ทุเรียน 6 ข้อควรระวัง เมื่อทานทุเรียน อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

ราชาผลไม้อย่าง ทุเรียน ที่ถูกนำเข้ามาในประเทศไทย สมัยอยุธยา ที่ถึงแม้ว่าจะมีราคาค่อนข้างแพง แต่ผู้ที่หลงใหลในความอร่อยของทุเรียนแล้ว ไม่ว่าจะมีราคาแพงแค่ไหน

ราชาผลไม้อย่าง ทุเรียน ที่ถูกนำเข้ามาในประเทศไทย สมัยอยุธยา ที่ถึงแม้ว่าจะมีราคาค่อนข้างแพง แต่ผู้ที่หลงใหลในความอร่อยของทุเรียนแล้ว ไม่ว่าจะมีราคาแพงแค่ไหน ก็จะต้องหาซื้อมากินให้ได้ ทุเรียนเป็นผลไม้เปลือกแข็ง ที่มีหนาม เมื่อสุกแล้วเนื้อข้างใน จะมีสีเหลือง น่าทาน มีกลิ่นหอม แต่เพราะทุเรียน เป็นผลไม้ที่มีกลิ่นรุนแรง จึงทำให้บางคน ไม่ชอบกลิ่นของทุเรียน

ทุเรียนเป็นผลไม้ ที่นิยมทานเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะคนไทย ที่ให้ความสนใจ และชื่นชอบการทานทุเรียน เป็นอย่างมาก เพราะทุเรียน สามารถนำมาทำเป็น อาหารคาว อาหารหวาน หรือ จะทานแบบสดๆ ก็ได้ ถึงแม้ว่าทุเรียน จะออกผลให้ทานได้ปีละครั้งก็ตาม แต่ปัจจุบัน สามารถหาทานทุเรียน ได้ตลอดทั้งปี ในรูปแบบของทุเรียนแปรรูป เช่น ทุเรียนอบ ทุเรียนทอด และทุเรียนกวน ฯลฯ เป็นต้น

แต่เพราะทุเรียน มีสารอาหารที่มีประโยชน์ ต่อสุขภาพร่างกาย หลายชนิด จึงทำให้ได้รับความนิยม ในการทานทุเรียน กันอย่างแพร่หลาย เช่น วิตามีซี, คาร์โบไฮเดรต, โปรตีน, ไขมันชนิดดี และ โพแทสเซียม ฯลฯ

ประโยชน์ของ ทุเรียน

1. รากและใบ ของทุเรียน หากนำมาสกัด มีสรรพคุณที่สามารถช่วย บรรเทาและลดอาการไข้ได้

2. ส่วนของเปลือกทุเรียน สามารถช่วยสมานแผลพุพอง ช่วยแก้น้ำเหลืองเสีย ได้

3. ส่วนของเปลือกทุเรียน มีส่วนช่วยแก้อาการท้องร่วงได้

4. ผลของทุเรียน มีสรรพคุณ ที่สามารถช่วย ขับพยาธิได้ดี

5. หากทานทุเรียน ในปริมาณที่พอดี จะมีส่วนช่วยแก้ดีซ่านได้

6. ทุเรียนมีสรรพคุณ ช่วยแก้โรคผิวหนัง ช่วยทำให้หนอง หรือ ฝีแห้งได้เร็ว

7. สามารถนำเปลือกของทุเรียน มาใช้ช่วยขับไล่ยุง และแมลงได้

ข้อควรระวัง เมื่อทานทุเรียน ?

1. ถ้าหากทานทุเรียน มาเกินพอดี อาจจะทำให้เกิด อาการร้อนใน ทำให้รู้สึกไม่สบายเนื้อ สบายตัว

2. ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือด มีปริมาณที่สูง

3. ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากทุเรียน เป็นผลไม้ที่มีแคลอรี่สูง

4. ไม่ควรทานทุเรียน พร้อมกับเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ เพราะทุเรียนเป็นผลไม้ ที่มีฤทธิ์ร้อน อาจทำให้เกิดอันตราย ถึงขั้นเสียชีวิตได้

5. ผู้ป่วยที่เป็น โรคความดันโลหิตสูง, โรคหัวใจ, โรคไต และโรคเบาหวาน ไม่ควรทานทุเรียน

6. หากทานมากเกินไป จะทำให้จุก แน่นท้อง หายใจติดขัด



ทุเรียนมาจากไหน

ทุเรียน เป็นผลไม้ในวงศ์ฝ้าย เป็นพืชพื้นเมืองของบรูไน อินโดนีเซีย และมาเลเซีย และเป็นที่รู้จักในโลกตะวันตก มากว่า 600 ปีมาแล้ว ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ อัลเฟรด รัสเซล วอลเลซ ได้พรรณนาถึงทุเรียนว่า ” เนื้อในมันเหมือนคัสตาร์ดอย่างมาก รสชาติคล้ายอัลมอนด์ “

ทุเรียนมีมากกว่า 30 ชนิด แต่ที่นิยมรับประทานกัน ทั่วโลก มีเพียงชนิดเดียว แต่ทุเรียนมีกว่า 100 สายพันธุ์ ที่สามารถเลือกทานได้ แต่ในประเทศไทย มีทุเรียนอยู่ 5 ชนิด

ทุเรียนเป็นที่รู้จัก และบริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และในโลกตะวันตก ทุกเรียนกลังเป็นที่รู้จัก มาเพียง 600 ปี แรกสุดชาวยุโรป รู้จักทุเรียน จากบันทึกของนิกโกเลาะ กอนตี ผู้ที่เข้าไท่องเที่ยว ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15

ตั้งแต่ช่วงต้นของช่วง ปี พ.ศ. 2533 ความต้องการทุเรียนภายในประเทศ และในระดับสากล ในพื้นที่ของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพิ่มขึ้นอย่างมาก บางส่วนนั้นเกิดจากความมั่งคั่ง ที่เพิ่มขึ้นในเอเชีย

ทุเรียนที่เข้ามากในประเทศไทย ไม่มีข้อมูลที่ระบุแน่ชัดว่า ทุกเรียนเข้ามาในประเทศไทย จากที่ไหน และ โดยวิธีใด แต่มีความน่าเชื่อถือได้ว่า เป็นการนำมาจากภาคใต้ ของประเทศไทย และมีหลักฐาน ที่แสดงให้เห็นว่า มีการปลูกทุเรียนในภาคกลาง ของประเทศไทย ตั้งแต่สมัยอยุธยา

