึ่งแน่นอนว่า ในน้ำนั้นต้องมีสารเคมี ที่ละลายผสมปนเปื้อนอยู่ด้วย ด้งนั้น ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเช่นนี้ หรือการละลาย ของพลาสติก มักส่งผลกระทบโดยตรง ต่อผู้ที่นำพลาสติก ไปใช้อย่างผิดวิธี เช่น นำถุงที่ไม่กันความร้อน ไปบรรจุอาหารร้อน หรือ นำของร้อน ไปบรรจุลงกล่องโฟม

– พลาสติกดูดกลิ่น

มีการศึกษาพบว่า หากนำของบริโภค ที่ห่อหุ้มด้วยบรรจุภัณฑ์ ประเภทพลาสติก วางไว้ใกล้กับสารเคมี ชนิดอื่น เช่น น้ำหอม น้ำมัน สารเคมี วัตถุอันตราย หรือแม้แต่ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ ในครัวเรือน เช่น ผงซักฟอก ฯลฯ ก็จะส่งผลทำให้ พลาสติกที่ห่อมหุ้ม อาหารและเครื่องดื่ม ดูดกลิ่นสารเคมี เข้าไปปนเปื้อนได้ เมื่ออาหารและเครื่องดื่ม ถูกนำมาบริโภค ก็จะทำให้ผู้ที่รับประทาน ได้รับสารเคมีปนเปื้อน เข้าสู่ร่างกายไปด้วย

พลาสติก
พลาสติก

และสารเคมี ที่ถูกนำมาผลิตพลาสติก เมื่อมนุษย์ได้รับ สารเคมีเหล่านี้ เข้าสู่ร่างกาย เป็นจำนวนมาก และ ถูกสะสมมาเรื่อยๆ เป็นระยะเวลานาน โดยที่ตัวมนุษย์เอง ไม่ทันระวัง หรือไม่รู้ตัว ก็จะส่งผลเสียหาย ต่อการทำลาย สุขภาพร่างกาย เป็นสาเหตุของ ของการทำลายสุขภาพ ดังนี้

1. ทำลาย ระบบประสาทและสมอง

2. ทำลายระบบ ทางเดินหายใจ

3. ทำลายประสิทธิภาพ การทำงานของปอด

4. ทำลายระบบ การทำงานของตับ

5. เป็นสาเหตุของโรคร้าย หลายชนิด เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคตับ โรคเบาหวาน และโรคไต ฯลฯ

หากว่า การเลิกใช้พลาสติก เป็นเรื่องที่ยาก ในวงกว้าง แต่อย่างน้อย เพื่อโลกใบนี้ หากใครที่สามารถ เลิกใช้ได้ ก็ควรเลิกใช้ หรือ ใช้ได้แต่ควร ใช้ให้น้อยลง แล้วควรเลือกใช้ บรรจุภัณฑ์ ชนิดอื่นแทน เช่น ประเภทแก้ว ไม้ ใบตอง และกระเบื้อง ฯลฯ และสำหรับผู้ผลิต ควรหาวิธี อย่างจริงจัง ที่จะผลิตพลาสติกออกมา หรือทำอย่างไร ให้นำพลาสติก สามารถนำกลับ ไปรีไซเคิล และถูกนำกลับมาใช้ซ้ำ ได้อย่างมีคุณภาพ