ไวรัสตับอักเสบบี 8 อาการ ภัยเงียบใกล้ตัว ใครว่าไม่อันตราย

ไวรัสตับอักเสบบี ภัยร้ายเงียบที่ไม่รู้ตัว ถือได้ว่าเป็นโรค ที่มีความร้ายแรงอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งปัจจุบัน โรคไวรัสตับอักเสบบี เป็นโรคที่คนส่วนใหญ่ ไม่ค่อยให้ความสนใจ ซึ่งจริงๆแล้ว ปัจจุบันเป็นโรคที่เกิดขึ้น กับคนทั่วโลกเป็นจำนวนมาก ซึ่งในประเทศไทย ก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่พบว่ามีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี อยู่เป็นจำนวนมาก ในประชากรชาวไทย

ไวรัสตับอักเสบบี ภัยร้ายเงียบที่ไม่รู้ตัว ถือได้ว่าเป็นโรค ที่มีความร้ายแรงอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งปัจจุบัน โรคไวรัสตับอักเสบบี เป็นโรคที่คนส่วนใหญ่ ไม่ค่อยให้ความสนใจ ซึ่งจริงๆแล้ว ปัจจุบันเป็นโรคที่เกิดขึ้น กับคนทั่วโลกเป็นจำนวนมาก ซึ่งในประเทศไทย ก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่พบว่ามีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี อยู่เป็นจำนวนมาก ในประชากรชาวไทย

ไวรัสตับอักเสบบี มีอยู่ 2 ชนิด

1. แบบเฉียบพลัน เมื่อได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้ว ผู้ติดเชื้อสามารถหายได้เอง ภายใน 3 – 6 เดือน เนื่องจากร่างกาย จะสร้างภูมิต้านทานขึ้น และทำลายเชื้อไวรัสได้เอง หากรายนั้น มีภูมิต้านทานที่สามารถทำลายเชื้อได้ และจะไม่กลับมาเป็นอีก

2. แบบเรื้อรัง เมื่อได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะเป็นนานมากกว่า 6 เดือน และส่งผลกระทบไปในระยะยาว ของการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคตับอักเสบ โรคตับแข็ง และโรคมะเร็ง ฯลฯ โดยส่วนใหญ่ ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ชนิดเรื้อรังนี้ อาจได้รับเชื้อ มาตั้งแต่แรกเกิด จากมารดา หรือคนรอบข้าง

อันตราย ของไวรัสตับอักเสบบี

1. เกิดเป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคตับอักเสบ โรคดีซ่าน โรคตับแข็ง โรคมะเร็งตับ ฯลฯ เป็นต้น

2. อาจทำให้เสียชีวิตได้

อาการของผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

1. เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกาย โดยปกติคนส่วนใหญ่ มักไม่แสดงอาการใดๆ และไม่รู้ตัว จนกระทั่งตรวจเจอ

2. ในบางรายอาจมีอาการแสดง เช่น มีไข้ คล้ายไข้หวัด

3. เมื่อได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย ในบางราย อาจมีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดตามข้อ

4. ในบางราย อาจมีอาการปวดท้องใต้ชายโครงขวา

5. ในบางราย อาจมีตัวเหลือง และตาเหลือง จนผิดปกติ

6. ในบางราย อาจมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน

7. ในบางราย จะรู้สึกอ่อนเพลีย

8. ในบางราย อาจมีผื่นขึ้น ตามบริเวณผิวหนัง



การป้องกันไวรัสตับอักเสบ

เนื่องจากเชื้อไวรัสตับอักเสบบี เป็นโรคที่ติดต่อได้ง่าย ในชีวิตประจำวัน ที่อาจไม่รู้ตัว เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ใครที่เป็นพาหะ หรือมีเชื้อนี้อยู่ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ควร ต้องระมัดระวังด้วยตนเอง เพื่อป้องกันการติดเชื้อ เพราะเชื้อไวรัสตับอักเสบบี สามารถติดต่อได้โดยทาง เลือด น้ำเหลือง น้ำเชื้อ น้ำคัดหลั่ง และจากแม่สู่ลูกขณะคลอด หรือการให้นม

1. ควรใช้ช้อนกลาง เมื่อรับประทานอาหารกับผู้อื่น เพื่อป้องกันกรณีที่ ปากหรือในปาก อาจมีแผล ซึ่งอาจจะทำให้ได้รับการติดเชื้อได้

2. ไม่ควรใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น แปรงสีฟัน กรรไกรตัดเล็บ มีดโกน ฯลฯ เป็นต้น

3. ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัส หรือจูบ กับผู้ที่มีเชื้อ หากตนเองมีบาดแผล

4. ควรป้องกันหากมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อ

5. ควรหลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยา เข็มสัก หรือเจาะหู ที่ร่วมกับผู้อื่น

ภัยเงียบใกล้ตัว ที่คุณอาจกำลัง อยู่ในภาวะเสี่ยง นอกจากจะหลีกเลี่ยงแล้ว ก็ควรหมั่นออกกำลังกาย และ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เป็นประจำ และสม่ำเสมอ เพื่อจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง สามารถสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกัน การได้รับเชื้อไวรัส แบคทีเรียต่างๆ ที่อาจสามารถ เข้าสู่ร่างกายได้

อาหารสำหรับคนท้อง 9 อาหารบำรุงครรภ์ ที่ควรเน้นเป็นพิเศษ

ทราบหรือไม่ว่า มีเด็กจำนวนมาก ที่เติบโตมาพร้อมกับ สุขภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรง มีการพัฒนาการทั้งทางร่างกาย และสมองที่ช้ากว่าปกติ เป็นไปได้หรือไม่ว่า อาจมีสาเหตุโดยตรง มาจากการได้รับสารอาหาร ในช่วงระหว่าง การตั้งครรภ์ของมารดา ที่ไม่เพียงพอ หรือไม่ได้มีส่วน ช่วยในการบำรุงครรภ์ และที่สำคัญไม่ได้เป็น อาหารสำหรับคนท้อง ที่ถูกตามหลักโภชนาการ จึงส่งผลกระทบมายังเด็ก ในระยะยาวเมื่อเติบโตขึ้น

ทราบหรือไม่ว่า มีเด็กจำนวนมาก ที่เติบโตมาพร้อมกับ สุขภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรง มีการพัฒนาการทั้งทางร่างกาย และสมองที่ช้ากว่าปกติ เป็นไปได้หรือไม่ว่า อาจมีสาเหตุโดยตรง มาจากการได้รับสารอาหาร ในช่วงระหว่าง การตั้งครรภ์ของมารดา ที่ไม่เพียงพอ หรือไม่ได้มีส่วน ช่วยในการบำรุงครรภ์ และที่สำคัญไม่ได้เป็น อาหารสำหรับคนท้อง ที่ถูกตามหลักโภชนาการ จึงส่งผลกระทบมายังเด็ก ในระยะยาวเมื่อเติบโตขึ้น

เมื่อคุณแม่ เริ่มรู้แล้วว่า กำลังมีอีกหนึ่งชีวิต อยู่ในครรภ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี ของครอบครัวเป็นอย่างมาก และในช่วงแรกๆ ก็ต้องคอยระมัดระวัง ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น กับเด็กในครรภ์ได้ และที่สำคัญ ก็ต้องเริ่มบำรุงครรภ์ด้วย อาหารสำหรับคนท้อง อย่างเป็นพิเศษ เพื่อความสมบูรณ์แข็งแรง ของลูกรักตัวน้อยในครรภ์ เพราะการเลือกทานอาหาร เพื่อบำรุงครรภ์นั้น เป็นเรื่องที่คุณแม่ ต้องใส่ใจให้มาก

อาหารสำหรับคนท้อง

1. โฟเลต

เป็นสารอาหาร ที่สำคัญมาก ต่อทารกในครรภ์ เพราะโฟเลต เป็นส่วนที่สำคัญ ที่ช่วยในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง และเซลล์ของตัวอ่อน ให้มีความแข็งแรง เพื่อช่วยลดปัญหา และป้องกันความผิดปกติ ของระบบประสาทและสมอง ของทารกในครรภ์ได้ เพราะหากคุณแม่ ได้รับสารอาหารโฟเลต ไม่เพียงพอ ก็อาจจะส่งผลกระทบ ไปยังทารกในครรภ์ ที่อาจพิการ หรือคลอดก่อนกำหนดได้ ซึ่งคุณแม่ ควรได้รับสารอาหารโฟเลต ตั้งแต่ก่อนเริ่มตั้งครรภ์ อย่างน้อย 3 เดือน

