โรคระบบทางเดินหายใจ มากับฤดูหนาว ที่ควรระวัง

อากาศหนาวเย็นสบาย ที่เป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคน แต่อาจแฝงไปด้วย อันตรายบางอย่าง ที่เกี่ยวกับ โรคระบบทางเดินหายใจ ถ้าหากว่าคุณ ไม่ดูแลรักษาสุขภาพให้ดีพร้อม ที่จะรับมือกับอากาศหนาวนี้ คุณอาจเสี่ยงเป็น โรคระบบทางเดินหายใจก็เป็นได้

อากาศหนาวเย็นสบาย ที่เป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคน แต่อาจแฝงไปด้วย อันตรายบางอย่าง ที่เกี่ยวกับ โรคระบบทางเดินหายใจ ถ้าหากว่าคุณ ไม่ดูแลรักษาสุขภาพให้ดีพร้อม ที่จะรับมือกับอากาศหนาวนี้ คุณอาจเสี่ยงเป็น โรคระบบทางเดินหายใจก็เป็นได้

โรคระบบทางเดินหายใจเกิดจาก อวัยวะทุกส่วน ในระบบทางเดินหายใจ เกิดความผิดปกติ ที่มีสาเหตุมาจาก การติดเชื้อไวรัส เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย หรือ เกิดจากการหายใจเอาสารพิษ เข้าสู่ร่างกาย รวมถึง อากาศที่เปลี่ยนแปลง อย่างอากาศหนาวนี้ด้วย

โรคระบบทางเดินหายใจ มากับฤดูหนาว ?

1. เนื่องจากอากาศ ที่หนาวเย็นมากๆ โดยเฉพาะฤดูหนาว ที่ส่งผลกระทบทำให้ ระบบทางเดินหายใจ เกิดความผิดปกติ ซึ่งจะนำไปสู่ การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ได้ง่าย

2. การขึ้นไปบนพื้นที่สูง อาจทำให้ขาดออกซิเจนในอากาศ  อาจจะทำให้มีผลกระทบ ต่อระบบทางเดินหายใจ สำหรับนักท่องเที่ยวทั้งหลาย ที่หลงรักในพื้นที่สูง หรือ ยอดภู ควรต้องระวัง และ หาวิธีป้องกันไว้ก่อน

3. เพราะอากาศที่หนาวเย็น ส่งผลทำให้เกิด โรคหวัดได้ง่าย เพราะมาจาก การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ หรือ การติดเชื้อไวรัส  ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ กับเด็กแรกเกิด ไปจนถึง ผู้สูงอายุ

สาเหตุของโรคระบบทางเดินหายใจ อื่นๆ

1. สำหรับผู้ที่สูบบุหรี่ มักเป็นสาเหตุ ที่ก่อให้เกิด โรคมะเร็งปอด ทำให้ส่งผลกระทบต่อ ระบบทางเดินหายใจ

2. มีสาเหตุมาจาก โรคประจำตัวบางชนิด เช่น ภูมิแพ้ หอบหืด โรคนอนกรน โรคปอดอักเสบ โรคปอดบวม และ โรควัณโรค เป็นต้น ที่ส่งผลให้เกิด โรคระบบทางเดินหายใจได้

3. การเกิดอุบัติเหตุ ที่อาจมีสิ่งแปลกปลอม หลุดเข้าไปในทางเดินหายใจ แล้วทำให้เกิด การติดเชื้อ ส่งผลให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ

4. การหายใจ หรือ การสูดดมเอาสารพิษ ฝุ่นละออง และสารเคมี เข้าสู่ร่างกาย ทำให้เกิดโรคปอดอักเสบ หรือ ปอดได้รับการติดเชื้อ ที่เป็นสาเหตุ ของการเกิด โรคระบบทางเดินหายใจได้

อาการของโรคระบบทางเดินหายใจ

1. มีอาการหายใจติดขัด หายใจลำบาก มีอาการเหนื่อย หอบ ร่วมด้วย

2. มีอาการเป็นหวัด และ โพรงจมูกอักเสบ

3. มีอาการแน่นหน้าอก

4. มีอาการเบื่ออาหาร และ น้ำหนัดลดลง โดยไม่ทราบสาเหตุ

5. มีอาการไข้สูง และไอ มีเสมหะ ไปจนถึงขั้น ไอเป็นเลือด

6. หากนอนในแนวราบ มักจะหายใจไม่ออก หายใจไม่ได้

7. เกิดภาวะหายใจล้มเหลว หมดสติ



การป้องกันโรคระบบทางเดินหายใจ

1. ควรดูแลสุขภาพ ด้วยการสวมใส่เสื้อผ้า ที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย เพื่อทำให้ร่างกาย ไม่อ่อนแอ ไม่เป็นหวัดได้ง่าย ที่เป็นสาเหตุของการ เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ

2. ควรเลือกรับประทานอาหาร ที่ปรุงสุกใหม่อุ่นๆ

3. ควร ออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย

4. ไม่ควรสูบบุหรี่ หรือ อยู่ในพื้นที่ ที่มีควันบุหรี่ ฝุ่นละออง ควันรถ และสารพิษต่างๆ ที่หายใจเข้าไปแล้ว จะส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ

5. ควรหลีกเลี่ยง สถานที่แออัด มีควันและฝุ่นละออง หรือ เป็นที่ระบาดของโรค ที่สามารถติดต่อได้ ในระบบทางเดินหายใจ

หากคุณพบว่า คุณมีอาการที่ใกล้เคียง กับการเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจ และ รักษาให้รวดเร็วที่สุด เพราะถ้าหากรักษา ไม่ทันเวลา อาจทำให้เสียชีวิตลงได้ ในที่สุด

ปวดท้องข้างขวา 5 อาการปวดท้องไส้ติ่ง เสี่ยงไส้ติ่งอักเสบ

อาการ ปวดท้องข้างขวา ที่มาจากอาการปวดท้องไส้ติ่ง สามารถเกิดขึ้นได้ กับทุกคน ทั้งบุคคลที่อาศัยอยู่ใน ประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือ ประเทศที่กำลังพัฒนา แต่ส่วนใหญ่

อาการ ปวดท้องข้างขวา ที่มาจากอาการปวดท้องไส้ติ่ง สามารถเกิดขึ้นได้ กับทุกคน ทั้งบุคคลที่อาศัยอยู่ใน ประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือ ประเทศที่กำลังพัฒนา แต่ส่วนใหญ่แล้ว การเกิดไส้ติ่งอักเสบ มักพบกับบุคคล ที่อาศัยอยู่ในประเทศ ที่พัฒนาแล้ว เป็นส่วนมาก รวมถึงตัวคุณเองด้วย ที่มีโอกาสเสี่ยงเป็น ไส้ติ่งอักเสบ ได้เช่นกัน

ไส้ติ่งเป็นส่วนที่อยู่ ในส่วนต้นของลำไส้ใหญ่ มีลักษณะคล้ายตัวหนอนเล็กๆ ที่มนุษย์ทุกคนจะต้องมี เพราะไส้ติ่งได้เจริญขึ้น ตั้งแต่มนุษย์อยู่ในครรภ์ ของมารดาแล้ว

ถึงแม้ว่าไส้ติ่ง จะไม่ได้มีความจำเป็นอย่างมาก สำหรับร่างกายของมนุษย์ แต่ว่าไส้ติ่ง ก็ยังมีประโยชน์ ในด้านของการสร้างเชื้อจุลินทรีย์ ที่ช่วยในการย่อยอาหาร ช่วยทำให้การทำงาน ของระบบการย่อยของอาหาร มีประสิทธิภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น

แต่ว่าไส้ติ่ง มีอันตรายถึงชีวิตได้ หากพบว่า ไส้ติ่งเกิดการอักเสบ แล้วไม่ได้ทำการรักษา ให้ทันเวลา แล้วคุณคิดว่า คุณมีโอกาสเสี่ยง ทำให้เกิดไส้ติ่งอักเสบ ได้มากแค่ไหน หากเกิดขึ้นกับคุณแล้ว จะมีอาการยังไง วันนี้เรามีความรู้ ในเรื่องของไส้ติ่ง มาฝากค่ะ

อาการ ปวดท้องข้างขวา เสี่ยงไส้ติ่งอักเสบ

โดยส่วนใหญ่แล้ว สาเหตุหลักๆ ของการเกิดไส้ติ่งอักเสบ มักมาจากการอุดตัน ของสิ่งแปลกปลอม พญาธิ หรือ อุจจาระ ที่เข้าไปอุดตันไส้ติ่ง

1. ปวดบริเวณช่วงล่างขวา

หากคุณเริ่มมีอาการ ปวดท้องบริเวณ ช่วงล่างด้านขวา แต่ยังปวดไม่มาก ในช่วงแรก หากใช้มือกดลงไป จะมีอาการเจ็บ แล้วมีอาการไข้ เบื่ออาหาร รู้สึกง่วง และ มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ร่วมด้วย แสดงว่า คุณกำลังเริ่ม มีอาการไส้ติ่งอักเสบ เพียงแต่ยังไม่รุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์ ให้เร็วที่สุด

2. ปวดท้องอย่างรุนแรง และปวดมาก ไม่ทราบตำแหน่งที่แน่นอน

หากคุณมีอาการปวดท้อง แบบเฉียบพลัน แล้วมีอาการปวดท้อง ที่รุนแรงมาก แทบทนไม่ไหว ปวดจนตัวงอ ลุกขึ้นไม่ไหว แล้วอาการปวด เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และ ปวดตลอดเวลา แสดงว่าคุณกำลัง เสี่ยงเป็นไส้ติ่งอักเสบ แล้วหล่ะค่ะ

3. ปวดบริเวณรอบๆ สะดือ

หากคุณมีอาการ ปวดท้องบริเวณรอบๆ สะดือ แล้วย้ายมาปวด ตรงบริเวณ ช่วงล่างของท้องด้านขวา นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่า คุณกำลังเกิดอาการปวดท้อง ของไส้ติ่งอักเสบอยู่ ให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน



4. ปวดท้อง ร่วมกับปัญหาระบบขับถ่าย

หากคุณมีอาการท้องเสีย หรือมี อาการท้องผูก ที่ผิดปกติ แล้วร่วมกับมี อาการปวดท้องด้านขวาล่าง ร่วมกับมีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน นี่ก็เป็นอีกสัญญาณเตือนว่า คุณอาจกำลัง มีปัญหาเรื่อง ไส้ติ่งอักเสบอยู่ อย่างแน่นอน

5. ปวดท้อง คล้ายเป็นโรคกระเพาะ

อาการปวดท้อง ที่อาจมีอาการ คล้ายกับ โรคกระเพาะ มีอาการท้องอืด แน่น หรือ ท้องเฟ้อ ร่วมด้วย แล้วเป็นติดต่อกันหลายวัน ร่วมกับมีอาการปวดท้อง ทวีขึ้นมากเรื่อยๆ หากใช้มือกด ด้านขวาล่างของท้อง แล้วจะมีอาการเจ็บปวดมาก แสดงว่าคุณอาจเป็น ไส้ติ่งอักเสบได้

ไส้ติ่งที่มีประโยชน์เล็กน้อย สำหรับร่างกาย ถ้าหากว่าไส้ติ่ง เกิดการอักเสบ ขึ้นเมื่อใด เราก็ควรรีบตัดมันทิ้งไป โดยเร่งด่วน หากคุณพบว่า คุณมีอาการปวดท้อง ที่คล้ายกับอาการปวดท้อง ของไส้ติ่ง คุณก็ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจดูให้แน่ใจ เพื่อจะได้ป้องกัน และรักษาได้อย่างทันเวลา เพราะถ้าหากว่า ไส้ติ่งแตกขึ้นมา ก็จะทำให้คุณได้รับการติดเชื้อ แล้วทำให้เสียชีวิต ในที่สุด

ขายของออนไลน์อะไรดี ทำธุรกิจอะไรดี ให้ประสบความสำเร็จ

วันนี้เรามีกลุ่มสินค้า มาแนะนำ ให้เป็นแนวทาง สำหรับเพื่อใช้ ในการพิจารณา หรือ ประกอบการตัดสินใจ เลือกทำธุรกิจของคุณได้ เพราะกลุ่มสินค้าเหล่านี้ มีการสำรวจพบว่า เป็นกลุ่มสินค้า ที่ขายดีเป็นอันดับต้นๆ ในสังคมออนไลน์ และ ทำให้มีรายได้มากถึง 6 – 7 หลัก กันเลยทีเดียว

คำถามของใครหลายคน ที่ต้องการทำธุรกิจ อยากมีธุรกิจ เป็นของตนเอง และ ต้องการให้ประสบความสำเร็จ อย่างรวดเร็ว และ ยั่งยืน แต่ไม่รู้ว่า จะเริ่มต้นจากตรงไหนดี โดยเฉพาะการทำ ธุรกิจขายของออนไลน์ ที่ไม่รู้ว่าจะ ขายของออนไลน์อะไรดี ให้ประสบความสำเร็จ

เป็นคำถามที่ ไม่กล้าฟันธงว่า จะเริ่มต้นทำธุรกิจ อะไรดี ให้ประสบความสำเร็จ อย่างรวดเร็ว และ ยั่งยืน เพราะการจะประสบความสำเร็จ ในการทำธุรกิจ ทางด้านการค้าขายออนไลน์ หรือ ทำธุรกิจออฟไลน์ ให้ประสบความสำเร็จนั้นย่อมต้องอาศัย ปัจจัยหลายด้าน ประกอบกัน

การไม่ได้ฟันธง ว่าขายของออนไลน์อะไร ที่ทำให้ประสบความสำเร็จ อย่างรวดเร็ว และ ยั่งยืน ก็ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีหนทาง ที่จะขายของออนไลน์ ให้ประสบความสำเร็จได้ นะคะ

วันนี้เรามีกลุ่มสินค้า มาแนะนำ ให้เป็นแนวทาง สำหรับเพื่อใช้ ในการพิจารณา หรือ ประกอบการตัดสินใจ เลือกทำธุรกิจของคุณได้ เพราะกลุ่มสินค้าเหล่านี้ มีการสำรวจพบว่า เป็นกลุ่มสินค้า ที่ขายดีเป็นอันดับต้นๆ ในสังคมออนไลน์ และ ทำให้มีรายได้มากถึง 6 – 7 หลัก กันเลยทีเดียว

ขายของออนไลน์อะไรดี วันนี้เรามีคำตอบ

1. ขายสินค้า ด้านสุขภาพและความงาม

เป็นกลุ่มสินค้า ที่กำลังฮอตฮิต กันมากที่สุด ในโลกออนไลน์ ปัจจุบัน ที่มีทั้งเหล่าบรรดาผู้ซื้อ และผู้ขาย ให้ความสนใจ เป็นอย่างสูง แต่ก็ถือได้ว่า เป็นกลุ่มสินค้า ที่มีการแข่งขันที่รุนแรง เช่นกัน แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับ กลยุทธ์ทางการตลาด ที่เหล่าบรรดาพ่อค้า แม่ค้า จะนำมาใช้กันแล้ว หล่ะค่ะ

เพราะเป็นกลุ่มสินค้า ที่ไม่ว่าใครก็ต้องการ เพราะใครก็ต้องการ มีสุขภาพที่ดี ควบคู่ไปกับรูปร่าง ที่ดูดี ในทุกส่วนของร่างกาย จึงทำให้ ผลิตภัณฑ์ทางด้านสุขภาพ

และความงาม ได้รับความนิยม และความสนใจ เป็นอย่างมาก เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ครีมบำรุงผิวหน้า ครีมบำรุงผิวกาย และ สบู่ ฯลฯ เป็นต้น

2. ขายสินค้า ด้านอุปกรณ์ไอที

กลุ่มสินค้าไอที เป็นกลุ่มสินค้า ที่ขายดีในตลาดออนไลน์ เป็นอย่างมาก เพราะมีกลุ่มลูกค้า ที่ให้ความสนใจ และ นิยมซื้อสินค้า จำพวกอุปกรณ์ไอที ทางออนไลน์ เป็นจำนวนมาก เช่น กล้องถ่ายรูป, กล้องติดรถยนต์, อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และ อุปกรณ์โทรศัพท์ ฯลฯ เป็นต้น



3. ขายสินค้า กลุ่มสินค้าแฟชั่น

การเลือกขายสินค้า กลุ่มแฟชั่น ถึงแม้ว่าจะเป็นสินค้า ที่มีคู่แข่งขันมาก ก็ตาม แต่ก็ยังเป็นสินค้า ที่ขายดีที่สุด ถึงแม้ว่า จะเป็นสินค้า ที่อาจจะมาเร็วไปเร็ว ที่ทำให้เหล่าบรรดา พ่อค้า แม่ค้า ต้องเปลี่ยนสินค้า มาขายตลอดก็ตาม เช่น เสื้อผ้าแฟชั่น รองเท้าแฟชั่น และ เครื่องประดับแฟชั่น ฯลฯ เป็นต้น

4. ขายสินค้า Handmade

การผลิตสินค้า ที่เป็นเอกลักษณ์ มีขายชิ้นเดียว ย่อมทำให้เป็นจุดเด่น ของการขายสินค้า ที่ดีเลยทีเดียว เพราะการขายสินค้า Handmade ไม่เพียงแต่ จะขายสินค้า ให้เฉพาะกลุ่มคนไทยเท่านั้น

แต่สินค้าจำพวก งานฝีมือ เป็นสินค้า ที่ชาวต่างชาติ ให้ความสนใจ และ เป็นที่ต้องการ ของชาวต่างชาติ อย่างมากอีกด้วย เช่น กระเป๋าผ้าพื้นเมือง เสื้อผ้าเย็บด้วยมือ หมวก และ รองเท้า ฯลฯ เป็นต้น

5. ขายสินค้า ของกิน

การเลือกขายสินค้า ประเภทอาหาร ของกิน ฟังดูแล้ว อาจเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ ว่าธุรกิจทางด้านของกินนี้ ทำให้เจ้าของธุรกิจ หลายราย สร้างรายได้ต่อเดือน ได้อย่างเป็นจำนวนมาก บางรายมีรายได้มากถึง 7 หลักต่อเดือนเลยทีเดียว

คงเกิดความสงสัย กันแล้วสิ ว่าขายของกินอะไร ที่จะทำให้มีรายได้มากๆ แล้วจะไม่ได้รับผลกระทบ อะไรบ้างเหรอ…? แน่นอนว่า การขายสินค้า ประเภทอาหาร หรือ ของกิน ย่อมมีความเสี่ยง

และได้รับผลกระทบ ทางด้านการขนส่ง อย่างแน่นอน เพราะกลัวว่าสินค้าจะเสีย หมดอายุ ระหว่างกลางทาง หากขนส่งทางไปรษณีย์ เพราะต้องใช้เวลา ในการขนส่งหลายวัน กว่าจะไปถึงลูกค้า อย่างน้อยก็ 1 – 2 วัน แล้วแต่พื้นที่

แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรค เพราะว่าสินค้า ประเภทอาหาร หรือ ของกิน ที่ขายทางออนไลน์ ก็ย่อมต้องเป็น อาหาร และของกิน ที่ไม่เน่าเสียง่าย หากต้องส่งออกนอกพื้นที่ ก็ควรเลือกขายอาหาร

หรือ ของกิน ที่ไม่เสียง่าย และไม่มีอุปสรรคในการขนส่ง เช่น อาหารแห้ง ขนม หรือเบเกอรี่ที่ไม่เสียง่าย และ วัตถุดิบของอาหาร ฯลฯ เป็นต้น

ลองเลือก และพิจารณาให้ดี ก่อนตัดสินใจ เลือกว่าจะทำธุรกิจ หรือ ขายของอะไร ควรดูองค์ประกอบ ให้หลายๆด้าน หลายมุมมอง ว่ามีความเป็นไปได้ มากน้อยเพียงใด สำหรับสิ่งที่คุณเลือก ว่าเหมาะกับคุณหรือไม่

