นอน การนอนไม่เพียงพอ นอนหลับกลางวัน มีผลต่ออัตราการเสียชีวิต

ทราบหรือไม่ว่า การนอนหลับ ในช่วงระหว่างวันนั้น มีผลดีหรือผลเสียอย่างไร ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ถกเถียง กันยาวมานานเช่นกัน บางคนก็บอกว่าดี บางคนก็บอกว่าไม่ดี แต่แน่นอนว่าการ นอน ในช่วงระหว่างวันนั้น ก็ย่อมมีทั้งผลดี และผลเสีย วันนี้เราจะพาคุณไปไขความลับ

ทราบหรือไม่ว่า การนอนหลับ ในช่วงระหว่างวันนั้น มีผลดีหรือผลเสียอย่างไร ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ถกเถียง กันมายาวนานเช่นกัน บางคนก็บอกว่าดี บางคนก็บอกว่าไม่ดี แต่แน่นอนว่าการ นอน ในช่วงระหว่างวันนั้น ก็ย่อมมีทั้งผลดี และผลเสีย วันนี้เราจะพาคุณไปไขความลับ

ข้อดีและข้อเสียการ นอน ช่วงกลางวัน

ข้อดี

การนอนหลับ ในช่วงระหว่างวัน หรือหลังรับประทานอาหารเที่ยงนั้น ได้มีการศึกษาในประเทศกรีซ ชี้ให้เห็นว่า การงีบหลับ ในช่วงกลางวัน ประมาณ 30 นาที จะช่วยลดภาวะความตึงเครียด ระหว่างวันได้ดี และช่วยลดความเสี่ยง ของการเกิด โรคหัวใจได้ อีกทั้งยังช่วยลด อัตราการเสียชีวิต จากโรคร้ายอื่นๆ ได้อีกด้วย

ข้อเสีย

ถึงแม้ว่า การนอนหลับช่วงกลางวัน จะมีข้อดีดังกล่าว แต่หากว่า อาจส่งผลกระทบ ต่อการนอนไม่หลับ ในช่วงกลางคืนได้ อาจส่งผลให้การนอนหลับ พักผ่อนในช่วงกลางคืนไม่เพียงพอ

อันตรายของ การนอนไม่เพียงพอ

มีการศึกษาพบว่า การนอนหลับพักผ่อน อย่างไม่ต่อเนื่อง และไม่เพียงพอ หลับๆ ตื่นๆ นั้น ส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย อย่างมาก

1. ส่งผลให้มีอายุสั้นลง สำหรับผู้ที่นอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมง และผู้ที่นอนมากกว่า 8 ชั่วโมงก็มีความเสี่ยงเช่นกัน ฉะนั้น ควรนอนให้เพียงพอต่อวัน คือวันละประมาณ 7-8 ชั่วโมง

2. ส่งผลให้ความดันโลหิต เพิ่มสูงขึ้น



3. ส่งผลทำให้ ไขมันชนิดเลว ในเลือดเพิ่มสูงขึ้น

4. เสี่ยงต่อการ เป็นโรคหลอดเลือด และโรคหัวใจ

5. ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เนื่องจากมีอาการง่วงนอน

การงีบหลับ ในช่วงกลางวัน เพียง 20 – 30 นาที ประมาณ 3 ครั้ง/สัปดาห์ แน่นอนว่า ย่อมได้รับผลดี แต่หากว่าการนอน ในช่วงกลางวัน ที่มากและบ่อยผิดปกติ ให้สันนิษฐานว่า อาจมีสาเหตุ มาจากความผิดปกติ ของร่างกายบางอย่าง ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยเร็ว ดังนั้น ควรนอนหลับพักผ่อน ให้เพียงพอ ในเวลาที่เหมาะสม ควรหลีกเลี่ยงปัจจัย ที่อาจส่งผลกระทบ ต่อการนอนหลับ เพื่อช่วยให้คุณภาพของชีวิตดีขึ้น และมีอายุที่ยืนยาว

คำคมชีวิต คำคม ประตูแห่งความสำเร็จ อยากได้ ต้องลงมือทำ

คำคมชีวิต การได้มาซึ่งความสำเร็จ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทุกอย่างต้องมีองค์ประกอบ ” สูตรความสำเร็จ = ความคิดอย่างรอบคอบ + ลงมือทำ + อดทน + ขยัน + รอคอย “

คำคมชีวิต



ประตูแห่งความสำเร็จ ไม่มีอัตโนมัติ อยากประสบความสำเร็จ ต้องลงมือทำ

หากว่าคุณ อยากจะประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน การใช้ชีวิต การเรียน นั่นย่อมเกิดจาก การคิดแล้วลงมือทำทันที ไม่ใช่เพียงแค่คิด แต่ไม่ยอมลงมือทำ มันก็เป็นเรื่องยากมาก ที่จะทำให้ประสบความสำเร็จได้ เพราะการคิดอย่างเดียว แล้วความสำเร็จจะมาแบบอัตโนมัติ ก็ย่อมเป็นไป ไม่ได้อย่างแน่นอน

