วัณโรค โรควัณโรคภัยร้ายที่คาดไม่ถึง แค่หายใจก็ภัยอันตรายแล้ว

คุณทราบหรือไม่ว่า วัณโรค น่ากลัวมากเพียงใด เพราะเป็นโรคที่สามารถติดต่อได้ ในทางเดินหายใจ ซึ่งบางครั้งเราอาจได้รับเชื้อมา โดยที่ไม่ทันได้ระวัง เพื่อป้องกันให้ตัวคุณเองห่างไกล จากวัณโรค ควรรู้ไว้สักนิด เพื่อความปลอดภัย

วัณโรค เป็นโรคติดต่อเรื้อรังของระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ จาม น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย ซึ่งถ้าหากได้รับเชื้อแล้ว จะทำให้เกิดการอักเสบ และติดเชื้อ กับอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย เช่น วัณโรคปอด และวัณโรคนอกปอดคือ เป็นกับอวัยวะอื่นๆ เช่น ต่อมน้ำเหลือง ไต กระดูก ลำไส้ ผิวหนัง แต่พบบ่อยที่สุดคือ วัณโรคปอด

สาเหตุวัณโรค

เกิดจากการได้รับ เชื้อแบคทีเรีย เช่น ไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส ซึ่งมีขนาดเล็กมาก ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าได้ และเป็นเชื้อที่มีความทนต่อทุกสภาพอากาศได้ดี แต่ว่าไม่สามารถทนต่อแสงแดดได้

ผู้ที่น่าสงสัยเป็นวัณโรค

1.มีไข้ต่ำ ตอนช่วงเวลาบ่ายถึงค่ำ และมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว

2.มีอาการไอเรื้อรังไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์ติดต่อกัน และไอเป็นเลือด

3.มีอาการต่อมน้ำเหลืองโต

4.มีอาการเจ็บหน้าอก และเหนื่อยหอบง่าย

5.มีเหงื่อ ออกตอนกลางคืนมากกว่าปกติ

6.ผู้ที่มีโรคประจำตัว เรื้อรัง เช่น โรคเอดส์ โรคเบาหวาน โรคไต ฯลฯ เป็นต้น

7.ผู้ที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับสารเสพติด

8.ผู้ที่อยู่ใกล้ชิด หรือ อยู่ร่วมกับผู้ป่วยที่เป็น วัณโรค

9.ผู้ที่เคยมีประวัติ เคยต้องขังในเรือนจำ

วิธีการรักษา วัณโรค

1.การรักษาโดยการใช้ยา ซึ่งยารักษาวัณโรคมีประสิทธิภาพที่สูงมาก สามารถรักษาผู้ป่วยให้หายได้เกือบ 100% หากว่าผู้ป่วยรับประทานยาสม่ำเสมอจนครบกำหนด

2.การรักษาวัณโรค มีด้วยกัน 2 ระยะคือ

ระยะเข้มขน จะประกอบไปด้วยยาอย่างน้อย 3 ชนิด ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อเกือบทั้งหมดอย่างรวดเร็ว ช่วยทำให้ผู้ป่วยพันระยะแพร่เชื้อได้

ระยะต่อเนื่อง จะใช้อย่างน้อย 2 ชนิด ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อวัณโรคที่หลงเหลืออยู่ รวมระยะเวลาการรักษาตั้งแต่ 6 ถึง 8 เดือน

ดังนั้น การได้รับยาครบตามกำหนดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่จะช่วยให้เชื้อวัณโรคตาย และผู้ป่วยจะไม่กลับมาป่วย เป็นวัณโรคอีก อีกทั้งยังช่วยป้องกันวัณโรคดื้อยาได้ดีอีกด้วย



อาการข้างเคียงที่อาจเกิดจากยารักษาวัณโรค

1.อาการที่ไม่รุนแรง เช่น ปัสสาวะมีสีส้ม คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ชาตามปลายมือ ปลายเท้า ผื่นคัน ควรรับประทานยาต่อไปไม่ควรหยุดยาเอง แล้วไปพบแพทย์

2.อาการข้างเคียงที่รุนแรง เช่น ตามองไม่ชัด ตาบอดสี ตาเหลือง หูตึง เดินไม่ตรงเสียการทรงตัว เป็นลม ควรหยุดยาทันทีแล้วรีบไปพบแพททย์

ควรปฏิบัติอย่างไรเมื่อป่วยเป็นวัณโรค

1.ไม่ควรหยุดทานยาเอง ถึงแม้อาการจะดีขึ้น เพราะเชื้อโรคอาจยังถูกกำจัดไม่หมด

2.ควรทานยาให้ครบ และติดต่อกันตามแพทย์สั่ง

3.หากตั้งครรภ์ หรือมีโรคประจำตัว เช่น โรคตับ ไต เบาหวาน โรคเอดส์ ควรแจ้งแพทย์ก่อน เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง และเหมาะสม

4.หากมีอาการแพ้ยาควรรีบไปพบแพทย์ทันที

5.ควรมาตรวจตามนัดทุกครั้งแม้ยายังไม่หมด

6.หากลืมกินยาให้กินยาต่อทันทีเมื่อนึกได้ โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยา

7.ควรอยู่ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก

8.ควรนำครอบครัว และผู้ใกล้ชิดมารับการตรวจสุขภาพเพื่อคัดกรองวัณโรค

9.ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

10.ควรทำความสะอาด ของใช้ภายในบ้านอย่างสม่ำเสมอ

11.ควรงดสารเสพติด และแอลกอฮอล์ทุกชนิด

12.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์

13.ควรมีผ้าปิดปากและจมูก หากมีอาการไอ หรือจาม

14.ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรนอนดึก

หากคุณคิดว่า คุณมีอาการคล้ายคลึง หรืออยู่ในสภาวะ ที่มีความเสี่ยงเป็นวัณโรค ก็ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจอย่างละเอียด โดยการตรวจเสมหะด้วยกล้องจุลทรรศน์ และการเอกซเรย์ปอด เพื่อที่จะได้ป้องกัน และรักษาได้ทันเวลา หรือถ้าหากว่าคุณมีความจำเป็น ที่จะต้องเข้าไปยังสถานที่กลุ่มเสี่ยง ควรหาวิธีป้องกัน โดยการหาผ้าปิดจมูก และล้างมือทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร

โรคนิ่ว นิ่วในถุงน้ำดี อาการ ความเสี่ยง ที่อันตรายต่อชีวิต

โรคนิ่ว เป็นโรคที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม และไม่ค่อยให้ความสนใจกันมากนัก แต่หารู้ไม่ว่ามันอาจเป็นสาเหตุ ที่นำไปสู่การติดเชื้อ และอาจทำให้เสียชีวิตได้ ที่เริ่มมาจากการอักเสบของถุงน้ำดี และในบางรายอาจลุกลามก่อเป็นมะเร็งถุงน้ำดีได้ ถ้าหากว่ามีก้อนนิ่วจำนวนมากไปสะสมในถุงน้ำดี แล้วไม่รับรักษาให้ทันเวลา

โรคนิ่ว

โรคนิ่ว เป็นโรคที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม และไม่ค่อยให้ความสนใจกันมากนัก แต่หารู้ไม่ว่ามันอาจเป็นสาเหตุ ที่นำไปสู่การติดเชื้อที่รุนแรง หากพบว่าถุงน้ำดีเกิดการอักเสบ และในบางรายอาจลุกลามก่อเป็นมะเร็งถุงน้ำดีได้

และหากว่า มีก้อนนิ่วจำนวนมากไปสะสมในถุงน้ำดี แล้วไม่รีบรักษาให้ทันเวลา อาจทำให้เกิดภาวะการแทรกซ้อน ของโรคร้ายบางชนิด เช่น โรคเกี่ยวกับตับ ฯลฯ เป็นต้น

นิ่วในถุงน้ำดี เกิดจากภาวะความไม่สมดุลกันของสารประกอบในน้ำดี จึงทำให้มีการตกตะกอน มีหินปูน เป็นสีขาวเหลือง ไปจนถึงมีสีดำ ซึ่งขนาดของนิ่วในถุงน้ำดี มีตั้งแต่ขนาดก้อนเล็กๆ ไปจนถึงขนาดใหญ่เท่าลูกมะนาว และอาจจะมีหลายก้อน หรือก้อนเดียวก็ได้

สัญญาณอันตราย ของโรคนิ่วในถุงน้ำดี

1. มีอาการปวดท้องด้านขวา อย่างรุนแรง

2. มีไข้สูง คลื่นไส้ อาเจียน

3. มีอาการแน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ

4. มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง และมีปัสสาวะสีเข้มมาก



ผู้ที่เสี่ยงเป็นนิ่วในถุงน้ำดี

1. ผู้หญิง มีความเสี่ยงเป็นนิ่วในถุงน้ำดี มากกว่าผู้ชาย

2. ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ที่มีอายุน้อย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีอายุน้อย จะไม่มีความเสี่ยง

3. ผู้ที่เป็นโรคอ้วน มีน้ำหนักตัวที่มากเกินไป

4. ผู้ที่ชอบรับประทานอาหาร ที่มีไขมัน และคอลเรสเตอรอลสูง

5. ผู้ที่ลดน้ำหนักแบบหักโหม น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว

6. ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์

7. ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคตับ เป็นต้น ฯลฯ

8. และสุดท้ายเกิดจาก พันธุกรรมที่บางรายอาจไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

หากคุณพบว่า คุณมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิด นิ่วในถุงน้ำดี ควรเลิกและหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ที่เป็นต้นเหตุ เพราะในบางรายที่เป็นนิ่วในถุงน้ำดี ไม่ได้แสดงอาการใดๆ ในเบื้องต้น ถึงแม้ว่าโรคนิ่วในถุงน้ำดี จะไม่ใช่โรคที่ร้ายแรง แต่หากละเลยไม่ใส่ใจ แล้วไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ก็อาจจะทำให้เสียชีวิตได้ ในที่สุด