โกรทฮอร์โมน คืออะไร มีหน้าที่ ประโยชน์ สำคัญต่อเด็กอย่างไร

ร่ายกายจะหลั่ง โกรทฮอร์โมน ในขณะที่นอนหลับ โดยเฉพาะเด็กๆ ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อเด็กจะได้เติบโตได้เต็มที่ โกรทฮอร์โมนจะสามารถผลิตได้ตลอดชีวิต แต่จะมีการผลิตที่ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับช่วงอายุ เมื่อทุกคนมีอายุ 25 ปีขึ้นไป ร่ายกายจะผลิตโกรทฮอร์โมนลดลงถึง 14% และจะลดลงไปเรื่อยๆ เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอลง ไขมันสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่ายกายมากขึ้น อารมณ์แปรปรวน หดหู่ และพบภาวะการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

เชื่อว่าคงมีใครหลายคน ที่ยังไม่ทราบว่า โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone, GH) เป็นตัวสำคัญมากที่สุด ต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย โดยเป็นฮอร์โมนหลักที่ผลิตจาก ต่อมใต้สมอง ถูกสร้างขึ้นจากหน่วยย่อยของโปรตีน หรือ กรดอะมิโนหลายชนิด

ร่ายกายจะหลั่งโกรทฮอร์โมน ในขณะที่นอนหลับ โดยเฉพาะเด็กๆ ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะเมื่อเด็กนอนหลับเพียงพอแล้ว จะทำให้ร่างกายหลั่งโกรทฮอร์โมน ได้สมบูรณ์เต็มที่ ทำให้ไม่พบภาวะเตี้ยและเติบโตช้า โกรทฮอร์โมนจะกระตุ้นให้ตับหลั่ง insulin-like growth factor-I (IGF-I) ซึ่ง IGF-I นี้จะกระตุ้น เซลล์กระดูกอ่อน ทำให้มีการแบ่งตัวของเซลล์กระดูกอ่อน

นอกจากนี้ยังกระตุ้นการสร้าง เนื้อเยื่อที่ปลายประดูกอ่อน โดยกระตุ้นการขนถ่ายกรดอะมิโน ในการสร้างโปรตีน ที่กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่ออื่นๆ ทำให้มีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนเซลล์ และขยายขนาดเพิ่มขึ้น จึงทำให้เด็กๆ มีโอกาสจะสูงได้เพิ่มมากขึ้น เติบโตได้เต็มที่ ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์

โกรทฮอร์โมนจะสามารถผลิตได้ตลอดชีวิต แต่จะมีการผลิตที่ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับช่วงอายุ เมื่อทุกคนมีอายุ 25 ปีขึ้นไป ร่ายกายจะผลิตโกรทฮอร์โมนลดลงถึง 14% และจะลดลงไปเรื่อยๆ เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอลง ไขมันสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่ายกายมากขึ้น อารมณ์แปรปรวน หดหู่ และพบภาวะการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

หน้าที่ของ โกรทฮอร์โมน

1.ช่วยควบคุมการทำงาน ของอวัยวะทุกส่วน ของร่างกาย

2.ช่วยควบคุมการเจริญเติบโต ของร่างกาย

3.ช่วยควบคุมการทำงานของเอ็นไซม์ หลายชนิดที่อยู่ในร่างกาย ให้ทำงานได้ดี มีประสิทธิภาพ

4.ช่วยควบคุมการทำงานของสมอง และเสริมสร้างพัฒนาการ ของเซลล์สมอง

5.ช่วยสร้างเซลล์กระดูกอ่อน ทำให้การเติบโตของกระดูก เป็นไปตามปกติและสมบูรณ์ โดยเฉพาะกับเด็ก โกรทฮอร์โมนจึงสำคัญอย่างมากต่อการเจริญเติบโต

6.ช่วยสร้างเซลล์ใหม่ ให้กับอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เมื่อเกิดการสึกหรอ และซ่อมแซมให้ฟื้นฟูกลับมาทำงาน ได้ตามปกติ

ประโยชน์ของโกรทฮอร์โมน

1.ช่วยกระบวนการเผาผลาญอาหาร เพิ่มการเผาผลาญโปรตีน ในร่างกาย มีฤทธิ์เพิ่มการใช้ไขมัน กระตุ้นการสลายตัวของไตรกลีเซอไรด์ และยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

2.ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ สามารถช่วยลดไขมัน ช่วยเพิ่มขนาด และความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ อีกทั้งยังสามารถช่วยป้องกัน อาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ จากการเล่นกีฬาได้

3.ช่วยให้ผิวพรรณสุขภาพดี ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่น เรียบเนียน ป้องกันการเกิดริ้วรอยบนใบหน้าก่อนวัย

4.ช่วยป้องกันการสูญเสีย ความทรงจำ ช่วยลดอาการหลงๆลืมๆ ทำให้มีสมาธิที่ดี

5.ช่วยปรับอารมณ์ ทำให้จิตใจแข็งแกร่ง รู้สึกอารมณ์ดี สดชื่น แจ่มใส

6.ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ เพราะโกรทฮอร์โมน มีส่วนช่วยในการกระตุ้น การสูบฉีดเลือดของหัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง



7.ช่วยเพิ่มความหนาแน่น ของมวลกระดูก ทำให้มีแคลเซียมในกระดูกมากขึ้น ลดการแตกหักของกระดูกได้ดี

การเพิ่มโกรทฮอร์โมน ที่ดีที่สุด คือการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะมีการศึกษาพบว่า เด็กที่นอนน้อย ทำให้เด็กขาดโกรทฮอร์โมน GH ซึ่งจะมีหน้าตาที่ดูอ่อนกว่าอายุจริง รูปร่างเตี้ยเล็กแต่สมส่วน อ้วนกลมเนื่องจากมีไขมัน สะสมบริเวณลำตัวมาก ถ้าหากว่าเป็นเด็กผู้ชาย จะมีอวัยวะเพศที่เล็กไม่สมวัย แต่อย่างไรก็ตาม ภาวะการขาดโกรทฮอร์โมน ไม่ส่งผลกระทบ ต่อระดับสติปัญญาของเด็ก

นอกจากอายุที่มากขึ้น ที่ส่งผลทำให้การผลิต โกรทฮอร์โมนลดลงแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่ส่งกระผล ต่อการผลิตของโกรทฮอร์โมนลดลง เช่น ภาวะเครียด การนอนน้อย การรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ น้ำหนักไม่ได้มาตรฐาน และไม่ชอบออกกำลังกาย เป็นต้น