สารอาหารโฟเลต มีอยู่ในอาหารจำพวก เช่น ผักใบเขียว ผักโขม หน่อไม้ฝรั่ง มันฝรั่ง ไข่ เนื้อสัตว์ ทุเรียน และขนุน ฯลฯ เป็นต้น

2. ธาตุเหล็ก

เป็นสารอาหาร ที่สำคัญต่อคุณแม่ และทารกในครรภ์ ในเรื่องของการไหลเวียนของเลือด เพราะธาตุเหล็ก จะช่วยรักษาให้ การไหลเวียนของเลือดดีและคงที่ ช่วยป้องกันผลกระทบ ต่อการพัฒนาสมองของทารก

สารอาหารธาตุเหล็ก มีอยู่ในอาหารจำพวก เช่น ถั่ว ข้าวโอ๊ต ปลาทูน่า ตับ และเนื้อไก่ ฯลฯ เป็นต้น

3. แคลเซียม

เพื่อป้องกันการขาดแคลเซียม สำหรับคุณแม่ และช่วยให้ ทารกในครรภ์ ได้รับแคลเซียม ที่ช่วยในการเสริมสร้าง และพัฒนาการเจริญเติบโต ของกระดูก ดังนั้นแคลเซียมจึงจำเป็น อย่างมากเช่นกัน โดยเฉพาะคุณแม่ ที่ขณะตั้งครรภ์ แคลเซียลในร่างกาย จะถูกดึงไปใช้ในปริมาณมาก จึงจำเป็นต้องได้รับ สารอาหารที่มีแคลเซียม ในการช่วยเสริมสร้าง ในปริมาณที่มากพอดี

สารอาหารแคลเซียม มีอยู่ในอาหารจำพวก เช่น นม โยเกิร์ต กุ้งแห้ง ปลาเล็กปลาน้อย และงา ฯลฯ เป็นต้น

4. โปรตีน

สารอาหาร ที่ขาดไม่ได้เช่นกัน คือโปรตีน เพราะมีส่วนช่วยในการ เสริมสร้างและช่วยพัฒนาการของกล้ามเนื้อ และสมองของทารกในครรภ์ ช่วยให้ทารกในครรภ์ สร้างอวัยวะส่วนต่างๆ ได้ดี

สารอาหารโปรตีน มีอยู่ในอาหารจำพวก เช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ ตับ เต้าหู้ ปลา ถั่ว และธัญพืช ฯลฯ เป็นต้น

5. ไอโอดีน

เป็นสารอาหาร ที่ช่วยให้การทำงาน ของกล้ามเนื้อประสานกัน อีกทั้งยังช่วยป้องกัน ไม่ให้ทารกในครรภ์ มีสติปัญญาที่ไม่สมบูรณ์ ป้องกันการเกิดโรคเอ๋อ

สารอาหารไอโอดีน มีอยู่ในอาหารจำพวก เช่น อาหารทะเล และ เกลือเสริมไอโอดีน ฯลฯ เป็นต้น



6. โอเมก้า 3

เป็นแหล่งอาหาร ที่เป็นตัวช่วยในการ เสริมสร้างและพัฒนาระบบประสาทและสมอง ของทารกในครรภ์ ให้มีความสมบูรณ์ แข็งแรง ฉลาด และเรียนรู้ได้ไว

สารอาหารโอเมก้า 3 มีอยู่ในอาหารจำพวก เช่น น้ำมันปลา ปลาทะเล แซลมอล ถั่วอัลมอล ถั่วเหลือง และเมล็ดฟักทอง ฯลฯ เป็นต้น

7. วิตามินบี 2

เป็นสารอาหาร ที่คุณแม่จำเป็นต้องรับประทาน ตลอดช่วงระหว่างตั้งครรภ์ เพราะมีผลต่อการเจริญเติบโต ของทารกในครรภ์

สารอาหารวิตามินบี 2 มีอยู่ในอาหารจำพวก เช่น นม ไข่ปลา ไข่แดง เนยแข็ง และผักใบเขียว ฯลฯ เป็นต้น

8. วิตามินดี

เป็นสารอาหาร ที่ช่วยให้การดูดซึมของแคลเซียม เป็นไปได้อย่างดีและมีประสิทธิภาพ ป้องกันการเกิดโรคโลหิตจางในคุณแม่ ที่อาจส่งผลกระทบโดยตรง ไปยังทารกในครรภ์

สารอาหารวิตามินดี มีอยู่ในแสงแดดยามเช้า และอาหารจำพวกน้ำมันปลา ไข่ และนม ฯลฯ เป็นต้น

9. คาร์โบไฮเดรต

เพราะคุณแม่ตั้งครรภ์ ต้องการพลังงานมากกว่าปกติ การได้รับคาร์โบไฮเดรต จะช่วยให้พลังงานสำหรับคุณแม่ ระหว่างการตั้งครรภ์ได้ดี แต่ไม่ควรทานอาหารที่ขัดสี จนเป็นสีขาวแล้ว แต่ควรทานอาหาร ที่ยังคงมีสารอาหารอยู่ครบถ้วน

สารอาหารคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ถั่ว และธัญพืช ฯลฯ เป็นต้น

อาหารสำหรับคนท้องดังที่ได้กล่าวไว้ เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น เพื่อส่งผลไปถึงลูกรัก ในระยาว ควรต้องเริ่มบำรุงด้วยอาหาร ที่มีประโยชน์สูง และควรเลือกรับประทานอาหาร ให้ครบ 5 หมู่ เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อลูกรัก ตั้งแต่การเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์ ช่วงระหว่างตั้งครรภ์ ไปจนถึงลูกรักคลอดออกมา ที่ยังคงต้องดื่มน้ำนมจากคุณแม่ เพื่อให้ลูกรัก ได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน ส่งผลให้ลูกรัก มีสุขภาพร่างกาย ที่แข็งแรงสมบูรณ์

งูสวัด 6 กลุ่มเสี่ยงโรคงูสงัด อาการ วิธีป้องกัน ภาวะแทรกซ้อน

โรคงูสวัด หรือ Herpes zoster เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อว่า ไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ ( Varicella – zoster virus ) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัส ชนิดเดียวกับ ไวรัสที่เป็นสาเหตุของ โรคอีกสุกอีใส ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ กับทุกคน ทุกเพศทุกวัย งูสวัด เป็นอีกโรคหนึ่ง ที่มีอันตรายถึงชีวิต ได้เช่นกัน หากผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อ แล้วไม่รีบไปรักษาโดยเร็ว

โรคงูสวัด หรือ Herpes zoster เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อว่า ไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ ( Varicella – zoster virus ) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัส ชนิดเดียวกับ ไวรัสที่เป็นสาเหตุของ โรคอีสุกอีใส ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ กับทุกคน ทุกเพศทุกวัย งูสวัด เป็นอีกโรคหนึ่ง ที่มีอันตรายถึงชีวิต ได้เช่นกัน หากผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อ แล้วไม่รีบไปรักษาโดยเร็ว

และมักเคยได้ยิน ผู้คนพูดต่อๆ กันมาว่า หากเป็นงูสวัด แล้วมีตุ่มขึ้น พันรอบเอวจนมา บรรจบกัน จะทำให้เสียชีวิตได้ ซึ่งในกรณีที่มีตุ่มขึ้น พันจนครบทั้งสองด้าน ของร่างกายนั้น ยังไม่เคยพบ และมีความเป็นไปได้น้อยมาก ที่จะเกิดขึ้น ส่วนสาเหตุของการเสียชีวิต คงเป็นเพราะภาวะแทรกซ้อน ของโรคงูสวัดมากกว่า ซึ่งผู้ป่วยบางราย ที่พบว่าเป็นโรคงูสวัด แล้วไม่รีบไปรักษาโดยเร็ว ก็จะทำให้เกิด ภาวะแทรกซ้อน ที่มีอันตรายถึงชีวิตได้