การได้มาซึ่งความสำเร็จ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทุกอย่างต้องมีองค์ประกอบ ” สูตรความสำเร็จ = ความคิดอย่างรอบคอบ + ลงมือทำ + อดทน + ขยัน + รอคอย ”

ก็เหมือนกับการสร้างบ้าน กว่าจะได้บ้าน 1 หลัง ก็ต้องใช้เวลาสร้าง ต้องมีไม้ เหล็ก ปูน ฯลฯ มาประกอบกัน เพื่อให้สำเร็จ และเจ้าของบ้าน ก็ต้องรู้จักรอคอย ด้วยความขยันและอดทนเช่นกัน

ปวดเข่า 6 สาเหตุปวดเข่า ทำให้อายุสั้นลง 4 ปี ใครเสี่ยงมากที่สุด

ทราบหรือไม่ว่าอาการ ปวดเข่า หรือปวดตามข้อ เป็นสาเหตุหลักๆ ของการเกิดโรคข้อเสื่อม ซึ่งเกิดจาก กลุ่มเนื้อเยื่อค้ำจุน ระหว่างข้อต่อ เกิดการอักเสบ โดยส่วนมาก มักเป็นอาการ ที่มักเกิดขึ้นกับผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป แม้ว่าอาการปวดเข่า หรือปวดข้อ ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย จะไม่ได้เป็นโรคที่ร้ายแรง แต่ก็สร้างความรำคาญ ให้กับผู้ป่วย เป็นอย่างมาก เนื่องจากส่งผลกระทบ ไปถึงการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้เดิน นั่ง ยืน หรือนอน ค่อนข้างลำบาก

ทราบหรือไม่ว่าอาการ ปวดเข่า หรือปวดตามข้อ เป็นสาเหตุหลักๆ ของการเกิดโรคข้อเสื่อม ซึ่งเกิดจาก กลุ่มเนื้อเยื่อค้ำจุน ระหว่างข้อต่อ เกิดการอักเสบ โดยส่วนมาก มักเป็นอาการ ที่มักเกิดขึ้นกับผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป แม้ว่าอาการปวดเข่า หรือปวดข้อ ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย จะไม่ได้เป็นโรคที่ร้ายแรง แต่ก็สร้างความรำคาญ ให้กับผู้ป่วย เป็นอย่างมาก เนื่องจากส่งผลกระทบ ไปถึงการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้เดิน นั่ง ยืน หรือนอน ค่อนข้างลำบาก

สาเหตุของอาการ ปวดเข่า ปวดข้อ

1. น้ำไขข้อที่ช่วยลดการกระแทก ระหว่างข้อต่อ เกิดการอักเสบ

2. เส้นเอ็น บริเวณเข่า หรือข้อต่อ เกิดการอักเสบ หรือฉีกขาด

3. กล้ามเนื้อบริเวณเข่า หรือข้อต่อ เกิดการอักเสบ หรือฉีกขาด

4. กระดูกบริเวณเข่า หรือข้อต่อหัก

5. อาการบาดเจ็บของร่างกาย ที่ส่งผลกระทบไปยังข้อต่อ และข้อเข่า เช่น อาการปวดเอว ปวดหลัง ปวดเท้า ฯลฯ

6. ผู้ที่ป่วยเป็นโรคกระดูกพรุน โรคข้อเสื่อม โรคข้ออักเสบ โรคข้อรูมาตอยด์ หรือโรคเกาท์ ฯลฯ

กลุ่มเสี่ยงของ อาการปวดเข่า ปวดข้อ

1. ผู้สูงวัย หรือผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ ที่เกิดจากอาการเสื่อม ตามกาลเวลา และการใช้งาน

2. ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน หรือผู้ที่เป็นโรคอ้วน ส่งผลให้ข้อต่อ ต้องรับน้ำหนักที่มากเกินไป



3. ผู้ที่เล่นกีฬาบางประเภท อย่างหักโหม เช่น ฟุตบอล วิ่งระยะไกล เต้นแอโรบิค ซึ่งมีผลกระทบต่อข้อต่อโดยตรง

4. ผู้ที่เคยประสบอุบัติเหตุ บริเวณข้อต่อ หรือข้อเข่า

5. เกิดจากพันธุกรรม ผู้ที่ครอบครัวมีประวัติเป็น โรคข้อเสื่อม

แม้ว่าโรคปวดเข่า หรือโรคปวดข้อ จะไม่ได้มีอันตรายที่รุนแรง แต่ก็มีการศึกษาพบว่า ผู้ที่ป่วยเป็นโรคข้อเสื่อม ที่ยังสามารถเคลื่อนไหวร่างกาย หรือเดินได้อยู่ จะมีอายุเฉลี่ยสั้นลง ประมาณ 1 ปี แต่สำหรับผู้ที่ เคลื่อนไหวร่างกาย หรือเดินไม่ได้ จะมีอายุเฉลี่ยสั้นลง มากถึง 4 ปีเลยทีเดียว