ต่อมลูกหมากโต 8 อาการสัญญาณเตือน วิธีหลีกเลี่ยง ที่ควรรู้

ต่อมลูกหมากโต หรือ BPH (Benign Prostatic Hyperplasia) เป็นภาวะที่ต่อมลูกหมาก ซึ่งอยู่ล้อมรอบท่อปัสสาวะ มีขนาดโตขึ้นมากกว่าปกติ จนไปเบียดท่อปัสสาวะ ให้แคบลง จึงส่งผลให้ผู้ป่วยปัสสาวะติดขัด
โดยปกติ โรคต่อมลูกหมากโต มักพบในผู้ที่มีอายุมาก ส่วนใหญ่พบในชายที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และมีการศึกษาพบว่า โรคนี้พบได้มากในผู้ที่อายุ 80 ปี มากถึง 80 – 90% เลยทีเดียว

ต่อมลูกหมากโต หรือ BPH (Benign Prostatic Hyperplasia) เป็นภาวะที่ต่อมลูกหมาก ซึ่งอยู่ล้อมรอบท่อปัสสาวะ มีขนาดโตขึ้นมากกว่าปกติ จนไปเบียดท่อปัสสาวะ ให้แคบลง จึงส่งผลให้ผู้ป่วยปัสสาวะติดขัด

โดยปกติ โรคต่อมลูกหมากโต มักพบในผู้ที่มีอายุมาก ส่วนใหญ่พบในชายที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และมีการศึกษาพบว่า โรคนี้พบได้มากในผู้ที่อายุ 80 ปี มากถึง 80 – 90% เลยทีเดียว

อาการต่อมลูกหมากโต เป็นอย่างไร?

1.ผู้ป่วยมักมีอาการถ่ายปัสสาวะลำบาก ติดขัด

2.เวลาปัสสาวะต้องออกแรงเบ่ง เนื่องจากปัสสาวะไหลช้า ไม่พุ่ง สดุด และนาน

3.รู้สึกปวด ขณะปัสสาวะ

4.รู้สึกปัสสาวะไม่สุด ทำให้อยากปัสสาวะอยู่เรื่อยๆ

5.ปัสสาวะบ่อยห่างกันไม่ถึง 1-2 ชั่วโมง โดยเฉพาะตอนกลางคืน เนื่องจากกระเพาะปัสสาวะมีประสิทธิภาพในการกักเก็บปัสสาวะลดลง

6.ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้ หากมีอาการปวดปัสสาวะ ต้องเข้าห้องน้ำทันที

7.ปัสสาวะเป็นเลือด

8.ปัสสาวะไม่ออกเฉียบพลัน



วิธีหลีกเลี่ยงต่อมลูกหมากโต

– หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารปิ้งย่าง และ อาหารที่มีไขมันสูง

– ควรงดดื่ม เครื่องดื่มที่มีส่วนผสม ของแอลกอฮอล์

– ควร ออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ

ถึงแม้ว่าโรคต่อมลูกหมากโต จะยังไม่มีหลักฐานยืนยันอย่างแน่ชัด ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร แต่เชื่อว่าอาจเกิดจาก ความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลง ของฮอร์โมนเพศชาย ที่ชื่อว่า ไดไฮโดรเทสโทสเตอโรน ( DihydrotestosteroneDHT )

ไม่เพียงแต่อาการดังกล่าว ที่เป็นสัญญาณเตือนว่ากำลัง ป่วยเป็นโรคต่อมลูกหมากโต แต่ว่าอาจมีอาการแทรกซ้อน เกิดขึ้นด้วยในบางราย เช่น ไตเสื่อม ไตวาย กระเพาะปัสสาวะอักเสบ และต่อมลูกหมากบวม ฉะนั้นควรสังเกตุเวลาถ่ายปัสสาวะด้วย หากพบว่ามีอาการดังกล่าว อย่างใดอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นกับคุณ ก็ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน

ไข้เลือดออก อาการ ระยะอันตรายถึงชีวิต หากไม่รีบป้องกัน

ไข้เลือดออก เป็นโรคที่ควรต้องระวัง โดยส่วนใหญ่ อาการไข้เลือดออก มักระบาดในช่วงฤดูฝน หรือ ในแหล่งที่มียุงลายชุกชุม ไข้เลือดออกสามารถพบได้บ่อย กับเด็กที่มีอายุ ประมาณ 2 – 10 ปี และอาจพบได้บ้างในเด็กโต และผู้ใหญ่ ไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค และยุงลายมักชอบกัดคน ในช่วงเวลากลางวัน

ไข้เลือดออก เป็นโรคที่ควรต้องระวัง โดยส่วนใหญ่ อาการไข้เลือดออก มักระบาดในช่วงฤดูฝน หรือ ในแหล่งที่มียุงลายชุกชุม ไข้เลือดออกสามารถพบได้บ่อย กับเด็กที่มีอายุ ประมาณ 2 – 10 ปี และอาจพบได้บ้างในเด็กโต และผู้ใหญ่ ไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค และยุงลายมักชอบกัดคน ในช่วงเวลากลางวัน

ไข้เลือดออก สัญญาณเตือนที่ควรสังเกตุ

อาการ ในระยะที่ 1 ช่วงการมีไข้สูง

1.ผู้ป่วยมักมีไข้สูง แบบฉับพลัน มีไข้สูงตลอดเวลา ถึงแม้จะทานยาลดไข้แล้ว อาการไข้ก็ไม่ลด

2.มีอาการปวดศีรษะมาก

3.ใบหน้าแดง และมีตาแดง

4.มีอาการกระหายน้ำ มากกว่าปกติ

5.มีอาการเบื่ออาหาร และมีอาการอาเจียนร่วมด้วย

6.มีอาการปวดท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่ หรือชายโครงขวา

7.อาจมีรอยจ้ำเขียวตามลำตัว

อาการในช่วงระยะแรกนี้ หากมีอาการที่ไม่รุนแรง ผู้ป่วยมักมีไข้สูง 2-7 วัน และไข้จะลดในวันที่ 5-7



