แคลเซียม ป้องกันโรคกระดูกพรุน พฤติกรรมเสี่ยงโรคกระดูกพรุน

ทราบหรือไม่ว่า โรคกระดูกพรุนเป็นปัญหาใหญ่สำหรับคนไทย เพราะคนไทยได้รับแคลเซียมต่อวัน เฉลี่ยเพียงแค่ 361 มก. เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอปกติแล้วควรได้รับ แคลเซียม

ทราบหรือไม่ว่า โรคกระดูกพรุน เป็นปัญหาใหญ่สำหรับคนไทย เพราะคนไทยได้รับแคลเซียมต่อวัน เฉลี่ยเพียงแค่ 361 มก. เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอ โดยปกติแล้วคนไทยควรได้รับ แคลเซียม 800 – 1500 มก. ต่อวัน

จากปัญหาการได้รับแคลเซียม ที่ไม่เพียงพอของคนไทยในปัจจุบัน ส่งผลให้คนไทยโดยส่วนใหญ่ เป็นโรคกระดูกพรุน ซึ่งเป็นภัยเงียบโดยที่ไม่รู้ตัว เพราะในระยะแรก โรคกระดูกพรุนจะไม่มีการแสดงอาการออกมา จนกระทั่งมีความรุนแรง ถึงจะแสดงอาการออกมาอย่างชัดเจน

ผู้ที่เสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน

1. ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน เนื่องจากฮอร์โมนเพศลดลง ทำให้ขบวนการสลายแคลเซียม เพิ่มมากยิ่งขึ้น จึงส่งผลทำให้กระดูกพรุนได้ง่ายขึ้น

2. ผู้ที่มีอายุมากกว่า 30 ปี เมื่อย่างเข้าสู่อายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะวัยที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป ทำให้ความสามารถในการสะสมแคลเซียมในกระดูก มีอัตราที่น้อยกว่า การสูญเสียแคลเซียม จึงส่งผลให้กระดูกเปราะบางขึ้น

3. ผู้ที่ชอบดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นประจำ จะส่งผลให้กระดูกพรุนเร็วขึ้น

4. ผู้ที่ชอบสูบบุหรี่ เพราะในบุหรี่มีสารพิษ ที่เป็นตัวทำลายเซลล์สร้างมวลกระดูก

5. ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย มีผลสำรวจพบว่าผู้ที่ออกกำลังกาย เป็นประจำ มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนน้อยกว่า ผู้ที่ไม่ชอบออกกำลังกายถึง 50 %

6. ผู้ที่ดื่มกาแฟ มีการสำรวจพบว่า ผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ มีอัตราการเกิดโรคกระดูกพรุนสูงกว่า ผู้ที่ไม่ดื่มกาแฟ เนื่องจากการดื่มกาแฟ ส่งผลการรบกวน การดูดซึมแคลเซียม เข้าสู่ร่างกาย

7. ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก หรือ เป็นโรคอ้วน

8. ผู้ที่รับประทานอาหาร ที่ไปกระตุ้นการขับแคลเซียม ออกจากร่างกาย เช่น เนื้อสัตว์ อาหารรสเค็ม ฯลฯ เป็นต้น

ปริมาณการได้รับ แคลเซียม ของคนไทยที่เหมาะสมกับแต่ละวัย

1. หญิงให้นมบุตร อายุ 19 – 50 ปี ปริมาณแคลเซียม = 800 มิลลิกรัม / วัน

2. หญิงตั้งครรภ์ อายุ 19 – 50 ปี ปริมาณแคลเซียม = 800 มิลลิกรัม / วัน

3. วัยผู้ใหญ่ อายุ > 50 ปริมาณแคลเซียม = 1,000 มิลลิกรัม / วัน

4. วัยผู้ใหญ่ อายุ 19 – 50 ปี ปริมาณแคลเซียม = 800 มิลลิกรัม / วัน

5. วัยรุ่น อายุ 9 – 18 ปี ปริมาณแคลเซียม = 1,000 มิลลิกรัม / วัน

6. วัยเด็ก อายุ 4 – 8 ปี ปริมาณแคลเซียม = 800 มิลลิกรัม / วัน

7. วัยทารก อายุ 1 – 3 ปี ปริมาณแคลเซียม = 500 มิลลิกรัม / วัน

8. วัยทารก อายุ 7 – 12 เดือน ปริมาณแคลเซียม = 270 มิลลิกรัม / วัน

9. วัยทารก อายุ 0 – 6 เดือน ปริมาณแคลเซียม = 210 มิลลิกรัม / วัน



ลักษณะของ โรคกระดูกพรุน

1. กระดูกเปราะบาง แตกหักได้ง่าย แม้ว่าโดนกระแทกเพียงเล็กน้อย

2. เกิดการยุบตัวของกระดูกสันหลัง ทำให้มีอาการปวดหลังเรื้อรัง และในบางรายทำให้หลังค่อม

3. เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น มะเร็ง โรคเบาหวาน ฯลฯ และอาจถึงขั้นรุนแรงจนเสียชีวิต

4. มีอาการปวดตามข้อ และสะโพกเรื้อรัง

5. ส่งผลทำให้พิการถาวร ทำให้ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้สะดวก

การจะช่วยป้องกัน การเกิดโรคกระดูกพรุนได้ดี ควรเริ่มจากตัวเราเอง ที่ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และที่สำคัญควรให้ความสำคัญ กับอาหารที่มีแคลเซียมสูงด้วย เช่น นมสด นมถั่วเหลือง โยเกิร์ต เนย งา ถั่วแดง กุ้งแห้ง ผักคะน้า ใบยอ มะเขือพวง ไข่ และกะปิ ฯลฯ เป็นต้น

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การที่รับประทานอาหาร ที่มีปริมาณแคลเซียมสูงมากเกินไป ก็อาจจะส่งผลให้นิ่วสะสมในไต หรือกระเพาะปัสสาวะได้ ทางที่ดีที่สุด ควรรับประทานแคลเซียม ให้เพียงพอและพอดีต่อร่างกาย

เครียด 5 ภัยเงียบโรคเครียด อาการเครียด ใครเสี่ยงเป็นโรคเครียดบ้าง

ความเครียด เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่ใครหลายคนไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หลายครั้งที่ต้องตกอยู่ในสภาวะความ เครียด อย่างหลีกไม่พ้น ก่อให้เกิดภัยเงียบโดยที่ไม่รู้ตัว

ความเครียด เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่ใครหลายคนไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หลายครั้งที่ต้องตกอยู่ในสภาวะความเครียด อย่างหลีกไม่พ้น และทราบหรือไม่ว่าโดยธรรมชาติของมนุษย์แล้ว จะสามารถทนต่อความ เครียด ได้เพียงแค่ในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่หากผู้ใดที่มีความเครียดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และปล่อยให้สะสมมากเกินกว่าที่รับไหว มันจะกลายเป็นภัยเงียบ ที่ส่งผลต่อสุขภาพทางร่างกาย และจิตใจ โดยที่คุณไม่รู้ตัว

ภัยร้ายจาก ความเครียด

1.เป็นตัวกระตุ้นการหลั่งสารเคมี และอนุมูลอิสระ

2.ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคท้องผูก เป็นต้น ฯลฯ

3.ทำลายสมอง และระบบประสาท ทำให้สูญเสียความทรงจำ

4.ทำลายสุขภาพช่องปาก ทำให้ฟันผุได้ง่าย

5.ก่อให้เกิดโรคซึมเศร้า สามารถนำไปสู่การทำร้ายตัวเองอย่างรุนแรงได้

ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรค เครียด

1.นักเรียน หรือ นักศึกษา ที่เรียนหนัก

2.พนักงานบริษัท ที่ได้รับความกดดันจากงานสูง

3.ผู้บริหารทุกระดับ

4.นักธุรกิจ เจ้าของกิจการ

5.ผู้ที่มีความเครียดเป็นประจำ

6.ผู้ที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

7.ผู้มีปัญหาสุขภาพ ป่วยเรื้อรัง

8.ผู้ป่วยพักฟื้น หลังการผ่าตัด

9.ผู้ที่มีอาการชาปลายมือ และปลายเท้า



อาการที่บ่งบอกถึงความเครียด

1.มีอารมณ์ฉุนเฉียว หงุดหงิดง่าย

2.มีอาการรู้สึกวิตกกังวล มากเกินผิดปกติ

3.ไม่มีสมาธิ คิดอะไรไม่ออก

4.มีจิตใจ และความคิดในทางด้านลบ

5.นอนหลับยาก หรือ นอนไม่หลับ

6.มีอาการปวดศีรษะ

7.มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า

8.เบื่ออาหาร

เพราะการดำเนินชีวิต ในสังคมปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูง ทำให้ภาวะความเครียด ทวีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อมนุษย์จำนวนมาก ฉะนั้นในเมื่อหลีกเลี่ยง จากภาวะความเครียดได้ยาก ก็ควรหาตัวช่วย หรือวิธีบรรเทาความเครียดลงบ้าง เช่น การออกกำลังกาย การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การพักผ่อนให้เพียงพอ และการทำกิจกรรมที่ช่วยบรรเทาความเครียดได้

