อาหารลดน้ำหนัก 14 อาหารลดไขมัน ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญ

อาหารลดน้ำหนัก เป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ควรละเลย เพราะปัญหาการเกิดโรคอ้วน หรือ การมีน้ำหนักตัว เกินเกณฑ์มาตรฐานนั้น มักส่งผลเสีย ต่อสุขภาพร่างกาย ไม่เพียงแต่ มีรูปร่างที่อ้วนใหญ่ ไม่น่ามองแล้ว แต่หากในบางรายนั้น มักประสบกับภาวะโรคแทรกซ้อนตามมา ในภายหลังอย่างแน่นอน

อาหารลดน้ำหนัก เป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ควรละเลย เพราะปัญหาการเกิดโรคอ้วน หรือ การมีน้ำหนักตัว เกินเกณฑ์มาตรฐานนั้น มักส่งผลเสีย ต่อสุขภาพร่างกาย ไม่เพียงแต่ มีรูปร่างที่อ้วนใหญ่ ไม่น่ามองแล้ว แต่หากในบางรายนั้น มักประสบกับ ภาวะโรคแทรกซ้อนตามมา ในภายหลังอย่างแน่นอน

หากว่า ไม่อยากประสบกับโรคอ้วน หรือโรคแทรกซ้อนอื่น ก็ควรเลือกรับประทานอาหาร ที่ไม่ก่อให้เกิดความอ้วน และควรเลือกรับประทาน แต่อาหารที่มีประโยชน์ ต่อสุขภาพร่างกาย ที่สำคัญควรเลือกทานอาหาร ที่มีส่วนในการ กระตุ้นการเผาผลาญไขมันส่วนเกิน ออกจากร่างกายด้วย จึงจะช่วยป้องกัน การเกิดโรคอ้วนได้

อาหารลดน้ำหนัก ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญ

1. นมวัว

ทราบหรือไม่ว่า การดื่มนมวันละ 1 แก้วก่อนนอน นอกจากจะช่วยให้ นอนหลับสบายแล้ว ยังช่วยให้ กระบวนการเผาผลาญ ทำงานได้อย่างมี ประสิทธิภาพอีกด้วย

2. อัลมอนด์

หากรับประทาน อัลมอนด์อบ วันละ 4-5 เม็ด จะช่วยกระตุ้น ระบบการเผาผลาญ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จะช่วยให้ไขมันถูกขับออกมา ได้ง่ายมากกว่าเดิม

3. ขิง

ในขิงมีความเผ็ดร้อน ที่ช่วยในการเผาผลาญ ทำให้รู้สึกอิ่ม จึงสามารถช่วย ลดไขมันชนิดเลวในเลือด โดยการขับออกจากร่างกาย

4. พริก

ความเผ็ดร้อนของพริก เป็นตัวกระตุ้น การเผาผลาญไขมัน ชั้นเยี่ยมเลยทีเดียว แต่ก็ควรทานในปริมาณที่พอดี ไม่ควรมากไป เพราะอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้

5. แอปเปิ้ลเขียว

เพราะในแอปเปิ้ลเขียว มีน้ำตาลน้อย จึงเหมาะกับผู้ที่ ต้องการลดน้ำหนัก อีกทั้งยังช่วยกระตุ้น การเผาผลาญไขมัน ให้ออกจากร่างกาย ได้เป็นอย่างดี

6. ชาเขียว

การชงชาเขียวร้อน ดื่มเป็นประจำ จะช่วยเพิ่มอัตรา การเผาผลาญไขมัน ออกจากร่างกายได้ดี



7. กาแฟดำ

เพราะกาแฟ ช่วยทำให้ร่างกาย เกิดการเผาผลาญที่ดี ทำให้รู้สึกตื่นตัวตลอดเวลา ช่วยดึงพลังงานออกมาใช้ได้ดี

8. อะโวคาโด

เพราะอะโวคาโด เป็นผลไม้ที่เหมาะกับ ผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก เป็นอย่างมาก เพราะมีเอนไซม์ ที่ช่วยในกระบวนการย่อยอาหาร ที่ช่วยในการเผาผลาญได้ดีมาก

9. กล้วยหอม

เพราะกล้วยหอม มีเส้นใยอาหาร และความหวานธรรมชาติ จึงช่วยทำให้ลำไส้ ย่อยอาหารได้อย่าง มีประสิทธิภาพ เพิ่มการเผาผลาญได้ดี และยังทำให้รู้สึกอิ่ม ลดการทานอาหารในมื้อต่อไป ลดความอยากทานขนมหวาน

10. ข้าวโพด

เพราะข้าวโพด อุดมไปด้วยสารอาหาร ที่มีส่วนช่วยใน การเผาผลาญไขมัน ในร่างกาย จึงช่วยทำให้ น้ำหนักมีความสมดุล ไม่ก่อให้เกิด โรคอ้วนได้ง่าย

11. ผักบุ้ง

เนื่องจากผักบุ้งมีใยอาหาร และแคลอรี่ต่ำ จึงช่วยลดอัตรา การเพิ่มของน้ำหนักได้ จึงเหมาะกับผู้ที่ ต้องการลดน้ำหนัก

12. มะขาม

มะขามมีฤทธิ์ช่วยลดคอเลสเตอรอล เพิ่มการเผาผลาญ เนื่องจากมะขาม มีสารอาหารที่ช่วยยับยั้ง การสร้างไขมันชนิดเลวในร่างกาย

13. ข้าวโอ๊ต

ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญ ไขมันในร่างกาย และไขมันชนิดเลวในเส้นเลือด เมื่อทานแล้วจะทำให้รู้สึกอิ่ม ลดความอยากของจุกจิก แต่แนะนำควรทานในมื้อเช้า

14. กระชายดำ

กระชายมีฤทธิ์ช่วย ในการเผาผลาญ ช่วยให้ไขมันถูกขับออกมา ไม่สะสมในร่างกาย จึงมีฤทธิ์ช่วยในการเผาผลาญได้เป็นอย่างดี

แต่หากว่าการเลือก รับประทานอาหาร ที่ช่วยในการเผาผลาญอย่างเดียว แต่ไม่ออกกำลังกาย หรือทานอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล ในปริมาณที่สูง ก็อาจจะทำให้การลดน้ำหนัก เห็นผลได้ช้าลง และในอาหารที่ช่วย ในการเผาผลาญบางประเภท ไม่ควรทานในปริมาณ ที่มากเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบ ต่อร่างกายได้ในภายหลัง ควรทานแต่พอดี

กระชาย 18 ประโยชน์เพื่อสุขภาพ ช่วยป้องกันโรคร้าย

กระชาย เป็นพืชสมุนไพร ตระกูลเดียวกับขิง มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีลักษณะเป็นเหง้าเรียวยาว อยู่ใต้ดิน นิยมนำมาปรุง เป็นส่วนประกอบในอาหาร โดยกระชายหลักๆ ที่รู้จักกันทั่วไปมีอยู่ 3 ชนิด คือ กระชายเหลือง กระชายดำ กระชายแดง
กระชายมีสารอาหาร และวิตามินที่มีส่วน ช่วยบำรุงร่างกาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี ธาตเหล็ก และแคลเซียม ฯลฯ