อาการ ในระยะที่ 2 ช่วงมีเลือดออก และมีอาการช็อก

1.ระยะนี้อาการไข้จะลดลง และมักเกิดขึ้น ในวันที่ 3-7 ของโรค

2.มักมีอาการปวดท้องตรงยอดอก หรือลิ้นปี่

3.อาเจียนบ่อยมากกว่า ในช่วงแรก และอาจอาเจียนเป็นเลือด

4.มีอาการกระสับกระส่าย

5.มีอาการซึม

6.มีอาการเหงื่อออก มือและเท้าเย็น

7.มีความดันต่ำซึ่งเป็นอาการช็อก

8.ปัสสาวะบ่อย

9.ผู้ป่วยมักมีอาการปากและเล็บเขียว และมักไม่รู้สึกตัว

10.ชีพจรเต้นเร็ว และคลำชีพจรไม่ได้

11.มีภาวะเลือดกำเดาออก

12.มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง

ในระยะนี้ ถ้าหากไม่ได้รับ การรักษาทันเวลา อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ และอาการโดยส่วนใหญ่ มักจะเกิดขึ้นในเวลา 2-3 วัน ถ้าหากผู้ป่วยไม่เสียชีวิต ก็จะผ่านวิกฤตไปได้

อาการ ในระยะที่ 3 ช่วงฟื้นตัว

1.หากผู้ป่วยผ่านระยะที่ 2 มาแล้ว อาการก็จะค่อยๆดีขึ้น และกลับมาสู่สภาพปกติ

2.อาการปวดท้องจะลดลง

3.เริ่มทานอาหารได้

4.อาการเลือดออกจะค่อยๆ ดีขึ้น

หากสงสัย ว่าเป็นไข้เลือดออก ควรทำอย่างไร?

1.ควรทานยาลดไข้ พาราเซตามอล แต่ห้ามใช้ยาจำพวก แอสไพริน เป็นอันขาด

2.ควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ

3.ควรดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ

4.ควรสังเกตุอาการอย่างใกล้ชิด หากมีอาการดังที่กล่าวมาแล้วร่วม ควรรีบไปพบแพทย์

วิธีป้องกันไข้เลือดออก

เนื่องจากยุงลายเพศเมีย 1 ตัว สามารถไข่ได้ 50 – 150 ฟอง/ครั้ง นั่นเท่ากับว่าพาหะนำโรค สามารถเพิ่มขึ้นได้อย่างมากและรวดเร็ว จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ที่ทุกคนจะต้องช่วยกันกำจัดยุงลาย

– กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เช่น แหล่งน้ำนิ่ง น้ำขัง หลุมหรือภาชนะที่มีน้ำอยู่

– ควรหลีกเลี่ยงสถานที่ ยุงลายซุกชุม เช่น ที่มืด แหล่งชื้น อาการไม่ปลอดโปร่ง และแหล่งสกปรก

นอกจากอาการดังกล่าว ที่ได้กล่าวไว้ คุณอาจจะพบกับ ภาวะอาการแทรกซ้อน เกิดขึ้นด้วย เช่น ภาวะบวมน้ำ ปอดอักเสบ และหลอดลมอักเสบ ถ้าหากว่าคุณมีอาการเหล่านี้ร่วม ให้รีบไปพบแพทย์ เพื่อจะได้ตรวจและทำการรักษาไว้ได้ทันเวลา

ง่วงนอน 5 อาการง่วงบ่อย ที่ไม่ปกติ ภัยเงียบ ที่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

หากว่าคุณกำลังสงสัยว่า ทำไมถึง ง่วงนอน ตลอดเวลา ทั้งที่ก็นอนเพียงพอแล้ว นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือน ที่กำลังบอกถึงอะไรบางอย่าง ที่ผิดปกติในตัวคุณ มาลองเช็คกันหน่อยว่า อาการง่วงนอนของคุณ เป็นเรื่องปกติ หรือ เป็นอะไรกันแน่

หากว่าคุณกำลังสงสัยว่า ทำไมถึง ง่วงนอน ตลอดเวลา ทั้งที่ก็นอนเพียงพอแล้ว นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือน ที่กำลังบอกถึงอะไรบางอย่าง ที่ผิดปกติในตัวคุณ มาลองเช็คกันหน่อยว่า อาการง่วงนอนของคุณ เป็นเรื่องปกติ หรือ เป็นอะไรกันแน่

อาการ ง่วงนอน สัญญาณเตือนที่ไม่ปกติ

1. การเกิดโรคเบาหวาน

ถ้าหากว่าคุณมีอาการง่วงบ่อย ที่ผิดปกติ ร่วมกับมีอาการ น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ปัสสาวะบ่อยมากกว่าปกติ กระหายน้ำ สายตาพร่ามัว และมีอาการตกขาว ร่วมด้วย นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือน ว่าคุณอาจกำลังป่วยเป็น โรคเบาหวาน

2. ภาวะซึมเศร้า

เนื่องจากผู้มีมักตกอยู่ใน สภาวะอาการซึมเศร้า มักจะมีการนอนที่ผิดปกติ บางรายนอนมาก และในบางรายอาจนอนน้อย ส่งผลต่อการทำงานของร่างกาย และสมอง ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย



3. โรคลมหลับ

เป็นอีกโรคหนึ่งที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่ามีคนไทยจำนวนมาก ที่กำลังประสบกับโรคลมหลับอยู่ ส่งผลให้ผู้ป่วย มักง่วงในเวลากลางวัน หลับบ่อยมากกว่าปกติ พอหลับแล้วก็จะฝันทันที และมีอารมณ์รุนแรง แปรปรวน ร่วมด้วย

4. มีปัญหาด้านสุขภาพจิต

เกิดความกังวลมากเกินไป รู้สึกระแวงตลอดเวลา เบื่อหน่าย จึงส่งผลให้การใช้ชีวิตประจำวัน เกิดความผิดปกติ ที่ส่งผลโดยตรงกับการนอนหลับ ทำให้เหนื่อยง่าย อยากนอนในเวลากลางวัน

5. โรคโลหิตจาง

สำหรับผู้ป่วยที่เป็น โรคโลหิตจาง โดยส่วนใหญ่มักมีอาการ เฉื่อยชา อ่อนเพลีย เมื่อยล้า จึงส่งผลทำให้ร่างกายต้องการการพักผ่อน จึงทำให้ง่วงนอนมากกว่าคนปกติ

อาการง่วงนอน ที่ไม่ปกตินั้น เป็นอันตรายมากเช่นกัน หากว่าคุณมีอาการง่วงนอน ที่คล้ายสาเหตุดังกล่าว ควรไปพบแพทย์ เพื่อจะได้รักษาได้ทันเวลา