สวย ด้วยศาสตร์แห่งการชะลอวัย ช่วยยืดอายุให้ยาวนาน

สวย ได้โดยที่รู้ว่า สาเหตุหนึ่งที่สำคัญ ที่ทำให้แก่ก่อนวัย โดยที่ใครหลายคนไม่รู้ตัว คือ อนุมูลอิสระ ทราบหรือไม่ว่าอนุมูลอิสระ เป็นตัวการร้ายที่ทำให้ร่างกาย เกิดโรคร้าย และทำลายสุขภาพ โดยเฉพาะการทำให้เกิดริ้วรอย สาเหตุของการแก่ก่อนวัยนั่นเอง

ตามธรรมชาติอนุมูลอิสระ จะถูกสร้างขึ้นเองอยู่แล้ว ซึ่งเกิดจากกระบวนการเผาผลาญอาหาร ให้เป็นพลังงานให้กับร่างกาย และในขณะเดียวกันก็จะเกิดอนุมูลอิสระขึ้นด้วย

แต่ปัจุบันนี้เนื่องจาก มีหลายปัจจัยที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง การเพิ่มปริมาณของอนุมูลอิสระเข้าสู่ร่างกายได้ จึงทำให้ร่างกายได้รับอนุมูลอิสระที่มากเกินไป จนมันกลับมาทำลายสุขภาพ และร่างกายได้

อนุมูลอิสระมาจากไหน

1.จากสภาพแวดล้อม ที่เต็มไปด้วยมลพิษ เช่น ควันรถ ควันบุหรี่ ฝุ่นละอองที่ลอยอยู่ในอากาศ

2.แสงแดด เพราะมีอันตรายจากรังสียูวี

3.การรับประทานอาหารประเภท ปิ้ง ย่าง

4.โรงงานอุตสาหกรรม ที่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสภาพแวดล้อม

5.ความเครียด ที่อาจเกิดจากการทำงาน

อนุมูลอิสระ ทำลายสุขภาพ และความ สวย ได้อย่างไร

1.ทำให้แก่ก่อนวัย เกิดริ้วรอย รอยตีนกาบนใบหน้า

2.ทำให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายเสื่อมสภาพ

3.ทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกาย

4.ทำให้เกิดโรคร้ายต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคหัวใจ เป็นต้น ฯลฯ

5.ทำลายระบบประสาท สาเหตุของการเกิดสมองเสื่อม

6.ทำให้เกิดโรคอ้วนได้ง่าย



วิธีการต่อต้านอนุมูลอิสระ

1.เลือกรับประทานอาหาร ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น กุ้ง ปลาแซลมอล ปู สาหร่ายสีแดง และอาหารที่มีสีแดง

2.เลือกทานอาหารเสริม จำพวกวิตามิน ที่ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี วิตามินอี โคเอ็นไซม์คิวเทน เบต้าแคโรทีน และแอสตาแซนธิน

3.ดื่มชาเขียว เพราะในชาเขียว มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีส่วนช่วยในการชะลอความชรา ได้เป็นอย่างดี

4.การออกกำลังกายเป็นประจำ สม่ำเสมอ

หากคุณให้ความสนใจ ในการปกป้องร่างกาย จากอนุมูลอิสระ จะช่วยทำให้คุณไม่แก่ก่อนวัย ลดความชรา อีกทั้งยังช่วยป้องกันให้ร่างกาย ห่างจากโรคร้ายได้ ที่สำคัญ ผิวของคุณ จะมีความชุ่มชื้น ไร้ริ้วรอยก่อนวัย ผิวมีความยืดหยุ่น เรียบเนียน ทำให้คุณดูเด็ก อ่อนเยาว์กว่าอายุจริง อย่างแน่นอน