ไม่ใช่เพียงแต่ว่า เห็นคนอื่นทำแล้ว ประสบความสำเร็จ แต่ก็ใช่ว่า เราจะทำให้ประสบความสำเร็จ เหมือนคนอื่นได้ เพราะนั่นต้องอาศัย องค์ประกอบ หลายอย่างประกอบกัน เพื่อให้เกิดผล ประสบความสำเร็จ

การขายของออนไลน์ จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ที่ไม่ว่าใคร ก็ให้ความสนใจ เพราะมีโอกาสเติบโต ได้สูงมากในอนาคต แต่การที่จะประสบความสำเร็จ ทางด้านธุรกิจออนไลน์ ย่อมต้องใช้ประสบการณ์ ข้อมูล
และความอดทน เป็นอย่างสูง เนื่องจากเริ่มมีการแข่งขัน ที่ค่อนข้างสูง มากขึ้นแล้ว ในปัจจุบัน แต่ถึงอย่างไร ก็ขอเป็นกำลังใจ ให้ผู้ที่กำลัง จะเริ่มต้นทำธุรกิจ หรือ ขายของออนไลน์ ให้ประสบความสำเร็จ มียอดขายทะลุ มีรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืน นะคะ

ติดตามทาง youtube ได้ที่นี่ https://youtu.be/0E35PGesR_Y

ปวดหลัง ใครว่าไม่เสี่ยงอันตราย 7 ภัยร้ายอาการปวดหลัง

ถ้าหากว่า อาการ ปวดหลัง ของคุณ เป็นเพียงการ ปวดเมื่อย ของ กล้ามเนื้อ ที่เป็นเรื่องปกติ เกิดจากการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่มี ความรุนแรง ก็อาจจะไม่ต้อง กังวลมากไป

อาการปวดหลัง ที่ไม่ว่าคุณจะมี อายุเท่าไหร่ ก็สามารถพบกับปัญหา ปวดหลัง ได้เสมอ โดยส่วนใหญ่ อาการปวดหลัง มักเกิดขึ้นได้ง่าย สำหรับผู้ที่ นั่งทำงานอยู่กับที่ เป็นเวลานานเกินไป หรือ ยืนนานๆ ก็เป็นสาเหตุหลักๆ ที่พบได้บ่อยมาก และ ทำให้เกิด การปวดหลัง ได้โดยง่าย

แต่อาการปวดหลัง ในบางราย ไม่ได้เป็นเพียงแค่ เรื่องปกติธรรมดา ที่คุณมักมองข้ามไป แต่ว่ามันยังเป็นสาเหตุ ของการทำให้ เกิดความเสี่ยง ของอันตราย ต่อสุขภาพร่างกาย เป็นอย่างมาก

ถ้าหากว่า อาการปวดหลังของคุณ เป็นเพียงการปวดเมื่อย ของกล้ามเนื้อ ที่เป็นเรื่องปกติ เกิดจากการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่มีความรุนแรง ก็อาจจะไม่ต้อง กังวลมากไป เพียงแค่พักผ่อน นวดบรรเทาเบาๆ ก็จะช่วยทำให้รู้สึกดีขึ้น แล้วคุณจะแน่ใจ ได้ยังไงหล่ะ! ว่านั่น เป็นเพียงแค่ อาการปวดเมื่อยหลัง ธรรมดา

ปวดหลัง เสี่ยงอันตราย ?

1. หมอนรองกระดูก ทับเส้นประสาท

อาการปวดหลัง ที่มีสาเหตุมาจาก การเป็นหมอนรองกระดูก ถือว่าอันตราย ไม่น้อยเช่นกัน แต่อาการปวดหลัง จากสาเหตุนี้ โดยส่วนใหญ่แล้ว มักเกิดกับผู้ที่ยกของหนัก หรือ เกิดอุบัติเหตุบริเวณหลัง จึงทำให้ หมอนรองกระดูก เคลื่อนไปกดทับ เส้นประสาท

ลองสังเกตุดูว่า หากคุณ มีอาการปวดหลัง ร่วมกับเท้าเกิด อาการอ่อนแรง ยกเท้าไม่ขึ้น ก็มีความเสี่ยงว่า คุณอาจจะกำลังเผชิญ กับปัญหานี้อยู่ ก็เป็นได้

2. กระดูกสันหลังเคลื่อน หรือ หัก

อาการปวดหลัง จากสาเหตุของ กระดูกสันหลังเคลื่อน โดยส่วนใหญ่ มักมีสาเหตุต่อเนื่อง มาจากการเกิด อุบัติเหตุ ที่ได้รับการบาดเจ็บ จากแรงกระแทกที่ ค่อนข้างรุนแรง เช่น หกล้มแล้วถูกแรงกระแทกที่รุนแรง อุบัติเหตุทางยานพาหนะ ฯลฯ

หรือ อาจเกิดจาก ภาวะที่กระดูกเสื่อม เนื่องมาจาก การบาดเจ็บที่ได้รับแรงกระแทก แบบเบาๆ แต่สะสมมาเป็นเวลานาน เช่น การเล่นกีฬาฟุตบอล ฯลฯ จะทำให้กระดูกสันหลัง เสื่อมสภาพได้เร็ว

ในบางราย หากเกิดอุบัติเหตุ จากการหกล้ม ขึ้นกับตัวเอง แล้วพบว่า เริ่มมีอาการปวดหลัง ในภายหลัง มักไม่ค่อยให้ความสนใจ เพราะคิดว่าไม่มีอันตรายที่ร้ายแรง แต่ที่จริงแล้ว คุณอาจกำลัง ปวดหลัง ที่มีสาเหตุมาจาก กระดูกสันหลังเคลื่อน หรือ หักอยู่ก็เป็นได้

3. โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ

อาการปวดหลัง ที่เกิดขึ้นจากสาเหตุนี้ บางรายอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจาก โดยส่วนใหญ่แล้ว การที่โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ จะมีมาแต่กำเนิด ที่เป็นความผิดปกติ ของกระดูกสันหลัง

แต่ก็สามารถรักษา ให้หายได้ โดยการผ่าตัด และ รักษาด้วยการฉีดยา หรือ ตามการรักษา ตามคำวินิจฉัย ของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

4. โรคไต

อาการปวดหลัง หรือ ปวดบริเวณของเอว โดยส่วนใหญ่ สำหรับผู้ที่มีอาการปวด แบบเรื้อรัง ปวดแบบปวดร้าว ลงมาบริเวณของขา หรือ ในบางราย มักมีอาการปวด ที่ทำให้เดินลำบาก ก็มีความเสี่ยง ของการเกิดความผิดปกติที่ไต เช่น ไตอักเสบ หรือ เป็นนิ่วในไต ได้

หากว่าคุณ มีอาการปวดหลัง หรือ ปวดเอว แล้วมีไข้ ปัสสาวะติดขัด แล้วปวดมาก จนผิดปกติ ก็ควรรีบไปพบแพทย์ จึงจะดีที่สุด



5. โรคมะเร็ง

หากพบว่าคุณเคยมีประวัติ ของการเป็นโรคมะเร็ง หรือ มีความเสี่ยง ของการเกิด โรคมะเร็ง ก็มีโอกาส ที่เชื้อของมะเร็ง จะแพร่กระจาย มายังบริเวณ ของกระดูกสันหลัง โดยผ่านกระแสเลือด จะทำให้โครงสร้าง ของกระดูกสันหลัง ถูกทำลาย แล้วทำให้เกิด อาการปวดหลัง ได้อย่างมาก

เช่น โรคมะเร็งปอด, โรคมะเร็งทางเดินอาหาร, โรคมะเร็งเต้านม และ โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ฯลฯ เป็นต้น หากคุณพบว่า คุณมีอาการปวดหลัง ร่วมกับอาการชา และอ่อนแรง ของขา การเคลื่อนไหวไม่ถนัด หรือ มีอาการอื่นร่วมด้วย ก็ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจให้แน่ใจ

6. โรคกระดูกพรุน

สำหรับผู้ที่ มักชอบรับประทาน อาหาร ที่มีผลต่อการ ทำลายกระดูก หรือ ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด แล้วต้องใช้ยา ในปริมาณที่มาก และ ติดต่อกันเป็นเวลานาน

ก็มีความเสี่ยง ต่อการทำให้เกิด โรคกระดูกพรุนได้ง่าย พอกระดูก ถูกทำลายไปมาก จนเป็นโรคกระดูกพรุน ก็จะทำให้ เกิดอาการปวดหลัง ได้

7. ข้ออักเสบ

สาเหตุนี้ มักเกิดจาก ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก หรือ ผู้ที่เป็น โรคอ้วน เพราะการที่มี น้ำหนักตัวที่มากเกินไป ทำให้กระดูกสันหลัง และ ข้อ รับน้ำหนักมากเกินไป จนทำให้ข้อต่อ เกิดการอักเสบ และ เสื่อมสภาพลง

ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่เกิด ข้ออักเสบ คุณควรเลือกรับประทานอาหาร ควบคุมน้ำหนัก ให้มีความสมดุล และ ควร ออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง จะทำให้ส่งผลดี ต่อการยึดติด ของกระดูกสันหลังได้ดี มากยิ่งขึ้น นั่นเอง

สัญญาณเตือน อาการปวดหลัง ที่เสี่ยงอันตราย

1. มีอาการปวดร้าว และชา ลงมาบริเวณขา หรือ น่อง

2. มีอาการขา และเท้า อ่อนแรง ยกขาและเท้า ไม่ค่อยได้

3. มีอาการปวด ที่เอวและสะโพก ร่วมด้วย

4. มีอาการปวดหลัง ติดต่อกัน มาเป็นเวลานาน มากกว่า 2 – 3 เดือน

5. มีปัญหาของการ ปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะลำบาก แสบ ขัด หรือ ระบบขับถ่ายผิดปกติ

