โรคเก๊า คืออะไร? อันตรายหรือไม่! 5 อาหารที่เสี่ยงเป็นโรคเก๊า

โรคเก๊าต์ ที่ใครหลายคนคงเคยได้ยินชื่อนี้บ่อยครั้ง แต่ก็ยังมีใครหลายคน ที่อาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจ หรือเข้าใจเป็นอย่างดีว่าโรคเก๊านั้นคืออะไร มีอาการเป็นอย่างไร

โรคเก๊าต์ ที่ใครหลายคนคงเคยได้ยินชื่อนี้บ่อยครั้ง แต่ก็ยังมีใครหลายคน ที่อาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจ หรือเข้าใจเป็นอย่างดี ว่า โรคเก๊า นั้นคืออะไร มีอาการเป็นอย่างไร ?

โรคเก๊าต์ คือ อาการของการปวดตามข้อ หรือ ที่เรียกว่าอาการข้ออักเสบ ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นกับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และพบว่ามักเกิดขึ้นกับผู้ชาย มากกว่าผู้หญิง ถึง 10 เท่าเลยทีเดียว

อาการของโรคเก๊าต์ มักมีอาการปวดบริเวณข้อ ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ในบางรายอาจมีอาการบวมบริเวณข้อ จนไปถึงเกิดการอักเสบของข้อได้

สาเหตุของโรคเก๊าต์ เกิดจากการที่ในร่างกายของผู้ป่วย มีการสะสมกรดยูริค ( Uric Acid )ในเลือดสูงกว่าปกติ และเมื่อมีกรดยูริคในเลือดสูง ทำให้ตกผลึกในข้อต่อ จึงเป็นสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดอาการปวดบริเวณข้อ และทำให้เกิดอาการข้ออักเสบได้

อาหารกระตุ้นการเกิด โรคเก๊า

1. เนื้อสัตว์ปีก และเครื่องในสัตว์ เพราะในสัตว์ปีก และเครื่องในสัตว์ มีสารพิวรีน ( Purine ) ที่มีเป็นเหตุของการเกิดกรดยูริค และถ้าหากร่างกาย หรือไตสามารถขับกรดยูริค ออกมาได้น้อย ก็อาจจะทำให้กรดยูริกสะสมอยู่ตามข้อ ทำให้เกิดอาการปวดข้อ และเป็นโรคเก๊าต์ได้

2. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากในแอลกอฮอร์ โดยเฉพาะเบียร์ เหล้า ไวน์ ที่มีส่วนผสมของสารบางชนิด ที่จะไปยับยั้งการขับกรดยูริค ออกจากไต ทำให้การขับออกมาทางปัสสาวะ ได้น้อยลง

3. อาหารหมักดอง เพราะโดยส่วนใหญ่แล้ว อาหารหมักดอง มักมีส่วนผสมของเชื้อราอยู่ เพราะเชื้อราบางชนิด มีส่วนทำให้เกิดกรดยูริคในเลือดสูง ที่เป็นสาเหตุของโรคเก๊า นั่นเอง

4. ขนมปัง เพราะในขนมปัง มีส่วนผสมของยีสต์อยู่ ที่เป็นสาเหตุสำคัญ ของการทำให้ในเลือด มีกรดยูริคที่สูง

5. ผักยอดอ่อน เนื่องจากในผักยอดอ่อน มีส่วนผสมของสารชนิดหนึ่ง ที่กระตุ้นให้เกิด กรดยูริคในเลือดที่สูง จึงมักทำให้เกิดอาการปวดข้อ หรือ ข้ออักเสบ



อันตรายของ โรคเก๊าต์

1. ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน สามารถทำให้ไตวายได้

2. ทำให้เกิดอาการข้ออักเสบ และปวดอย่างรุนแรง

3. ทำให้เกิดโรคนิ่วในไต และในทางเดินปัสสาวะ

4. ทำให้เกิดภาวะข้อพิการได้

5. ทำให้เกิดความเสี่ยง ในการเป็นโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง

6. ทำให้เสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

ถึงแม้บางราย พยายามหลีกเลี่ยงอาหาร ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคเก๊าต์ มากเพียงใด แต่ก็ยังเกิดโรคเก๊าต์ ขึ้นกับตัวเอง เพราะเนื่องมาจาก ได้มีผลการวิจัยมาว่า โรคเก๊าอาจเกิดขึ้นมาจากความผิดปกติทางพันธุกรรม
แต่ถ้าหากคุณพบว่า คุณมีอาการปวดตามข้อผิดปกติ ก็ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อจะได้ทำการรักษา ได้ถูกต้องและทันเวลา