กลุ่มเสี่ยงเป็น งูสวัด

1. ผู้สูงอายุ ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป เป็นกลุ่มบุคคล ที่มีความเสี่ยงมากที่สุด เพราะเป็นวัยที่ ร่างกายเริ่มมีภูมิต้านทานลดลง

2. กลุ่มคนวัยทำงาน ที่มีภาวะความเครียดสูง เพราะความเครียด ส่งผลให้ร่างกาย มีภูมิคุ้มกันลดลง

3. ผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ ไม่แข็งแรง มีภูมิคุ้มกันต่ำ

4. ผู้ที่นอนน้อย พักผ่อนไม่เพียงพอ

5. ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคมะเร็ง โรคเอชไอวี โรคไต โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ เป็นต้น ฯลฯ

6. ผู้ที่เคยเป็น โรคอีสุกอีใส เนื่องจากเชื้อไวรัส ที่หลงเหลือ หลังจากหายจากโรคอีสุกอีใส เชื้อไวรัสตัวนี้ จะเข้าไปหลบ ซ่อนอยู่ในปมประสาท แล้วเมื่อใดที่ร่างกายอ่อนแอ เชื้อไวรัสตัวนี้ ก็จะกำเริบ แสดงอาการ เกิดเป็นโรคงูสวัดได้

อาการโรคงูสวัด

1. มีไข้ ตัวร้อน ในบางราย มีอาการคล้ายไข้หวัด ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้น ก่อนแสดงอาการ ผื่นหรือตุ่มแดงนูน ประมาณ 2 – 3 วัน

2. มีอาการปวดศีรษะ ในบางรายมีอาการปวดมาก

3. มีอาการปวดท้อง

4. มีอาการอ่อนเพลีย และปวดเมื่อยตามลำตัว

5. มีผื่นหรือตุ่มแดงนูนขึ้น โดยส่วนใหญ่จะเกิด ผื่นหรือตุ่มขึ้นบริเวณเอว เรียงกันเป็นแนวยาว ตามเส้นประสาท ด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย ในบางรายอาจเกิดผื่นหรือตุ่ม ขึ้นบริเวณอื่น ของร่างกาย เช่น ใบหน้า แขน ขา คอ ดวงตา และหู ฯลฯ เป็นต้น

6. มีอาการคัน ปวด แสบร้อน บริเวณที่มีผื่นหรือตุ่มขึ้น

7. หลังเกิดผื่นหรือตุ่มแดง 1 วัน ผื่นและตุ่มก็จะกลายเป็นตุ่มน้ำใส



วิธีป้องกัน โรคงูสวัด

1. ออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ให้กับร่างกาย

2. รับประทานอาหาร ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

3. พักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยควรนอน ให้ได้วันละ 8 ชั่วโมง / วัน

4. ควรหลีกเลี่ยงสาเหตุ หรือสถานที่ ที่ก่อให้เกิดภาวะเครียด

5. ควรหลีกเลี่ยง การสัมผัสโดนตุ่มหรือผื่น ของผู้ป่วยโรคงูสวัด

6. ฉีดวัคซีนป้องกัน โรคงูสวัด

ภาวะแทรกซ้อนของโรคงูสวัด ที่อันตราย

1. อาจเกิดแผลขึ้น บริเวณกระจกตา อาจทำให้สูญเสีย การมองเห็นได้

2. อาจเกิดการติดเชื้อ บริเวณผิวหนัง

3. อาจเกิดเยื้อหุ้มสมองอักเสบ

4. อาจส่งผลกระทบต่อ ระบบหัวใจ ไต และปอดได้

5. อาจส่งผลกระทบ ต่อทารกในครรภ์ ได้โดยตรง ในกรณีที่เกิดโรคงูสวัดขึ้น กับหญิงที่กำลังตั้งครรภ์

หากคุณสังเกตุพบว่า ตัวคุณเอง และคนใกล้ตัว มีอาการคล้ายคลึง โรคงูสวัด ควรรีบพาไป พบแพทย์โดยทันที เพื่อป้องกันความเสี่ยง ในการเกิดภาวะแทรกซ้อน และการเสียชีวิตได้ และที่สำคัญ ควรหลี่กเลี่ยง และไม่ควร สัมผัสโดนตุ่มหรือผื่นของผู้ป่วย ที่ป่วยเป็นโรคงูสวัด เนื่องจากโรคงูสวัด เป็นโรคติดต่อ ได้โดยการสัมผัส

ออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก ด้วยกิจวัตรประจำวัน สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลา

เป็นปัญหาใหญ่ และอันตราย แต่กลุ่มคน ที่มักหาข้ออ้าง ในการออกกำลังกาย มักไม่ให้ความสนใจ เพิกเฉย เพราะมักมีข้ออ้างว่า ไม่มีเวลา แต่นั่นไม่ใช้ปัญหา วันนี้เรามีเทคนิค ที่สามารถช่วยให้ ผู้ที่ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ได้มีสุขภาพที่ดี แข็งแรง ด้วยการใช้ กิจวัตรประจำวัน ในการออกกำลังกาย

ออกกำลังกาย สำหรับคนรักสุขภาพ การออกกำลังกาย จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ และมักให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะการออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี ห่างไกลจากโรคภัย อีกทั้งยังทำให้ มีรูปร่างที่ดี ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส อยู่ตลอดเวลา

แต่ปัญหาไม่ได้อยู่กับ ผู้ที่รักการออกกำลังกาย แต่ปัจจุบันนี้ ที่ปัญหาโรคร้ายรุมเร้า คนโดยส่วนมาก รวมถึงปัญหาโรคอ้วน น้ำหนักเกินมาตรฐาน ซึ่งเป็นเรื่องที่มีอันตรายมาก ในระยะยาวและระยะสั้น และยังเป็นสาเหตุหลัก ของโรคร้ายอื่นๆ ที่ตามมา เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดัน และโรคเครียด ฯลฯ เป็นต้น

จริงๆแล้ว เป็นปัญหาใหญ่ และอันตราย แต่กลุ่มคน ที่มักหาข้ออ้าง ในการออกกำลังกาย มักไม่ให้ความสนใจ เพิกเฉย เพราะมักมีข้ออ้างว่า ไม่มีเวลา แต่นั่นไม่ใช้ปัญหา วันนี้เรามีเทคนิค ที่สามารถช่วยให้ ผู้ที่ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ได้มีสุขภาพที่ดี แข็งแรง ด้วยการใช้ กิจวัตรประจำวัน ในการออกกำลังกาย

ออกกำลังกาย ด้วยกิจวัตรประจำวัน

หากต้องการ ลดน้ำหนัก และเพื่อให้เลือดไหลเวียนดี ช่วยให้สุขภาพดี แข็งแรง เพียงแค่อยู่บ้าน หรือไม่ว่าจะอยู่ที่ทำงาน แม้แต่การเดินทาง ก็สามารถออกกำลังกาย ได้แล้ว

ที่บ้าน

1. การนั่ง ไม่ควรนั่งบนเก้าอี้นุ่มๆ หรือโซฟา เป็นเวลานาน ควรเลือกนั่งเก้าอี้โยก เก้าอี้หมุน หรือ ฟิตบอล เพื่อช่วยให้ร่างกายได้ขยับ และเกร็งกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยในการทรงตัว

2. การเดิน

– ไม่ควรนำน้ำ หรืออาหาร หรือของใช้ ที่ใช้บ่อย มาวางไว้ใกล้ตัว เพื่ออำนวยความสะดวกให้ตนเอง แต่ควรเดินไปหยิบ เมื่อต้องการใช้ เพื่อจะช่วยให้ร่างกายได้ขยับ และช่วยเผาผลาญพลังงานได้ เช่น อยู่บ้านชั้นบน แต่ตู้เย็นอยู่ชั้นล่าง ก็ไม่ควรนำน้ำขึ้นไปด้วย ควรเดินลงมาด้านล่าง เมื่อหิวน้ำ เพื่อจะได้เดิน ขึ้นลงบันไดด้วย