กระชาย เป็นพืชสมุนไพร ตระกูลเดียวกับขิง มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีลักษณะเป็นเหง้าเรียวยาว อยู่ใต้ดิน นิยมนำมาปรุง เป็นส่วนประกอบในอาหาร โดยกระชายหลักๆ ที่รู้จักกันทั่วไปมีอยู่ 3 ชนิด คือ กระชายเหลือง กระชายดำ กระชายแดง
กระชายมีสารอาหาร และวิตามินที่มีส่วน ช่วยบำรุงร่างกาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี ธาตุเหล็ก และแคลเซียม ฯลฯ เป็นต้น คนส่วนใหญ่จึงนิยมทานกระชาย เพราะเชื่อว่า เป็นยาอายุวัฒนะ และช่วยเพิ่มกำลังได้ดี

กระชาย สมุนไพรช่วยป้องกันโรค

1. โรคหัวใจ

กระชายมีสารอาหาร ที่ช่วยบำรุงหัวใจ หากนำกระชายแห้ง มาชงดื่มแบบร้อน เป็นประจำ จะช่วยป้องกันการเกิด โรคหัวใจได้

2. โรคกระดูก

เนื่องจากในกระชาย ประกอบไปด้วยแคลเซียม จึงช่วยบำรุงกระดูก ให้แข็งแรง ไม่หักเปราะได้ง่าย

3. โรคความดันโลหิต

กระชายจะช่วยปรับ ให้การไหลเวียนของเลือด มีความสมดุล จึงช่วยป้องกันการเกิด ความดันโลหิตสูง และความดันโลหิตต่ำได้

4. โรคกระเพาะ

หากนำเหง้า มารับประทาน จะช่วยแก้โรคกระเพาะได้ดี

5. โรคไทรอยด์เป็นพิษ

เหง้าของกระชาย มีสรรพคุณ ช่วยป้องกัน การเกิดไทรอยด์เป็นพิษได้

6. โรคไต

กระชายมีส่วนช่วย ให้ไตทำงานได้อย่าง มีประสิทธิภาพ ทำให้ไตแข็งแรง จึงสามารถช่วยป้องกัน และรักษาโรคไตได้

7. อาการตกขาว

โดยการนำเหง้าของกระชาย มารับประทาน จะช่วยป้องกันอาการตกขาว ในเพศหญิงได้



8. ต่อมลูกหมากโต

กระชายช่วยแก้ อาการไส้เลื่อนในเพศชาย และช่วยควบคุม อาการต่อมลูกหมากโต

9. โรคผิวหนัง

เหง้าของกระชาย มีสรรพคุณและมีฤทธิ์ ที่ช่วยต่อต้านแบคทีเรีย และเชื้อรา ที่อาจเกิดกับผิวหนัง จึงสามารถช่วยป้องกัน การเกิดโรคผิวหนังได้

10. โรคมะเร็ง

หากนำกระชาย มาปรุงในอาหาร แล้วรับประทานเป็นประจำ จะสามารถช่วยป้องกัน และลดความเสี่ยง ของการเกิดโรคมะเร็งได้ เนื่องจากกระชาย มีสารที่ช่วยต่อต้านมะเร็งได้ดี

11. โรคอ้วน

กระชายมีฤทธิ์ช่วย ในการเผาผลาญ ช่วยให้ไขมันถูกขับออกมา ไม่สะสมในร่างกาย โดยเฉพาะกระชายดำ จะมีฤทธิ์ช่วยในการเผาผลาญได้ดี

12. ช่วยป้องกัน อาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

มีการศึกษาพบว่า กระชายดำ ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด บริเวณระบบสืบพันธุ์ได้ดี จึงส่งผลให้ระบบสืบพันธุ์ตอบสนองดีขึ้น

13. โรคมาลาเรีย

ในกระชาย มีฤทธิ์ที่สามารถช่วยต่อต้านเชื้อ ที่เป็นสาเหตุของการ เกิดโรคมาลาเรียได้

14. ช่วยขับพิษ

กระชายมีฤทธิ์ ช่วยขับพิษออกจากร่างกาย โดยขับออกทางปัสสาวะ

15. โรคในช่องปาก

กระชายมีฤทธิ์ช่วยป้องกัน การเกิดแผลในช่องปาก และปากเปื่อยได้ดี

16. โรคท้องผูก

กระชายมีฤทธิ์ ช่วยย่อยอาหาร ทำให้ลำไส้ทำงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้ระบบขับถ่ายดี จึงป้องกันท้องผูกได้

17. โรคเบาหวาน

กระชายมีสารอาหาร ที่สามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ จึงสามารถช่วยป้องกัน และรักษาการเกิด โรคเบาหวานได้

18. โรคอัลไซเมอร์

กระชายมีสารอาหาร ที่ช่วยบำรุงระบบประสาท และสมอง จึงช่วยป้องกัน การเสื่อมของเซลล์ประสาท จึงช่วยป้องกันความจำเสื่อมได้

ที่สำคัญกระชาย ยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่สามารถช่วยป้องกัน การเกิดริ้วรอยแห่งวัย ช่วยให้เส้นผมมีสุขภาพที่ดีอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ควรบริโภคกระชาย ในปริมาณที่พอดี ไม่ควรมากเกินไป เพราะในสมุนไพร เกือบทุกชนิด หากบริโภคมากไป ก็อาจจะส่งผลเสียในภายหลัง ได้เช่นกัน

ผักบุ้ง 14 ประโยชน์เพื่อสุขภาพ ช่วยป้องกันโรคร้าย

ผักที่นิยมทานมากที่สุด ในไทยอย่าง ผักบุ้ง มีใครที่ไม่รู้จัก หรือไม่เคยทาน ก็ย่อมไม่มี หรืออาจมีน้อยมาก เพราะผักบุ้ง เป็นผักที่มีประโยชน์มาก ราคาถูก หาซื้อได้ง่าย ที่สำคัญนำมา ประกอบเป็นอาหาร ได้หลากหลายเมนู เช่น ผัด ทอด แกง ต้ม ยำ ฯลฯ เพราะมีรสชาติอร่อย ทานง่าย สามารถทานแบบดิบก็ได้

ผักที่นิยมทานมากที่สุด ในไทยอย่าง ผักบุ้ง มีใครที่ไม่รู้จัก หรือไม่เคยทาน ก็ย่อมไม่มี หรืออาจมีน้อยมาก เพราะผักบุ้ง เป็นผักที่มีประโยชน์มาก ราคาถูก หาซื้อได้ง่าย ที่สำคัญนำมา ประกอบเป็นอาหาร ได้หลากหลายเมนู เช่น ผัด ทอด แกง ต้ม ยำ ฯลฯ เพราะมีรสชาติอร่อย ทานง่าย สามารถทานแบบดิบก็ได้

ผักบุ้ง ผักสีเขียวที่มากไปด้วยคุณค่า ทางสารอาหาร และอุดมไปด้วยวิตามิน เช่น โปรตีน ฟอสฟอรัส เบต้าแคโรทีน คาร์โบไฮเดรต วิตามินเอ วิตามินบี และแคลเซียม ฯลฯ ที่มีส่วนสำคัญ ในการบำรุงสุขภาพร่างกาย รวมถึงสามารถรักษา และป้องกัน การเกิดโรคร้าย ได้อีกหลายชนิด