6. มีอาการไข้ คลื่นไส้ อาเจียน ร่วมด้วย

7. มีอาการปวดที่รุนแรง เฉียบพลัน

8. มีน้ำหนักตัว ที่ลดลงอย่างมาก ผิดปกติ โดยไม่ทราบสาเหตุ

ถ้าหากว่า อาการปวดหลังของคุณ ที่ไม่ได้เกิดจาก การปวดกล้ามเนื้อ ที่เป็นภาวะไม่มีอันตรายร้ายแรงใดๆ แต่เป็นอาการปวดหลัง ที่เรื้อรัง ไม่ทราบที่มาของสาเหตุ ก็ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจดูให้ละเอียด เพื่อจะได้ไม่สายเกินไป นะคะ

แก้วมังกร ลดความอ้วน ได้จริงหรือไม่ ทานแล้วเสี่ยงเป็นมะเร็งไหม

แก้วมังกร ลดความอ้วน ทำให้น้ำหนักลดลง ได้จริงเหรอ ? มันเป็นคำถาม ที่มีใครหลายคนสงสัย ว่าแก้วมังกร ทานแล้วจะลด น้ำหนักได้ยังไง ถึงแม้ว่า แก้วมังกรจะเป็นผลไม้

แก้วมังกร เป็นผลไม้ ที่มีลักษณะ ของเปลือกด้านนอก จะมีสีชมพู สีแดง หรือ สีเหลือง และ มีเนื้อข้างใน เป็นสีขาว สีแดง หรือ สีชมพู ขึ้นอยู่กับว่า เป็นแก้วมังกรพันธุ์อะไร มีรสหวาน ไปจนถึง รสหวานอมเปรี้ยว

และเป็นผลไม้ ที่หาทานได้ง่าย ราคาไม่ค่อยแพง อีกทั้งยังสามารถ ทานด้วยวิธีที่ง่าย เพราะสามารถ นำมาทานแบบสดๆ ได้เลย หรือ ถ้าหากใคร ที่ไม่ชอบทาน แก้วมังกรแบบสดๆ ก็สามารถนำมาทำ เป็นน้ำผลไม้ปั่น หรือ ทานคู่กับโยเกิร์ต ก็ได้

แก้วมังกร ลดความอ้วน ได้จริงหรือ ?

แก้วมังกรลดความอ้วน ทำให้น้ำหนักลดลง ได้จริงเหรอ ? มันเป็นคำถาม ที่มีใครหลายคนสงสัย ว่าแก้วมังกร ทานแล้วจะลด น้ำหนักได้ยังไง

คำตอบที่ชัดเจนว่า แก้วมังกรนั้น เป็นผลไม้ ที่สามารถช่วย ลดความอ้วน ได้จริง เพราะแก้วมังกร เป็นผลไม้ ที่มีน้ำตาลน้อย มีใยอาหารสูง ที่ช่วยในเรื่องของ ระบบขับถ่ายได้ดี และ เป็นผลไม้ ที่มีแคลอรี่ต่ำ

เมื่อรับประทานแล้ว จะช่วยทำให้อิ่มเร็ว อิ่มนาน ทำให้ทานได้น้อยลง จึงถือได้ว่า แก้วมังกร เป็นผลไม้ ที่สามารถช่วย ลดความอ้วนได้จริง จึงเหมาะกับผู้ที่ ต้องการลดน้ำหนัก หรือ ต้องการควบคุมน้ำหนัก

ถึงแม้ว่า แก้วมังกรจะเป็นผลไม้ ที่ไม่ได้มีสารอาหาร หรือ มีผลต่อการช่วย ลดน้ำหนัก ได้โดยตรง แต่ถ้าหากว่า คุณเลือกทาน แก้วมังกรแทนผลไม้ ชนิดอื่น ที่มีน้ำตาลสูง

หรือ ทานเป็นของว่าง แทนขนม หรือ จะนำมาทาน แทนอาหารมื้อเย็น คู่กับโยเกิร์ต หรือ สลัดผัก ก็จะช่วย ทำให้คุณ สามารถลดความอ้วน ได้อย่างแน่นอนค่ะ

ประโยชน์ของแก้วมังกร เพื่อสุขภาพ

เนื่องจากแก้วมังกร อุดมไปด้วยสารอาหาร ที่มีประโยชน์ ต่อสุขภาพ และร่างกาย ของมนุษย์ เป็นอย่างมาก เช่น ใยอาหาร, วิตามิน, แร่ธาตุ, และ คาร์โบไฮเดรต ฯลฯ เป็นต้น จึงเป็นผลไม้ ที่สำคัญชนิดหนึ่ง ที่สามารถช่วยป้องกัน และ ลดความเสี่ยง ของการเกิด โรคร้ายต่างๆ ได้หลายชนิด เลยทีเดียว

1. โรคมะเร็ง

แก้วมังกรมีส่วน ช่วยป้องกัน และ ลดความเสี่ยง ของการเกิด โรคมะเร็ง ได้หลายชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก ฯลฯ เป็นต้น เนื่องจากเแก้วมังกร มีสารอาหาร ที่มีส่วนช่วยในการ กำจัดสิ่งที่ สามารถทำให้ ก่อมะเร็ง ได้

สำหรับใคร ที่เคยได้ยิน หรือ กำลังเข้าใจว่า เม็ดสีดำเล็กๆ คล้ายเม็ดแมงลัก ที่อยู่ในเนื้อ ของแก้วมังกร หากทานเข้าไป ในปริมาณที่มากแล้ว จะสามารถทำให้ ก่อให้เกิด เป็นโรคมะเร็งได้ นั่นเป็นเรื่องที่ไม่จริง เพราะไม่ได้มี การศึกษาใด ที่รับรองถึงแนวคิดนี้ไว้



2. โรคความดันโลหิต

แก้วมังกรมีส่วน ช่วยบรรเทาอาการ ของผู้ที่ป่วยเป็น โรคความดันโลหิต ได้ดี ช่วยทำให้ การไหลเวียนของเลือด มีความสมดุล แก้วมังกรจึงเหมาะ สำหรับผู้ที่ เป็นโรคความดันโลหิตต่ำ หรือ โรคความดันโลหิตสูง

3. โรคท้องผูก

แก้วมังกรมีส่วน ช่วยป้องกัน อาการท้องผูก ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากแก้วมังกร เป็นผลไม้ ที่มีกากใยสูงมาก จึงช่วยทำให้ การทำงานของลำไส้ มีประสิทธิภาพ ช่วยทำให้ ระบบการขับถ่าย ทำงานได้ดี

4. โรคเบาหวาน

แก้วมังกรมีส่วน ช่วยป้องกัน และ ลดความเสี่ยง ของการเกิด โรคเบาหวาน อีกทั้งแก้วมังกร ยังเป็นผลไม้ ที่เหมาะสำหรับ ผู้ที่ป่วยเป็น โรคเบาหวาน ที่ดีอีกด้วย เพราะแก้วมังกร เป็นผลไม้ที่มี น้ำตาลน้อย

5. บำรุงกระดูก และฟัน

แก้วมังกรมีส่วน ช่วยบำรุง สุขภาพของกระดูก และ ฟัน ให้แข็งแรง และ มีสุขภาพที่ดี ไม่ให้ผุกร่อนได้ง่าย เพราะแก้วมังกร มีวิตามิน และ แคลเซียม ที่มีส่วนช่วย โดยตรงในการบำรุง ฟัน และ กระดูก ได้เป็นอย่างดี

6. บำรุงผิวพรรณ

แก้วมังกรมีส่วน ช่วยบำรุง สุขภาพของผิว ช่วยทำให้ ผิวพรรณมีสุขภาพที่ดี เปล่งปลั่ง สดใส ไม่แห้งกร้าน ทำให้ผิวชุ่มชื้น และ ยังช่วยทำให้อ่อนเยาว์ ป้องกันการเกิด ริ้วรอยแห่งวัย ได้ดี

7. กำจัดสารพิษ

หากคุณรับประทาน แก้วมังกรเป็นประจำ จะสามารถช่วยกำจัด สารพิษ และ มลภาวะต่างๆ จากการใช้ ชีวิตประจำวัน ของคุณ ที่เข้าสู่ร่างกาย เช่น ควันจากท่อไอเสีย, ฝุ่น และ สารเคมีต่างๆ ที่อาจแฝงมากับอาหาร ให้ออกไปจากร่างกายได้

” ทราบถึงประโยชน์ ที่มีมากมาย ของแก้วมังกรแล้ว สำหรับใคร ที่ไม่ชอบทานแก้วมังกร ก็ควรหันมาพิจารณา เลือกรับประทาน ผลไม้อย่างแก้วมังกร บ้างนะคะ หากไม่ชอบทานแก้วมังกร แบบสดๆ ก็สามารถนำไป แปรรูป เพื่อรับประทาน ก็ได้ค่ะ

และ คิดว่า แก้วมังกรคงเป็น ผลไม้ที่ถูกใจสาวๆ หรือ ใครที่ต้องการ ลดน้ำหนัก และ ควบคุมน้ำหนัก รับรองว่า ไม่ผิดหวัง อย่างแน่นอนค่ะ สำหรับการเลือก ทานแก้วมังกร เพื่อช่วยดูแลรูปร่าง ของคุณ ให้ดูดี ฟิตแอนด์เฟิร์ม อยู่ตลอดเวลา “

สามารถฟังข้อมูล ได้ทาง youtube คลิกที่นี่ https://youtu.be/mQmokben5ME

ขาบวม เท้าบวม สัญญาณเตือน 7 ภัยอันตราย ลองเช็คดู!