– ควรนำสัตว์เลี้ยง หรือสุนัข ไปเดินเล่น ในสวนสาธารณะ หรือบริเวณใกล้บ้าน

3. กิจกรรมวันหยุด ไม่ควรนอน ดูทีวี แต่ควรหากิจกรรม ภายในครอบครัว ทำร่วมกัน เพื่อกระตุ้นให้ร่างกาย ได้เกิดการเคลื่อนไหว เช่น ชวนเดินไปตลาด ชวนปลูกต้นไม้ ช่วยกันตัดหญ้าสนามในบ้าน และตัดกิ่งไม้ภายในบ้าน ฯลฯ เป็นต้น

4. งานบ้าน ไม่ควรจ้างแม่บ้าน หรือสะสมไว้ทำทีเดียว แต่ควรทำให้เป็นประจำสม่ำเสมอ เช่น กวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างจาน รีดผ้า เช็ดกระจก ล้างรถ ซักผ้าด้วยมือ และตากผ้า ฯลฯ เป็นต้น

5. เพื่อความบันเทิง การเล่นเกมส์ ควรเลือกเล่นเกมส์ ที่ร่างกายได้ขยับ เช่น เกมส์จาก XBOX และหากดูทีวี หรือดูหนัง ควรออกกำลังกายเบาๆ เพื่อดูไปด้วย เช่น ปั่นเครื่องปั่นจักรยาน หรือ เดิน แกว่งแขน ย่ำเท้า ขณะดูไปด้วย ฯลฯ เป็นต้น

6. อาหาร ไม่ควรซื้ออาหารสำเร็จรูป มารับประทาน แต่ควรทำเอง เพื่อจะได้ขยับร่างกาย อีกทั้งเรายังเลือกปรุงอาหาร เองได้ด้วย

ที่ทำงาน

1. การนั่ง ไม่ควรนั่งทำงานตลอดเวลา ควรปรับเปลี่ยนอริยบท ด้วยการลุกขึ้นยืน บิดเอว และขยับร่างกายบ้าง

2. การเดิน

– ควรเดินขึ้นลงบันได หาก Office อยู่ชั้นบน ไม่ควรใช้ลิฟท์ หรือบันไดเลื่อน เพื่อช่วยเพิ่มการเผาผลาญ และลดต้นขา

– เดินเอาเอกสาร ไปให้เพื่อนร่วมงาน แทนการโทรศัพท์ ส่งเมลล์ หรือ Line

– หากต้องการเข้าห้องน้ำ ควรเดินไปเข้าห้องน้ำ ที่อยู่ไกล หรืออยู่คนละชั้นกับ Office

– ไม่ควรเอาน้ำใส่แก้ว มาไว้ที่โต๊ะทำงาน ควรเดินไปกดน้ำดื่มบ่อยๆ

– เลือกร้านที่อยู่ไกล เพื่อเดินไป ทานอาหารกลางวัน

3. การประชุม ขณะกำลังประชุม ควรเปลี่ยนจาก การนั่งประชุม มาเป็นการยืนประชุม หรือปรับเปลี่ยน อริยบถบ้าง ไม่ควรนั่งประชุมอย่างเดียว เพื่อช่วยให้ร่างกายได้ขยับ

4. ช่วงพักเบรค ควรรวมกลุ่มกัน กับเพื่อนร่วมงาน ในการออกกำลังกายเบาๆ ในที่ทำงาน เช่น อาจเต้นสัก 10 นาที หรือเล่นเกมส์ ที่ช่วยให้ร่างกาย ได้เคลื่อนไหว



ห้างสรรพสินค้า

1. ควรจอดรถในลานจอดรถที่ไกล จากตัวห้าง เพื่อเพิ่มการเดิน เป็นการออกกำลังไปในตัว

2. ควรเลือกเดิน ซื้อสินค้าหลากหลายร้าน เพื่อเพิ่มการเดินให้มากขึ้น

3. ไม่ควรเลือกชำระเงิน ในช่องที่ว่าง เพื่ออำนวยสะดวก และรวดเร็ว แต่ควรเลือกยืนต่อคิว ในแถวที่ยาว เพื่อเพิ่มโอกาสในการยืน

การเดินทาง

1. ควรเลือกเดิน หรือปั่นจักรยาน ไปในพื้นที่ใกล้เคียง แทนการใช้รถยนต์ หรือ รถจักรยานยนต์

2. ควรเลือกเดินทาง โดยรถประจำทาง แทนการใช้รถส่วนตัว เพื่อเพิ่มโอกาส ในการเดิน และการขยับร่างกาย

3. ควรยืดเส้นยืดสาย ขยับแขน ขา คอ หากอยู่ในรถ ขณะรถติด

4. ควรเลือกจอดรถ หรือ ลงจากรถประจำทาง ที่ไกลจากจุดหมายพอประมาณ เพื่อจะได้เดินมายังจุดหมาย ช่วยเพิ่มการเผาผลาญ ได้มากขึ้น

การออกกำลังกาย โดยที่ไม่รู้ตัว เพียงแค่ปรับเปลี่ยน พฤติกรรมกรรมบางอย่าง ในชีวิตประจำวัน ก็สามารถช่วยให้ ร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี ผิวพรรณดีได้ โดยไม่ต้องหาเวลา เพื่อไปออกกำลังกาย ที่มักเป็นข้ออ้าง ของผู้ที่ไม่ชอบออกกำลังกาย หรือ ผู้ที่ไม่มีเวลา ออกกำลังกายจริงๆ ก็สามารถช่วยให้ ร่างกายได้ขยับ เกิดการเผาผลาญ ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ส่งผลไปในระยะยาว สู่สุขภาพร่างกายที่ดี และแข็งแรง อีกทั้งการออกกำลังกาย ยังช่วยผ่อนคลายความเครียด ได้ดีอีกด้วย แต่ถ้าหากจะให้ดี ก็ควรหาเวลา ในการออกกำลังกายบ้าง เพียงแค่อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง ติดต่อต่อกัน 30 นาที ก็จะช่วยให้สุขภาพดี แข็งแรงมากยิ่งขึ้น

มะกรูด 15 ประโยชน์ของมะกรูด ช่วยป้องกันโรคหัวใจ และต่อต้านมะเร็ง

มะกรูด เป็นพืชตระกูลส้ม และมะนาว ผลของมะกรูด มีขนาดเล็กคล้ายมะนาว เปลือกนอกมีสีเขียว ผิวขรุขระ มีน้ำมันหอมระเหย กลิ่นหอม มีรสเปรี้ยว แต่เปรี้ยวน้อยกว่ามะนาว ใบมีสีเขียวรูปไข่ ใน 1 ใบเหมือนมี 2 ใบเรียงต่อกัน มีกลิ่นหอมฉุนเล็กน้อย ถือได้ว่าเป็นสมุนไพร อีกชนิดหนึ่งก็ได้ เพราะทั้งใบ และผลของมะกรูด สามารถนำมารับประทาน และใช้ประโยชน์ได้ ที่สำคัญมีสรรพคุณ ที่ดีต่อสุขภาพและร่างกาย เพราะมะกรูด มีสารอาหาร และวิตามิน ที่มีประโยชน์มากมาย เช่น วิตามินซี, วิตามินบี, แคลเซียม, โปรตีน และใยอาหาร ฯลฯ เป็นต้น

มะกรูด เป็นพืชตระกูลส้ม และมะนาว ผลของมะกรูด มีขนาดเล็กคล้ายมะนาว เปลือกนอกมีสีเขียว ผิวขรุขระ มีน้ำมันหอมระเหย กลิ่นหอม มีรสเปรี้ยว แต่เปรี้ยวน้อยกว่ามะนาว ใบมีสีเขียวรูปไข่ ใน 1 ใบเหมือนมี 2 ใบเรียงต่อกัน มีกลิ่นหอมฉุนเล็กน้อย ถือได้ว่าเป็นสมุนไพร อีกชนิดหนึ่งก็ได้

เพราะทั้งใบ และผลของมะกรูด สามารถนำมารับประทาน และใช้ประโยชน์ได้ ที่สำคัญมีสรรพคุณ ที่ดีต่อสุขภาพและร่างกาย เพราะมะกรูด มีสารอาหาร และวิตามิน ที่มีประโยชน์มากมาย เช่น วิตามินซี, วิตามินบี, แคลเซียม, โปรตีน และใยอาหาร ฯลฯ เป็นต้น