ผักบุ้ง ประโยชน์เพื่อสุขภาพ ป้องกันโรคร้าย

1. ช่วยป้องกันเชื้อโรค และแบคทีเรีย

ผักบุ้งช่วยสร้างภูมิต้านทาน สามารถช่วยขับสารพิษต่างๆ ออกจากร่างกาย โดยขับออกมาทางปัสสาวะ

2. ช่วยป้องกันการอักเสบ

ผักบุ้งช่วยลดอาการอักเสบ ที่เกิดขึ้นจากการบาดเจ็บ ตามส่วนต่างๆของร่างกาย

3. ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน

เนื่องจากผักบุ้ง มีสารอาหาร ที่ช่วยบำรุงกระดูก ให้มีความแข็งแรง ไม่หักเปราะได้ง่าย

4. ช่วยป้องกันฟันผุ

ทำให้ฟันและเหงือก มีสุขภาพที่ดี แข็งแรง

5. ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์

เพราะสารอาหารในผักบุ้ง มีส่วนช่วยบำรุงระบบประสาท และสมอง จึงทำให้ความจำดี

6. ช่วยป้องกันโรคอ้วน

เพราะในผักบุ้ง 1 กรัม ให้พลังงานเพียงแค่ 0.20 กิโลแคลอรี่ จึงเหมาะกับผู้ที่ ต้องการลดน้ำหนัก



7. ช่วยป้องกันโรคเกี่ยวกับสายตา

เช่น ตาแห้ง ตาแดง ตาฟาง และสายตาสั้น ฯลฯ เป็นต้น

8. ช่วยป้องกันโรคเบาหวาน

เพราะผักบุ้ง สามารถช่วยลดระดับน้ำตาล ในเลือดได้ดี จึงป้องกันการเกิด โรคเบาหวาน ได้

9. ช่วยป้องกันโรคท้องผูก

เพราะใยอาหารที่มาก จึงช่วยทำให้ลำไส้ทำงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงป้องกันท้องผูกได้ดี

10. ช่วยป้องกันโรคหัวใจ

ผักบุ้งเป็นอาหาร บำรุงหัวใจชั้นดี ช่วยป้องกันการเกิดไขมัน อุดตันในเส้นเลือด

11. ช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ดี

ในผักบุ้งมีสารอาหาร ที่มีส่วนช่วยป้องกัน และต่อต้านการก่อมะเร็ง ตามส่วนต่างๆของร่างกายได้ดี โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ ฯลฯ

12. ช่วยป้องกันโรคกระเพาะ

ผักบุ้งจะช่วยป้องกัน การเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ได้ดี

13. ช่วยแก้อาการตกขาว

หากผู้หญิงที่มี อาการตกขาว แล้วรับประทานผักบุ้งเป็นประจำ จะช่วยแก้อาการตกขาวได้ดี

14. ช่วยรักษาโรคกลากเกลื้อน

โดยการนำดอกของผักบุ้ง มาช่วยในการรักษา

และที่สำคัญ ผักบุ้งไม่เพียงแต่ ช่วยบำรุงสุขภาพ ป้องกันโรคร้ายเพียงเท่านั้น แต่ผักบุ้ง ยังช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สดใส มีน้ำมีนวล และมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยชะลอความชรา ป้องกันการเกิดร้ิวรอยแห่งวัย ได้อย่างดีอีกด้วย ทั้งนี้การรับประทานผักบุ้ง ควรทานในปริมาณที่พอดี ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป และสำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานผักบุ้ง เพราะผักบุ้ง อาจมีผลเสียต่อผู้ที่มี ความดันโลหิตต่ำได้

ไทรอยด์เป็นพิษ 14 อาการ สาเหตุ อันตรายถึงชีวิต หญิงตั้งครรภ์ระวัง

ไทรอยด์เป็นพิษ ( Hyperthyroidism หรือ Overactive Thyroid ) คือ ภาวะที่ร่างกาย ทำงานผิดปกติไม่มีความสมดุล โดยต่อมไทรอยด์มีการผลิต หรือสร้างฮอร์โมนที่มาก ทำให้ต่อมไทรอยด์ ทำงานมากขึ้นกว่าปกติ
ต่อมไทยรอด์ ทำหน้าที่ สร้างฮอร์โมนไทรอยด์ สำหรับควบคุม ให้อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำงานได้อย่างปกติ ไม่ให้ร่างกาย เกิดการใช้พลังงาน และการเผาผลาญ ที่มากกว่าเกินปกติ โดยต่อมไทรอยด์ จะอยู่บริเวณ ใต้ลูกกระเดือกด้านหน้า ของลำคอ

ไทรอยด์เป็นพิษ ( Hyperthyroidism หรือ Overactive Thyroid ) คือ ภาวะที่ร่างกาย ทำงานผิดปกติไม่มีความสมดุล โดยต่อมไทรอยด์มีการผลิต หรือสร้างฮอร์โมนที่มาก ทำให้ต่อมไทรอยด์ ทำงานมากขึ้นกว่าปกติ

ต่อมไทรอยด์ ทำหน้าที่ สร้างฮอร์โมนไทรอยด์ สำหรับควบคุม ให้อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำงานได้อย่างปกติ ไม่ให้ร่างกาย เกิดการใช้พลังงาน และการเผาผลาญ ที่มากกว่าเกินปกติ โดยต่อมไทรอยด์ จะอยู่บริเวณ ใต้ลูกกระเดือกด้านหน้า ของลำคอ

แต่ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่อาจต้องใช้เวลา ในการรักษา ที่นานพอสมควร แต่ก็ยังพบว่า ผู้ที่รักษาให้หายแล้ว อาจกลับมาเป็นได้อีกถึง 50% จากจำนวนของผู้ป่วยทั้งหมด และยังพบว่ามีผู้เสียชีวิตจาก ไทรอยด์เป็นพิษ มากถึง 80% เลยทีเดียว

และไทรอยด์เป็นพิษ มักเกิดกับผู้ที่มีอายุ ประมาณ 20 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้น กับเพศชายมากกว่าเพศหญิง โรคนี้โดยส่วนใหญ่ มักพบในเวียดนาม จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ฯลฯ เป็นต้น

อาการ ไทรอยด์เป็นพิษ

1. น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่ทราบสาเหตุ ทั้งๆที่หิวบ่อยและกินจุ

2. เกิดความผิดปกติ ขึ้นกับสายตา และดวงตา เช่น ตาโปน ตาบวม ตาแดง ตาแห้ง เห็นภาพซ้อน และตาไวต่อแสง ฯลฯ เป็นต้น

3. มีอาการใจสั่น มือสั่น รู้สึกหวิว

4. รู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าปกติ อ่อนเพลีย หยิบจับสิ่งของ หรือเดินในระยะใกล้ ก็มีอาการเหนื่อยแล้ว