ลดพุง โรคอ้วนลงพุงอันตรายยังไง วิธีลดพุง รีบเช็คด่วน

อ้วนลงพุง เป็นสาเหตุหลัก ของการเกิดโรคเรื้องรัง เช่นโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และอัมพฤกษ์อัมพาต เป็นต้น และยังมีการศึกษาพบว่า พุงยิ่งใหญ่เท่าไหร่ ยิ่งทำให้คุณเสียชีวิตได้เร็วเท่านั้น โดยรอบพุงที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 5 ซม. ทำให้เพิ่มโอกาสการเกิดเป็น โรคเบาหวานได้ถึง 3 – 5 เท่าเลยทีเดียว ถ้าหากไม่รีบ ลดพุง

ลดพุง ไม่ใช่เรื่องยาก โรคอ้วนลงพุง ปัญหาใหญ่ของผู้ที่มีไขมันสะสม บริเวณช่องท้องมากเกินไป ทราบหรือไม่ว่าอ้วนลงพุง ปัญหาใหญ่ที่คุณไม่ควรละเลย เพราะไขมันที่สะสมอยู่ มันจะแตกตัว กลายเป็นกรดไขมันอิสระ แล้วเข้าสู่ตับ ซึ่งส่งผลทำให้อินซูลินออกฤทธิ์ ได้ไม่ดี จึงส่งผลทำให้ เกิดเป็นโรคอ้วนลงพุง

อ้วนลงพุง เป็นสาเหตุหลัก ของการเกิดโรคเรื้องรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และอัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้น และยังมีการศึกษาพบว่า พุงยิ่งใหญ่เท่าไหร่ ยิ่งทำให้คุณเสียชีวิตได้เร็วเท่านั้น โดยรอบพุงที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 5 ซม. ทำให้เพิ่มโอกาสการเกิดเป็น โรคเบาหวานได้ถึง 3 – 5 เท่าเลยทีเดียว

หากไม่ ลดพุง อันตรายต่อสุขภาพอย่างไร?

1.มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 1 – 2 เท่า ต่อสุขภาพ ดังนี้

– เสี่ยงต่อการเกิด โรคมะเร็งลำไส้ เต้านม และมดลูก

– เสี่ยงต่อการมีบุตรยาก

– ส่งผลทำให้ฮอร์โมนระบบสืบพันธ์ผิดปกติ

– หากหญิงตั้งครรภ์ จะส่งผลทำให้เกิดความผิดปกติ ต่อทารกในครรภ์

– เสี่ยงต่อผลแทรกซ้อน จากการดมยาสลบ

2.มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 2 – 3 เท่า ต่อสุขภาพ ดังนี้

– ส่งผลทำให้ข้อเสื่อมก่อนวัย โดยเฉพาะบริเวณเข่า และสะโพก

– ส่งผลทำให้ความดันโลหิตสูง

– ก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง

– ทำให้เป็นโรคหัวใจขาดเลือด

– ส่งผลให้เป็นโรคเก๊าท์ (กรดยูริกในเลือดสูง)

3.มีความเสี่ยงมากกว่า 3 เท่า

– ทำให้หายใจขัด

– เป็นโรคหยุดหายใจขณะหลับ

– เป็นโรคเบาหวาน

– ก่อเกิดโรคของถุงน้ำดี

– ไขมันในเลือดผิดปกติ



วิธีลด โรคอ้วนลงพุง

1.ควรบริโภคไขมัน น้ำตาล โซเดียม ในปริมาณที่พอดี

– ไขมัน ไม่ควรมากกว่า 30 กรัม/วัน

– น้ำมัน เด็ก ไม่ควรเกิน 4 ช้อนชา , ผู้ใหญ่ ไม่ควรเกิน 6 ช้อนชา

– โซเดียม ไม่ควรเกิน 2,300/วัน

2.ควรปรับเปลี่ยนการบริโภคอาหาร

– ควรเลือกทานข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต แทนข้าวขัดสี

– ควรเลือกทานผักสด ผักนึ่ง ผักลวก หรือผักตระกูลกะหล่ำ

– ควรเปลี่ยนมาทานเนื้อปลา ไข่ขาว ถั่วแดง มากกว่าเนื้อเนื้อวัว หรือเนื้อหมูที่ติดมัน

– เลือกดื่มนมที่ปราศจากไขมัน นมรสจืด หรือนมถั่วเหลืองหวานน้อย

– หากจำเป็นต้องทานน้ำสลัด ควรเลือกน้ำสลัดชนิดไร้ไขมัน หรือชนิดไขมันต่ำไม่ควรเกิน 3 ช้อนชา/วัน

– ควรดื่มน้ำเปล่าให้ได้ 8-10 แก้ว/วัน และไม่ควรดื่มน้ำชา กาแฟ หรือน้ำที่มีส่วนผสมของน้ำตาล

– ควรหลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูป

– ควรเลือกกินอาหารประเภท ต้ม นึ่ง ตุ๋น ลวก

– ควรงดทานอาหารที่มีความมัน หวาน เค็ม

3.ควรออกกำลังกาย วันละ 30 – 60 นาที และอย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์

4.ควรควบคุมควบความรู้สึก และอารมณ์ในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น หลีกเลี่ยงสถานที่ ที่ขายขนม หรือ สิ่งที่กระตุ้นให้หิว

5.ควรควบคุมแคลลอรี่ในอาหาร ต่อวัน

– ผู้ใช้แรงงาน = 2,400 kcal/วัน

– วัยรุ่น = 2,000 kcal/วัน

– ชายวัยทำงาน = 2,000 kcal/วัน

– หญิงวัยทำงาน = 1,600 kcal/วัน

– ผู้สูงอายุ = 1,600 kcal/วัน

– เด็กอายุ 6-13ปี = 1,600 kcal/วัน

เกณฑ์การวินิจฉัยภาวะอ้วน

การคำนวณค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ดัชนีมวลกาย = น้ำหนัก(กิโลกรัม) / ส่วนสูงยกกำลัง 2 (เมตร)

– ปกติ อยู่ระหว่าง 18.5 – 24.9 กิโลกรัม / ตารางเมตร

– ผอม หรือ น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน < 18.5 กิโลกรัม / ตารางเมตร