ประโยชน์ของ มะกรูด เพื่อสุขภาพ

1. ช่วยบำรุงสุขภาพของหัวใจ

การทานน้ำมะกรูด และใบมะกรูด เป็นประจำ จะช่วยทำให้ เลือดไหลเวียนดี ทำให้หัวใจแข็งแรง ป้องกันการเกิดโรค เกี่ยวกับหัวใจได้ง่าย

2. ช่วยแก้โรคหวัด

น้ำมะกรูด มีฤทธิ์ช่วยต่อต้าน เชื้อไวรัส ช่วยรักษาอาการหวัด บรรเทาอาการไอ และช่วยขับเสมหะ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง

มะกรูดมีฤทธิ์ ช่วยยับยั้งการเกิดมะเร็ง เพราะในมะกรูด มีเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยต่อต้าน เชื้อของมะเร็งได้

4. ช่วยป้องกันโรคไมเกรน

น้ำมันหอมระเหย จากมะกรูด ช่วยบรรเทาความเครียด และช่วยลดอาการปวดศีรษะ สาเหตุของการเกิด โรคไมเกรน เพราะกลิ่นหอมจากมะกรูด จึงมีส่วนช่วย ในการผ่อนคลายความเครียด ทำให้รู้สึกดี

5. ช่วยปรับฮอร์โมนในเพศหญิง

ในมะกรูดมีฤทธิ์ ช่วยปรับฮอร์โมนในเพศหญิง ให้มีความสมดุล จึงทำให้ประจำเดือน มาสม่ำเสมอและเป็นปกติ อีกทั้ง ยังช่วยบำรุงสตรีหลังคลอด โดยการนำ มะกรูดแห้งมาชงดื่ม หรือใช้ในการอบตัว เพื่อช่วยในการบำรุงเลือด และช่วยฟอกเลือด

6. ช่วยแก้ท้องอืด

การนำใบ และผลของมะกรูด มาต้มดื่ม จะช่วยบรรเทา อาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องแน่นได้ดี

7. ช่วยบำรุงสุขภาพช่องปาก

เนื่องจากในมะกรูด อุดมไปด้วยวิตามินซี และแคลเซียม ที่มีส่วนช่วยทำให้ ฟันและเหงือกมีสุขภาพที่ดี แข็งแรง จึงช่วยป้องกัน การเกิดฟันผุ และเลือดออกตามไรฟันได้



8. ช่วยขับพยาธิ

หากนำใบมะกรูด หรือน้ำมะกรูด มาเป็นส่วนประกอบใน อาหารเป็นประจำ หรืออาจจะนำใบมาต้มดื่ม ก็จะมีส่วนช่วยในการ ขับพยาธิออกได้

9. ช่วยแก้อาการเป็นลม

เพราะน้ำมันหอมระเหย ที่มีกลิ่นหอมจากมะกรูด จึงสามารถนำมาใช้ดม สำหรับผู้ที่มีอาการมึน หน้ามืด ตาลาย และเป็นลม

10. ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง

มะกรูดช่วยทำให้ร่างกาย มีภูมิต้านทานที่ดี เนื่องจากในมะกรูด มีฤทธิ์ที่ช่วยในการ ต่อต้านเชื้อรา และแบคทีเรีย ที่อาจเข้าสู่ร่างกายได้

ประโยชน์ของมะกรูด ด้านอื่นๆ

1. ช่วยกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ เช่น กลิ่นเหม็นคาวในห้องน้ำ กลิ่นคาวในอาหาร

2. ช่วยไล่แมลง และยุงได้

3. ช่วยบำรุงหนังศีรษะ และเส้นผม ทำให้เส้นผมแข็งแรง ไม่ขาดหลุดร่วงได้ง่าย ป้องกันการเกิดเชื้อรา บนหนังศีรษะ

4. ช่วยบำรุงผิวพรรณ เนื่องจากในมะกรูด อุดมไปด้วยวิตามินซี จึงทำให้ผิวสุขภาพดี เปล่งปลั่ง สดใส โดยนำผลของมะกรูด ผ่าครึ่ง แล้วนำมาขัดถู บริเวณผิวเป็นประจำ

5. ช่วยดับกลิ่นเท้า โดยนำผลและใบมะกรูด มาต้ม แล้วนำมาแช่เท้า ประมาณ 10-15 นาที

ถึงแม้ว่ามะกรูด เป็นสมุนไพร ที่ได้รับความนิยมสูง มาแต่สมัยโบราณ ไม่ว่าจะนำมาสระผม บำรุงผิว หรือรับประทาน ซึ่งในปัจจุบัน มะกรูดก็ได้รับความนิยม ไม่แพ้ยุคโบราณเลย เพราะคนไทย ยังคงความนิยม ในการใช้ประโยชน์ จากมะกรูด โดยการนำใบ และผลมาปรุงในอาหาร อีกทั้งยังนำมาแปรรูป เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และความงาม ที่หาซื้อได้ง่าย ตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป

แอลกอฮอล์ ดื่มเหล้า 7 โทษอันตราย เกิดโรคร้ายเรื้อรัง นักดื่มควรรู้

เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของ แอลกอฮอล์ ล้วนแต่ส่งผลเสีย ต่อสุขภาพร่างกาย อย่างร้ายแรง โดยเฉพาะนักดื่มทั้งหลาย ที่ควรคำนึงสักนิด ก่อนคิดที่จะดื่ม เพราะการดื่มเหล้า หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ส่งผลทำลายตนเอง และคนรอบข้างทั้งทางตรง และทางอ้อม ซึ่งก็มีนักดื่มไม่น้อย ที่เข้าใจผิด คิดว่าการดื่ม ช่วยผ่อนคลายความเครียดลงได้ ทำให้ลืมเรื่องราวที่แย่ ช่วยทำให้มีความสุข รู้สึกดีมากขึ้น จริงๆแล้ว ไม่ใช่อย่างที่หลายคนคิด

เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของ แอลกอฮอล์ ล้วนแต่ส่งผลเสีย ต่อสุขภาพร่างกาย อย่างร้ายแรง โดยเฉพาะนักดื่มทั้งหลาย ที่ควรคำนึงสักนิด ก่อนคิดที่จะดื่ม เพราะการดื่มเหล้า หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ส่งผลทำลายตนเอง และคนรอบข้างทั้งทางตรง และทางอ้อม ซึ่งก็มีนักดื่มไม่น้อย ที่เข้าใจผิด คิดว่าการดื่ม ช่วยผ่อนคลายความเครียดลงได้ ทำให้ลืมเรื่องราวที่แย่ ช่วยทำให้มีความสุข รู้สึกดีมากขึ้น จริงๆแล้ว ไม่ใช่อย่างที่หลายคนคิด

ทราบหรือไม่ว่า การดื่มเหล้า หรือเครื่องดื่มที่มี ส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เป็นการทำร้ายร่างกาย ไปทีละนิด มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความถี่ในการดื่ม และตามปริมาณของแอลกอฮอล์ ที่เข้าสู่ร่างกาย

อันตรายของ แอลกอฮอล์ เกิดโรคร้าย

1. โรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์

เพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ เข้าไปทำลายระบบประสาท และสมอง ส่งผลทำให้ความจำไม่ดี สมองถูกทำลาย ส่งผลไปในระยะยาว ที่อาจทำให้ความจำสูญหาย

2. โรคซึมเศร้า

หากผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ ติดต่อกันเป็นเวลานาน มีความเสี่ยงเป็น โรคซึมเศร้า ได้สูงมากกว่าคนปกติ ส่งผลให้สามารถทำร้ายตนเอง และผู้อื่นได้

3. อัมพฤกษ์ อัมพาต

ผลค้างเคียงในระยะยาว สำหรับผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ จะเริ่มทำให้มีอาการ กล้ามเนื้ออ่อนแรง มือสั่น หากรายใดที่มีอาการหนัก จะส่งผลให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้

4. โรคตับแข็ง

หากผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นประจำทุกวัน แล้วพบว่าตนเอง มีอาการอาเจียนเป็นเลือด นั่นเป็นสัญญาณเตือน ของความผิดปกติของตับ อาจส่งผลให้เกิดโรคตับแข็งได้ เพราะแอลกอฮอล์ ส่งผลให้ตับทำงานหนัก