บางปัจจัย กับบางราย ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยง ความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบให้ เกิดอาการปวดเข่าได้ แต่ก็ควรป้องกัน หรือพยายามลดความเสี่ยง โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง ที่อาจมีผลโดยตรง ต่อการเกิดความเสียหายขึ้นกับข้อต่อ หรือข้อเข่า ให้ได้มากที่สุด เพื่อป้องกันความเสียหาย ที่อาจเกิดขึ้นเรื้อรัง ลุกลาม จนเกิดโรคแทรกซ้อนได้

คำคม คำคมเด็ดๆ คนที่ชอบตำหนิ ความผิดพลาดของผู้อื่น

คำคม มีหลายครั้ง ที่หลายคน มักทำสิ่งผิดพลาดในชีวิต โดยที่มันเกิดขึ้นมา โดยไม่ได้ตั้งใจ หรือไม่อยากให้มันเกิด แต่มันก็ยากที่จะกลับไปแก้ไข ซึ่งนั้นก็เป็นประเด็นที่ว่า บ่อยครั้งที่คนใกล้ตัว หรือคนรอบข้าง มักจะเหยียบย่ำ ซ้ำเติม หรือไม่เห็นด้วย ในความผิดพลาดครั้งนั้นๆ

คำคม

คนที่ชอบตำหนิ ความผิดพลาดของผู้อื่น คือคนที่… ชีวิตนี้ ไม่คิดจะทำอะไรเลย

มีหลายครั้ง ที่หลายคน มักทำสิ่งผิดพลาดในชีวิต โดยที่มันเกิดขึ้นมา โดยไม่ได้ตั้งใจ หรือไม่อยากให้มันเกิด แต่มันก็ยากที่จะกลับไปแก้ไข ซึ่งนั้นก็เป็นประเด็นที่ว่า บ่อยครั้งที่คนใกล้ตัว หรือคนรอบข้าง มักจะเหยียบย่ำ ซ้ำเติม หรือไม่เห็นด้วย ในความผิดพลาดครั้งนั้นๆ

แต่คุณอย่าให้คำตำหนิ ติชมของผู้อื่น มามีบทบาทที่ทำให้ ชีวิตแย่ลง แต่ควรที่จะนำมันมา เป็นแรงบรรดาลใจ ผลักดันสู้ต่อไป เพราะเราต้องเรียนรู้ ที่จะอยู่กับมนุษย์ที่หลากหลาย ในบางเรื่องเขาไม่ได้รู้ดีด้วยซ้ำ ว่าจริงๆแล้ว เกิดอะไรขึ้น แต่เราก็ต้องเลือกที่จะต้องอยู่ให้เป็น และอยู่กับมันให้ได้

— จำไว้เสมอว่า เพราะเราได้ลงมือทำ เราจึงเกิดการเรียนรู้ เพื่อต่อยอด นำไปสู่ความสำเร็จ อาจจะใช้เวลานานหน่อย แต่อย่างน้อยก็ได้เรียนรู้ และลงมือทำ ซึ่งย่อมดีกว่า ผู้ที่ไม่ยอมทำอะไรเลย ไม่เคยเรียนรู้ และไม่เคยลงมือทำ —

 



มะเร็ง 3 สารก่อมะเร็ง หลีกเลี่ยงยาก ไม่คิดว่าจะอันตราย

ทราบหรือไม่ว่าสารก่อ มะเร็ง นั้นอยู่ใกล้ตัวเรา มากกว่าที่คิด เพราะสารเคมี ที่มีอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย มันแฝงตัวอยู่ภายในบ้านเรานี่เอง ซึ่งคาดว่า คงมีหลายคนที่ไม่เคยรู้ หรือคาดคิดมาก่อน เพราะมันมักแฝงตัว อยู่ในรูปแบบของ ผลิตภัณฑ์ช่วย ทำความสะอาดบ้าน เฟอร์นิเจอร์ หรือแม้แต่ผนังบ้าน ซึ่งในบางครั้ง เจ้าสารก่อมะเร็งนี้ มันอาจจะปนเปื้อนกับ อากาศ อาหาร น้ำ โดยที่เราไม่ทันตั้งตัว

ทราบหรือไม่ว่าสารก่อ มะเร็ง นั้นอยู่ใกล้ตัวเรา มากกว่าที่คิด เพราะสารเคมี ที่มีอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย มันแฝงตัวอยู่ภายในบ้านเรานี่เอง ซึ่งคาดว่า คงมีหลายคนที่ไม่เคยรู้ หรือคาดคิดมาก่อน เพราะมันมักแฝงตัว อยู่ในรูปแบบของ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้าน เฟอร์นิเจอร์ หรือแม้แต่ผนังบ้าน ซึ่งในบางครั้ง เจ้าสารก่อมะเร็งนี้ มันอาจจะปนเปื้อนกับ อากาศ อาหาร น้ำ โดยที่เราไม่ทันตั้งตัว