พันธุ์ทุเรียนในประเทศไทย

พันธุ์ทุเรียน ที่นิยมปลูกกันมาก ในประเทศไทย มีอยู่ 4 พันธุ์ คือ พันธุ์หมอนทอง, พันธุ์ชะนี, พันธุ์ก้านยาว และ พันธุ์กระดุม

1. พันธุ์หมอนทอง

ขนาดของทุเรียน จะมีลักษณะผลที่ใหญ่ น้ำหนักประมาณ 3 ถึง 4 กิโลกรัม ผลค่อนข้างยาว ปลายผลแหลม หนามแหลมสูง จะมีหนามเล็กวางแซมอยู่ ระหว่างหนามใหญ่

( มีเนื้อหนาสีเหลืองอ่อน เนื้อละเอียด เนื้อค่อนข้างแห้ง ไม่แฉะติดมือ มีรสหวานมัน เมล็ดน้อย และ ลีบเป็นส่วนมาก )

2. พันธุ์ชะนี

ผลของทุเรียน มีขนาดปานกลาง มีน้ำหนักประมาณ 2 ถึง 3 กิโลกรัม กลางผลมีลักษณะป่อง หัวเรียว ก้นตัด ร่องพูค่อนข้างลึกเห็นได้ชัด ขั้วผลใหญ่ และสั้น

( มีเนื้อละเอียด สีเหลืองจัด ปริมาณมาก มีรสหวานมัน เมล็ดค่อนข้างเล็ก และ มีจำนวนเมล็ดน้อย )

3. พันธุ์กระดุม 

ผลของทุเรียน จะมีขนาดค่อนข้างเล็ก มีน้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม ผลมีลักษณะค่อนข้างกลมด้านหัว และ ด้านท้ายผลค่อนข้างป้าน ก้นผลบุ๋มเล็กน้อย หนามเล็กสั้น และถี่ ลักษณะของพูเต็ม ร่องพูค่อนข้างลึก

( มีเนื้อละเอียดอ่อนนุ่ม สีเหลืองอ่อน เนื้อค่อนข้างบาง มีรสหวานไม่มัน เละง่ายเมื่อสุกจัด เมล็ดมีขนาดใหญ่ )

4. พันธุ์ก้านยาว

ผลของทุเรียน มีขนาดปานกลาง มีน้ำหนักประมาณ 3 กิโลกรัม ทรงผลกลมเห็นพูไม่ชัดเจน พูเต็มทุกพู หนามเล็กเสมอทั้งผล ก้านผลใหญ่ และ ยาวกว่าพันธุ์อื่นๆ

( มีเนื้อละเอียด สีเหลืองหนาปานกลาง มีรสหวานมัน เมล็ดมากค่อนข้างใหญ่ )

ทุเรียนถึงแม้ว่าจะมี รสอร่อย หอมหวาน ที่ใครหลายคนชื่นชอบแล้ว แต่หากทานทุเรียนมากเกินไป ก็อาจจะทำให้เกิดผลเสีย ได้เช่นกัน เพราะทุเรียน เป็นผลไม้ที่มี น้ำตาลสูง อุดมไปด้วยไขมัน ทุเรียนจึงเป็นผลไม้ที่ ไม่เหมาะกับผู้ที่มีโรคประจำตัว บางประเภท โดยเฉพาะ ผู้ป่วย โรคเบาหวาน

 

ข้อมูลอ้างอิงบางส่วน : (“ทุเรียน”, วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

สบู่ สมุนไพร 6 ข้อได้เปรียบ ธุรกิจสร้างรายได้ออนไลน์

สบู่เป็นสินค้าอีกตัวหนึ่ง ที่ได้รับความนิยม อย่างแพร่หลาย ที่เป็นความต้องการของ ผู้บริโภคโดยส่วนใหญ่ เพราะ สบู่ เป็นผลิตภัณฑ์ครัวเรือน ที่ไม่ว่าครอบครัวไหน

สบู่เป็นสินค้าอีกตัวหนึ่ง ที่ได้รับความนิยม อย่างแพร่หลาย ที่เป็นความต้องการของ ผู้บริโภคโดยส่วนใหญ่ เพราะสบู่เป็นผลิตภัณฑ์ครัวเรือน ที่ไม่ว่าครอบครัวไหน ก็ต้องใช้สบู่ ปัจจุบัน สบู่ ได้รับความนิยมอย่างสูง ในตลาดออนไลน์ โดยเฉพาะสบู่สมุนไพร ที่เหล่าบรรดาพ่อค้า แม่ค้า หันมาให้ความสนใจ ในธุรกิจสบู่สมุนไพร เพราะคิดว่าน่าจะเป็น ธุรกิจที่จะประสบความสำเร็จ และต่อยอดไปในอนาคตได้

ผู้บริโภคส่วนใหญ่ ต้องการใช้สบู่ที่ได้มาจากธรรมชาติ ที่ทำด้วยสมุนไพรแท้ ซึ่งหาซื้อได้ง่าย ใน ร้านค้าออนไลน์ เพราะตามท้องตลาดทั่วไป อาจจะหาซื้อสบู่ ที่เป็นสบู่สมุนไพรจริงๆ ได้ยาก สำหรับใครที่กำลังมองหา ธุรกิจ หรือ หารายได้เสริม แต่ไม่รู้ว่า จะทำอะไรดี ก็ไม่ยากถ้าหากคุณ ลองทำธุรกิจสบู่สมุนไพร

ข้อได้เปรียบของ สบู่ สมุนไพรไทย

1. เพราะความเป็นเอกลักษณ์ ของกลิ่นสมุนไพรไทย จึงทำให้ชาวต่างชาติ นิยมและให้ความสนใจ กับสบู่สมุนไพรไทย เป็นอย่างมาก

2. มีกลุ่มลูกค้าในวงกว้าง เพราะสบู่สมุนไพรไทย มีลูกค้าทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ

3. หากออกแบบรูปลักษณ์ ของสบู่ให้มีความโดดเด่น และแตกต่าง ไม่เพียงแต่ผู้บริโภค ทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ จะซื้อไปใช้เท่านั้น แต่ยังซื้อสบู่สมุนไพร เป็นของฝากได้อีกด้วย