5. นอนหลับยาก หรือนอนไม่หลับ

6. มีอารมณ์หงุดหงิด อารมณ์เสียง่าย โมโหบ่อย ขาดสมาธิ

7. มักรู้สึกร้อนง่าย เหงื่อออกมาก

8. มีประจำเดือนมาผิดปกติ หรือ มาไม่สม่ำเสมอ

9. มีลำคอ บริเวณต่อมไทรอยด์โต

10. ในบางรายอาจมี ผมขาดหลุดร่วงได้ง่าย

11. มีความดันโลหิตสูง

12. มีอาการท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน

13. กล้ามเนื้ออ่อนแรง มักมีอาการตะคริวร่วมด้วย

14. บางรายอาจมี อาการซึมเศร้า



สาเหตุไทรอยด์เป็นพิษ

การเกิดของไทรอยด์เป็นพิษ ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าสิ่งที่อาจจะ สามารถกระตุ้น ให้เกิดไทรอยด์เป็นพิษได้ ดังนี้

1.ผู้ที่ทานคาร์โบไฮเดรต และเกลือ สูงมากเกินกว่าปกติ

2.ผู้ที่มีภาวะความเครียดมาก ที่ส่งผลกระทบต่อทางด้านจิตใจโดยตรง

3.เกิดจากพันธุ์กรรม

อันตรายไทรอยด์เป็นพิษ

1. หากหญิงตั้งครรภ์ มีความเสี่ยงแท้ง คลอดก่อนกำหนด และครรภ์เป็นพิษ

2. เกิดเป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตได้

3. มีผลเสียต่อดวงตา อาจส่งผลกระทบต่อการมองเห็น หรือ กระจกตาเกิดเป็นแผล

4. มีผลกระทบ ต่อการทำงานของ ระบบประสาทและสมอง

5. การเต้นของหัวใจผิดปกติ และหัวใจวายได้ง่าย

6. เกิดอาการไตวายเฉียบพลัน

7. มีอาการทางจิต เช่น อาจเห็นภาพหลอน เบลอ และอาการเพ้อ ฯลฯ เป็นต้น

8. อาจมีอาการ กระดูกพรุนเกิดร่วมด้วย โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมาก

9. อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

วิธีการรักษาไทรอยด์เป็นพิษ

1. หากพบว่า อาการไม่รุนแรง แพทย์อาจแนะนำรักษา โดยยาก่อน

2. แต่หากพบว่า มีอาการที่รุนแรงมาก แพทย์อาจรักษาโดย การผ่าตัด หรือ รักษาด้วยน้ำแร่รังสีไอโอดีน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ

ดังนั้น การสังเกตุความผิดปกติ ของร่างกาย จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ หากพบว่าตนเอง หรือคนรอบข้าง มีอาการผิดปกติ และมีอาการคล้ายคลึง กับอาการดังกล่าว ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อจะได้ตรวจวินิจฉัย และทำการรักษา ได้อย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

เผือก 10 ประโยชน์เพื่อสุขภาพร่างกาย ป้องกันโรคร้าย

เพราะ เผือก อุดมไปด้วย สารอาหารมากมาย เช่น วิตามิน โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต เบต้าแคโรทีน และแคลเซียม ฯลฯ เป็นต้น จึงทำให้เผือก เป็นพืชที่มากไปด้วยคุณค่า ที่ดีต่อสุขภาพร่างกาย

เผือก เป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่ง ที่มีหัวอยู่ในดิน เปลือกด้านนอกมีสีน้ำตาล และมีลำต้นสูง ประมาณไม่เกิน 2 เมตร คนส่วนใหญ่ทั่วโลกมักรู้จัก และนิยมรับประทาน

เผือกมีหลายสายพันธุ์ แต่สำหรับในประเทศไทย มีอยู่ไม่กี่สายพันธุ์ เช่น เผือกหอม เผือกไม้ และเผือกเลือง ฯลฯ เป็นต้น เผือกมักนิยมนำมา ทำเป็นอาหารคาวและหวาน สำหรับรับประทานเป็นอาหารหลัก หรือนำมาทานเล่น เป็นอาหารว่าง

เพราะเผือกอุดมไปด้วย สารอาหารมากมาย เช่น วิตามิน โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต เบต้าแคโรทีน และแคลเซียม ฯลฯ เป็นต้น จึงทำให้เผือก เป็นพืชที่มากไปด้วยคุณค่า ที่ดีต่อสุขภาพร่างกาย

ประโยชน์ของ เผือก

1. ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ให้กับร่างกาย ทำให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรง ไม่ติดเชื้อโรค หรือแบคทีเรียได้ง่าย

2. ช่วยป้องกันฟันผุ และช่วยให้กระดูกแข็งแรง ไม่หักเปราะได้ง่าย

3. ช่วยป้องกันท้องผูก เพราะเผือกมีสรรพคุณ ที่ช่วยในการย่อยอาหาร ได้เป็นอย่างดี

4. ช่วยป้องกันโรคเบาหวาน เพราะเผือกมีส่วนช่วยในการ ลดน้ำตาลในเลือดได้

5. ช่วยป้องกันโรคเกี่ยวกับสายตา เพราะเผือกมีสารอาหาร ที่ช่วยในการบำรุงสายตาได้ดี

6. ช่วยบำรุงระบบประสาท และสมอง ช่วยทำให้ความจำดี



7. ช่วยบรรเทา อาการอักเสบ ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ลดอาการปวดเมื่อย

8. ช่วยรักษาอาการท้องเสีย

9. ช่วยทำให้ไตทำงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

10. ช่วยบำรุงหัวใจ จึงสามารถช่วยป้องกัน การเกิดโรคหัวใจได้

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม แม้ว่าเผือก จะให้ประโยชน์ มากเพียงใด แต่ไม่แนะนำ ให้รับประทานเผือกที่ดิบ ควรนำมาทำให้สุกก่อน ถึงจะรับประทานได้ เพราะเผือกดิบ มีผลึกแคลเซียมออกซาเลต ที่อาจก่ออาการแพ้ได้ ที่สำคัญควรรับประทานเผือก ในปริมาณที่พอดี ไม่ควรมากเกินไป เพราะอาจจะส่งผลเสีย ต่อร่างกายได้เช่นกัน

ธาลัสซีเมีย 10 อาการ สาเหตุ อันตราย หญิงตั้งครรภ์ควรระวัง

ธาลัสซีเมีย (Thalassemia) หรือ โรคเลือดจาง เกิดจากยีนส์ที่มีความผิดปกติ โดยเม็ดเลือดแดง ถูกสร้างมาในรูปลักษณะที่ผิดปกติ แตกได้ง่าย อายุเม็ดเลือดแดงสั้น จึงทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง ซึ่งโดยส่วนใหญ่ ธาลัสซีเมียเกิดจากพันธุกรรมที่ผิดปกติ จากพ่อ หรือ แม่มายังลูก ซึ่งถือได้ว่าเป็นโรคทางพันธุกรรม

ธาลัสซีเมีย (Thalassemia) หรือ โรคเลือดจาง เกิดจากยีนที่มีความผิดปกติ โดยเม็ดเลือดแดง ถูกสร้างมาในรูปลักษณะที่ผิดปกติ แตกได้ง่าย อายุเม็ดเลือดแดงสั้น จึงทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง ซึ่งโดยส่วนใหญ่ ธาลัสซีเมียเกิดจากพันธุกรรมที่ผิดปกติ จากพ่อ หรือ แม่มาสู่ลูก ซึ่งถือได้ว่าเป็นโรคทางพันธุกรรม