สารก่อ มะเร็ง ภายในบ้าน

1. แร่ใยหิน

เป็นสารก่อมะเร็ง ตัวที่แอบแฝงแนบเนียนที่สุด และเราเองก็ไม่สามารถ หลีกเลี่ยงมันได้ หรือหลีกเลี่ยงได้ยาก แร่ใยหินตัวนี้ มักมีอยู่มากในเฟอร์นิเจอร์ ผนังบ้าน และหลังคา ซึ่งแร่ใยหิน ส่วนใหญ่มักจะหลุดและลอย ปนเปื้อนอยู่ในอากาศ โดยสามารถเข้าสู่ร่างกายเราได้ โดยทางหายใจ

วิธีลดความเสี่ยง ควรเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ และผลิตภัณฑ์ของใช้เกี่ยวกับบ้าน ที่ถูกผลิตมาจาก วัสดุที่มาจากธรรมชาติ เช่น ไม้ หรือหวาย ฯลฯ และควรเลือกซื้อจากแหล่งผลิต ที่น่าเชื่อถือ มีมาตรฐานรับรอง

2. ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้าน

ซึ่งก็เป็นอีกตัว ที่เราหลีกเลี่ยงได้ยากอีกเช่นกัน เพราะสารเคมีประเภทนี้ มักจะมีสารก่ออันตราย ปนเปื้อนอยู่จำนวนมาก ที่สามารถเข้าสู่ร่างกาย ได้หลายทางมาก เช่น ทางลมหายใจ ทางปาก หรือผิวหนัง เมื่อมันเข้าสู่ร่างกาย เป็นจำนวนมาก ถูกสะสมเป็นเวลานาน ก็อาจจะเป็นสาเหตุ ของการเกิดมะเร็งได้

วิธีลดความเสี่ยง ควรใช้ผลิตภัณฑ์ทางเคมี ให้น้อยลง หรือควรใช้ เท่าที่จำเป็นจริงๆ



3. เรดอน

เป็นสารตัวที่ หลีกเลี่ยงได้ยากมากที่สุด เพราะสารตัวนี้ เป็นรังสีที่มีอยู่แล้ว ในธรรมชาติ และอยู่ในแร่ธาตุบนพื้นดิน ซึ่งถ้าหากเรา ได้รับสารตัวนี้ เข้าสู่ร่างกาย ในปริมาณที่มากกว่าปกติ ก็จะทำให้เกิดอันตราย ต่อร่างกายได้สูงมาก อีกทั้งสารตัวนี้ อาจจะไปกระตุ้นให้เซลล์ ในร่างกายให้ทำงานผิดปกติ

วิธีลดความเสี่ยง ควรอาศัยอยู่ ให้ห่างไกล จากบริเวณที่มีรังสีตัวนี้มาก โดยเฉพาะบริเวณ ที่มีเหมืองแร่ ไม่ควรอยู่อาศัย เพราะสารตัวนี้จะมีมาก ในบริเวณที่มีเหมืองแร่

อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบันนี้ เป็นยุคที่มีแต่สารปนเปื้อน สารเคมีต่างๆ ที่อาจเป็นสารก่อมะเร็ง อยู่เป็นจำนวนมาก และยากที่จะกำจัดออกไป ทางที่ดีที่สุดคือ ต้องพยายามหลีกเลี่ยง และป้องกัน เมื่อรู้ว่าสิ่งนั้น มีสารอันตรายปนเปื้อนอยู่ ที่สำคัญ ควรออกกำลังกาย และเลือกรับประทานอาหาร เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง มีภูมิต้านทาน เมื่อต้องเจอกับสารอันตรายต่างๆ

ดัชนีมวลกาย ค่า BMI 3 โครงสร้างรูปร่าง แบบไหนอันตราย

ทราบหรือไม่ว่า จริงๆแล้ว คุณเองอาจจะไม่ได้อ้วนก็ได้ แต่นั้นเป็นเพราะ คนหลายคนมักเอารูปร่างของตนเอง ไปเปรียบเทียบกับรูปร่างของคนอื่น จึงทำให้คิดไปเองว่าอ้วน ซึ่งจริงๆแล้ว หากคุณลองวัด ดัชนีมวลกาย ของคุณดู คุณก็จะรู้ได้ว่า แท้จริงแล้ว คุณอ้วนจริงๆ หรือแค่คิดไปเอง

ทราบหรือไม่ว่า จริงๆแล้ว คุณเองอาจจะไม่ได้อ้วนก็ได้ แต่นั้นเป็นเพราะ คนหลายคนมักเอารูปร่างของตนเอง ไปเปรียบเทียบกับรูปร่างของคนอื่น จึงทำให้คิดไปเองว่าอ้วน ซึ่งจริงๆแล้ว หากคุณลองวัด ดัชนีมวลกาย ของคุณดู คุณก็จะรู้ได้ว่า แท้จริงแล้ว คุณอ้วนจริงๆ หรือแค่คิดไปเอง