4. สบู่สมุนไพร เป็นผลิตภัณฑ์ ที่ใช้แล้วหมดไป มีแนวโน้มที่ผู้บริโภค จะกลับมาซื้อซ้ำได้อีก มากกว่า 1 ครั้ง

5. สบู่เป็นผลิตภัณฑ์ ที่คนทั่วโลกต้องใช้ จึงทำให้การทำธุรกิจ ของสบู่สมุนไพร มีแนวโน้ม ที่จะเติบโตในอนาคตได้

6. สบู่สมุนไพร มีความปลอดภัยที่สูง จึงทำให้ผู้บริโภค ให้ความมั่นใจ และวางใจ ในการใช้ผลิตภัณฑ์

สมุนไพร ที่นิยม สำหรับนำมาทำเป็นสบู่ เช่น ขมิ้น, ว่านหางจระเข้มะนาว, มะขาม, ส้ม, มังคุด, ทับทิม, ชาเขียว และรำข้าว ฯลฯ เป็นต้น ยังมีสมุนไพร อีกมากมายหลายชนิด ที่มีสรรพคุณ ที่สามารถช่วยบำรุงผิว และสามารถนำมาทำ เป็นสบู่ได้อีกมากมาย แล้วแต่ว่าใครต้องการ ได้สรรพคุณแบบไหน เช่น ต้องการให้ผิวขาว เนียนใส รักษาสิว หรือ ทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื่น ฯลฯ

สบู่ เป็นสิ่งที่ใช้สำหรับ ทำความสะอาดผิวกาย ผิวหน้า เช่น ใช้สำหรับล้างมือ ใช้อาบน้ำ

สบู่ก้อน เป็นสูบ่ที่มีส่วนผสม ระหว่างกรด (ไขมัน) กับเบส ( ด่าง ) ในอัตราส่วนที่สามารถ ทำความสะอาดได้ดี และไม่เป็นอันตรายต่อผิว คือ มีค่า pH อยู่ระหว่าง 8 – 10 ( ในเอกสารจดแจ้งของ อย. ให้ผู้ผลิตสบู่ก้อน ระบุว่ามีค่า pH ไม่เกิน 11 )

กรด หรือ กรดไขมัน เช่น ไขมันสัตว์ ไขมันพืช ส่วนเบส เช่น โซดาไฟ โดยทั่วไปอัตราส่วนผสมที่เหมาะสม คือ เมื่อผสมกันแล้วควรจะเหลือกรดไขมัน หากไม่มีเครื่องมือในการวัดค่า pH ให้เก็บสบู่เอาไว้อย่างน้อย 15 – 30 วัน เพื่อให้ค่า pH ลดลง อยู่ในอัตราที่เหมาะสม

กรด ( ไขมัน ) และเบส ( ด่าง ) ที่นำมาทำสบู่ ไขมันแต่ละชนิดมีกรดไขมัน มากกว่า 1 ชนิด โดยธรรมชาติ กรดไขมันเหล่านี้ จะไม่อยู่อิสระ แต่จะรวมตัวกับสาร กลีเซอรอล ในไขมันอยู่ในรูปกลีเซอไรด์ เมื่อด่างทำปฎิกริริยากับกรดไขมัน กรดไขมันจะหลุดออกจาก กลีเซอรไรด์ รวมตัวเป็นสบู่ สารที่เกาะอยู่กับกรดไขมัน จะหลุดออกมาเป็น กลีเซอรีน


ความแตกต่างของ สบู่ที่ได้จากกรดไขมัน แต่ละชนิด

1. น้ำมันรำข้าว มีวิตามินอีสูง ทำให้สบู่มีความชุ่มชื้น ไม่ทำให้ผิวแห้ง

2. น้ำมันมะพร้าว จะทำให้สบู่มีเนื้อแข็ง ทำให้สามารถแตกได้ง่าย มีสีขาวข้น มีฟองมากเป็นครีม ให้ฟองที่คงทน แต่จะทำให้ผิวแห้ง

3. น้ำมันปาล์ม จะทำให้สบู่มีฟองน้อย มีความแข็งเล็กน้อย สามารถทำความสะอาดได้ดี แต่จะทำให้ผิวแห้ง

4. น้ำมันถั่วเหลือง เป็นน้ำมันที่ดี เมื่อใช้แล้ว จะทำให้มีความชุ่มชื้น รักษาผิว แต่ไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน เพราะอาจทำให้มี กลิ่นหืนได้ง่าย

5. น้ำมันมะกอก ทำให้สบู่มีเนื้อแข็ง มีฟองนุ่มนวล ช่วยทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น ไม่ทำให้ผิวแห้ง

6. น้ำมันงา เป็นน้ำมันที่มี วิตามินอีสูง ทำให้ผิวไม่แห้ง มีความชุ่มชื้น แต่มีกลิ่นเฉพาะตัว

7. น้ำมันละหุ่ง ทำให้สบู่มีฟองขนาดเล็กจำนวนมาก สบู่ไม่แตกง่าย ทำให้สบู่มีความนุ่มเนียน และทำให้ผิวนุ่ม

8. น้ำมันเมล็ดทานตะวัน เป็นน้ำมันที่ทำให้ เนื้อสบู่มีความนุ่ม แต่ว่าทำให้เกิดฟอง ได้น้อย

9. ขี้ผึ้ง ทำให้สบู่มีเนื้อที่แข็ง มีฟองน้อย แต่มีอายุการใช้งาน ได้นาน

10. ไขมันแพะ ทำให้สบู่มีเนื้อนุ่ม ทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น ผิวนุ่ม

11. ไขมันวัว ทำให้สบู่มีเนื้อแข็ง มีสีขาว มีฟองน้อย นุ่มนวล และมีอายุการใช้งานได้นาน

12. ไขมันหมู ทำให้สบู่มีเนื้อแข็ง มีฟองน้อย แต่มีอายุการใช้งานได้นาน

เบส หรือ ด่าง ที่ใช้มี 3 ชนิด

1. โซดาไฟ หรือ โซเดียมไฮดรอกไซด์ ทำสบู่ก้อน

2. โพแทสเซียมไฮดรอกไซด์  ทำสบู่เหลว

3. ขี้เถ้า ที่ใช้ผลิตสบู่ในสมัยโบราณ แต่มีการพัฒนาให้เป็นด่างแทน

” แต่ถึงอย่างไร ถึงแม้ว่าธุรกิจ การทำสบู่สมุนไพร ขายใน ตลาดออนไลน์ ก็ยังมีข้อเสียเปรียบตรงที่ มีคู่แข่งขันที่สูงมาก ถ้าหากสินค้าของเรา มีความโดดเด่น และแตกต่าง และมีข้อดีมากกว่า และสามารถสู้กับ ผู้แข่งขันทางการตลาด ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ของการนำไปสู่การ ประสบความสำเร็จ ของการทำธุรกิจ สบู่สมุนไพร ในตลาดออนไลน์ ”