– น้ำหนักเกิน มีค่าระหว่าง 25 – 29.9 กิโลกรัม / ตารางเมตร

– เป็นโรคอ้วน มีค่าตั้งแต่ 30 กิโลกรัม / ตารางเมตร

กิจกรรมที่ช่วยเผาผลาญพลังงาน ได้ถึง 150 กิโลแคลลอรี่ มีดังนี้

1.การเดิน 3.2 กม. เป็นเวลา 30-45 นาที

2.การเดินขึ้นลงบันได 15 นาที

3.การเล่นกีฬาฟุตบอล วอลเลห์บอล บาสเกตบอล เป็นเวลา 30-45 นาที

4.การปั่นจักรยาน 30-40 นาที

5.กระโดดเชือก 15 นาที

6.ถูพื้น 45-60 นาที

7.ล้างรถยนต์ 40-60 นาที

หากว่าคุณสำรวจ และตรวจสอบตัวเองแล้วว่า คุณเป็นโรคอ้วนลงพุง ก็ควรรีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทันที เพราะถ้าหากช้าไป คุณอาจจะพบกับภาวะแทรกซ้อน หรือเป็นโรคร้ายบางประเภทไปแล้ว ที่สำคัญอย่าละเลย ว่าโรคอ้วนลงพุงเป็นเรื่องไม่สำคัญ เพราะว่ามันสำคัญมาก สำหรับชีวิตเลยทีเดียว

ธุรกิจ 7 ไอเดียมาแรง เทรนด์ที่น่าสนใจในอนาคต

นับว่าเป็นยุคของการเปลี่ยนแปลง สำหรับการทำ ธุรกิจ เพราะวิถีการใช้ชีวิต ของมนุษย์ในปัจจุบัน มนุษย์ได้วิวัฒนาการ พัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จากยุคแห่งการล่าสัตว์ พัฒนามาสู่ยุคแห่งการเกษตร จนถึงยุคที่คิดว่าน่าจะดีที่สุด ทำให้มนุษย์ใช้ชีวิตได้สะดวกอย่างมากที่สุด ก็คือยุคแห่งอุตสาหกรรม ที่มีความมั่งคั่งมากที่สุดในด้านการทำธุรกิจ แต่เดี๋ยวในเมื่อมนุษย์ที่นับได้ว่า เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุด ที่ได้ถูกสร้างขึ้นมา ทำให้อุตสาหกรรมที่ว่า เป็นสิ่งสุดท้ายที่คิดว่าดีที่สุดแล้ว ยังต้องถูกแทนที่ด้วยสิ่งใหม่

นับว่าเป็นยุคของการเปลี่ยนแปลง สำหรับการทำ ธุรกิจ เพราะวิถีการใช้ชีวิต ของมนุษย์ในปัจจุบัน มนุษย์ได้วิวัฒนาการ พัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จากยุคแห่งการล่าสัตว์ พัฒนามาสู่ยุคแห่งการเกษตร จนถึงยุคที่คิดว่าน่าจะดีที่สุด ทำให้มนุษย์ใช้ชีวิตได้สะดวกอย่างมากที่สุด ก็คือยุคแห่งอุตสาหกรรม ที่มีความมั่งคั่งมากที่สุดในด้านการทำธุรกิจ แต่เดี๋ยวในเมื่อมนุษย์ที่นับได้ว่า เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุด ที่ได้ถูกสร้างขึ้นมา ทำให้อุตสาหกรรมที่ว่า เป็นสิ่งสุดท้ายที่คิดว่าดีที่สุดแล้ว ยังต้องถูกแทนที่ด้วยสิ่งใหม่

เพราะในยุคนี้ และอนาคต มนุษย์ก็ยังไม่หยุดคิด เรียนรู้ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะให้ชีวิตดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่ไม่มีที่สิ้นสุด จนมาถึงตอนปัจจุบันนี้ และในอีกอนาคตข้างหน้า ทุกอย่างที่มนุษย์เคยสร้างขึ้น จะถูกแทนที่ด้วยสิ่งใหม่ ที่เรียกว่า AI (Artificial Intelligence) เพราะฉนั้นสิ่งเดิมๆ ก็จะถูกกลืนกินค่อยๆหายไป แล้วถูกแทนที่ด้วยสิ่งใหม่ แบบที่มนุษย์เองก็แทบไม่รู้ตัว

แต่ว่าก็ไม่ได้หมายถึง ทุกอย่างจะถูกแทนที่ไปด้วย AI ทั้งหมด ณ ปัจจุบันนี้ แต่หากว่าในอนาคตก็ไม่แน่ เพราะมนุษย์ช่างมีความสามารถที่เฉลียวฉลาด มากเหลือเกิน ถึงอย่างไรก็ตาม การปรับตัวการใช้ชีวิต ให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น ก็ย่อมเป็นเรื่องที่ต้องคำนึง และให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะไม่อย่างนั้น ก็จะทำให้คุณล้มเหลว ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้เช่นกัน

และแน่นอนว่า ในยุคนี้คงไม่มีใครที่ไม่อยากจะมีธุรกิจ เป็นของตัวเอง หากคุณกำลังมองหาธุรกิจ ที่มีความเป็นไปได้ แล้วจะทำให้ประสบความสำเร็จ ลองดูว่าธุรกิจที่กำลังจะกล่าวถึง มีธุรกิจไหนที่ทำให้คุณสนใจได้บ้าง

10 ธุรกิจอิสระ ที่มาแรง

1.ธุรกิจการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่ ทุกคนทั่วโลกแสวงหา และกลุ่มนักท่องเที่ยวนี่แหละ ที่เป็นกลุ่มทำเงินได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว

2.ธุรกิจการขนส่ง เนื่องจากว่าปัจจุบัน การซื้อขายสินค้าในโลกออนไลน์ มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับหลายปีก่อน ทุกคนเริ่มหันมาใช้จ่ายออนไลน์ มากขึ้นเพราะสะดวก ราคาถูก มากกว่าไปหาซื้อในร้าน หรือ ห้างสรรพสินค้า จึงทำให้ธุรกิจการขนส่ง พลอยได้รับผลประโยชน์ไปด้วย

3.ธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ ถ้าเทียบกันในปัจจุบันนี้ มีคนหลายกลุ่มเริ่มที่จะไม่เดินห้าง หรือไปซื้อของตามร้านค้ากันแล้ว เพราะมีช่องทางออนไลน์ที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว มากกว่า อีกทั้งยังมีสินค้าให้เลือกได้หลากหลาย

4.ธุรกิจงานอดิเรก จะเห็นได้ว่าปัจจุบันนี้ ผู้คนจะให้ความสนใจ กับการออกไปทำกิจกรรมยามว่าง นอกบ้านกันมากขึ้น จึงทำให้กลุ่มธุรกิจนี้ กำลังเป็นที่นิยมมากเลยทีเดียว