การประเมินตัวเอง ว่ามีรูปร่างที่สมสัดส่วน เหมาะสมแล้วหรือยังนั้น จำเป็นต้องใช้วิธีการวัด ที่ได้มาตรฐานกันทั่วโลก นั่นก็คือ ดัชนีมวลของร่างกาย หรือ Body Mass Index หรือเรียกสั้นๆ ว่า BMI ซึ่งมีสูตรดังนี้

วิธีคิด ดัชนีมวลกาย หากมีส่วนสูง 175 เซนติเมตร มีน้ำหนัก 70 กิโลกรัม จะได้สูตรดังนี้

70 กิโลกรัม / ( 1.75 เมตร ) * 2 = 22.86 กิโลกรัม/เมตร*2

เทียบดัชนีมวลกาย

< 18.5 = ผอม

18.5 – 22.9 = สมส่วน

23 – 24.9 = น้ำหนักเกิน

25 – 29.9 = อ้วน

> 30 = อ้วนมาก

วิธีคำนวณน้ำหนัก อย่างง่าย

สูตร ส่วนสูง – น้ำหนัก

ชาย = ความสูง (เซนติเมตร) – 100

ตัวอย่าง ส่วนสูง 175 เซนติเมตร

175 – 100 = 75

ดังนั้น ค่าน้ำหนักตัวที่เหมาะสม ควรอยู่ที่ 75 กิโลกรัม

หญิง = (ความสูง (เซนติเมตร) – 100) – 10% (ความสูง – 100)

ตัวอย่าง ส่วนสูง 165 เซนติเมตร

= ( 165 – 100 ) – 10% ( 165 – 100 )

= 65 – 6.5

= 58.5

ดังนั้น ค่าน้ำหนักตัวที่เหมาะสม ควรอยู่ที่ 58.5 กิโลกรัม



โครงสร้างรูปร่าง

1. โครงสร้างสมส่วน

ใครที่มีรูปร่างสมส่วน ฟังดูแล้วอาจจะดูดี แต่หากว่าทานอาหารมากเกินพอดี ก็จะส่งผลทำให้ไขมันสะสม อยู่ทุกส่วนของร่างกาย ได้เท่าๆกัน

2. โครงสร้างแอปเปิ้ล

ใครที่มีรูปร่างแบบแอปเปิ้ล มักจะมีขนาดลำตัว และมีไขมันสะสมที่ร่างกาย ท่อนบนมากกว่าช่วงล่าง โดยเฉพาะบริเวณ ไหล่ หน้าอก และหน้าท้อง รูปร่างแบบนี้มีความเสี่ยง ที่จะเกิดเป็นโรคหัวใจ มีระดับความดันโลหิตสูง มากกว่ารูปร่างแบบอื่น

3. โครงสร้างลูกแพร์

ใครที่มีโครงสร้างแบบลูกแพร์ มักมีไขมันสะสม บริเวณลำตัวช่วงล่าง ทำให้สะโพก ก้น และต้นขามีขนาดที่ใหญ่ แต่ข้อดีคือ รูปร่างแบบนี้ ไม่เสี่ยงเป็นโรค หรือมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ ที่น่ากังวล

หากว่าเรา ดูแลสุขภาพร่างกาย เป็นอย่างดี เลือกรับประทานอาหาร ที่มีประโยชน์ และออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ ปัญหาโรคอ้วน หรือโรคแทรกซ้อน อย่างอื่นก็จะหมดไป เพียงแค่เราใส่ใจ ดูแล รักสุขภาพให้มากขึ้น

ปวดเอว สัญญาณเตือน เสี่ยงโรคไต สาเหตุ อาการ

อาการ ปวดเอว ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หากนั่นกำลัง เป็นสัญญาณเตือน ที่บอกถึง อาการที่เกี่ยวกับ ความผิดปกติของไต ที่อาจส่งผลอันตราย ไปในระยะยาว หากผู้ที่มีอาการปวดเอว เพิกเฉย และไม่คอยสังเกตุอาการ อย่างต่อเนื่อง

อาการ ปวดเอว ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หากนั่นกำลัง เป็นสัญญาณเตือน ที่บอกถึง อาการที่เกี่ยวกับ ความผิดปกติของไต ที่อาจส่งผลอันตราย ไปในระยะยาว หากผู้ที่มีอาการปวดเอว เพิกเฉย และไม่คอยสังเกตุอาการ อย่างต่อเนื่อง