สังกะสี ประโยชน์แร่ธาตุสังกะสี ป้องกัน 10 อาการขาดแร่ธาตุสังกะสี

ถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่ง ที่มีปัญหาผมขาดหลุดร่วงผิดปกติ เล็บไม่แข็งแรง หักเปราะง่าย ทราบหรือไม่ว่า ปัญหาเหล่านี้มีวิธีที่แก้ไขได้ง่ายมาก เพราะปัญหาเหล่านี้ มีสาเหตุมาจาก การที่ร่างกายของคุณ ขาดแร่ธาตุ สังกะสี ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้

สังกะสี ดีอย่างไร

1.สามารถช่วยสร้างภูมิต้านทาน

แร่ธาตุสังกะสี เป็นตัวช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยควบคุมการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิด ทีลิมโฟไซต์ ( T-lymphocyte ) ที่สามารถช่วยป้องกันเชื้อโรค จึงช่วยป้องกันโรคหวัดได้ดี

2.ช่วยเรื่องของสิว

แร่ธาตุสังกะสี มีความสามารถในการรักษาสมดุล ของปริมาณไขมันที่อยู่ในผิวหนัง จึงสามารถช่วยป้องกัน การเกิดสิวอุดตันจากไขมัน ช่วยสมานรอยสิว ป้องกันสิวอักเสบ อีกทั้งยังช่วยให้เซลล์ผิว ที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ มีสุขภาพที่ดี

3.ช่วยบำรุงเส้นผม

แร่ธาตุสังกะสี มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของเส้นผม ช่วยทำให้เส้นผมแข็งแรง ป้องกันการหลุดร่วง แห้งแตกปลาย และช่วยซ่อมแซมเส้นผมได้ดี

4.ช่วยบำรุงเล็บ

แร่ธาตุสังกะสี เป็นตัวช่วยที่สำคัญอีกตัวหนึ่งของเล็บ ช่วยทำให้เล็บแข็งแรง ป้องกันการเกิดเล็บหักแตกฉีกขาดได้ง่าย ป้องกันการเกิดดอกเล็บ

5.ช่วยเสริมสร้างฮอร์โมนเพศชาย

แร่ธาตุสังกะสี มีส่วนสำคัญในการเจริญเติบโต ของระบบสืบพันธุ์ ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนเพศชาย และช่วยเพิ่มจำนวนของอสุจิ จึงช่วยเพิ่มโอกาสการมีบุตรได้มากขึ้น

6.ช่วยให้บาดแผลหายเร็ว

แร่ธาตุสังกะสี มีส่วนช่วยทำให้บาดแผลต่างๆ ตามส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะแผลหลังการผ่าตัด หายได้เร็ว เนื่องจากแร่ธาตุสังกะสี มีกรดนิวคลีอิค ( Nucleic acid ), DNA และ RNA



อาการขาดแร่ธาตุสังกะสี

1.เส้นผมอ่อนแอ ผมขาดหลุดร่วงได้ง่าย ผมแห้งแตกปลาย

2.มีจุดสีขาวบริเวณเล็บ

3.ผิวหนังแห้งกร้าน หยาบ ไม่มีความชุ่มชื้น

4.เกิดอาการอักเสบ ตามส่วนต่างๆของร่างกายได้ง่าย

5.มีอาการเบื่ออาหาร

6.มีภูมิคุ้มกันลดลง ทำให้ติดเชื้อโรคได้ง่าย

7.หากเกิดบาดแผล จะหายช้ากว่าปกติ

8.มีการตอบสนองที่เชื่องช้า การรับรู้ลดลง

9.อารมณ์เสียง่าย หงุดหงิด สมาธิสั้น และมีอาการซึมเศร้า

10.เกิดสิวอักเสบขึ้นตามส่วนต่างๆ ของร่างกายมากกว่าปกติ

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ร่างกายก็ไม่สามารถสร้าง แร่ธาตุสังกะสีเองได้ ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างมาก ที่เราควรรับประทานอาหาร ที่เป็นแหล่งของแร่ธาตุสังกะสี เช่น ปลา ถั่ว อาหารทะเล เนื้อแดง และหอยนางรม แต่สิ่งที่สำคัญคือ ร่างกายไม่ควรได้รับแร่ธาตุสังกะสี ในปริมาณที่มากเกินพอดี ควรได้รับ 15 มิลลิกรัมต่อวัน ก็เพียงพอแล้ว