5.ธุรกิจเฉพาะกลุ่ม การให้บริการ หรือขายสินค้าเฉพาะเจาะจงกลุ่มคน จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือก ที่สามารถสร้างรายได้มหาศาล ให้กับกลุ่มนักธุรกิจมากเลยทีเดียว เช่น เกี่ยวกับจักรยาน หญิงตั้งครรภ์ การออกกำลังกาย ฯลฯ เป็นต้น



6.ธุรกิจการฝึกทักษะ อย่าเข้าใจผิด เพราะไม่ได้หมายถึงโรงเรียนสอนพิเศษ เพราะโลกแห่งอนาคต คงเต็มไปด้วยผู้ที่มีความรู้ ไม่ว่าใครๆก็มีความรู้ และศึกษาได้เองทั้งนั้น ปัจจุบันแหล่งความรู้ที่ดี ก็ต้องยกให้พี่ Google ไปเลย แต่การมีทักษะเฉพาะทางต่างหาก ที่เป็นสิ่งสำคัญ ที่จะสร้างความพิเศษให้ตัวบุคคล ที่จะเชี่ยวชาญไปทางด้านใดด้านหนึ่ง

7.ธุรกิจด้านการแพทย์และความงาม เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่น่าจับตามอง เพราะเป็นธุรกิจที่ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง หรือ ผู้ชาย ก็ให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะหากรูปร่างหน้าตาดีแล้ว ก็สามารถทำให้ ต่อยอดพัฒนาทางด้านธุรกิจ หรือด้านอื่นๆ เพิ่มต่อไปได้อีก เช่น คลินิคเสริมความงาม ผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม ฯลฯ เป็นต้น

หากว่าคุณเป็นคนหนึ่ง ที่ต้องการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไรอยู่ก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่คุณทำอยู่นั้นผิด หรือไม่ดี เพียงแต่ว่าเราจะนำส่ิงนั้นๆ มาประยุกต์ปรับเปลี่ยนยังไง เพื่อให้เข้ากับสิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบันและอนาคต เพราะว่าสิ่งที่คุณรู้ คนอื่นเขาก็อาจจะรู้เหมือนกัน แล้วคุณจะสร้างสิ่งไหนหล่ะ ที่ให้มันแตกต่าง โดดเด่น และดีกว่า

ความดันโลหิตสูง 9 ข้อควรระวัง รักษา สาเหตุ อาการ

ความดันโลหิตสูง โรคร้ายอันตรายถึงชีวิต ที่ไม่ควรมองข้าม และผู้ที่มีอายุน้อย อย่าได้คิดว่าจะไม่เกิดขึ้นกับตัวเอง เพราะความดันโลหิตสูง สามารถเกิดขึ้นได้กับทั้งผู้ที่มีอายุน้อยตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป และมักเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว แต่โดยปกติตามธรรมชาติแล้ว โรคความดันโลหิตสูงมักเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ ซึ่งโรความดันโลหิตสูง เป็นภาวะที่มีระดับความดันโลหิตสูงเรื้อรัง มีค่าตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป แล้วหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง และต่อเนื่อง ก็จะส่งผลทำให้หลอดเลือดแข็ง และตีบตัน ทำให้อวัยวะส่วนสำคัญเสื่อมลง

ความดันโลหิตสูง โรคร้ายอันตรายถึงชีวิต ที่ไม่ควรมองข้าม และผู้ที่มีอายุน้อย อย่าได้คิดว่า จะไม่เกิดขึ้นกับตัวเอง เพราะความดันโลหิตสูง สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป และมักเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว แต่โดยปกติตามธรรมชาติแล้ว โรคความดันโลหิตสูง มักเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ

ซึ่งโรคความดันโลหิตสูง เป็นภาวะที่มีระดับความดันโลหิตสูงเรื้อรัง มีค่าตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป และถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง และต่อเนื่อง ก็จะส่งผลทำให้หลอดเลือดแข็ง และตีบตัน ทำให้อวัยวะส่วนสำคัญเสื่อมลง

ความดันโลหิตสูง มี 2 สาเหตุ

1.ความดันสูง แบบไม่ทราบสาเหตุ

โดยส่วนใหญ่แล้ว ร้อยละ 95 ของผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง มักจะไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ว่าเกิดโรคความดันโลหิตสูงขึ้นกับตนเองได้อย่างไร โดยสาเหตุที่ทราบอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ หรือเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ของผู้ป่วยเอง เช่น อาจเป็นโรคอ้วน ตกอยู่ในสภาวะเครียด รับประทานอาหารรสเค็ม ดื่มสุรา สูบบุหรี่ รวมไปถึงไม่ชอบออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

และประเด็นสำคัญคือ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง แบบไม่ทราบสาเหตุ จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ จึงจำเป็นต้องได้รับการรักษาตลอดชีวิต เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะการแทรกซ้อน ของโรคร้ายอื่นๆ

2.ความดันสูง แบบทราบสาเหตุ

ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง แบบทราบสาเหตุ โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะหายขาดไปเอง หากผู้ป่วยตรวจพบต้นเหตุที่แท้จริง แล้วได้รับการรักษาที่ถูกวิธี โดยกลุ่มผู้ป่วยร้อยละ 5 มักจะตรวจพบความดันโลหิตสูง เมื่อได้รับการตรวจจากแพทย์ เนื่องด้วยมีอาการป่วยเป็นโรคบางชนิด เช่น โรคหลอดเลือด โรคต่อมหมวกไต โรคไต โรคความดันสูงในหญิงตั้งครรภ์ หรือ จากการทานยาบางชนิดที่มีผลต่อความดัน

อันตรายของ โรคความดันโลหิตสูง

1.ตา เป็นเหตุทำให้สายตาผิดปกติ เช่น ทำให้สายตาพร่ามัว สายตาเสื่อมสภาพ อันตรายไปถึงทำให้ตาบอดได้

2.สมอง ส่งผลทำให้เนื้อสมองบางส่วนตาย เนื่องจากขาดเลือด หรือหลอดเลือดในสมองแตก ทำให้ผู้ป่วยเกิดเป็นอัมพาต และรุนแรงไปถึงการเสียชีวิตได้

3.ไต อาจทำให้เกิดภาวะไตวาย ส่งผลทำให้มีการคลั่งของสาร ที่เป็นพิษต่อร่างกาย ทำให้เสียชีวิตได้

4.หัวใจ ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เป็นเหตุให้หัวใจวายเฉียบพลัน แล้วเสียชีวิตในที่สุด