การเกิดอาการ ขาบวม เท้าบวม บางครั้งอาจไม่ใช่เรื่อง ที่ปกติ เพราะนั่นอาจ เป็นสัญญาณเตือน หรือ กำลังบอกว่า เกิดอะไรขึ้น กับร่างกาย เสี่ยงพบกับ อันตรายหรือไม่

การเกิดอาการ ขาบวม เท้าบวม บางครั้งอาจไม่ใช่เรื่อง ที่ปกติ เพราะนั่นอาจ เป็นสัญญาณเตือน หรือ กำลังบอกว่า เกิดอะไรขึ้น กับร่างกาย เสี่ยงพบกับ อันตรายหรือไม่ เพราะเท้าเป็นอวัยวะ ที่เป็นศูนย์รวม ของเส้นประสาท ของทุกๆส่วนในร่างกาย

คนโดยส่วนใหญ่ ไม่ค่อยให้ความสนใจ หากพบว่าตัวเอง มีอาการเท้าบวม หรือ ขาบวม มักมองว่า เป็นเรื่องเล็กน้อย ที่มองข้ามไป เพราะคิดว่า เดี๋ยวคงหายไปเอง

ถ้าหากคุณ เป็นคนหนึ่ง ที่มักมี อาการขาบวม หรือ เท้าบวม บ่อยครั้ง โดยไม่ทราบสาเหตุ ลองมาเช็คดูว่า คุณเสี่ยงพบกับอันตราย ที่จะเกิดโรคร้าย หรือ ไม่ ?

 สัญญาณเตือน ขาบวม เท้าบวม ?

1. กำลังตั้งครรภ์

เป็นเรื่องปกติธรรมดา อยู่แล้ว ที่ผู้หญิงตั้งครรภ์ มักมีอาการของเท้า และ มือบวม นั่นเป็นเพราะว่า การเปลี่ยนแปลง ของระดับฮอร์โมน ที่มีการแปรปรวน

ที่มีผลต่อ ระบบการทำงาน ของต่อมน้ำเหลือง และ หลอดเลือด แต่หากว่า ไม่มีอาการอย่างอื่น ที่ผิดปกติร่วมด้วย ก็ถือว่า อาการเท้าบวม มือบวม ของหญิงตั้งครรภ์ เป็นเรื่องที่ปกติ

2. โรคมะเร็งตับ

ผู้ป่วยที่เป็น โรคตับ หรือ โรคมะเร็งตับ มักมีอาการ ของการบวมน้ำร่วมด้วย เนื่องจาก โปรตีนในเลือดต่ำ ที่มีหน้าที่ ในการดึงน้ำ กลับเข้าสู่หลอดเลือด

เมื่อโปรตีนในเลือดต่ำ จึงทำให้น้ำค้าง ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย จึงเป็นสาเหตุ ของการเกิด อาการเท้าบวม ขาบวม นั่นเอง

3. โรคไต

โดยส่วนใหญ่ ผู้ป่วยที่เป็นโรคไต มักมีอาการ ของเท้าบวมร่วมด้วย เนื่องจากไต ไม่สามารถ ขับถ่ายน้ำ ให้ออกจากร่างกาย ได้ตามปกติ

จึงทำให้ผู้ที่ มีความเสี่ยง ของการเป็นโรคไต หรือ เป็นโรคไต มีอาการของ เท้าบวม มือบวม และ มีใบหน้าที่บวม

หากคุณพบว่า คุณมีอาการบวม ตามใบหน้า บวมที่มือ และ เท้า ให้ลองทดสอบ โดยการใช้นิ้วมือ กดลงไป บริเวณที่มี อาการบวม ทิ้งไว้ประมาณ 10 วินาที แล้วค่อยยกนิ้วออก หากพบว่า กดลงไปแล้ว มีรอยบุ๋ม นั่นอาจเป็นสัญญาณ บ่งบอกว่า มีโอกาสเสี่ยง เป็นโรคไตได้

4. โรคหัวใจ

ผู้ป่วยที่เป็น โรคหัวใจ  ทำให้การทำงาน ของหัวใจด้านขวา ทำงานลดลง จึงทำให้ การไหลเวียนของเลือด จากขา ไปสู่หัวใจ ได้ไม่สะดวก

จึงทำให้ เลือดค้าง อยู่บริเวณขามากขึ้น จึงเป็นสาเหตุ ที่ทำให้ขาบวม ที่เป็นสัญญาณเตือน ว่าคุณกำลัง มีความผิดปกติ เกี่ยวกับหัวใจ หรือ เป็นอาจเป็น โรคหัวใจวาย ได้



5. ทางเดินน้ำเหลืองอุดตัน

อาการของเท้าบวม ที่มักสังเกตุ เห็นได้ชัด หลังจากเวลาตื่นนอน หรือ ช่วงบ่ายๆ ที่คุณคิดว่า เป็นเรื่องปกติ เพราะมีหลายคน ที่พอช่วงบ่ายๆ เท้าจะเกิดอาการบวม ใส่รองเท้าแทบไม่ได้ แต่ก็มักจะหายไปเอง

จึงไม่ค่อยมีใคร ให้ความสนใจ มากนัก แต่ถ้าหากคุณ ไม่สบายใจ หรือ กังวลว่านั่น ไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะมันอาจ เป็นสัญญาณ เตือนว่า ทางเดินของน้ำเหลือง เกิดการอุดตัน

ถึงแม้ว่า จะไม่ได้เป็น โรคร้าย หรือ อาการรุนแรง แต่หากเป็นบ่อยๆ ติดต่อกัน เป็นเวลานาน ก็ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจเช็ค ให้ละเอียด จึงจะดีที่สุด

6. โรคอ้วน

สำหรับผู้ที่มี น้ำหนักมาก หรือ เป็นโรคอ้วน สังเกตุเห็น ได้ชัดเจนว่า มือ และ เท้า มักมีอาการบวม เป็นอย่างมาก นั่นเป็นเพราะว่า การไหลเวียน ของเลือดไม่สะดวก

เพราะอาจมี ไขมันชนิดเลว เกาะติดตามผนังหลอดเลือด จึงทำให้เลือด ไหลเวียนได้ไม่ดี และ ทำให้เลือดค้าง ตามบริเวณ เท้า และ ขา หรือ ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

จึงทำให้ เกิดอาการบวม ตามบริเวณ เท้า มือ และ ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย มากกว่าปกติ

7. โรคเบาหวาน

ผู้ป่วย โรคเบาหวาน โดยส่วนใหญ่แล้ว จะมีอาการผิดปกติ และ ชา ที่บริเวณเท้า ผิวของเท้า มักแห้ง และหยาบ วิธีสังเกตุ โดยง่ายๆ ลองใช้นิ้วมือ กดลงไป บริเวณที่มีอาการบวม

หากกดแล้วบุ๋ม ก็มีความเสี่ยงสูง ที่จะเป็นโรคเบาหวาน และ ถ้าหากว่า เกิดการติดเชื้อขึ้นมา มักมีอาการบวมแดง

” เพื่อป้องกัน ไม่ให้ตัวคุณเอง ต้องเผชิญกับโรคร้าย สิ่งที่ดีที่สุดคือ คุณต้องดูแล รักษาสุขภาพร่างกาย ของตัวเองให้ดี ให้มีสุขภาพร่างกาย ที่แข็งแรงอยู่เสมอ

โดยควรเลือก รับประทานอาหาร ที่ดีมีประโยชน์ หมั่น ออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ คุณก็จะไม่ต้องเสี่ยง พบกับอาการของ ขาบวม เท้าบวม หรือ บวมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ที่เป็นสาเหตุ ของโรคร้าย หลายอย่างที่จะตามมา

หรือ ถ้าหากพบว่า ตัวคุณเอง มักต้องเผชิญกับ อาการเท้าบวม ขาบวม มือบวม หรือ อาการบวม ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ที่เป็นบ่อยครั้ง ที่คิดว่ามีความผิดปกติ ก็ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจ ให้แน่ชัด จึงจะดีที่สุด”

วิธีทำให้ฟันขาว ฟอกฟันขาว สูตรฟันขาวเร่งด่วน ได้ด้วยตัวเอง

ฟัน เป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่ง ที่สำคัญสำหรับมนุษย์ ที่ช่วยสร้างความมั่นใจ หรือ ไม่มั่นใจ ให้แก่คุณได้ เนื่องจากสีของฟัน ที่มักสร้างความกังวล วิธีทำให้ฟันขาว

ฟัน เป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่ง ที่สำคัญสำหรับมนุษย์ และ มีผลต่อบุคลิกภาพ ที่ช่วยสร้างความมั่นใจ หรือ ไม่มั่นใจ ให้แก่คุณได้ เนื่องจากสีของฟัน ที่มักสร้างความกังวล ให้ใครหลายๆ คน และทำให้ ต้องพยายามหา วิธีทำให้ฟันขาว อยู่เสมอ

โดยส่วนใหญ่แล้ว ฟันของคนเรา เมื่อถูกใช้งาน มาช่วงหนึ่งแล้ว จะมีสีฟัน ที่ไม่ค่อยขาว เพราะอาจเกิดจาก อาหาร เครื่องดื่ม หรือ เพราะว่าโดยธรรมชาติแล้ว ฟันของมนุษย์ จะไม่มีสีขาวที่เปล่งประกาย

แต่เพื่อสร้างความมั่นใจ สำหรับการยิ้ม การพูด ที่ไม่ต้องกังวล กลัวว่าใครจะเห็น ฟันเหลืองของคุณ ก็ยังพอมีวิธี ที่จะสามารถช่วย ทำให้คุณมีฟัน ที่ขาวเปล่งประกาย ได้อีกครั้ง ได้ด้วยตัวคุณเอง โดยไม่ต้องเสียเงิน จ่ายค่าฟอกฟันขาว ในราคาที่แพง

วิธีทำให้ฟันขาว

1. องุ่น

การเลือกรับประทาน องุ่น จะสามารถช่วย ทำให้ฟันของคุณ ขาวขึ้นได้ เนื่องจากในองุ่น มีฤทธิ์ช่วยขจัดคราบ บนผิวฟันได้ดี

2. แอปเปิ้ล

การเลือกรับประทาน แอปเปิ้ล จะสามารถช่วยทำให้ ฟันขาวขึ้นได้ เพราะในแอปเปิ้ล มีฤทธิ์ช่วยกระตุ้น ให้ผลิตน้ำลาย ที่เป็นเสมือนน้ำยา ทำความสะอาด ที่สามารถช่วย ขจัดคราบ ที่ติดบนฟันได้