 

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิงบางส่วน: (” สบู่ “, วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

เม็ดแมงลัก ประโยชน์ของเม็ดแมงลัก ช่วยลดน้ำหนัก ได้จริงหรือไม่

แมงลัก ( Lemon basil ) เป็นพืชที่อยู่ในตระกูลเดียวกับ ต้นกระเพราหรือโหระพา แมงลักมีใบเป็นสีเขียวอ่อน นิยมนำมาเป็นส่วนประกอบ ในอาหาร และนำ เม็ดแมงลัก มาใส่ใน

แมงลัก ( Lemon basil ) เป็นพืชที่อยู่ในตระกูลเดียวกับ ต้นกระเพรา หรือ โหระพา แมงลักมีใบเป็นสีเขียวอ่อน นิยมนำมาเป็นส่วนประกอบ ในอาหาร และนำเม็ดแมงลัก มาใส่ในขนมหวาน ซึ่งในส่วนของ เม็ดแมงลัก ที่ได้รับความนิยม และ ได้ชื่อว่าช่วย ลดน้ำหนัก ได้

แต่ในปัจจุบัน มักนิยมนำเม็ดแมงลัก มาแปรรูปได้หลากหลาย เพราะแมงลักมีสารอาหาร ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย อย่างมาก เช่น โปรตีน, วิตามิน, ฟอสฟอรัส, เหล็ก และ แคลเซียม ฯลฯ  ส่วนใหญ่มักอยู่ใน รูปแบบผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เช่น อาหารเสริมลดน้ำหนัก ฯลฯ เป็นต้น

ประโยชน์ เม็ดแมงลัก

1. ช่วยลดน้ำหนัก

หากทานเม็ดแมงลัก ในขณะที่พองตัวเต็มที่แล้ว จะทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว และนาน จึงทำให้ทานได้น้อยลง จึงมีส่วนช่วยทำให้ น้ำหนัก ลดลงได้ และที่สำคัญเม็ดแมงลัก ไม่มีคอเลสเตอรอล อีกด้วย และ ควรทานเม็ดแมงลัก ในช่วงของมื้อเย็น ก่อนอาหาร จะสามารถช่วย ลดน้ำหนัก ได้ดี

2. ช่วยป้องกันโรคท้องผูก

เม็ดแมงลักมีส่วนช่วยให้ ขับถ่าย และ ช่วยดีท็อกซ์ได้ดี ช่วยทำให้ลำไส้ทำงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเม็ดแมงลัก มีใยอาหาร ที่มีส่วนช่วยป้องกัน ความเสี่ยงของการ เกิด อาการท้องผูก ได้

3. ช่วยป้องกันโรคหัวใจ

เม็ดแมงลักมีส่วนช่วยในการ ทำลายและขับไขมันชนิดเลว ให้ออกจากร่างกาย และหลอดเลือด ที่เป็นสาเหตุ ของการเกิด โรคหัวใจ เม็ดแมงลักจึงมีส่วนช่วย ลดความเสี่ยง ของการเกิดโรคหัวใจได้



4. ช่วยป้องกันโรคเบาหวาน

เนื่องจากเม็ดแมงลัก สามารถช่วยทำให้ การดูดซึมของน้ำตาล ลดน้อยลง และ ช่วยลดการไหลเวียน ของระดับน้ำตาลในเลือด จึงเหมาะ สำหรับผู้ป่วยที่เป็น โรคเบาหวาน

5. ช่วยป้องกันโรคตับ

การทานเม็ดแมงลัก มีส่วนช่วยป้องกัน โรคตับ ได้ เนื่องจากเม็ดแมงลัก สามารถลดการสะสม ของไขมันในตับได้

เม็ดแมงลัก

สูตรน้ำมะนาวใบแมงลัก

สิ่งที่ต้องเตรียม

1. มะนาว 3 ลูก

2. น้ำ 2 ถ้วย

3. น้ำตาลทรายแดง 1 ถ้วย

4. ใบแมงลัก 2 ถ้วย

วิธีทำ

1. นำน้ำใส่หม้อไปตั้งไฟ ให้เดือด หลังจากนั้น ให้เติมน้ำตาลทรายแดง ลงไปคนให้ละลาย

2. แล้วใส่ใบแมงลัก ลงไปต้ม ประมาณ 3 – 5 นาที

3. ระหว่างรอ ให้ฝานมะนาว เป็นแผ่นบางๆ แล้วนำใส่ลงไป ในหม้อต้ม

4. แล้วรออีกประมาณ 5 นาที

5. หลังจากเสร็จแล้ว ให้พักไว้รอให้เย็น

6. จากน้ำนำน้ำแข็งใส่แก้ว แล้วเทน้ำที่ต้มเสร็จแล้ว ลงไปในแก้ว พร้อมเสิร์ฟ

ประโยชน์ใบแมงลัก

นอกจากเม็ดแมงลักแล้ว ที่ให้ประโยชน์หลายอย่าง  แต่ใบของแมงลัก ก็ยังมีประโยชน์ และสรรพคุณ ที่มีประโยชน์ ต่อสุขภาพร่างกาย หลายด้านเช่นกัน

ที่สำคัญ ใบแมงลัก ยังมีกลิ่นที่หอม ที่สามารถช่วย ขับไล่ยุง และ แมลงวันได้ นอกจากนี้ ชาวสวนยังนิยม นำแมงลัก ไปปลูกใกล้กับ พืชผักสวนครัว ชนิดอื่น ๆ เพื่อใช้เป็นตัวช่วย ในการขับไล่ศัตรูพืช ได้อืกด้วย

1. ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด และลดอาการอักเสบ จึงช่วยทำให้ ระบบการทำงานต่างๆ ภายในร่างกายมีประสิทธิภาพที่ดี จึงช่วยทำให้สุขภาพร่างกาย มีสุขภาพที่ดี แข็งแรง