อาการ โรคความดันโลหิตสูง

1.มักไม่แสดงอาการ จนกว่าจะตรวจพบ

2.มักมีอาการอ่อนเพลีย และเหนื่อยง่าย หอบ

3.สายตาพร่ามัว และเสื่อมสภาพ

4.มักมีอาการมึนงง และเวียนศีรษะ

5.เลือดกำเดาไหลออกมา โดยที่ไม่ทราบสาเหตุ

6.มีอาการปวดศีรษะ โดยเฉพาะบริเวณท้ายทอย และมักเกิดอาการปวดขึ้นในตอนเช้า

7.แขนขามีอาการอ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง

8.พูดไม่ชัด

9.มีอาการบวมที่เท้า



ข้อควรระวัง ของผู้ป่วยโรความดันโลหิตสูง

1.ควรออกกำลังกาย ให้เหมาะกับสภาพร่างกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น โยคะ ว่ายน้ำ เดิน ฯลฯ

2.ควรควบคุมน้ำหนัก ไม่ควรปล่อยให้น้ำหนักเกินมาตรฐาน

3.ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด

4.ไม่ควรดื่มเครื่องดื่ม ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เช่น สุรา ฯลฯ

5.ไม่ควรสูบบุหรี่

6.ควรหลีกเลี่ยงอาหาร ที่ส่งผลกระทบ เช่น อาหารที่มีโซเดียมสูง ไขมันจากสัตว์ อาหารหมักดอง อาหารกึ่งสำเร็จรูป และ เนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการถนอมอาหาร

7.ไม่ควรผิดนัดแพทย์ เมื่อนัดตรวจ

8.ไม่ควรละเลย ในการตรวจวัดความดันโลหิต อย่างสม่ำเสมอ

9.ควรปฏิบัติตามคำแนะนำ หรือคำสั่งจากแพทย์อย่างเคร่งครัด

หากคุณพบว่า คุณกำลังประสบปัญหา กับโรคความดันโลหิตสูงอยู่ หรือมีอาการผิดปกติที่คล้ายว่าจะเป็น ก็ควรไปพบแพทย์ เพื่อจะได้รักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และควรดูแลสุขภาพตัวเอง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เริ่มต้นจากการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และไม่ส่งผลอันตรายต่อโรคความดันโลหิตสูง

ปวดท้องข้างซ้าย เกิดจากอะไร 10 สาเหตุ อันตราย

อาการ ปวดท้องข้างซ้าย ที่เป็นปัญหาน่ากวนใจของใครหลายคน เพราะบางครั้งมักมีอาการเป็นๆหายๆ หรือมักปวดเป็นครั้งคราว แต่หลายคนมักไม่ค่อยให้ความสนใจ หรือใส่ใจ เพราะคิดว่าจะไม่มีอันตราย จริงๆแล้วหากรู้ไว้สักนิดก็ดีต่อตัวคุณเอง เพราะการไม่ใส่ใจ จึงทำให้ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด จึงไม่ได้รักษา หรือป้องกันด้วยวิธีที่ถูกต้อง

อาการ ปวดท้องข้างซ้าย ที่เป็นปัญหาน่ากวนใจของใครหลายคน เพราะบางครั้งมักมีอาการเป็นๆหายๆ หรือมักปวดเป็นครั้งคราว แต่หลายคนมักไม่ค่อยให้ความสนใจ หรือใส่ใจ เพราะคิดว่าจะไม่มีอันตราย จริงๆแล้วหากรู้ไว้สักนิดก็ดีต่อตัวคุณเอง เพราะการไม่ใส่ใจ จึงทำให้ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด จึงไม่ได้รักษา หรือป้องกันด้วยวิธีที่ถูกต้อง จนในบางรายเกิดเป็นอาการเรื้อรัง และลุกลาม ยากที่จะแก้ไข

อาการ ปวดท้องข้างซ้าย เกิดจาก?

1. มีแก๊สในกระเพาะอาหาร

ซึ่งเกิดจาก การรับประทานอาหารเร็วเกินไป เคี้ยวอาหารไม่ละเอียด การรับประทานอาหารรสจัด หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีกรด และมักเกิดหลังจากรับประทานอาหาร จึงทำให้ผู้ที่มีพฤติกรรม การรับประทานอาหารลักษณะนี้ เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร ทำให้มีอาการปวดท้องบริเวณด้านซ้ายบน จุกเสียด และแน่นท้อง

2. โรคหัวใจ

โรคหัวใจ มักมีอาการปวดท้องด้านซ้ายบน มีอาการปวดท้องร่วมกับอาเจียน และมักมีอาการปวดบริเวณรอบสะดือ ใต้ชายโครง ลิ้นปี่ และท้องน้อยร่วมด้วย

3. อาการม้ามโต

มีอาการปวดท้องด้านซ้ายบน เมื่อใช้มือคลำดูจะพบก้อนที่ท้อง ซึ่งสาเหตุโดยส่วนใหญ่มักเกิดจาก เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย โรคตับแข็ง และโรคลูคีเมีย และมักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีอาการแน่นท้อง รู้สึกเหนื่อยง่าย หายใจไม่สะดวก ไม่มีเรี่ยวแรง



4. อาหารเป็นพิษ

เมื่อเกิดภาวะอาหารเป็นพิษ มักมีอาการปวดท้องด้านซ้ายบน เนื่องจากการติดเชื้อ จากอาหารอย่างเฉียบพลัน และจะมีอาการแสดงภายใน 48 ชั่วโมง และมักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ท้องเสีย หรือมีไข้ร่วมด้วย

5. โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

มีอาการปวดท้องด้านซ้ายล่าง รู้สึกปวดท้องน้อยเวลาปัสสาวะ และมักปัสสาวะติดขัดร่วมด้วย ซึ่งโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อ ในระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ส่งผลทำให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ง่าย

6. ลำไส้แปรปรวน

มักมีอาการปวดท้องด้านซ้ายบน ซึ่งเกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของลำไส้ ซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทำให้ลำไส้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย มีอาการท้องเสีย หรือท้องผูกร่วมด้วย

7. ปอดบวม

มีอาการปวดท้องด้านซ้ายบน ร่วมกับอาการเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก ซึ่งเกิดจากปอดบวม และขยายตัวจนไปกดทับอวัยวะ ที่อยู่ใกล้เคียงบริเวณซีกซ้าย และมักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีไข้สูง ไอ และหนาวสั่น