5. โรคกระเพาะ

ความรุนแรงของแอลกอฮอล์ ที่ลงไปสู่กระเพาะอาหาร ส่งผลให้เยื่อบุกระเพาะถูกทำลาย จึงทำให้เกิดแผล ในกระเพาะอาหาร หากอาการสะสมเป็นเวลานาน ก็จะส่งผลให้ กระเพาะเป็นแผลเรื้อรัง

6. โรคมะเร็ง

แอลกอฮอล์ที่เข้าสู่ร่างกาย เป็นประจำ สะสมเป็นเวลานาน เรื้อรัง จนเป็นสาเหตุของการเกิด โรคมะเร็งได้ เช่น มะเร็งตับ มะเร็งกระเพาะ ฯลฯ เป็นต้น

7. โรคหัวใจ

ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ เมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะส่งผลให้การทำงาน ของหัวใจผิดปกติ มีการทำงานที่ไม่สมดุล ส่งผลให้การทำงาน ของหัวใจมีปัญหา

และที่สำคัญ ผู้ที่ดื่มเหล้า หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เข้าสู่ร่างกายตั้งแต่อายุน้อย และเรื้อรังสะสม มาเป็นเวลานาน อาจส่งผลทำให้ ระบบสืบพันธุ์ มีปัญหาได้ในระยะยาว หากมีทางเลือกที่ดี ก็ควรหลีกเลี่ยง การดื่มจึงจะดีกว่า เพราะการดื่มแอลกอฮอล์ มีอันตรายร้ายแรง อาจทำให้เสียชีวิตได้ ทั้งทางตรง และทางอ้อม

ท้องเสีย 6 สาเหตุ วิธีรักษา อาการท้องเสีย อันตรายถึงชีวิตได้

ท้องเสีย สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายมาก ไม่ว่ากับใคร ขึ้นอยู่กับพฤติกรรม การใช้ชีวิตในประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขอนามัย เรื่องอาหาร ฯลฯ โดยปกติแล้ว เมื่อเกิดอาการท้องเสีย หลายคนมักจะเพิกเฉย คิดแค่ว่าทานอะไรมา ทำให้ท้องเสียเพียงเท่านั้น แล้วก็ปล่อยให้หายไปเอง แต่ทราบหรือไม่ว่า อาการท้องเสีย ก็เป็นสัญญาณเตือน ของโรคร้ายบางชนิด และอาจมีอันตรายถึงชีวิต ได้เช่นกัน

ท้องเสีย สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายมาก ไม่ว่ากับใคร ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย และพฤติกรรมของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขอนามัย เรื่องอาหาร และภูมิต้านทานของร่างกาย โดยปกติแล้ว เมื่อเกิดอาการท้องเสีย หลายคนมักจะเพิกเฉย คิดแค่ว่าทานอะไรมา ทำให้ท้องเสียเพียงเท่านั้น แล้วก็ปล่อยให้หายไปเอง แต่ทราบหรือไม่ว่า อาการท้องเสีย ก็เป็นสัญญาณเตือน ของโรคร้ายบางชนิด และอาจมีอันตรายถึงชีวิต ได้เช่นกัน

อาการแบบไหน ถึงเรียกว่า ท้องเสีย

1. ถ่ายเหลว เป็นน้ำ โดยอาจเกิดขึ้นเรื้อรัง หรือ โดยเฉียบพลันก็ได้

2. ถ่ายเหลว หรือถ่ายเป็นน้ำ มากกว่า 3 ครั้ง/วัน

3. มีลักษณะถ่ายเป็นมูก หรือมูกเลือด และในบางรายอาจถ่ายมีสีดำ

4. มีอาการปวดศีรษะ และมีไข้ร่วม

5. มีอาการปวดท้อง ในบางรายอาจปวดบิด

6. มีอาการปวดบริเวณทวารหนัก

7. มีอาการอ่อนเพลีย กระหายน้ำ คอแห้ง ปากแห้ง

8. ปัสสาวะมีสีเข้ม มากกว่าปกติ

9. ในบางรายอาจมีอาการท้องอืด และเป็นตะคริวที่ท้องได้

ข้อควรระวัง เมื่อท้องเสีย

1. ควรงดทานน้ำอัดลม ชา กาแฟ และเครื่องดื่มที่มี ส่วนผสมของแอลกอฮอล์

2. ควรงดดื่มนม โยเกิร์ต หรือผลิตภัณฑ์ ที่มีนมเป็นส่วนผสมอยู่

3. ควรงดทานอาหาร ที่มีไขมันสูง อาหารหมักดอง และอาหารที่ปรุงแบบสุกๆ ดิบๆ

สาเหตุท้องเสีย

1. เกิดจากการรับประทานอาหาร และดื่มเครื่องดื่ม ที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน เข้าสู่ร่างกาย หรือที่เรียกว่า อาหารเป็นพิษ ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรีย สาเหตุนี้ จะเกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน

2. เกิดจากลำไส้แปรปรวน จะเป็นอาการท้องเสียเรื้อรัง ที่รักษาไม่หาย ในลักษณะเช่นนี้ ควรหลีกเลี่ยง อาหารที่ส่งผลให้ เกิดอาการท้องเสีย

3. เป็นสัญญาณเตือน ของการเกิดโรคบางชนิด เช่น โรคไทรอยด์เป็นพิษ โรคลำไส้อักเสบ ฯลฯ เป็นต้น

4. การทานอาหารเสริม และยาบางชนิด ที่อาจส่งผลข้างเคียงได้

5. ได้รับเชื้อปรสิต หรือพยาธิ เข้าสู่ร่างกาย

6. ในบางราย อาจเกิดจากการแพ้อาหาร หรือนม บางชนิด



วิธีการรักษาเบื้องต้น อาการท้องเสีย

1. ควรดื่มน้ำเปล่า และน้ำเกลือแร่ให้มากๆ เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำ

2. พักผ่อนให้เยอะๆ

3. ควรล้างมือทุกครั้ง ก่อนรับประทานอาหาร

4. ควรเลือกรับประทานอ่อนๆ และมีรสจืด เช่น ซุป ข้าวต้ม โจ๊ก ฯลฯ เป็นต้น

5. ควรเลือกทานสมุนไพรใกล้ตัว ที่สามารถช่วยบรรเทา และรักษาอาการท้องเสียได้ เช่น เหง้ากระชาย เปลือกมังคุด และใบฝรั่ง ฯลฯ เป็นต้น

อันตรายท้องเสีย

1. เกิดอาการช็อก หมดสติ เนื่องจากร่างกายสูญเสียน้ำปริมาณมาก

2. เป็นสัญญาณเตือนบ่งบอกถึง อาการโรคบางอย่างได้ หากไม่รีบไปพบแพทย์ หรือรักษาอย่างถูกวิธี อาจเกิดอันตราย หรือ ภาวะแทรกซ้อนได้

3. ภาวะการขาดน้ำ มีอันตรายรุนแรง ถึงขั้นเสียชีวิตได้

หากพบว่าคุณมีอาการท้องเสีย ที่นานมากกว่า 48 ชั่วโมง มีไข้ ปวดศีรษะ และมีอาการที่รุนแรงมากขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์โดยทันที ไม่ควรรักษาเองโดยเด็ดขาด เพราะอาการท้องเสีย เป็นอาการที่มีอันตราย ถึงชีวิตได้เช่นกัน

อาการคนท้อง 13 อาการหญิงตั้งครรภ์ สัญญาณเตือนที่ควรรู้ไว้

อาการคนท้อง เป็นอาการที่ปกติ ของหญิงตั้งครรภ์ ที่ควรสังเกตุตัวเอง หากว่ามีครอบครัวแล้ว หรือแต่งงานแล้ว เพื่อจะได้เริ่มดูแลครรภ์ อย่างดีและถูกวิธี หากว่าตนเองกำลัง เริ่มเข้าสู่ความเป็นคุณแม่ ทั้งนี้อาการคนท้อง ในระยะเริ่มแรก ของแต่ละบุคคลค่อนข้างมี อาการคล้ายกันโดยส่วนใหญ่ เนื่องด้วยฮอร์โมน ที่เปลี่ยนแปลงของหญิงตั้งครรภ์ จึงทำให้ร่างกาย อารมณ์ และพฤติกรรม หลายอย่างเปลี่ยนแปลง