อาการ ปวดเอว เกิดจากความผิดปกติของไต

1. นิ่วในไต

มีอาการปวดบีบเกร็ง เป็นพักๆ บริเวณเอว ในบางรายอาจ มีอาการปวดเล็กน้อย หรือรุนแรงก็ได้ ปวดร้าวไปบริเวณท้องน้อย มีอาการปวดท้องบริเวณบั้นเอว ร่วมกับมีอาการ ปัสสาวะปนด้วยตะกอนนิ่ว ปัสสาวะขัด ปัสสาวะเป็นเลือด มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ร่วมด้วย

สาเหตุ

– เกิดจากผู้ที่ดื่มน้ำน้อย และสูญเสียเหงื่อมาก

– การรับประทานอาหาร ที่มีโซเดียมสูง แคลเซียมสูง โปรตีนสูง ฯลฯ

– ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคมะเร็ง โรคเกาต์ ฯลฯ

– ผู้ที่ทานยาบางชนิด เป็นประจำ

2. เนื้องอกในไต

กรวยไตอักเสบ มักมีอาการเกิดขึ้น อย่างเฉียบพลัน มักมีอาการปวดเอวด้านหลัง ร่วมกับปวดท้อง มีอาการไข้ หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน เวลาปัสสาวะจะรู้สึกเจ็บ ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็น สีขุ่นปนเลือด รู้สึกท้องโต ความดันโลหิตสูง ขาบวม

สาเหตุ

– ผู้มีเป็นโรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง

– ผู้ที่สูบบุหรี่

– เกิดจากพันธุ์กรรม

3. ฝีในไต

มีอาการปวดอย่างรุนแรง บริเวณเอว ร่วมกับอาการ หายใจไม่สม่ำเสมอ ชีพจรเต้นเร็ว ปวดศีรษะ กล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นไข้ คลื่นไส้ อาเจียน ปัสสาวะเจ็บ เหนื่อยง่าย

สาเหตุ

– ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคปวดบวม โรคหัวใจ ฯลฯ

– การได้รับเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ไต

– ระบบสืบพันธุ์ได้รับการบาดเจ็บ

– ภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด



4. กรวยไตอักเสบ

มีอาการปวดบั้นเอว ด้านใดด้านหนึ่ง อย่างเฉียบพลัน ปวดร้าวลงมาที่ขาหนีบ ร่วมกับมีอาการปวดท้อง มีไข้ ปัสสาวะขุ่น หรือเป็นเลือด

สาเหตุ

– ติดเชื้อแบคทีเรีย

– ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน มะเร็ง หรือ HIV

– ผู้ที่ดื่มน้ำน้อย

– ผู้ที่ชอบกลั้นปัสสาวะ

– ทางเดินปัสสาวะอุดตัน

– หญิงตั้งครรภ์

หากว่าอาการปวดเอว ที่เป็นสาเหตุของการเกิด ความผิดปกติของไต ดังที่ได้กล่าวไว้ หากผู้ป่วย มีอาการ แล้วไม่รีบรักษาอย่างถูกวิธี ก็อาจจะส่งผลกระทบ ไปในระยะยาว ของการเกิด โรคไตวายเรื้อรัง ซึ่งอันตรายถึงขั้น เสียชีวิตได้

มาร์คหน้า สูตรผิวขาวใส ไร้ความมัน ทำเองง่ายๆ ด้วยสตรอว์เบอร์รี่

มาร์คหน้า สำหรับสาวๆ ที่มีผิวหน้ามัน ที่ต้องเผชิญกับปัญหา ผิวหน้าหมองคล้ำ เพราะความมันนั้น เป็นตัวการบดบัง ผิวขาวใสบนใบหน้า อีกทั้งยัง เพิ่มการอุดตันของเซลล์ ที่ตายแล้วในรูขุมขนอีก และเพื่อสาวๆ ผิวมันคนไหน ที่ต้องการเผยผิวขาวใส ไร้ความมัน วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ มาบอกต่อ

มาร์คหน้า สำหรับสาวๆ ที่มีผิวหน้ามัน ที่ต้องเผชิญกับปัญหา ผิวหน้าหมองคล้ำ เพราะความมันนั้น เป็นตัวการบดบัง ผิวขาวใสบนใบหน้า อีกทั้งยัง เพิ่มการอุดตันของเซลล์ ที่ตายแล้วในรูขุมขนอีก และเพื่อสาวๆ ผิวมันคนไหน ที่ต้องการเผยผิวขาวใส ไร้ความมัน วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ มาบอกต่อ

สูตร มาร์คหน้า เพื่อผิวหน้าขาวใสไร้ความมัน

ส่วนผสม

1. สตรอว์เบอร์รี่ 4 ผล

2. ไข่ขาว 1 ฟอง

3. น้ำแอปเปิ้ลไวเนการ์ 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1. นำสตรอว์เบอร์รี่ ล้างให้สะอาด แล้วนำไปปั่นให้ละเอียด

2. นำไข่ขาว ที่แยกออกจากไข่แดงแล้ว มาผสมเข้ากับ สตรอว์เบอร์รี่ ที่ปั่นละเอียดแล้ว