2. เป็นยาอายุวัฒนะ ที่สามารถช่วยส่งเสริม การทำงานทางเพศ ให้มีการทำงานที่ดี มีประสิทธิภาพ

3. ช่วยลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อาการปวดท้อง ได้ดี

4. ช่วยลดการสูญเสียน้ำ ลดความกระหายได้

5. ช่วยป้องกัน และ ลดความเสี่ยง ของการเกิด กรดไหลย้อนได้ดี ที่เป็นสาเหตุ ของการเกิด โรคมะเร็งหลอดอาหาร

6. ช่วยฆ่าพยาธิ ปรสิต ในกระเพาะอาหาร ได้ดี

7. ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน โดยช่วยป้องกัน และ ลดแบคทีเรีย ที่เป็นอันตราย ที่สามารถก่อให้เกิด โรคร้ายต่างๆ ได้

8. ช่วยลดภาวะความเครียด และ อาการซึมเศร้า หรือ ความวิตกกังวลลงได้ เพราะใบแมงลัก มีส่วนช่วยกระตุ้น สารสื่อประสาทที่ควบคุม ฮอร์โมนให้มีความสุข จึงช่วยทำให้อารมณ์ดี

9. ช่วยป้องกัน และลดความเสี่ยง ของการเกิด โรคมะเร็ง ได้ เช่น มะเร็งช่องปาก ฯลฯ เพราะใบแมงลัก มีส่วนช่วยกระตุ้น ให้เซลล์มะเร็งถูกทำลาย และ ป้องกันการแพร่กระจาย ได้

10. ช่วยลดอาการอักเสบ ของไขข้อ และลำไส้ได้ จึงสามารถช่วยลดความเสี่ยง และ ป้องกันการเกิด โรคไขข้ออักเสบ และโรคลำไส้อักเสบ ได้ดี

11. ช่วยทำให้อ่อนเยาว์ เพราะใบแมงลัก มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยชะลอการเกิด ร้ิวรอยแห่งวัย ทำผิวพรรณ มีสุขภาพที่ดี สดใส เปล่งปลั่ง ไม่ทำให้แก่ก่อนวัย

12. ช่วยป้องกันอันตราย จากรังสียูวี ที่อาจทำความเสียหาย ให้แก่จอประสาทตาได้

ถึงแม้ว่าเม็ดแมงลัก จะให้ประโยชน์มากมายเพียงใด แต่ถ้าหากทานเม็ดแมงลัก ที่ยังไม่พองตัวเต็มที่ เข้าไปแล้ว อาจจะทำให้เม็ดแมงลัก เข้าไปอุดตันในลำไส้ อาจทำให้เกิด อาการท้องผูก ได้เช่นกัน และ ที่สำคัญ ไม่ควรทานเม็ดแมงลัก ในปริมาณที่มากเกินไป ควรทานแต่พอดี ไม่ควรบ่อยเกินไป

 

( สามารถติดตาม ฟังข้อมูลทาง youtube เพิ่มเติม ได้ที่นี่ https://youtu.be/XX-1C2yZzIQ )

วิตามินซี 12 ประโยชน์ต้านโรค ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ป้องกันพิษตะกั่ว

วิตามินซี ( vitamin c ) เป็นสารอาหารที่มีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัย ที่สูงมากที่สุด เพราะวิตามินซี สามารถละลายได้ในน้ำ ไม่ทำให้เกิดการตกค้าง ในร่างกาย วิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีประสิทธิภาพมาก สำหรับการสังเคราะห์ คอลลาเจน ซึ่งมีส่วนสามารถ ช่วยทำให้หลอดเลือด และกล้ามเนื้อ ในส่วนต่างๆ ของร่างกาย มีความแข็งแรง

วิตามินซี ( vitamin c ) เป็นสารอาหารที่มีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัย ที่สูงมากที่สุด เพราะวิตามินซี สามารถละลายได้ในน้ำ ไม่ทำให้เกิดการตกค้าง ในร่างกาย vitamin c เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีประสิทธิภาพมาก สำหรับการสังเคราะห์ คอลลาเจน ซึ่งมีส่วนสามารถ ช่วยทำให้หลอดเลือด และกล้ามเนื้อ ในส่วนต่างๆ ของร่างกาย มีความแข็งแรง

ประโยชน์ของ วิตามินซี เพื่อสุขภาพ

1. สร้างภูมิคุ้มกัน

vitamin c เป็นสารที่มีประโยชน์ เพื่อสุขภาพ ที่มีส่วนช่วยป้องกัน การติดเชื้อต่างๆ เมื่อเข้าสู่ร่างกาย vitamin c สามารถช่วย ซ่อมแซมบาดแผล ช่วยป้องกันไม่ให้ เราติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส หรือ เชื้อโรคได้ง่าย ช่วยทำให้บาดแผล หายเร็วยิ่งขึ้น ช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกายทำงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ มีส่วนช่วยกระตุ้น การทำงานของ เม็ดเลือดขาว

2. ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง

vitamin c มีส่วนช่วยในการ ลดความดันของเลือด และป้องกันความเสี่ยง ของการเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้ ดังนั้นvitamin c จึงมีความจำเป็นอย่างมาก กับผู้ที่มีความเสี่ยง ของการเกิด โรคความดันโลหิตสูง ที่ควรได้รับสารอาหาร จากวิตามินซี อย่างเพียงพอต่อร่างกาย

3. ช่วยป้องกันโรคต้อกระจก

หากร่างกายขาดวิตามินซี โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงาน อยู่กับแสงสีฟ้า เช่น หน้าจอ คอมพิวเตอร์ มีความเสี่ยงสูงมาก ที่จะทำให้เป็นต้อกระจก ทำให้การมองเห็น ไม่ชัดเจน และสามารถทำให้ ตา บอดได้ ฉะนั้นการทาน สารอาหารวิตามินซี มีส่วนช่วยต่อสู้ กับต้อกระจก และ เพิ่มปริมาณของการ ไหลเวียนของเลือด ไปยังดวงตาได้ดี หากไม่ต้องการ พบกับความเสี่ยง ของการเกิดโรคต้อกระจก ควรทานวิตามินซี 1000 mg. ต่อวัน



4. ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง

วิตามินซีเป็นสาร ต้านอนุมูลอิสระ ที่สามารถปกป้องเซลล์ จากการทำลายดีเอ็นเอ และ การกลายพันธุ์ สามารถป้องกัน โรคมะเร็ง ในระยะยาว อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยง ของการพัฒนาการ เกิดโรคมะเร็ง ทุกชนิด แต่ถึงอย่างไร วิตามินซีไม่ได้มีส่วน โดยตรงในการ รักษาโรคมะเร็ง ที่เกิดขึ้นแล้ว แต่มีส่วนช่วยทำให้ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยต่อสู้กับโรคมะเร็งได้

5. ช่วยป้องกันโรคเบาหวาน

ผู้ป่วยที่เป็น โรคเบาหวาน สามารถทานอาหาร ที่มีสารอาหารวิตามินซี ช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาล และ วิตามินซียังมีส่วน ช่วยในการ ลดความเสี่ยง ของการเป็นโรคเบาหวาน ได้

vitamin c

6. ช่วยป้องกันโรคหัวใจ

vitamin c มีส่วนช่วยป้องกัน ความเสียหายของ ผนังหลอดเลือดแดง และ ช่วยลดคอเลสเตอรอล ที่อาจทำให้เกิด โรคหัวใจ ได้

7. ช่วยป้องกันโรคหอบหืด

สำหรับผู้ที่ขาดวิตามินซี มีความเสี่ยงสูงมาก สำหรับการเป็นโรคหอบหืด แต่หากร่างกาย ได้รับวิตามินซี เพียงพอต่อร่างกาย จะสามารถช่วยลด การเกิดโรคหอบหืดได้

8. ช่วยบำรุงเส้นผม

หนังศีรษะของเรา มักมีรูขุมขน ที่มักเกิดการอุดตัน จากการเกิดรังแค แต่วิตามินซี มีส่วนช่วยต่อสู้กับ แบคทีเรียบนหนังศีรษะ ได้ ป้องกันไม่ให้เกิดรังแคได้ง่าย และ ยังกระตุ้นให้ เส้นผม เกิดการเจริญเติบโตของเส้นผม ป้องกันไม่ให้ผมร่วงง่าย ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด และเสริมสร้าง ซ่อมแซมเส้นเลือดฝอย ทำให้เส้นผมมีความแข็งแรง จึงสามารถป้องกัน ไม่ให้ศีรษะล้านก่อนวัย ป้องกันผมแห้งแตกปลาย

9. ช่วยบำรุงผิวพรรณ

วิตามินซี มีส่วนช่วยในการปกป้องผิว จากการทำลายของ รังสียูวี สาเหตุของผิวเหี่ยวย่นก่อนวัย การเกิดริ้วรอย ฝ้า กระ จุดด่างดำ และการเกิดมะเร็งผิวหนังได้ และยังช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน ใต้ผิวหนัง ทำให้ ผิวพรรณ มีความเต่งตึง นุ่มนวล มีสุขภาพผิวที่ดี ไม่หยาบหรือแห้ง

10. ช่วยรักษาความเป็นพิษตะกั่ว

พิษตะกั่ว เป็นปัญหาสุขภาพที่รุนแรง ส่วนใหญ่มักพบในเด็ก ที่มีความผิดปกติ ในการเจริญเติบโต มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ และยังมีแนวโน้มที่จะมี ไอคิวต่ำ ซึ่งวิตามินซี มีส่วนช่วยแก้ปัญหานี้ได้

11. ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน

การได้รับสารอาหาร จากวิตามินซี ไม่เพียงพอ จะทำให้มีอาการเลือดออกตามไร ฟัน เนื่องจากการลดลงของเนื้อเยื่อ เกี่ยวพันกระดูก และ หลอดเลือดที่มีคอลลาเจน วิตามินซีเป็นสาร ต้านอนุมูลอิสระ ที่มีประสิทธิภาพที่จำเป็น สำหรับการป้องกัน โรคเลือดออก ตามไรฟันได้ดี จึงช่วยทำให้ สุขภาพของฟัน มีสุขภาพที่ดี และแข็งแรง

12. ช่วยลดความเครียด  

วิตามินซีสามารถช่วยจัดการ และ ลดความเครียด สำหรับผู้ที่มีความเครียดสะสม และมีความเครียดสูง ควรได้รับสารอาหาร ที่มีวิตามินซี อย่างเพียงพอ จึงจะสามารถช่วยบรรเทา และลดความตึงเครียด ลงได้

 

” แหล่งที่สำคัญของ วิตามินซีมักอยู่ในผลไม้ ที่มีรสเปรี้ยว เช่น สตรอเบอร์รี่ ส้ม องุ่น และ ราสเบอร์รี่ ฯลฯ เป็นต้น และมีอยู่ใน ผัก เช่น พริก ผักชี กะหล่ำปลี และ มะเขือเทศ ฯลฯ เป็นต้น และ ที่สำคัญวิตามินซี ยังมีส่วนช่วยบรรเทา อาการของหวัด ได้ดี อีกด้วย

แต่ถ้าหากใคร ที่ไม่มีเวลา หรือ หาซื้อได้ยาก สำหรับการเลือกซื้อผัก และผลไม้ ที่มีสารอาหารวิตามินซีอยู่ มาทานได้ ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะปัจจุบัน ได้มีวิตามินซี ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ อาหารเสริม ที่สามารถหาซื้อทาน ได้โดยง่าย เลยทีเดียว ซึ่งก็มีหลากหลายยี่ห้อ ที่มีมาให้ผู้บริโภค สามารถเลือกซื้อได้ง่าย

และที่สำคัญ ไม่ควรทานวิตาซี ในปริมาณที่มาก เกินพอดี ควรทานในปริมาณ ที่เพียงพอต่อร่างกาย โดยปกติร่างกาย ของมนุษย์ ต้องการวิตามินซี ที่เพียงพอต่อวัน ไม่ควรเกิน 1000 mg. ”

 

ดอกไม้ 12 ชนิดกินเพื่อสุขภาพ กินดอกไม้เป็นอาหาร ก็ยังได้

ดอกไม้โดยส่วนใหญ่ มักถูกนำมาใช้ประโยชน์ ในด้านของการตกแต่ง ใช้เป็นของขวัญ หรือ ใช้ในพิธีต่างๆ เพราะ ดอกไม้ มีความสวยงาม และมีกลิ่นหอม ไม่ว่าใครๆ ก็ชอบดอกไม้