อาการคนท้อง เป็นอาการที่ปกติ ของหญิงตั้งครรภ์ ที่ควรสังเกตุตัวเอง หากว่ามีครอบครัวแล้ว หรือแต่งงานแล้ว เพื่อจะได้เริ่มดูแลครรภ์ อย่างดีและถูกวิธี หากว่าตนเองกำลัง เริ่มเข้าสู่ความเป็นคุณแม่ ทั้งนี้อาการคนท้อง ในระยะเริ่มแรก ของแต่ละบุคคลค่อนข้างมี อาการคล้ายกันโดยส่วนใหญ่ เนื่องด้วยฮอร์โมน ที่เปลี่ยนแปลงของหญิงตั้งครรภ์ จึงทำให้ร่างกาย อารมณ์ และพฤติกรรม หลายอย่างเปลี่ยนแปลง

อาการคนท้อง ที่ควรรู้ไว้

1. ประจำเดือนขาด

เป็นอาการที่สังเกตุ ได้ชัดมากที่สุด หากพบว่าประจำเดือนขาด ควรรีบไปเช็คด่วน

2. อารมณ์แปรปรวนได้ง่าย กว่าคนปกติ

เกิดจากการ เปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ในบางรายสามารถดีใจ และเสียใจ ได้ในเวลาใกล้เคียงกัน

3. คลื่นไส้อาเจียน

หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกว่า อาการแพ้ท้อง หญิงตั้งครรภ์มากกว่า 80% จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน จะมีอาการประมาณช่วง 1-3 เดือนแรก และจะไวต่อการ สัมผัสเรื่องกลิ่น ส่งผลให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียนได้

4. มีอาการเวียนศีรษะ

หญิงตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ จะมีอาการเวียนศีรษะ อาจทำให้หน้ามืด เป็นลมได้ง่าย

5. ปัสสาวะบ่อย

เนื่องจากมดลูกที่ขยายตัว และระดับของฮอร์โมน จึงส่งผลให้หญิงตั้งครรภ์ ปัสสาวะบ่อยมากกว่า คนปกติ

6. มีอาการท้องผูก

เนื่องจากขนาดของมดลูก ที่ขยายใหญ่ขึ้น แล้วอาจไปเบียดลำไส้ใหญ่ จึงทำให้ลำไส้ ทำงานได้ไม่สมดุล จึงส่งผลให้หญิงตั้งครรภ์ ท้องผูกได้ง่าย

7. มีอาการคัดเต้านม

หากมีอาการคัดเต้านม เต้านมมีขนาดใหญ่ขึ้น ผิวบริเวณรอบๆหัวนม มีสีคล้ำ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งอาการ ของหญิงตั้งครรภ์

8. มีอาการตกขาว

หากมีอาการตกขาว ที่มีลักษณะขาวขุ่น เมือกใส แต่ไม่มีกลิ่น ถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติ สำหรับหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งไม่มีอันตรายใดๆ



9. ท้องโตขึ้น

จะเริ่มสังเกตุได้ ในช่วง 2-3 เดือนแรก บริเวณหน้าท้อง จะนูนขึ้น มีขนาดขยายใหญ่ขึ้นกว่าปกติ

10. มีอาการง่วงนอน

เนื่องจากการ ปรับฮอร์โมนเพิ่มขึ้น ทำให้รู้สึกเหนื่อย อ่อนเพลีย จึงส่งผลให้ง่วงนอนบ่อย และมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ปกติ

11. เลือดออกทางช่องคลอด

ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ หญิงบางราย อาจมีเลือดออก บริเวณช่องคลอดเล็กน้อย ประมาณ 1-2 วัน ลักษณะเป็นสีชมพู หรือแดงจางๆ แต่จะไม่มีอาการปวดท้อง

12. น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น

ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ของหญิงตั้งครรภ์ ที่จะมีน้ำหนักตัวเพิ่ม และตัวบวมขึ้น

13. ชีพจรเต้นเร็ว

เนื่องจากการปรับตัวของร่างกาย และฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง จึงส่งผลทำให้ ชีพจรเต้นเร็ว และจะมีอาการ หายใจถี่มากกว่าปกติ

หากพบว่าตนเอง มีอาการคล้ายคลึง กับอาการดังกล่าว ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อจะได้คำแนะนำที่ถูกต้อง จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในเรื่องการดูแลครรภ์ การบำรุงครรภ์ ฯลฯ เพื่อผลที่ดีต่อ คุณแม่และเด็ก

ปวดท้องน้อย 11 อาการ สาเหตุอันตราย ที่บ่งบอกถึงโรคร้าย

อาการปวดท้อง โดยที่ไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะอาการ ปวดท้องน้อย ที่สามารถเกิดขึ้นได้ กับทั้งผู้หญิง และผู้ชาย ในบางรายอาจมีอาการปวด แบบฉับพลัน หรือในบางราย ปวดเรื้อรังมานาน หลายครั้งที่คนส่วนใหญ่ ละเลยไม่สนใจ เพราะคิดว่า ปวดแล้วก็หายไป แต่ทราบหรือไม่ว่า มีผู้ป่วยหลายราย ที่ได้รับผลกระทบ จากเพียงแค่อาการเริ่มแรก จากอาการปวดท้องน้อย กลายเป็นโรคร้าย ที่ยากต่อการรักษา ในภายหลัง

อาการปวดท้อง โดยที่ไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะอาการ ปวดท้องน้อย ที่สามารถเกิดขึ้นได้ กับทั้งผู้หญิง และผู้ชาย ในบางรายอาจมีอาการปวด แบบฉับพลัน หรือในบางราย ปวดเรื้อรังมานาน หลายครั้งที่คนส่วนใหญ่ ละเลยไม่สนใจ เพราะคิดว่า ปวดแล้วก็หายไป แต่ทราบหรือไม่ว่า มีผู้ป่วยหลายราย ที่ได้รับผลกระทบ จากเพียงแค่อาการเริ่มแรก จากอาการปวดท้องน้อย กลายเป็นโรคร้าย ที่ยากต่อการรักษา ในภายหลัง

อันตรายจากอาการ ปวดท้องน้อย

1. มดลูกอักเสบ

ส่วนใหญ่จะมี อาการปวดท้องน้อย บริเวณด้านซ้าย มีตกขาว และอาจมีไข้ร่วมด้วย โดยสาเหตุส่วนใหญ่ อาจติดเชื้อแบคทีเรีย หรือไวรัส

2. ช็อกโกแลตซีสต์

โดยจะมีอาการปวดเรื้อรัง เป็นๆหายๆ โดยเฉพาะช่วงมีประจำเดือน จะมีอาการปวดอย่างรุนแรง ร่วมกับมีอาการปวดร้าวลงขา ปวดหลัง ในบางรายอาจมี อาการลำไส้แปรปรวนร่วมด้วย โดยสาเหตุส่วนใหญ่ เชื่อว่าช็อกโกแลตซีสต์ อาจเกิดจากความเครียด

3. กระเพาะปัสสาวะอักเสบ

โดยจะมีอาการปวดท้องน้อย ร่วมกับมีอาการปวด เวลาปัสสาวะ และปัสสาวะติดๆขัดๆ

4. โรคลำไส้

มักมีอาการปวด บริเวณท้องน้อยด้านซ้าย หากว่ามีอาการท้องผูก ขับถ่ายผิดปกติ บ่งบอกได้ว่า อาจเป็นอาการ ของลำไส้ใหญ่อักเสบ

5. ปีกมดลูกอักเสบ

มักมีอาการตกขาว มีไข้สูง ร่วมกับปวดท้องน้อยด้านขวา

6. เนื้องอกในมดลูก

ผู้หญิงส่วนใหญ่ มักมีอาการปวดท้องน้อยมาก และปวดเรื้อรังเป็นเวลานาน แต่ไม่มีอาการใดๆร่วมด้วย คิดว่าเป็นเรื่องปกติ ซึ่งจริงๆแล้ว นั่นอาจเป็นอาการ ของเนื้องอกในมดลูกได้