3. นำน้ำแอปเปิ้ลไวเนการ์ ใส่ลงไป แล้วคนให้เข้ากัน เป็นเนื้อเดียวกัน

4. หลังจากส่วนผสมเสร็จแล้ว ก็เทใส่ภาชนะไว้

5. แล้วล้างหน้าให้สะอาด เช็ดให้แห้ง

6. ชโลมครีม ให้ทั่วใบหน้า แล้วนวดเบาๆ

7. มาร์คทิ้งไว้ ประมาณ 10 – 15 นาที

8. แล้วจึงล้างออก ด้วยน้ำสะอาด

เพื่อให้ได้ผลที่ดี มีผิวขาวใสไร้ความมัน ควรทำอย่างน้อย สัปดาห์ละ 1 ครั้ง และที่สำคัญ หากขณะมาร์คหน้าอยู่ แล้วรู้สึกแสบผิว ให้รีบล้างออก โดยทันที เพื่อป้องกัน อาการระคายเคืองของผิว เนื่องจาก ผิวของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ในบางรายอาจมีอาการ ระคายเคืองได้

คำคม เวลาของคุณมีจำกัด จงอย่าเสียเวลา ใช้ชีวิตตามแบบคนอื่น

คำคม อย่าคิดและมีความเชื่อ ที่ทำให้ชีวิตของคุณ เป็นไปตามหลักความคิดของผู้อื่น อย่าความคิดของคนอื่น มาอยู่ภายในตัวคุณ คุณต้องมีความกล้า ตัดสินใจ เลือกที่จะทำตามหัวใจของคุณเอง ตามความปราถนา และตามสัญชาตญาณตนเอง เพราะมันจะรู้ดีว่า จริงๆ แล้ว คุณต้องการทำอะไร เป็นอะไร

คำคม

เวลาของคุณมีจำกัด จงอย่าเสียเวลา ใช้ชีวิตตามแบบคนอื่น

อย่าคิดและมีความเชื่อ ที่ทำให้ชีวิตของคุณ เป็นไปตามหลักความคิดของผู้อื่น อย่าให้ความคิดของคนอื่น มาอยู่ภายในตัวคุณ คุณต้องมีความกล้า ตัดสินใจ เลือกที่จะทำตามหัวใจของคุณเอง ตามความปราถนา และตามสัญชาตญาณตนเอง เพราะมันจะรู้ดีว่า จริงๆ แล้ว คุณต้องการทำอะไร เป็นอะไร

เหนื่อยหรือเปล่า กับการใช้ชีวิต ตามความคิด และความฝันของคนอื่น ลองให้โอกาสตนเอง ฝึกความคิดใหม่ๆ ริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ โดยปราศจากความกลัว และแรงกดดัน ที่คอยขัดขวางอยู่ภายในใจ แล้วคุณจะมีชีวิต ตามแบบที่คุณเลือก และเป็นในแบบที่คุณเป็น



ผัก ผลไม้ 6 คุณค่าผักผลไม้ ที่มาของสีผักผลไม้ แล้วแต่ละสี ดียังไง

ทราบกันอยู่แล้วว่า ผักและผลไม้นั้น มีประโยชน์ที่ดี ต่อสุขภาพร่างกายมาก แต่ก็เชื่อว่า คงมีใครหลายคน ที่ยังไม่ทราบว่า ผัก ผลไม้นั้น ทำไมถึงต้องมีสี แล้วแต่ละชนิด ก็จะมีสีที่แตกต่างกัน และแน่นอนว่า นั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หรือไม่มีที่มา ว่าผักผลไม้ ทำไมจึงสร้างสีให้กับตัวมันเอง

ทราบกันอยู่แล้วว่า ผักและผลไม้นั้น มีประโยชน์ที่ดี ต่อสุขภาพร่างกายมาก แต่ก็เชื่อว่า คงมีใครหลายคน ที่ยังไม่ทราบว่า ผัก ผลไม้นั้น ทำไมถึงต้องมีสี แล้วแต่ละชนิด ก็จะมีสีที่แตกต่างกัน และแน่นอนว่า นั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หรือไม่มีที่มา ว่าผักผลไม้ ทำไมจึงสร้างสีให้กับตัวมันเอง

ที่มาของสี ผัก และผลไม้

โดยมีนักวิทยาศาสตร์ ได้ค้นพบว่า สาเหตุที่ทำให้ผัก และผลไม้นั้น มีสีสันที่แตกต่างกัน ในแต่ละชนิดนั้น เกิดจากการปรับตัว ของผักและผลไม้ เพื่อความอยู่รอด ที่ต้องผ่านการเปลี่ยนแปลง ปรับเปลี่ยน ทนต่อหลายสิ่ง เนื่องจากผักและผลไม้ เกิดขึ้นเมื่อหลายล้านปีก่อน แล้วต้องทนต่อภัยธรรมชาติ สภาพภูมิอากาศ แมลง ศัตรูพืช ที่ทวีความรุนแรง เพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี ที่นับครั้งไม่ถ้วน