โดยจากผลการสำรวจ ของประเทศไทยแล้ว มีทารกที่เกิดมา แล้วได้รับการถ่ายทอด มากทางพันธุกรรม เป็นพาหะโรคธาลัสซีเมีย มากกว่า 1 หมื่นคนต่อปีเลยทีเดียว และมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นโรคที่มีมากที่สุด ในไทยเช่นกัน

สาเหตุ ใครเสี่ยงเป็น ธาลัสซีเมีย

1. ทั้งพ่อและแม่มียีน เป็นพาหะธาลัสซีเมีย

2. ทั้งพ่อและแม่ เป็นโรคธาลัสซีเมีย

3. พ่อหรือแม่ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นโรคธาลัสซีเมีย และพ่อหรือแม่ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นพาหะธาลัสซีเมีย (เช่น พ่อเป็นโรคธาลัสซีเมีย และแม่เป็นพาหะธาลัสซีเมีย) แต่ในกรณีนี้ลูกอาจไม่ติด โรคหรือพาหะธาลัสซีเมีย ก็ได้

4. ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นพาหะหรือโรค แต่อีกฝ่ายมียีนปกติ ลูกจะไม่เป็นโรค แต่จะเป็นพาหะธาลัสซีเมีย

ธาลัสซีเมียมี 2 ชนิด

1. แอลฟา – ธาลัสซีเมีย ( Alpha – Thalassemia ) มีความรุนแรงน้อย ไปจนถึงมาก ขึ้นอยู่กับเฮโมโกลบินสร้างผิดปกติ ธาลัสซีเมียชนิดนี้ มักพบได้มากในไทย จีน ฟิลิปินส์ สหรัฐอเมริกา และบางส่วนของแอฟริกาตอนใต้

2. เบต้า – ธาลัสซีเมีย ( Beta – Thalassemia ) ไม่ค่อยมีความรุนแรง ซึ่งเกิดจากฮีโมโกลบิน สร้างได้ไม่สมบูรณ์ อาจเกิดภาวะเลือดจาง มักพบในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ประเทศกรีซ และตุรกี

อาการผู้ป่วย ธาลัสซีเมีย

1. เหนื่อยง่ายกว่าคนปกติ

2. มีตัวซีดเหลือง ตาเหลือง

3. การเจริญเติบโตช้า ตัวเล็ก ผอมแห้ง แคระแกรน ดั้งจมูกแบน

4. มีโหนกแก้ม และหน้าผากนูนสูง

5. มีฟันบนเหยิน

6. ตับและม้ามโต

7. ท้องป่อง

8. มีกรามและคางใหญ่

9. กระดูกไม่แข็งแรง หักได้ง่าย

10. มีภูมิต้านทานต่ำ มักป่วยง่าย และบ่อย และจะติดเชื้อได้ง่าย



หากตรวจพบว่า ป่วยเป็นธาลัสซีเมีย ควรปฎิบัติดังนี้

1. ควรงดดื่มเครื่องดื่ม ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์

2. ควรงดสูบบุหรี่

3. ควรออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรออกกำลังกายหนัก และเสี่ยงต่อกระดูก และข้อต่อ เพราะอาจทำให้กระดูกแตกหักได้ง่าย

4. ควรดูแลช่องปากอย่างดี เพื่อป้องกันฟันผุ

5. ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ให้ครบ 5 หมู่

6. ไม่ควรรับประทานอาหาร ที่มีธาตุเหล็กสูง

7. ควรทานวิตามินโฟลิกเสริม

8. ควรหลีกเลี่ยงสถานที่แออัด หรือเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

9. และหากมีอาการที่รุนแรง แพทย์อาจแนะนำ ให้มีการเปลี่ยนยีน ปลูกถ่ายไขกระดูก การผ่าตัดม้าม หรือการให้เลือด

อันตรายของธาลัสซีเมีย

1. อาจได้รับภาวะแทรกซ้อน จากโรคต่างๆ เช่น โรคหอบหืด โรคเบาหวาน โรคต่อมไทรอยด์ โรคตับแข็ง และโรคนิ่วในถุงน้ำดี ฯลฯ เป็นต้น

2. มีอาการซีดเล็กน้อย ถึงซีดมาก ในบางรายอาจต้องให้เลือด

3. หัวใจวายได้ง่าย

4. กระดูกและฟันไม่แข็งแรง กระดูกหักได้ง่าย

5. มักมีอาการม้ามโต

6. เสียชีวิต สำหรับทารกอาจเสียชีวิต ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ หรือ หลังคลอด

** หมายเหตุ โรคธาลัสซีเมีย (จะแสดงอาการ) ส่วนพาหะธาลัสซีเมีย (ไม่แสดงอาการ แข็งแรงเหมือนคนปกติ อาจมีภาวะเลือดจางเล็กน้อย)

ธาลัสซีเมียมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะได้รับการ ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ที่มีการวิวัฒนาการ ที่เชื่อว่า อาจจะสามารถ ช่วยป้องกันมาลาเรียได้ การที่มีธาลัสซีเมีย จึงจะช่วยให้รอดชีวิต

สิ่งที่สำคัญที่สุด สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนจะมีบุตร ควรตรวจสอบข้อมูล ประวัติของครอบครัว ความผิดปกติ ที่อาจเกี่ยวข้องกับการ เป็นพาหะธาลัสซีเมียด้วย และควรไปตรวจและปรึกษา เพื่อตรวจหาพาหะธาลัสซีเมีย ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ หากตรวจพบความผิดปกติของยีน ของทั้งคู่ แพทย์อาจจะมีคำแนะนำที่ดี เช่น การทำหมัน เพื่อลดความเสี่ยงต่อเด็ก

ขิง 12 สรรพคุณ ช่วยป้องกันโรคร้าย ใครที่ไม่ควรทานขิง

ขิง เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง ที่มีกลิ่นหอม เปลือกมีสีน้ำตาลเหลือง ลักษณะรูปทรงโค้งงอเป็นเหง้า มักนิยมนำมาเป็น ส่วนประกอบในอาหาร หรือนำมาทำชงเป็นเครื่องดื่ม ซึ่งขิงมีสรรพคุณต่อการ บำรุงสุขภาพร่างกายมากมาย เพราะขิงอุดมไปด้วยวิตามิน และสารอาหารหลายชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินซี โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต เบต้าแคโรทีน ฟอสฟอรัส และแคลเซียม ฯลฯ เป็นต้น

ขิง เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง ที่มีกลิ่นหอม เปลือกมีสีน้ำตาลเหลือง ลักษณะรูปทรงโค้งงอเป็นเหง้า มักนิยมนำมาเป็น ส่วนประกอบในอาหาร หรือนำมาทำชงเป็นเครื่องดื่ม ซึ่งขิงมีสรรพคุณต่อการ บำรุงสุขภาพร่างกายมากมาย

เพราะขิงอุดมไปด้วยวิตามิน และสารอาหารหลายชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินซี โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต เบต้าแคโรทีน ฟอสฟอรัส และแคลเซียม ฯลฯ เป็นต้น

ประโยชน์ของ ขิง เพื่อสุขภาพป้องกันโรค

1. ช่วยป้องกันโรคท้องผูก

เพราะขิงมีสรรพคุณ ที่ช่วยในการย่อยอาหาร และกระตุ้นให้ลำไส้ ทำงานได้อย่าง มีประสิทธิภาพ