7. เนื้องอกรังไข่

มักมีอาการปวดท้องน้อย แบบฉับพลัน ปวดหน่วงๆ ปวดตื้อ และมีอาการปวดมาก

8. ท้องนอกมดลูก

โดยส่วนใหญ่ มักมีอาการปวดท้องน้อย เกิดขึ้นแบบฉับพลัน ทันทีทันใด โดยที่ไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งเป็นอาการที่มี อันตรายถึงชีวิตได้



9. ต่อมลูกหมากอักเสบ

ซึ่งจะเกิดขึ้นกับเพศชายเท่านั้น โดยหากเกิดอาการอักเสบ ของต่อมลูกหมาก ก็มักมีอาการปวดท้องน้อยร่วมด้วย

10. มะเร็ง

มักมีอาการปวดท้องน้อย ที่เป็นสัญญาณเตือน บ่งบอกถึงการเกิดมะเร็ง ในส่วนใดส่วนหนึ่งได้ เช่น มะเร็งลำไส้ ฯลฯ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ กับทั้งเพศหญิง และเพศชาย

11. โรคไต

หากว่ามีอาการปวดท้องน้อย ปวดแบบเกร็งเป็นระยะ ปวดร้าวลงมาต้นขา อาจเป็นสัญญาณบ่งบอก อาการที่เกี่ยวกับไต

หากว่าเมื่อใด ที่มีอาการปวดท้องน้อย ร่วมกับพบอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย ก็ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อจะได้ตรวจวินิจฉัย หาสาเหตุที่แท้จริง แล้วจะได้ทำการรักษาอย่างถูกวิธี เพราะในแต่ละราย อาจมีอาการที่แตกต่างกัน ตามอาการที่เกิดขึ้น

คอลลาเจน 10 อาหาร กระตุ้นคอลลาเจนสูง ผิวสวย อ่อนเยาว์ ไร้ริ้วรอย

ผิวที่ดี เต่งตึง ไร้ริ้วรอย ย่อมได้รับการเสริมสร้างจาก คอลลาเจน (collagen) เพราะเมื่อใด ที่มนุษย์ทุกคน อายุเพิ่มมากขึ้น การผลิตคอลลาเจน โดยธรรมชาติของร่างกายนั้น ก็เร่ิมถดถอยลง หรือผลิตได้น้อยลงไปเรื่อยๆ ฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างมาก สำหรับผู้ที่รักสุขภาพและผิว ต้องการคงความอ่อนเยาว์ ก็ควรที่จะต้อง เลือกรับประทานอาหาร ที่ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน ให้กับร่างกาย

ผิวที่ดี เต่งตึง ไร้ริ้วรอย ย่อมได้รับการเสริมสร้างจาก คอลลาเจน (collagen) เพราะเมื่อใด ที่มนุษย์ทุกคน อายุเพิ่มมากขึ้น การผลิตคอลลาเจน โดยธรรมชาติของร่างกายนั้น ก็เร่ิมถดถอยลง หรือผลิตได้น้อยลงไปเรื่อยๆ ฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างมาก สำหรับผู้ที่รักสุขภาพและผิว ต้องการคงความอ่อนเยาว์ ก็ควรที่จะต้อง เลือกรับประทานอาหาร ที่ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน ให้กับร่างกาย

คอลลาเจน คือ โปรตีนชนิดหนึ่ง ที่ช่วยให้อวัยวะส่วนต่างๆ ภายในร่างกาย มีความยืดหยุ่น และแข็งแรง ซึ่งมีอยู่เกือบทุกส่วนของร่างกาย ทั้งส่วนในและส่วนนอก แต่มักพบและสังเกตุ ได้ง่ายคือบริเวณ ใต้ผิวหนังส่วนนอก เพราะถ้าหากเมื่อใดใต้ผิวหนัง มีคอลลาเจนลดลง ก็จะทำให้ผิวเหี่ยวย่น เกิดเป็นร้ิวรอย

อาหารช่วยเสริมและกระตุ้น คอลลาเจน

1. กระดูกอ่อน

หากทานจำพวกกระดูกอ่อน เช่น กระดูกอ่อนหมู กระดูกอ่อนไก่ กระดูกอ่อนปลา จะเป็นตัวช่วยเสริมสร้าง คอลลาเจนใต้ผิว ได้เป็นอย่างดี เพราะพบว่า ในจำพวกกระดูกอ่อน เป็นอาหารที่มี คอลลาเจนอยู่สูงมาก

2. หนังสัตว์

การนำหนังสัตว์ มาทำเป็นอาหารนั้น ส่วนใหญ่นิยมนำ หนังหมู หนังปลา หนังไก่ นำมาทอด หรือต้ม เป็นส่วนหนึ่งในอาหาร เช่น แคบหมู ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ ฯลฯ เพราะส่วนของหนัง เป็นส่วนที่มีคอลลาเจนสูง

3. ตีนไก่

ในส่วนของตีนไก่นั้น จะมีเส้นเอ็น หนังไก่ และกระดูกอ่อน ที่เป็นส่วนที่มี คอลลาเจนสูงมาก สังเกตุได้ว่า มันจะมีเมือกเหนียวอยู่ นั่นแหละแหล่งอาหาร คอลลาเจนชั้นดีเลย

4. ถั่วเหลือง

ไม่ว่าจะเป็นถั่วเหลืองสด หรือ น้ำนมถั่วเหลือง ก็มีสารอาหาร และคอลลาเจนสูง เพราะในนมถั่วเหลือง มีฮอร์โมนเอสโตรเจน และมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ จึงมีส่วนช่วยในการ บำรุงผิวพรรณ ให้เต่งตึง ผ่องใส แลดูอ่อนเยาว์

5. ผักคะน้า

เป็นผักใบเขียว ที่มากไปด้วยคุณค่า ทางสารอาหาร ที่สำคัญคือ มีส่วนช่วยในการกระตุ้น การผลิตคอลลาเจนใต้ผิว จึงช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์ สุขภาพดี ไร้รอยเหี่ยวย่น

6. เชอร์รี่

เป็นผลไม้ ที่มีส่วนช่วยในการ ปกป้องและบำรุงผิว ช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวีได้ดี อีกทั้งยังเป็นตัวกระตุ้น การสร้างคอลลาเจน ให้กับผิวได้เป็นอย่างดี

7. ชาเขียว

สามารถนำชาเขียว มาชงเป็นชาดื่ม หรือจะนำใบชาเขียว มาพอกผิว ก็สามารถช่วยกระตุ้นให้ผิวเต่งตึง ไร้ริ้วรอย ผ่องใสได้เช่นกัน เพราะในชาเขียว เป็นสุดยอดอาหารคอลลาเจน ที่ช่วยบำรุงผิว ที่ดีมากที่สุดอีกชนิดหนึ่ง



8. กระเทียม

เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยของผิว ให้ไร้ร้ิวรอย ผิวกระชับ เพราะในกระเทียม มีสารอาหาร ที่ช่วยซ่อมแซม และเสริมสร้างคอลลาเจน ที่ถูกทำลายไป

9. เห็ด

เป็นอาหารที่มีคอลลาเจนสูง อีกประเภทหนึ่งเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเห็นหูหนู เห็ดเข็มทอง หรือเห็ดนางฟ้า ฯลฯ ก็สามารถช่วยทำให้ผิวพรรณดี เต่งตึง ผ่องใส ไร้ริ้วรอย

10. ทับทิม

เป็นตัวช่วยป้องกันแสงแดดได้ดี เพราะในทับทิมมีวิตามินซีที่สูง จึงช่วยต่อสู้ กับความเสียหาย ที่เกิดขึ้นกับผิวเนื่องจากแสงแดด รวมถึงมีส่วนช่วยในการสร้าง คอลลาเจน จึงทำให้ผิวเต่งตึง ไม่เหี่ยวย่นง่าย ช่วยลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย จึงช่วยทำให้อ่อนเยาว์

ที่สำคัญ อาหารดังที่ได้กล่าวมา ไม่เพียงแต่ช่วย เสริมสร้างคอลลาเจน เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ว่ายังมีวิตามิน และสารอาหาร อีกมากมายหลายชนิด ที่ดีและมีประโยชน์ ต่อสุขภาพร่างกาย เป็นอย่างมาก หากนำมารับประทานเป็นประจำ ในปริมาณที่พอดีกับร่างกาย