อาการไข้หวัดใหญ่ 10 อาการเสี่ยงอันตราย การป้องกันที่ควรรู้ไว้

ไข้หวัดที่เป็นอาจแฝงเชื้อของไข้หวัดใหญ่ อยู่ในร่างกายก็เป็นได้ คุณควรรู้ว่าอาการไข้หวัดใหญ่ ว่ามีอาการเป็นอย่างไร เพื่อที่คุณจะไม่ได้รับภัยอันตราย จากโรคไข้

อาการไข้หวัด ที่คิดว่าเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา แต่อาจจะไม่ธรรมดาแบบที่คุณคิด ไข้หวัดที่เป็นอาจแฝงเชื้อของไข้หวัดใหญ่ อยู่ในร่างกายก็เป็นได้ คุณควรรู้ อาการไข้หวัดใหญ่ ว่ามีอาการเป็นอย่างไร เพื่อที่คุณจะไม่ได้รับภัยอันตราย จากโรคไข้หวัดใหญ่นี้

หากคุณทราบว่าโรคไข้หวัดใหญ่ น่ากลัวและอันตรายมากเพียงใด ก็เท่ากับว่าคุณต้องรู้จักสังเกตุอาการ หากคุณเริ่มมีอาการเป็นไข้ หรือ เป็นไข้หวัด และเพื่อป้องกันการเสียชีวิต จากโรคไข้หวัดใหญ่ หากเมื่อคุณพบว่า คุณมีอาการคล้ายคลึง หรือเหมือนกับอาการไข้หวัดใหญ่ ก็ควรที่จะต้องรีบรักษาให้ทันเวลา

โดยส่วนใหญ่ไข้หวัดใหญ่ มีอยู่ 3 ชนิด (เอ, บี, ซี) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่สามารถติดต่อได้ง่าย โดยผ่านทางอากาศ จากผู้ที่มีเชื้อไข้หวัดใหญ่อยู่ โดยการจามหรือไอ แล้วลอยผ่านมาทางอากาศ และสามารถติดเชื้อได้ด้วย การสัมผัสโดนส่วนที่มีเชื้อติดอยู่

แล้วจะทราบได้อย่างไร ว่าคุณมีอาการของไข้หวัดใหญ่หรือไม่ วิธีสังเกตุว่าคุณ มีอาการของไข้หวัดใหญ่ หรือไม่… ?

อาการไข้หวัดใหญ่

1. มีอาการหายใจติดขัด หายใจลำบาก หายใจหอบ และรู้สึกเหนื่อยเวลาหายใจ

2. มีอาการไข้สูงอย่างเฉียบพลัน หรือมีไข้ หลังจากที่อาการไข้หวัดหายไปแล้ว

3. รู้สึกเจ็บคอ และมีอาการไอ

4. มีอาการขาดน้ำ

5. มีอาการปวดเมื่อยตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย บริเวณแขน ขา หรือตามข้อ และรู้สึกอ่อนเพลีย

6. มีอาการเจ็บ และรู้สึกแน่นตรงบริเวณหน้าอก

7. มีอาการอาเจียน ร่วมกับรับประทานอาหารไม่ได้ และรู้สึกเบื่ออาหาร

8. มีอาการรู้สึกสับสน และปวดศีรษะมาก

9. มีอาการหน้ามืด เป็นลม

10. มีน้ำมูกใส แต่ไม่มาก



การป้องกันไข้หวัดใหญ่

เนื่องจากไข้หวัดใหญ่ เป็นเชื้อที่สามารถติดต่อได้ง่าย ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรม ดังต่อไปนี้

1. ไม่ควรใช้ช้อน แก้ว หรือของใช้ส่วนตัว ร่วมกับผู้อื่น

2. ไม่ควรอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย ที่เป็นไข้หวัดใหญ่ เพราะอาจติดเชื้อได้ง่าย โดยการหายใจ น้ำมูก น้ำลาย และการสัมผัสโดนบริเวณที่มีเชื้อโรคอยู่

3. ก่อนรับประทานอาหาร หรือใช้มือจับตา ปาก หรือใบหน้า ควรล้างมือให้สะอาดก่อนทุกครั้ง

4. ควรออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ

5. ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ

การป้องกัน ไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุด คือการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกัน และถ้าหากผู้ที่เป็นไข้หวัดใหญ่ ไม่รีบไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษาให้ทันเวลา อาจจะเสียชีวิตได้ เนื่องมาจากอาการแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม และโรคหัวใจ ฯลฯ เป็นต้น