8. ไตอักเสบ

มักมีอาการปวดท้องด้านซ้ายล่างอย่างรุนแรง และเฉียบพลัน รู้สึกปวดปัสสาวะตลอดเวลา และเมื่อปัสสาวะจะมีอาการปวดแสบร้อน หรือ ปัสสาวะเป็นเลือดร่วมด้วย

9. ซีสต์ในรังไข่

มักมีอาการปวดท้องด้านซ้ายล่าง มีอาการปวดหน่วงๆ ท้องน้อย ร่วมกับปัสสาวะบ่อย ประจำเดือนมาผิดปกติ

10. ท้องผูก

อาการท้องผูก มักเกิดขึ้นกับผู้ที่ไม่ชอบทานผัก ผลไม้ และผู้ที่มีภาวะเครียด จะมีอาการปวดท้องด้านซ้ายบน มีอาการรู้สึกอึดอัด มีกลิ่นตัว และกลิ่นปากร่วมด้วย ซึ่งเป็นอาการที่เกิดจาก การตกค้างของอุจจาระในลำไส้ใหญ่ ที่ไม่สามารถเคลื่อนตัวได้ตามปกติ

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม หากคุณมีอาการปวดท้องด้านซ้ายที่ปวดมาก หรือ เป็นมานานเรื้อรัง ก็ควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง เพราะในบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ก็อาจเป็นอันตรายได้

โรคจิต 10 พฤติกรรมเสี่ยงเป็นโรคจิต สาเหตุของโรคจิต

โรคจิต(Psychosis)เป็นความผิดปกติทางสมอง ซึ่งเป็นอาการป่วยทางจิตใจ ที่อยู่ในกลุ่มของโรคทางจิตเวช เช่นโรคเครียด โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล

โรคจิต (Psychosis) เป็นความผิดปกติทางสมอง ซึ่งเป็นอาการป่วยทางจิตใจ ที่อยู่ในกลุ่มของโรคทางจิตเวช เช่น โรคเครียด โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โดยอาจเกิดจากความเชื่อ ความคิดที่ผิดปกติ จนเกิดเป็นการหลงผิด

โดยในกลุ่มผู้ป่วยปัจจุบัน มักจะไม่ค่อยยอมรับได้ง่ายๆ ว่าตนเองกำลังป่วยอยู่ จึงเกิดเป็นอาการป่วยเรื้อรัง จนต้องอาศัยระยะเวลาที่นานในการรักษา ทำให้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ต่อตนเองและคนรอบข้าง

พฤติกรรมของ โรคจิต

1.มักมีอาการซึมเศร้า โดยไม่ทราบสาเหตุ

2.มีความวิตกกังวลมากกว่าปกติ หวาดระแวง หวาดกลัวอยู่ตลอดเวลา เช่น กลัวคนจะมาทำร้าย กลัวโดนแย่งของรัก กลัวผู้อื่นกล่าวร้าย ฯลฯ เป็นต้น

3.ชอบเก็บตัวอยู่คนเดียว ไม่อยากพบเจอใคร ไม่พูดคุย เฉื่อยชา

4.มีพฤติกรรมชอบทำร้ายตัวเอง และผู้อื่น

5.มีพฤติกรรมการนอนทีไม่ปกติ เช่น นอนนานมากจนผิดปกติ หรือ ไม่หลับไม่นอน

6.มีอารมณ์ไม่ปกติ แปรปรวน มีหลายอารมณ์ในเวลาเดียวกัน หรือเวลาใกล้เคียงกัน หรือ มีอารมณ์รุนแรงจนน่ากลัว ควบคุมตัวเองไม่ได้

7.ไม่ดูแลตัวเอง ปล่อยให้ตัวเองโทรม ไม่อาบน้ำติดต่อกันหลายวัน

8.ชอบพูดคนเดียว หัวเราะคนเดียว เห็นภาพหลอน ได้ยินเสียงที่ผู้อื่นไม่ได้ยิน ได้กลิ่นที่ผู้อื่นไม่ได้กลิ่น

9.หงุดหงิดง่าย และบ่อยจนผิดปกติ

10.มีอารมณ์รุนแรงทางเพศ หรือ วิปริตทางเพศ



สาเหตุของ โรคจิต

ถึงแม้ว่าจะไม่มีการระบุอย่างชัดเจนว่า สาเหตุของโรคจิต เกิดขึ้นจากสาเหตุใด แต่ก็มีปัจจัยที่ส่งผล และก่อให้เกิดอาการโรคจิตขึ้นได้

1.เกิดจากการใช้สารเสพติด เช่น ยาบ้า ยาอี ยาไอซ์ ดมกาว และกัญชา ฯลฯ

2.เกิดจากผู้ที่ดื่มสุรามาก

3.เกิดจากผู้ที่ชอบทานอาหารเสริมบางประเภท ที่มีสารกระตุ้น หรือ มีผลต่อระบบประสาทและสมอง เช่น ยานอนหลับ ฯลฯ

4.เกิดจากความผิดปกติ ที่เกิดขึ้นในสมองมีความไม่สมดุล ที่มีสารเคมีชนิดหนึ่ง ชื่อว่า Dopamine ที่สูงในสมองจนผิดปกติ

5.เกิดจากอุบัติเหตุ ที่สมองอาจได้รับการกระทบกระเทือน เช่น อุบัติเหตุทางยานพาหนะ ตกจากที่สูง ฯลฯ

6.เกิดจากความเครียดที่รุนแรง และสะสมเป็นเวลานาน ความกดดันที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ

7.เกิดจากภาวะซึมเศร้า หรือที่เรียกว่า โรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง

8.เกิดจากผู้ที่ป่วยเป็น โรคไบโพลาร์ (Bipolar) หรือที่เรียกว่า ผู้ที่มีอารมณ์สองขั้ว

9.เกิดจากผู้ที่ป่วย หรือ มีโรคประจำตัว เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคปลอกประสาทอักเสบ ฯลฯ เป็นต้น

10.เกิดจากกรรมพันธุ์ ที่ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น

อาการโรคจิต ถึงแม้ว่าในช่วงแรกๆ จะเป็นพฤติกรรมที่ค่อนข้างสังเกตุได้ยาก ผู้ที่ใกล้ชิดเท่านั้น ที่จะสังเกตุได้ชัดเจนมากกว่าผู้อื่น ฉะนั้นหากพบว่าคนใกล้ตัวของคุณ มีพฤติกรรมคล้ายกับ อาการโรคจิต ก็ควรหมั่นสังเกตุ และดูแลอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ หากพบว่ามีอาการที่รุนแรง เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ควรรีบนำไปพบแพทย์เพื่อรักษาอย่างถูกวิธี