2. ช่วยป้องกันโรคกระเพาะ

ขิงมีส่วนช่วยป้องกัน การเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ได้เป็นอย่างดี

3. ช่วยป้องกันโรคอ้วน

ในขิงมีความเผ็ดร้อน ที่ช่วยในการเผาผลาญ ทำให้รู้สึกอิ่ม จึงสามารถช่วยลดไขมันชนิดเลวในเลือด โดยการขับออกจากร่างกาย

4. ช่วยป้องกันไมเกรน

เนื่องจากขิงมีน้ำมันหอมละเหย เมื่อสูดดมจะช่วยทำให้ รู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์ดี และหากดื่มน้ำขิงเป็นประจำ ก็จะสามารถช่วยรักษา อาการปวดศีรษะไมเกรนได้

5. ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง

ขิงมีส่วนช่วยป้องกันและต่อต้าน การก่อตัวของเซลล์มะเร็ง ที่สามารถเกิดขึ้นได้ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย



6. ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย

เนื่องด้วยขิงมีฤทธิ์อุ่น เผ็ดร้อน เมื่อดื่มน้ำขิงแบบร้อนเป็นประจำ จะช่วยให้สารพิษถูกขับออก มาทางเหงื่อ และปัสสาวะ

7. ช่วยป้องกันโรคหวัด

ขิงมีฤทธิ์ในการบรรเทาอาการหวัด ช่วยขับเสมหะ บรรเทาอาการไอ ทำให้หายใจโล่ง อีกทั้งยังช่วยลดและต่อต้านเชื้อไวรัส ได้ดี

8. ช่วยป้องกันโรคทางสายตา

หากทานขิงเป็นประจำ ไม่ว่าจะนำมาทำเป็นอาหาร หรือชงดื่ม ก็สามารถช่วยให้สายตา มีสุขภาพที่ดีได้ จึงสามารถช่วยป้องกัน โรคทางสายตาบางชนิดได้ดี เช่น ตาพร่ามัว ตาแฉะ ฯลฯ เป็นต้น

9. ช่วยป้องกันโรคทางช่องปาก

หากรับประทานขิงเป็นประจำ หรือจะนำน้ำขิงมาบ้วนปาก ก็สามารถช่วยป้องกันโรค ที่อาจเกิดกับช่องปากได้ เช่น ป้องกันการเกิดฟันผุ ป้องกันแบคทีเรียในช่องปาก ช่วยดับกลิ่นปาก ฯลฯ เป็นต้น

10. ช่วยป้องกันโรคนิ่ว

โดยการนำส่วนของใบ และดอกของขิง มารับประทาน ก็จะมีส่วนช่วย ป้องกันการเกิดโรคนิ่วได้ โดยขับออกมาทางปัสสาวะ

11. ช่วยป้องกันโรคเหงื่อออกตอนกลางคืน

เพราะขิงจะมีส่วนช่วย ป้องกันสาเหตุของการเหงื่อออกตอนกลางคืน ที่อาจเป็นเนื่องมาจาก การเกิดโรคบางชนิด เช่น โรคเกี่ยวกับระบบประสาท หรือการติดเชื้อ ฯลฯ เป็นต้น

12. ช่วยรักษาโรคข้ออักเสบ

เพราะขิงเป็นสมุนไพร ที่มีสารอาหารที่สามารถช่วยรักษา และบรรเทา อาการจากโรคข้ออักเสบ ช่วยในการบำรุงกระดูกได้ดี

ใครที่ควรระมัดระวัง ในการทานขิง

(สำหรับผู้ที่ต้องห้าม ดังต่อไปนี้ หากต้องการรับประทานขิง ก็ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน เพื่อป้องกันผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้น)

– ผู้ป่วยโรคเบาหวาน

– ผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดี

– ผู้ป่วยโรคหัวใจ

– หญิงตั้งครรภ์

แต่ถึงแม้ว่าขิงจะมีประโยชน์ และสรรพคุณ ที่ดีต่อสุขภาพร่างกายมากมาย แต่ผู้บริโภค ก็ควรบริโภคขิง ในปริมาณที่เหมาะสม โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะอาจมีผลข้างเคียงต่อเด็กในครรภ์ได้

และนอกเหนือจาก สรรพคุณของขิง ที่สามารถช่วยป้องกันโรค ดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว ขิงยังมีสรรพคุณ ที่ดีในด้านอื่นๆอีกมากมาย เช่น การช่วยชะลอวัย ฆ่าพยาธิ ช่วยบำรุงผิว และช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือน ฯลฯ เป็นต้น

ใบเตย 8 สรรพคุณใบเตย ช่วยป้องกันโรคและบำรุงสุขภาพ

ใบเตย หรือ เตย เป็นสมุนไพรชั้นดี ที่มีกลิ่นหอม ใบมีสีเขียวอ่อน เป็นใบเดี่ยวเรียวยาว มีความอ่อนนิ่ม มีประโยชน์มากกว่าที่หลายคนคิด คาดว่าคงมีอีกหลายคน ที่ยังไม่ทราบว่า แท้จริงแล้วใบเตยแสนหอม ที่มักเห็นในขนม มีประโยชน์และสรรพคุณ ที่ดีต่อร่างกายของมนุษย์ อย่างไรบ้าง

ใบเตย หรือ เตย เป็นสมุนไพรชั้นดี ที่มีกลิ่นหอม ใบมีสีเขียวอ่อน เป็นใบเดี่ยวเรียวยาว มีความอ่อนนิ่ม มีประโยชน์มากกว่าที่หลายคนคิด คาดว่าคงมีอีกหลายคน ที่ยังไม่ทราบว่า แท้จริงแล้วใบเตยแสนหอม ที่มักเห็นในขนม มีประโยชน์และสรรพคุณ ที่ดีต่อร่างกายของมนุษย์ อย่างไรบ้าง

เพราะใบเตย อุดมไปด้วยสารอาหาร และวิตามินหลายชนิด เช่น วิตามินซี วิตามินบี เบต้าแคโรทีน แคลเซียม โปรตีน และฟอสฟอรัส ฯลฯ เป็นต้น จึงมีส่วนช่วยบำรุง และรักษาสุขภาพร่างกาย ได้เป็นอย่างดี

สรรพคุณของ ใบเตย

1.ช่วยลดภาวะเครียด

ช่วยบรรเทาอาการปวดหัว เนื่องจากในใบเตย มีน้ำมันหอมระเหย ที่มีกลิ่นหอม จึงสามารถช่วยให้ผ่อนคลาย รู้สึกสดชื่น สบาย อารมณ์ดี

2.ช่วยป้องกันการเกิด โรคความดันโลหิตสูง

เนื่องจากสารอาหารในใบเตย ที่มีส่วนช่วยให้ การไหลเวียนของโลหิต มีความสมดุล

3.ช่วยรักษาโรคผิวหนัง

โดยการนำใบเตยสดๆ มาตำให้ละเอียด และนำมาพอกทิ้งไว้ แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด หากทำเป็นประจำ จะมีส่วนช่วยรักษาผิวหนัง ที่ติดเชื้อและมีแบคทีเรียได้ดี