3. เปลือกกล้วย

เมื่อคุณทาน กล้วย เสร็จแล้ว อย่าพึ่งทิ้งเปลือก ของกล้วยนะคะ รู้หรือไม่ว่า เปลือกกล้วย สามารถช่วยทำให้ ฟันขาวขึ้นได้ เพียงแค่คุณ นำเปลือกกล้วยด้านใน มาขัดถูบริเวณฟัน แล้วทิ้งไว้ประมาณ 10 – 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำแบบนี้อย่างน้อย อาทิตย์ละ 3 ครั้ง จะช่วยทำให้ ฟันขาวขึ้น



4. มะนาว

มะนาว เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ที่นิยมนำมาใช้ ประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบ เพราะมะนาว มีฤทธิ์เป็นกรด ที่สามารถช่วยขจัดคราบ ตามส่วนต่างๆ ได้อย่างมากมาย รวมถึงการช่วย ทำให้ฟันขาว โดยคุณสามารถ นำเปลือกของมะนาว มาขัดถูบริเวณฟัน แล้วล้างออก ด้วยน้ำสะอาด เพียงเท่านี้ก็สามารถ ช่วยทำให้ฟันของคุณ ขาวขึ้นได้

แต่ไม่ควรนำมะนาว มาใช้ขัดฟันบ่อย เพราะอาจจะส่งผลเสีย ต่อเนื้อฟันได้ แนะนำควรทำเพียงแค่ 1 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ก็เพียงพอแล้ว

5. อ้อย

การเลือกรับประทานอ้อย จะช่วยทำให้ฟันขาวขึ้น เนื่องจากอ้อย มีฤทธิ์ที่ช่วย กระตุ้นน้ำลาย ที่สามารถช่วยขจัดคราบบนผิวฟัน และ ขณะเคี้ยวอ้อย เนื้อที่ค่อนข้างแข็งของอ้อย จะช่วยขัดถูฟัน เพื่อขจัดคราบที่ฝังตัว เป็นเวลานานบนผิวฟัน ให้ออกไปได้

6. มะขาม

รู้หรือไม่ว่า มะขามเปียก สามารถช่วยทำให้ ฟันขาวได้ โดยการนำเอา เนื้อของมะขามเปียก มาขัดถูบริเวณผิวฟัน แล้วทิ้งไว้ประมาณ 3 – 5 นาที แล้วล้างออก ด้วยน้ำสะอาด จะสามารถช่วยทำให้ ฟันของคุณขาวขึ้นได้

7. สตรอเบอร์รี่

เนื่องจาก สตรอเบอร์รี่ มีสารอาหาร และ วิตามิน ที่สามารถช่วยทำให้ ฟันขาวขึ้นได้ โดยการนำสตรอเบอร์รี่ มาปั่นให้ละเอียด แล้วฟอกทิ้งไว้ บนผิวฟัน ประมาณ 10 – 15 นาที แล้วล้างออก ด้วยน้ำสะอาด เพียงเท่านี้ ก็จะช่วยทำให้ ฟันของคุณ ขาวขึ้นได้

สูตรฟันขาวเร่งด่วน ( มะนาว + เบคกิ้งโซดา )

สิ่งที่ต้องเตรียม

1. มะนาว 1 ลูก

2. เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1. นำเบกกิ้งโซดา เทลงใส่ในชามผสม

2. หลังจากนั้น ให้คั้นเอาเฉพาะ น้ำมะนาว แล้วใส่ผสมลงไป ในเบกกิ้งโซดา

3. จากนั้นคนส่วนผสม ให้เข้ากัน

4. แล้วแปรงฟันให้สะอาด

5. แล้วนำส่วนผสมที่ได้ มาฟอกที่ฟัน ทิ้งไว้ประมาณ 3 – 4 นาที

6. แล้วล้างออก ด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด

( สูตรนี้ จะช่วยทำให้ ฟันขาวขึ้นจริง แต่อาจส่งผลกระทบ ที่ก่อให้เกิดเนื้อฟัน ถูกกัดกร่อน ทำให้เกิดอาการเสียวฟันได้ เนื่องจากมะนาวมีกรด ที่มีฤทธิ์ทำลายเคลือบฟันได้

และเบคกิ้งโซดา ถึงแม้ว่าจะสามารถช่วย ขจัดคราบบนผิวฟัน ได้ก็ตาม แต่ว่าเบคกิ้งโซดา มีฤทธิ์เป็นด่าง ที่สามารถส่งผล อันตรายต่อฟัน และ ช่องปากได้ ไม่แนะนำสำหรับผู้ที่ มีปัญหาของเหงือก หรือ ปัญหาในช่องปาก เช่น เหงือกอักเสบ เป็นต้น )

 

” เพื่อสุขภาพที่ดี ของช่องปาก และฟัน เพื่อสร้างความมั่นใจ ให้กับคุณ ดังนั้น คุณควรให้ความใส่ใจ ในการดูแลและรักษา สุขภาพของฟัน และช่องปาก ให้สะอาดอยู่เสมอ

โดยควร แปรงฟัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ฟันผุ หรือ กำจัดคราบ ที่เป็นสาเหตุของฟันเหลือง นั่นเอง และ ควรงดดื่ม ชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ ไม่ควรสูบบุหรี่ เพียงเท่านี้ ก็จะสามารถช่วยทำให้ ฟันของคุณ หมดปัญหา เรื่องฟันเหลือง ไปได้แล้ว

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม วิธีการทำให้ฟันขาว ด้วยวิธีธรรมชาติ ที่คุณสามารถทำเองได้ ที่ไม่ได้เสียค่าใช้จ่าย ที่แพงมาก ก็อาจจะไม่ได้ผล 100 % หรือ ทำให้ฟันขาวขึ้น อย่างถาวร ”

” แต่ถ้าหากว่า คุณมีปัญหา ของการมีฟันที่เหลืองมาก สะสมมาเป็นเวลานาน และ เป็นคราบที่ฝังแน่น ก็ควรจะต้อง ไปพบแพทย์ เพื่อขอคำปรึกษา หรือ หาวิธีแก้ไขที่ถูกต้อง และ ได้ผลที่แน่ชัด จึงจะดีกว่า”

 

ลดหน้าท้อง 15 สมุนไพรและอาหาร ที่ช่วยให้หน้าท้องแบนราบ

ปัญหารบกวนใจ ของสาวๆ ที่ไม่ว่าพยายามยังไง ก็ยังหนีไม่พ้นซักที ไม่ว่าจะใช้วิธีใดในการ ลดหน้าท้อง ก็ตาม ปัญหาไขมันสะสม บริเวณหน้าท้อง ก็ยังคงไม่หายถาวรไปซักที

ปัญหารบกวนใจ ของสาวๆ ที่ไม่ว่าพยายามยังไง ก็ยังหนีไม่พ้นซักที ไม่ว่าจะใช้วิธีใดในการ ลดหน้าท้อง ก็ตาม ปัญหาไขมันสะสม บริเวณหน้าท้อง ก็ยังคงไม่หายถาวรไปซักที

การลดหน้าท้อง ไม่เพียงแต่ แค่ออกกำลังกาย อย่างเดียว แต่คุณจะต้อง ควบคุมอาหาร เลือกรับประทานอาหาร ที่ไม่ก่อให้เกิด การสะสมของไขมัน บริเวณหน้าท้อง และ ไม่ควรรับประทาน อาหารบางชนิด ในปริมาณที่มากเกินไป

เช่น อาหารที่มีไขมันสูง อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต ในปริมาณที่มาก และ อาหารที่มีน้ำตาลสูง คุณควรเลือกรับประทาน อาหาร และ สมุนไพร ที่ช่วยในการ เผาผลาญไขมัน บริเวณหน้าท้องด้วย

สมุนไพรและอาหาร ลดหน้าท้อง

1. มิ้นท์

การนำใบมิ้นท์ มาชงแล้วดื่ม แบบร้อน จะช่วยทำให้ ไขมันบริเวณหน้าท้อง ถูกละลายไป และ ยังช่วยเพิ่ม การเผาผลาญอาหาร ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ได้ดีอีกด้วย

2. ขิง

การรับประทานขิง แบบสดๆ หรือ ดื่มน้ำขิงร้อน จะช่วยทำให้ หน้าท้องของคุณแบนราบ เพราะขิง มีสารอาหาร ที่มีส่วนช่วยในการ ละลายไขมัน และ ช่วยเพิ่มอัตราในการเผาผลาญ ได้ดีเลยทีเดียว

3. กระวาน

รู้หรือไม่ว่า กระวาน เป็นผู้ช่วยตัวสำคัญ ของการเผาผลาญไขมันที่ดี ที่สามารถช่วย สะลายพุงให้คุณ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. กระเทียม

สมุนไพรในครัวเรือน ที่ใครหลายคน มักมองข้าม รู้หรือไม่ว่า การนำกระเทียม ดิบ ประมาณ 3 – 4 กลีบ มาทานแบบสดๆ จะสามารถช่วย ลดไขมันหน้าท้อง ได้อย่างรวดเร็ว และยังสามารถช่วยลด คอเลสเตอรอล ได้ดีอีกด้วย

5. ถั่ว

การเลือกบริโภคถั่ว อย่างสม่ำเสมอ ในปริมาณที่พอดี จะช่วยในการ ลดไขมันหน้าท้องได้ดี เพราะถั่วอุดมไปด้วย เส้นใยอาหาร ที่มีส่วนช่วยในการ เผาผลาญไขมัน และ ทำให้คุณ ทานอาหารได้น้อยลง



6. ชาเขียว

การดื่มชาเขียวร้อน เป็นประจำ จะช่วยทำให้ ระบบการเผาผลาญไขมัน ทำงานได้อย่างดี มีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น ทำให้ไขมันที่สะสม บริเวณหน้าท้อง และ ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ถูกเผาผลาญ ไปได้อย่างรวดเร็ว