และเพื่อคงความอยู่รอด ผักและผลไม้ ได้แสดงให้เราเห็นว่า การยืนหยัดคงอยู่ มาให้เราทั้งหลาย ได้รับประทานกัน จนถึงทุกวันนี้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย จึงพิสูจน์ได้ว่า ผักและผลไม้นั้น มีคุณค่ามากเพียงใด

1. มีกระบวนการต่อต้านสารอนุมูลอิสระที่ดีที่สุด

2. มีกระบวนต่อต้านเชื้อโรค

3. มีกระบวนการต่อต้านเซลล์แปลกปลอม

4. มีกระบวนการต่อต้านมลภาวะ

5. มีวิตามิน มีสารอาหารและแร่ธาตุมากมายหลายชนิด

6. มีสารพฤษเคมีที่ดีและมีประโยชน์ ต่อร่างกายมากมาย

ประโยชน์ของ ผักผลไม้ แต่ละสี

สีเขียว

ในผักและผลไม้สีเขียว อุดมไปด้วยซัลโฟโรเฟน ( Sulforaphane ) และ อินโดล (Indoles ) ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายด้าน

– ช่วยป้องกันสารพิษ ที่ชื่อว่า แอมมิลอยด์ ( Amyloid ) ซึ่งเป็นตัวการก่อโรคอัลไซเมอร์

– ช่วยยับยั้ง การผลิตเอนไซม์จากตับ ที่ชื่อว่า ไนโตรซามีน ( Nitrosamines ) ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นตัวกระตุ้น ให้เกิดเซลล์มะเร็ง ในร่างกาย โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งลำไส้

– ช่วยลดอนุมูลอิสระ ที่ส่งผลให้สมองแข็งแรง

– ช่วยยับยั้งการอักเสบของกระเพาะ มีผลการวิจัย จากประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี พ.ศ. 2552 ระบุว่า หากกินบร็อคโครี่ทุกวัน วันละ 70 กรับ ติดต่อกันนาน 2 เดือน จะช่วยลดการอักเสบ ของกระเพาะอาหาร และลดความเสี่ยง ของการเกิดโรคกระเพาะอาหารได้

– ช่วยลดความรุนแรง ของโรคเนื้อเยื่อ ทำลายตนเอง หรือ SLE ( Systemic Lupus Erythematosus ) เนื่องจากมีการวิจัย ในหนูทดลองว่า หนูที่ได้รับ สารอินโดล มีอาการเจ็บป่วย จากโรค SLE และอายุยืนกว่าหนูทั่วไป



สีแดง

ในผักและผลไม้สีแดง อุดมไปด้วย ไลโคปีน ( Lycopene )

– ช่วยลดความเสี่ยง ของการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด

– ช่วยเสริมความแข็งแรง ระบบสืบพันธุ์เพศชาย ช่วยเพิ่มปริมาณอสุจิในผู้ชาย ที่มีปัญหามีลูกยากได้

– ช่วยลดอาการหอบหืดขณะออกกำลังกาย

– ช่วยลดอาการอักเสบของผิวหนัง

– ช่วยเพิ่มคอลลาเจนให้ผิว

สีส้มและสีเหลือง

ในผักและผลไม้สีส้ม อุดมไปด้วย สารเบต้าแคโรทีน (Beta-Carotene) และสารลูทีน ( Lutein )

– ช่วยบำรุงให้ผิวพรรณดี เปล่งปลั่งสดใส

– ช่วยลดระดับคลอเลสเตอรอล

– ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ให้กับร่างกาย

– ช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์

– ช่วยบำรุงสุขภาพดวงตา ป้องกันการเสื่อมสภาพของจอประสาทตา

สีม่วง

ในผักและผลไม้สีม่วง อุดมไปด้วยสารแอนโทไซยานิน ( Anthocyanin )

– ช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์

– ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ

– ช่วยป้องกันและต่อต้านมะเร็ง

– ช่วยบำรุงสุขภาพของเส้นผม

สีขาว

ในผักและผลไม้สีขาว อุดมไปด้วย แซนโทน ( Xanthone )

– ช่วยลดอาการอักเสบ ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

– ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิต

– ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ

– ช่วยยับยั้งการทำงาน ของสารก่อมะเร็ง

เห็นคุณค่า ของผักและผลไม้ ที่มากไปด้วยประโยชน์ที่ดี ต่อสุขภาพและร่างกาย ที่มีมากขนาดนี้ คงทำให้ใครหลายคน ที่ไม่ชอบทานผักและผลไม้ หันมาสนใจกันบ้างแล้วสิ ที่สำคัญควรทานผักและผลไม้ ให้ครบทุกสี เลือกทานให้หลากหลาย และควรออกกำลังกาย ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ก็จะช่วยให้ร่างกาย มีสุขภาพที่ดี แข็งแรงสมบูรณ์