ดอกไม้โดยส่วนใหญ่ มักถูกนำมาใช้ประโยชน์ ในด้านของการตกแต่ง ใช้เป็นของขวัญ หรือ ใช้ในพิธีต่างๆ เพราะ ดอกไม้ มีความสวยงาม และมีกลิ่นหอม ไม่ว่าใครๆ ก็ชอบดอกไม้กันทั้งนั้น

แต่นอกจากดอกไม้ ที่ให้ความสวยงามแล้ว ยังมีดอกไม้อีกหลายชนิด ที่ไม่เพียงแค่ให้ความสวย ความหอม เท่านั้น แต่ว่ายังมีดอกไม้ อีกมากมายหลายชนิด ที่สามารถนำมาปรุง เป็นอาหาร สามารถรับประทานได้ อีกทั้งยังมีประโยชน์ ในด้านสุขภาพ อีกด้วย

สำหรับใคร ที่เข้าใจผิด หรือคิดว่าดอกไม้นั้น ไม่สามารถกินเพื่อสุขภาพได้ ลองเปิดใจ ศึกษาข้อมูลดูสักนิด แล้วจะรู้ว่า คุณค่าของดอกไม้นั้น มีมากจริงๆ

ประโยชน์ของ ดอกไม้ เพื่อสุขภาพ

1. ดอกนางนวล

ส่วนของใบ ลำต้น และราก ของต้นดอกนางนวล สามารถนำมาต้ม ช่วยบรรเทาอาการไอ ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ และใช้เป็นยาถอนพิษได้

2. ดอกวัลย์ชาลี

เป็นดอกไม้ ตระกูลเดียวกับ บอระเพ็ด สามารถนำใบสดๆ มาตำ รักษาอาการปวด พอกฝี ได้

3. ดอกจำปา

ส่วนของราก และเปลือก ของดอกจำปา สามารถช่วยรักษา โรคหิด โรคเรื้อน ฝีมีหนองได้

4. ดอกเบญจมาศ

สามารถนำมาตากแห้ง แล้วนำมาต้ม หรือชง ในน้ำร้อน จะสามารถช่วยแก้กระหายน้ำได้



5. ดอกเล็บมือนาง

ลำต้น และใบ ของดอกเล็บมือนาง มีส่วนที่สามารถช่วย ในการขับพยาธิ ได้

6. ดอกกฤษณา

ดอกกฤษณา เป็นดอกไม้ ที่มีกลิ่นหอม มีสรรพคุณที่สามารถช่วย ในเรื่องของ บำรุงโลหิต บำรุง หัวใจ ช่วยทำให้ ดับ ทำงานเป็นปกติ และน้ำมันจากเมล็ด ของดอกกฤษณา มีส่วนสามารถช่วย รักษาโรคผิวหนัง ได้อีกด้วย

7. ดอกคัดเค้า

เป็นดอกที่มีส่วน ช่วยในการแก้ไข้ แก้โลหิตเป็นพิษ และยังช่วยขับเสมหะ ได้อีกด้วย

8. ดอกระดังงา

ส่วนของใบดอกกระดังงา สามารถนำมาต้ม ดื่มช่วยขับปัสสาวะได้

9. ดอกกระถินขาว

ดอกกระถินขาว มีลักษณะดอกเป็นสีขาวกลม มีส่วนสามารถช่วย บำรงุตับได้

10. ดอกกาหลง

ดอกกาหลง เป็นดอกไม้สีขาว มีส่วนช่วยแก้ ปวดศีรษะ โรคเลือกออกตามไรฟัน และลดความดันโลหิตได้

11. ดอกแก้ว

ดอกแก้วเป็นดอกไม้สีขาว ดอกเล็ก มีส่วนช่วยขับประจำเดือน แก้จุกเสียด แน่นเฟ้อได้

12. ดอกสารภี

ดอกสารภี เป็นดอกไม้สีขาว มีกลิ่นหอม คนส่วนใหญ่นิยมนำดอก มาปรุงเป็นยาหอม กลิ่นของดอกสารภี มีส่วนช่วยทำให้สดชื่น ช่วยชูกำลังได้ดี

 

ดอกไม้ ที่กินได้

1. ดอกลีลาวดี

ดอกลีลาวดี หรือ ดอกลั่นทม ที่เป็นดอกสีขาว สามารถนำมาปรุงเป็นอาหาร รับประทานได้ แต่ต้องล้างส่วนยางออกให้หมด เอาเฉพาะกลีบดอกสีขาว แล้วนำกลีบดอกไม้ มาชุปแป้งทอดกรอบ กินคู่กับน้ำพริกได้

2. ดอกโสน

ดอกโสน เป็นดอกไม้ที่มีลักษณะ ของดอกเป็นสีเหลือง สามารถนำมาปรุง เป็นอาหารรับประทาน ได้หลากหลายชนิด เช่น นำมาชุปแป้งทอด ทำเป็นขนมดอกโสน หรือ จะนำมาต้มกับน้ำพริกก็ได้ ฯลฯ เป็นต้น

3. ดอกเฟื่องฟ้า

ดอกเฟื่องฟ้า ที่ไม่มีใครคิดว่าจะทานได้ แต่ที่จริงแล้ว เราสามารถนำกลีบดอกเฟื่องฟ้า มาชุปแป้งทอด ทานคู่กับน้ำพริกได้ เช่นกัน

4. ดอกมะลิ

ดอกมะลิ มีความหอม ชื่นใจ จึงนิยมนำมาลอย หรือ นำมาอบในน้ำต้มสุก ไว้สำหรับดื่มแล้วจะทำให้ รู้สึกสดชื่น มากยิ่งขึ้น

5. ดอกขจร

ดอกขจร คนส่วนใหญ่มักนิยม นำมาต้ม ทานคู่กับน้ำพริก แสนอร่อยได้

6. ดอกบัว

ดอกบัว ไม่เพียงแต่ก้านบัว เท่านั้น ที่สามารถนำมาปรุง รับประทานเป็นอาหารได้ แต่ว่า กลีบดอกบัว ก็สามารถนำรับประทาน ได้เช่นกัน

7. ดอกชมพู่

ดอกชมพู่ เป็นดอกที่สวย คนส่วนใหญ่นิยม นำมาชุปแป้งทอด กินคู่กับน้ำพริก

8. ดอกกระเจี๊ยบ

ดอกกระเจี๊ยบสีแดง ที่ส่วนใหญ่นิยมนำมาต้ม ทำเป็นน้ำกระเจี๊ยบสำหรับดื่ม คลายร้อน ทำให้สดชื้น สามารถแก้ร้อนในได้ และยังสามารถนำมา ทำเป็นแกงส้ม ได้อีกด้วย