4.ช่วยป้องกันโรคหัวใจ

หากดื่มน้ำใบเตย เป็นประจำ จะสามารถช่วยบำรุงหัวใจ ให้มีความแข็งแรง มีอัตราการเต้นของหัวใจที่สมดุล และยังช่วยป้องกัน การแข็งตัวของหลอดเลือด ได้ดีอีกด้วย



5.ช่วยเพิ่มกำลัง

เพราะในใบเตย มีสารอาหาร ที่ช่วยทำให้ร่างกายมีกำลัง กระปรี้กระเปร่า ลดอาการอ่อนเพลีย ช่วยฟื้นฟูร่างกายได้ดี

6.ช่วยรักษาโรคเบาหวาน

หากนำใบเตยสดมาต้ม หรือใบเตยแห้งมาชงดื่ม เป็นประจำ จะสามารถช่วยควบคุม และลดน้ำตาลในเลือด ให้มีความสมดุล จึงมีส่วนช่วยในการรักษา โรคเบาหวานได้

7.ช่วยลดไข้

เพราะใบเตยมีสรรพคุณ ที่ช่วยดับพิษร้อน โดยการขับออกมาทางปัสสาวะ จึงสามารถช่วย บรรเทาอาการไข้ได้ดี

8.ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน

เพราะใบเตยอุดมไปด้วยสารอาหาร ที่มีส่วนช่วยในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ของร่างกายให้ทำงานได้ดี จึงสามารถช่วยปกป้องร่างกาย จากเชื้อโรค และแบคทีเรียได้เป็นอย่างดี

ใบเตยไม่เพียงแต่ มีดีต่อสุขภาพร่างกายเพียงเท่านั้น แต่ว่ายังมีส่วนช่วยในด้านความงาม เช่น ช่วยบำรุงผม บำรุงผิวพรรณ ที่สำคัญยังช่วยชะลอวัย ได้เป็นอย่างดี จึงไม่แปลก ที่ใบเตยได้รับความนิยม นำมาเป็นส่วนหนึ่งของอาหาร

ปวดหัวข้างขวา 8 สาเหตุปวดหัว ความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม

อาการปวดหัว เป็นอาการที่พบได้มากและบ่อยที่สุด จากการเทียบสถิติในปัจจุบัน แต่นั่นไม่ได้เป็นเรื่องปกติ ที่ใครหลายคนมักเพิกเฉย เพราะคิดว่าไม่มีอันตรายรุนแรง แต่หากว่าลองสังเกตุสักนิด เมื่อเกิดอาการขึ้นเรื้อรัง อาจเป็นเพราะสิ่งผิดปกติของร่างกาย และสมองหรือไม่ โดยเฉพาะอาการปวดหัวข้างใดข้างหนึ่ง เจาะจงว่าทำไมถึงต้องปวดตรงจุดนั้น เพราะอาการปวดที่ระบุตำแหน่ง จะสามารถทำให้เรา วิเคราะห์หาสาเหตุเบื้องต้นได้ ว่าเกิดจากอะไรกันแน่ แล้วอันตรายมากเพียงใด โดยเฉพาะอาการ ปวดหัวข้างขวา ที่มักพบได้บ่อย

ปวดหัวข้างขวา หรือ อาการปวดหัว เป็นอาการที่พบได้มากและบ่อยที่สุด จากการเทียบสถิติในปัจจุบัน แต่นั่นไม่ได้เป็นเรื่องปกติ ที่ใครหลายคนมักเพิกเฉย เพราะคิดว่าไม่มีอันตรายรุนแรง แต่หากว่าลองสังเกตุสักนิด เมื่อเกิดอาการขึ้นเรื้อรัง นั่นอาจเป็นเพราะ สิ่งผิดปกติของร่างกาย และสมองหรือไม่

โดยเฉพาะอาการ ปวดหัวข้างใดข้างหนึ่ง เจาะจงว่าทำไมถึงต้องปวดตรงจุดนั้น เพราะอาการปวด ที่ระบุตำแหน่ง จะสามารถทำให้เรา วิเคราะห์หาสาเหตุเบื้องต้นได้ ว่าเกิดจากอะไรกันแน่ แล้วอันตรายมากเพียงใด โดยเฉพาะอาการ ปวดหัวข้างขวา ที่มักพบได้บ่อย และไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด

อาการ ปวดหัวข้างขวา เกิดจาก

1.ปวดหัวไซนัสอักเสบ

เมื่อมีอาการป่วย เป็นหวัดเรื้อรัง มักเกิดอาการปวดหัวข้างเดียว โดยอาจเริ่มปวดจากข้างขวา แล้วอาจเปลี่ยนข้างได้ ในบางรายอาจปวดทั้งสองข้าง มีอาการปวดแบบหน่วงๆ บริเวณกระบอกตา โหนกแก้ม มีอาการมึน หากว่าคุณมีอาการหวัดร่วมด้วย นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่า คุณกำลังมีอาการไซนัสอักเสบ ก็เป็นได้

2.ปวดหัวจากภาวะเครียด

สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ โดยเฉพาะวัยทำงาน ที่มีความเครียดสะสม อาจมีผลมากจากทางด้านร่างกาย และจิตใจ ลักษณะมีอาการปวดหัวข้างขวา บริเวณขมับ หรือในบางรายอาจปวดทั้งสองข้างบริเวณขมับ ปวดบริเวณกลางศีรษะ รวมถึงหน้าผากด้วย

มักปวดแบบหนัก บริเวณขมับข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้าง ภาวะเครียดโดยส่วนใหญ่ เริ่มแรกอาจมีอาการปวดบริเวณลำคอ ไหล่ ท้ายทอย แล้วไล่ขึ้นมาปวดหัว อาจมีอาการคล้ายจะเป็นไข้ หนักศีรษะ และตาพร่ามัวร่วมด้วย

3.ปวดหัวเกี่ยวกับดวงตา

ในบางราย มักมีอาการปวดหัวข้างขวาข้างเดียว ปวดแบบปวดร้าว ร่วมกับปวดเบ้าตา นั่นอาจเป็นสัญญาณว่า สายตากำลังเกิดปัญหา เช่น สายตาสั้น สายตายาว โรคต้อหิน ฯลฯ เป็นต้น

4.ปวดหัวไมเกรน

จากสถิติมักเกิดขึ้นกับผู้หญิง มากกว่าผู้ชาย ลักษณะของอาการ มักปวดหัวข้างขวา หรือข้างใดข้างหนึ่ง ปวดมากบางครั้งอาจทนไม่ไหว รู้สึกปวดจี๊ดๆ เป็นๆหายๆ ปวดเว้นระยะห่างในเวลาใกล้เคียง ไม่กี่วินาที และมักมีอาการปวดขึ้นเรื่อยๆ และมีความถี่บ่อยขึ้น

ในบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และปวดตาร่วมด้วย แล้วอาการปวดหัวไมเกรน ไม่สามารถรักษา หรือบรรเทาอาการปวดได้ด้วย การทานยาแก้ปวดแบบธรรดาทั่วไปได้



5.ปวดหัวคลัสเตอร์

มักมีอาการปวดหัวข้างขวา หรือข้างใดข้างหนึ่ง ปวดติดต่อกันมากกว่า 2 สัปดาห์ มักปวดในช่วงเวลาเดิม บางรายปวดวันเว้นวัน มักมีอาการปวดเฉพาะช่วงเวลา 6-10 โมงในช่วงเช้า หรือช่วงบ่าย 2-4 โมง