7. พริกป่น

พริกป่น ส่วนใหญ่ใช้เป็น เครื่องปรุงในอาหาร โดยเฉพาะ ก๋วยเตี๋ยว ราดหน้า ที่ไม่เพียงแต่ เพิ่มรสชาติของอาหาร ให้อร่อย มีรสกลมกล่อมแล้ว แต่คุณรู้หรือไม่ว่า พริกป่น ยังมีส่วนช่วยในการ ล้างไขมันให้ออกจากร่างกาย และ ช่วยล้างปอด ได้ดีอีกด้วย

8. น้ำ

การดื่มน้ำเปล่า ในปริมาณที่เพียงพอต่อวัน จะช่วยทำให้ไขมัน ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงไขมันที่สะสม อยู่บริเวณหน้าท้อง ถูกเผาผลาญ และถูกล้าง ออกจากร่างกาย

9. กล้วย

เนื่องจากกล้วย อุดมไปด้วย โพแทสเซียม และ วิตามิน ที่มีส่วนช่วยในการ ควบคุมความอยากอาหาร ทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว และ ช่วยเพิ่มอัตรา ในการเผาผลาญ ที่ช่วยสะลายไขมัน บริเวณหน้าท้องได้

10. โยเกิร์ต

การเลือกรับประทาน โยเกิร์ตรสธรรมชาติ เป็นประจำ จะสามารถช่วย ลดไขมันส่วนเกิน บริเวณหน้าท้อง ได้ดีที่สุด เพราะโยเกิร์ต มีส่วนช่วยในการเผาผลาญไขมัน ที่สะสมบริเวณหน้าท้อง และไขมันรอบๆ กระเพาะอาหาร ได้ดี และมีผลดีต่อ ระบบการทำงาน ของลำไส้ อีกด้วย

11. โสม

โดยส่วนใหญ่ โสมเป็นที่คุ้นเคย และนิยมทาน อย่างแพร่หลายทั่วโลก กันอยู่แล้ว เพราะโสม เป็นสมุนไพร ที่มีประโยชน์ และมีสรรพคุณที่ดี ต่อสุขภาพร่างกาย หลายด้านอย่างมาก อีกทั้งยังมีส่วน ช่วยในการ ลดน้ำหนัก และช่วยกระตุ้น การเผาผลาญไขมัน ได้ดีที่สุดอีกด้วย

12. ออริกาโน

ออริกาโน เป็นสมุนไพร ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีประสิทธิภาพ ในการช่วยให้ ระบบการย่อยของอาหาร ทำงานได้อย่างดี มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วย ล้างของเสียที่เป็น ส่วนเกินของร่างกาย ให้ออกจากร่างกาย อีกด้วย ออริกาโน จึงมีส่วนช่วยในการ ลดน้ำหนัก และ ช่วยลดความอยากอาหาร ทำให้ไม่เกิด การสะสมของไขมัน ในบริเวณหน้าท้อง และ ส่วนต่างๆ ของร่างกาย

13. นมจืด

การดื่มนมรสจืด เป็นประจำ จะช่วยทำล้างพิษใน ตับ และ ยังช่วยในเรื่อง ของการเผาผลาญแคลอรี่ ได้ดี จึงสามารถช่วย ในการลดน้ำหนักได้ดี

14. ขึ้นฉ่าย

ขึ้นฉ่าย เป็นผักที่ใครหลายคน ไม่ค่อยชื่นชอบเท่าไหร่ เพราะมันมีกลิ่นฉุน แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ขึ้นฉ่าย มีส่วนช่วยในการ ลดไขมันจากหน้าท้อง ได้ดีที่สุด

15. สตรอเบอร์รี่

สตรอเบอร์รี่ อุดมไปด้วยเส้นใย และ วิตามิน ที่สามารถช่วย ลดความอยากอาหาร และ มีสารอาหาร ที่ช่วยสะลายไขมัน บริเวณหน้าท้อง ได้ดี

” ถ้าหากคุณ ต้องการให้หน้าท้องแบนราบ และ สวมใส่เสื้อผ้า ได้อย่างมั่นใจ และไม่ต้องการ เผชิญกับโรคร้าย ที่มากับไขมันสะสม บริเวณหน้าท้อง และตามส่วนต่างๆ ของร่างกายของคุณ

ก็ควรเลือกรับประทานอาหาร ที่มีส่วนช่วยในการ ทำลายไขมันชนิดเลว และไม่นำไขมันชนิดเลว เข้าสู่ร่างกาย และ ออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ ก็ทำให้คุณ หมดกังวล ปัญหาไขมันสะสม บริเวณหน้าท้อง และตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ได้แล้วค่ะ “

wifi มือถือสื่ออันตราย ทำลายสมอง ได้จริงหรือไม่

ในสังคมปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่า wifi เป็นสัญญาณที่ไม่จำเป็น เพราะในโลกที่เปลี่ยนไป การใช้สัญญาณ wi-fi ในการติดต่อสื่อสาร เพื่ออำนวยความสะดวก เป็นสิ่งที่ใครๆ

ในสังคมปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่า wifi เป็นสัญญาณที่ไม่จำเป็น เพราะในโลกที่เปลี่ยนไป การใช้สัญญาณ wi-fi ในการติดต่อสื่อสาร เพื่ออำนวยความสะดวก เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ต้องการ เพราะมันทำให้ทุกอย่างง่ายไปหมด

wi-fi ถูกนำมาใช้ เป็นสื่อในการสื่อสาร แบบไร้สาย เพื่อใช้ในการ แลกเปลี่ยนข้อมูล ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว โดยผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น มือถือ, คอมพิวเตอร์, แท็บเล็ต และ กล้อง ฯลฯ

ถึงแม้ว่า wi-fi จะเป็นส่ิงที่จำเป็นมาก ที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ก็ควรระมัดระวัง ในเรื่องของความปลอดภัย ต่อระบบของสมองด้วย เพราะถึงยังไง wi-fi ก็เป็นสัญญาณ ที่มีความอันตราย ต่อระบบของสมอง และร่างกาย ได้เช่นกัน

อันตรายจาก wifi

1. ทำลายสมอง

เนื่องจาก wi-fi เป็นสัญญาณไร้สาย ที่มีคลื่นความถี่ ที่ส่งผลกระทบ ต่อการเจริญเติบโต ของเซลล์สมอง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่อย่างมาก ที่ควรระวัง เพราะอาจจะทำให้ เสียความทรงจำได้

โดยเฉพาะผู้ที่ชอบวางมือถือ หรือ อยู่ใกล้กับ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีสัญญาณคลื่นความถี่ของ wi-fi อยู่ ก็จะได้รับผลกระทบ จากสัญญาณ wi-fi ไปเต็มๆ

สิ่งที่สำคัญที่สุด สำหรับเด็กเล็ก และทารกที่อยู่ในครรภ์ จะได้รับผลกระทบ จากสัญญาณ wi-fi นี้ที่รุนแรง มากกว่าผู้ใหญ่ เพราะสมองของทารก และเด็กเล็ก ยังไม่แข็งแรงมากพอ

ทำให้คลื่นสัญญาณ wi-fi ทำลายเซลล์สมอง ทำให้มีผลต่อการ พัฒนาของเซลล์ในสมอง และทำให้เด็กเล็กๆ มีการเรียนรู้ที่ช้ากว่าปกติ

รู้อย่างนี้แล้ว ผู้ปกครองที่มีเด็ก ก็ไม่ควรปล่อย ให้เด็กเล่นมือถือ หรือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีสัญญาณของ wi-fi อยู่ โดยปล่อยให้เล่นมากเกินไป ควรให้เล่นได้บ้าง แต่ไม่ควรปล่อยให้ อยู่กับสัญญาณ wi-fi นานเกินไป

2. ทำลายระบบสืบพันธุ์

มีการศึกษาพบว่า คลื่นความถึ่ของ สัญญาณ wi-fi เป็นตัวการสำคัญ ที่อาจมีส่วน สามารถทำลายสเปิร์ม และ ทำลายการพัฒนาการ ของไข่ที่อยู่ในรังไข่ได้

สังเกตุเห็นได้ว่า ผู้ที่ต้องทำงาน หรือ ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ อยู่กับคอมพิวเตอร์ หรือ อยู่กับสัญญาณ wi-fi ในแต่ละวันมากกว่า 8 ชั่วโมง มักประสบกับปัญหา ของการมีบุตรยาก



3. ตัวก่อมะเร็ง

การที่มนุษย์ ได้สัมผัส หรือ ใกล้ชิดกับคลื่นความถี่ สัญญาณ wi-fi เป็นเวลานานมากเกินไป ทำให้เพิ่มความเสี่ยง ที่จะทำให้เกิดการพัฒนา ของเนื้องอก ที่ก่อให้เกิด โรคมะเร็ง ขึ้นกับร่างกายได้

โดยเฉพาะเนื้องอกในสมอง ที่ทำให้เป็น โรคมะเร็งสมอง ที่ถือว่าเป็นมะเร็ง ที่อันตรายมากที่สุด หากเทียบกับ มะเร็ง ชนิดอื่นๆ

” แน่นอนว่า เราอาจจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะไม่ให้มีสัญญาณ ของ wi-fi อยู่ใกล้ตัว เพราะสัญญาณ wi-fi ได้ถูกมานำมาใช้ เป็นส่วนหนึ่ง ของการดำรงชีวิตในประจำวันไปแล้ว

แต่ทางที่จะหลีกเลี่ยง และป้องกัน ไม่ให้สัญญาณ wi-fi ทำลายสมอง และสุขภาพร่างกาย ของคุณได้ เพียงแค่คุณควรเลือกที่จะ ไม่วางมือถือ หรือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีสัญญาณ wi-fi ไว้ใกล้ตัวขณะพักผ่อน หรือ นอนหลับอยู่ และแนะนำว่า ควรปิดสัญญาณ wi-fi ไปเลยดีกว่า หากไม่ได้ใช้งานแล้ว “

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ทาง youtube ที่นี่ https://youtu.be/Hc1X4rrgNGc