ลักษณะปวดแบบตุ๊บๆ ร่วมกับปวดเบ้าตา ช่วงปวดอาจมากกว่า 15 นาทีต่อครั้ง ในหนึ่งวันจะปวดไม่เกิน 2 ครั้ง มักมีน้ำมูกไหล น้ำตาไหล และมีอาการกระสับกระส่ายร่วมด้วย

6.ปวดหัวพยาธิในสมอง

มักมีอาการปวดหัวอยู่ตลอดเวลา โดยอาจไม่มีอาการอื่นร่วมด้วย ปวดข้างใดข้างหนึ่ง ซ้ายหรือขวาก็ได้ อาจขึ้นอยู่กับบริเวณที่มีพยาธิอยู่

7.ปวดหัวจากความผิดปกติของสมอง

โดยอาการปวด อาจปวดเฉพาะบริเวณด้านขวาด้านเดียว หรือทั้งสองด้าน และอาจจะปวด ตามบริเวณอื่นของศีรษะ โดยอาการปวดจะปวดมากเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น และมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น แขนขาอ่อนแรง ไม่มีสติ พูดไม่ชัด ฯลฯ

นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่า คุณอาจกำลังเผชิญกับโรคร้าย อยู่ก็เป็นได้ เช่น การติดเชื้อในสมอง เนื้องอกในสมอง และเกี่ยวกับเส้นเลือดในสมอง ฯลฯ ก็เป็นได้

8.ปวดหัวหลอดเลือดอักเสบ

มักมีอาการปวดหัวข้างใดข้างหนึ่ง อาจเป็นข้างขวาหรือซ้ายก็ได้ มีอาการปวดแบบตุ๊บๆ เกิดขึ้นฉับพลัน แล้วจะมีอาการปวดขึ้นมากเรื่อยๆ มีสายตาพร่ามัว อ่อนเพลีย รู้สึกมีไข้ ปวดตามร่างกาย และเมื่อใช้มือกดบริเวณขมับ จะมีอาการเจ็บมาก

นั่นแสดงว่าอาจกำลังเกิด หลอดเลือดอักเสบขึ้นบริเวณขมับ โดยส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นกับ ผู้ที่มีอายุมาก หรือผู้สูงอายุ

เพราะร่างกายของมนุษย์อัศจรรย์ เมื่อเกิดสิ่งที่มากระตุ้น หรือทำให้ร่างกายบาดเจ็บ หรือเกิดอันตราย ร่างกายจะทำการตอบสนอง ต่อสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ โดยการสื่อออกมาโดยการปวดหัว ที่มีลักษณะความรุนแรง และอาการที่แตกต่างกันไป

หากเมื่อใดที่คุณกำลัง มีอาการผิดปกติบางอย่าง เกิดขึ้นกับร่างกาย โดยเฉพาะอาการปวดหัว เพราะศีรษะเป็นส่วนของสมองและระบบประสาท ที่มีความสำคัญมากที่สุดต่อร่างกาย ก็ควรสังเกตุ วิเคราะห์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง จึงจะดีที่สุด

ตะไคร้ 20 ประโยชน์และสรรพคุณ สมุนไพร ป้องกันโรคร้าย

ตะไคร้ จัดได้ว่าเป็นสมุนไพรชนิดที่ ให้สรรพคุณมากมาย สามารถนำมาใช้ประโยชน์ ได้หลากหลายด้าน ไม่ว่าจะนำมาทำเป็นส่วนประกอบในอาหาร นำมาใช้เพื่อความงาม ฯลฯ เพราะในตะไคร้ อุดมไปด้วยสารอาหาร และวิตามินมากมาย เช่น เส้นใย โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามินเอ วิตามินซี ฯลฯ เป็นต้น

ตะไคร้ จัดได้ว่าเป็นสมุนไพรชนิดที่ ให้สรรพคุณมากมาย สามารถนำมาใช้ประโยชน์ ได้หลากหลายด้าน ไม่ว่าจะนำมาทำเป็นส่วนประกอบในอาหาร นำมาใช้เพื่อความงาม ฯลฯ เพราะในตะไคร้ อุดมไปด้วยสารอาหาร และวิตามินมากมาย เช่น เส้นใย โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามินเอ วิตามินซี ฯลฯ เป็นต้น

ประโยชน์ของ ตะไคร้ เพื่อสุขภาพ

1.ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง ช่วยทำให้มีสมาธิที่ดี

2.ช่วยทำให้เจริญอาหาร จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วย และผู้ที่เบื่ออาหาร

3.ช่วยป้องกันการเกิดโรคนิ่ว เช่น นิ่วในไต ฯลฯ เป็นต้น

4.ช่วยลดความดันโลหิตสูง จึงเหมาะกับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง

5.ช่วยแก้อาการเมาค้างได้ดี โดยการดื่มน้ำตะไคร้ จะช่วยทำให้สร่างได้เร็วขึ้น

6.ช่วยรักษาโรคหอบหืด

7.ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้อง ท้องเสีย

8.ช่วยป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ เพราะตะไคร้ช่วยให้ ลำไส้ทำงานได้อย่างสมดุล และมีประสิทธิภาพ จึงสามารถช่วยลดอัตรา การเกิดมะเร็งลำไส้ได้ดี

9.ช่วยแก้อหิวาตกโรค

10.ช่วยล้างสารพิษ ออกจากร่างกาย โดยการขับออกมาทางปัสสาวะ และเหงื่อ

11.ช่วยป้องกันและรักษา โรคหนองในได้

12.ช่วยรักษา และบรรเทาอาการหวัด อาการไอ ช่วยขับเสมหะ



ประโยชน์ของตะไคร้ ด้านอื่นๆ

1.สามารถช่วยไล่และกันแมลงได้หลายชนิด โดยเฉพาะยุง ริ้น เพราะในตะไคร้มีน้ำมันหอมระเหย ที่มีกลิ่นหอม ไม่เป็นอันตรายต่อผิว สามารถนำมาทาผิว หรือทำเป็นสเปย์ฉีดไล่ยุงและแมลงได้

2.ช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ ในอาหารได้ดี

3.ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย โดยการนำมาใช้ทา หรือ นวดบริเวณที่มีอาการปวด

4.ช่วยป้องกันเชื้อรา ที่อาจเกิดบนผิวหนังได้ดี

5.ช่วยบำรุงเส้นผม ลดปัญหาผมขาด แตกปลาย ลดปัญหารังแคได้

6.ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง สุขภาพดี

7.ช่วยบำรุงและถนอมสายตา

8.ช่วยระงับกลิ่นปาก ป้องกันการเกิดแบคทีเรียในช่องปาก

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ก็ควรบริโภคตะไคร้ในปริมาณที่พอดี ไม่ควรมากเกินไป สำหรับผู้ที่ต้องการบริโภคตะไคร้ เพื่อรักษาโรค ก็ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน ไม่เช่นนั้นอาจจะส่งผลเสียได้ในภายหลัง ที่สำคัญที่สุด สำหรับหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ไม่แนะนำให้ทานตะไคร้ เพราะอาจส่งผลเสียต่อทารกในครรภ์ได้ เพราะตะไคร้มีส่วนที่ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด อาจเสี่ยงต่อภาวะแท้งได้