ข้าวโพด 10 ประโยชน์ของข้าวโพด ที่ไม่ควรพลาด

ข้าวโพด เป็นพืชชนิดหนึ่ง ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก มีหลากหลายสายพันธุ์ แต่ละพันธุ์มีสีที่แตกต่างกัน แต่ที่รู้จักโดยส่วนใหญ่ ข้าวโพดเนื้อด้านในมักมีสีเหลือง

ข้าวโพด เป็นพืชชนิดหนึ่ง ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก มีหลากหลายสายพันธุ์ แต่ละพันธุ์มีสีที่แตกต่างกัน แต่ที่รู้จักโดยส่วนใหญ่ ข้าวโพดเนื้อด้านใน มักมีสีเหลือง ข้าวโพดมีทั้งพันธุ์ ที่มีไว้สำหรับเลี้ยงสัตว์ และมนุษย์ใช้รับประทาน ข้าวโพดมีราคาค่อนข้างถูก และ หาซื้อทานได้ง่าย

ข้าวโพด เป็นพืชที่อุดมไปด้วยสารอาหาร ที่มีคุณค่าสำหรับสุขภาพ และร่างกาย เช่น วิตามิน, แร่ธาตุ, คาร์โบไฮเดรต, โปรตีน และ ใยอาหาร ฯลฯ เป็นต้น เชื่อได้ว่าคงมีใครหลายคน ที่ยังไม่รู้ว่า ข้าวโพดให้ประโยชน์ มากมายเพียงใด ต่อร่างกาย

ประโยชน์ของ ข้าวโพด

1. ช่วยป้องกัน โรคท้องผูก

สำหรับผู้ที่ มีปัญหาเรื่องของท้องผูก เป็นประจำ แต่ยังไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหา ยังไงดีให้ถาวร ลองเลือกรับประทานข้าวโพด เป็นประจำ จะมีส่วนช่วยได้มาก เพราะข้าวโพดอุดมไปด้วย ใยอาหารสูง

ที่สามารถช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่า อาการท้องผูก จะไม่เกิดขึ้น กับคุณอย่างแน่นอน เพราะข้าวโพด ช่วยทำให้ลำไส้ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ขับถ่ายได้ดี หมดกังวลเรื่องท้องผูก ไปได้เลย

2. ช่วยป้องกัน โรคมะเร็ง

โรคร้ายที่ฆ่าชีวิต มานักต่อนัก อย่างโรคมะเร็ง ที่ใครต่างก็กลัว ไม่อยากประสบกับปัญหา โรคร้ายนี้ การเลือกทานข้าวโพด เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่เป็นตัวช่วยที่ดี สำหรับป้องกัน ให้คุณห่างไกลจากโรคร้ายนี้ได้

เพราะข้าวโพด มีส่วนช่วยให้ ระบบทางเดินอาหาร มีระบบการทำงานที่ดี และข้าวโพด มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีหน้าที่ต่อต้าน การเกิด โรคมะเร็ง เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม มะเร็งตับ มะเร็งปอด ฯลฯ และต่อสู้กับเนื้องอก ได้อย่างมีประสิทธิภาพ



3. ช่วยป้องกัน โรคอัลไซเมอร์

โรคอัลไซเมอร์ อาจจะยังเป็นโรค ที่ไม่ค่อยมีใคร ให้ความใส่ใจ หรือ ให้ความสนใจกันมากนัก เพราะคิดว่าคงไม่เกิดขึ้น กับตัวเองอย่างแน่นอน แต่คุณรู้หรือไม่ว่า เป็นโรคที่ใกล้ตัวคุณ มากที่สุด เพราะทุกวันนี้ระบบสมอง และระบบประสาท ของคุณถูกใช้งาน และถูกทำลาย ไปทุกเวลา ทุกวัน

เพียงแต่ยังไม่แสดงอาการ หรือ ผลที่ชัดเจน ในขณะที่อายุยังน้อย แต่โรคอัลไซเมอร์นี้ มักจะแสดงอาการที่ชัดเจน เมื่อมีอายุมากแล้ว ซึ่งก็มีโอกาสน้อยมากแล้ว สำหรับการป้องกัน และแก้ไข ไม่ให้เกิดโรคอัลไซเมอร์

สิ่งที่จำเป็นที่สุด คือ คุณควรเลือกทาน อาหารที่มีสารอาหารสำคัญ ต่อการป้องกันการเกิด โรคอัลไซเมอร์ ควรเริ่มบำรุงตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะจะส่งผลดี เมื่อมีอายุมาก เช่น การเลือกทานข้าวโพด เพราะข้าวโพดอุดมไปด้วย วิตามิน และ สารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีส่วนช่วยในการ ป้องกันการเกิด โรคอัลไซเมอร์ หรือ ความจำเสื่อม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. ช่วยป้องกัน โรคอ้วน

ปัญหาเรื่อง น้ำหนักที่มากเกินไป เป็นปัญหาที่คนส่วนใหญ่ กำลังเผชิญอยู่ ถ้าหากว่าคุณยังมีพฤติกรรม การรับประทานอาหาร ที่ก่อให้เกิด โรคอ้วนได้

การเลือกทานธัญพืช อย่างเช่นข้าวโพด จะมีส่วนช่วยควบคุมน้ำหนัก ของคุณให้มีความสมดุล มากยิ่งขึ้น เพราะ ข้าวโพดอุดมไปด้วย สารอาหาร ที่มีส่วนช่วยในการ เผาผลาญไขมัญ ในร่างกาย จึงช่วยทำให้ น้ำหนักมีความสมดุล ไม่ก่อให้เกิด โรคอ้วนได้ง่าย

แต่ถึงอย่างไร ข้าวโพดอุดมไปด้วย แป้ง และน้ำตาลในปริมาณที่มาก ที่ควรทานอย่างพอดี ไม่ควรทานมากเกินไป เพราะอาจจะส่งผลเสีย ต่อสุขภาพร่างกาย ได้เช่นกัน

5. ช่วยบำรุงหญิงตั้งครรภ์

สำหรับหญิงตั้งครรภ์ ควรเลือกทานข้าวโพด ที่ต้มสุกแล้ว และไม่ควรนำข้าวโพด มาผสมเนย หรือ น้ำตาล ควรทานแบบธรรมชาติ จึงจะสามารถช่วยบำรุงครรภ์ ได้อย่างดี และมีประสิทธิภาพ

เนื่องจากข้าวโพดมีกรด Pantothenic ที่มีส่วนช่วยในการ เสริมสร้างการเจริญเติบโต ของร่างกาย ช่วยสร้างเซลล์ใหม่ และ ช่วยบำรุงระบบประสาท ป้องกันความบกพร่องท่อประสาท ในทารกแรกเกิด

6. ช่วยป้องกัน โรคหัวใจ

ข้าวโพดอุดมไปด้วย แมกนีเซียม ที่จำเป็นต่อ อัตราการเต้นของหัวใจ และช่วยบำรุง สุขภาพของหัวใจ มีผลป้องกัน ไขมันในระดับคอเลสเตอรอล

ข้าวโพดจึง สามารถช่วยลดความเสี่ยง และป้องกันสาเหตุ ของการเกิด โรคหัวใจ และ หลอดเลือดต่างๆ ได้ดี

7. ช่วยป้องกัน โรคโลหิตจาง

ข้าวโพดมีส่วนช่วย ในการป้องกัน โรคโลหิตจาง เนื่องจากข้าวโพด มีแร่ธาตุที่จำเป็น ในการเสริมสร้าง เซลล์เม็ดเลือดแดงใหม่ ซึ่งจำเป็นอย่างมาก

สำหรับผู้ที่ขาดธาตุเหล็ก ควรเลือกรับประทานข้าวโพด เพราะการขาดธาตุเหล็ก เป็นสาเหตุหลักสำคัญ ของการเกิด โรคโลหิตจาง หากทานข้าวโพดเป็นประจำ จะมีส่วนช่วยป้องกัน การเกิดโรคโลหิตจาง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

8. ช่วยบำรุงผิว

สำหรับผู้ที่ รับประทานข้าวโพด เป็นประจำ มักมีสุขภาพของผิวที่ดี เพราะในข้าวโพดสีเหลือง อุดมไปด้วยสารอาหาร เบต้าแคโรทีน ที่จำเป็นสำหรับผิว

หากคุณเลือก รับประทานข้าวโพด เป็นประจำในปริมาณที่พอดี จะช่วยทำให้ผิวพรรณ มีสุขภาพที่ดี เปล่งปลั่ง สดใส มากยิ่งขึ้น

9. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

ข้าวโพดอุดมไปด้วย วิตามินเอ ที่มีประโยชน์ต่อการ เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ให้กับร่างกาย ให้สามารถต่อสู้ กับเชื้อโรค เชื้อแบคทีเรีย ฯลฯ ที่เข้าสู่ร่างกายได้

การรับประทานข้าวโพด เป็นประจำ จะช่วยทำให้ร่างกาย มีความแข็งแรง ไม่ทำให้เกิดโรคร้าย ได้ง่าย

10. ช่วยป้องกัน โรคเบาหวาน

สารอาหาร ที่มีอยู่ในข้าวโพด มีส่วนที่สามารถ ช่วยควบคุมการดูดซึม และการเปิดตัวของ อินซูลิน ในร่างกาย ที่สามารถช่วยผู้ป่วย โรคเบาหวาน ได้ดี

การเลือกรับประทานข้าวโพด ด้วยวิธีการนำมาต้ม โดยไม่ใส่น้ำตาล หรือ เนย และรับประทานในปริมาณที่พอดี จะช่วยป้องกัน การเกิดโรคเบาหวานได้

” ไม่ควรรับประทาน ข้าวโพดดิบ เพราะอาจจะทำให้ท้องอืดได้ และ ที่สำคัญข้าวโพด ไม่เพียงแต่มีประโยชน์ ต่อสุขภาพร่างกาย เพียงเท่านี้ แต่ว่าข้าวโพด ยังถูกนำมาใช้ ผลิตเครื่องสำอางค์ หลากหลายชนิด เช่น ครีมบำรุงผิว ฯลฯ เป็นต้น “