9. ดอกขึ้เหล็ก

ดอกขี้เหล็ก ส่วนใหญ่แล้ว นิยมนำมาแกง เป็นแกงขี้เหล็ก สามารถนำเนื้อหมู เนื้อไก่ มาใส่เพิ่มรสชาติ ให้อร่อยได้

10. ดอกแค

ดอกแคสีขาว ที่สามารถนำมาปรุง เป็นอาหารรับประทาน ได้หลากหลาย เลยทีเดียว เช่น นำมาชุปแป้งทอด กินคู่กับน้ำพริก นำมาแกงส้ม และนำมาต้มทานได้ ฯลฯ เป็นต้น

11. ดอกข้าวโพด

ดอกข้าวโพด สามารถนำมาผัด หรือ แกง รับประทานเป็นอาหารได้

12. ดอกฟักทอง

ดอกฟักทอง สามารถนำชุปแป้งทอด กินคู่กับน้ำพริก หรือ จะนำมาแกง ก็ยังได้

” เห็นแล้วใช่ไหมคะ ว่าดอกไม้ ไม่เพียงแต่ให้ความสวยงาม มีกลิ่นหอม เพียงเท่านั้น แต่ว่ายังมีประโยชน์ ที่สามารถนำมารับประทานได้ และที่สำคัญควรเก็บดอกไม้สดๆ จากต้น มารับประทาน จึงจะดีกว่า เก็บดอกไม้ที่ร่วงแล้วหลายวัน

และถ้าหาก ผู้ที่ต้องการนำดอกไม้ มาปรุงเป็นอาหาร สำหรับรับประทานแล้ว ควรศึกษาดูว่า ตัวเองแพ้ดอกไม้ ชนิดไหนหรือไม่ หากมีอาการแพ้ ก็ไม่ควรทาน จึงจะดีกว่า แต่เพื่อความปลอดภัย ในการรับประทานดอกไม้ ก็ควรศึกษา และสังเกตุดูให้ดีก่อนว่า ควรรับประทานหรือไม่

เพราะมีดอกไม้หลายชนิด ที่ยังพิษอันตราย ที่ไม่สามารถรับประทานได้ โดยเฉพาะดอกไม้ ที่อาจมีสารพิษตกค้างอยู่ เช่น สารเคมี สารตะกั่ว สารปรอท ที่อาจตกค้างอยู่ในดอกไม้ได้ โดยเฉพาะดอกไม้ ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ที่อาจมีสารพิษปนเปื้อนอยู่ โดยเฉพาะดอกไม้ข้างถนน ดอกไม้ที่ปลูกอยู่ใกล้กับ โรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ “

รองเท้าผ้าใบ 7 แบรนด์ดังในตำนาน เลือกยี่ห้อไหนดี

การออกกำลังกาย นอกจากจะมีชุดกีฬา หรือ ชุดพร้อมที่จะออกกำลังกายแล้ว การเลือกใส่รองเท้าผ้าใบ ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก สำหรับใส่ขณะการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง การปั่นจักรยาน การเล่นฟุตบอล ฯลฯ และไม่ว่าจะเป็นกีฬาประเภทไหน ที่ต้องสวมใส่รองเท้าผ้าใบ

การออกกำลังกาย นอกจากจะมีชุดกีฬา หรือ ชุดพร้อมที่จะออกกำลังกายแล้ว การเลือกใส่ รองเท้าผ้าใบ ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก สำหรับใส่ขณะ การออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง การปั่นจักรยาน การเล่นฟุตบอล ฯลฯ และ ไม่ว่าจะเป็นกีฬาประเภทไหน ที่ต้องสวมใส่รองเท้าผ้าใบ สำหรับออกกำลังกาย

ควรต้องใส่ใจในการ เลือกสวมรองเท้าผ้าใบ กันทั้งนั้น จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น ของคนที่รักสุขภาพ เพื่อให้การออกกำลัง ไม่มีอุปสรรค หรือ ได้รับการบาดเจ็บ จากการออกกำลังกาย ก็ควรเลือกสวมใส่ รองเท้าผ้าใบสำหรับ ออกกำลังกาย ให้เหมาะสมกับตัวเอง มากที่สุด

ปัจจุบัน ก็มีรองเท้าผ้าใบ หลากหลายแบรนด์ ที่มีมาให้ผู้ที่รักรองเท้าผ้าใบ มาให้เลือกสรรค์กันอย่างไม่ถูก เลยทีเดียว แต่ละแบรนด์ ก็มีความโดดเด่น ที่แตกต่างกันไป ล้วนแต่มีเอกลักษณ์ เฉพาะตัว มาเอาใจผู้ที่ชื่นชอบ รองเท้าผ้าใบสำหรับสวมใส่ ออกกำลังกาย

รองเท้าผ้าใบ สำหรับออกกำลังกาย

1. รองเท้าผ้าใบยี่ห้อ Nike

 

รองเท้าผ้าใบ

 

Nike ถือว่าเป็นแบรนด์ ที่นักกีฬาชื่อดังทั่วโลก ให้ความสนใจ และให้ความนิยมในการใช้ เป็นอย่างมาก เพราะเป็นแบรนด์ที่ ผลิตเสื้อผ้า และอุปกรณ์เกี่ยวกับกีฬา ที่มีสัญลักษณ์ที่โดดเด่น เป็นเครื่องหมายถูก และ ด้วยรองเท้าผ้าใบ ที่มีคุณภาพที่ดี จึงเป็นตัวเลือกอันดับแรกๆ ของผู้ที่ต้องการรองเท้า

สำหรับการออกกำลังกาย หรือ การเล่นกีฬา แต่รองเท้าผ้าใบ ยี่ห้อ Nike ไม่ได้เป็นเพียง เหมาะสำหรับ การใส่เล่นกีฬา หรือ การออกกำลังเพียงเท่านั้น แต่ยังมีผู้คนให้ความสนใจ และ นิยม นำมาใส่คู่กับชุดลำลอง เที่ยวเป็นรองเท้าคู่กาย ได้อีกด้วย



2. รองเท้าผ้าใบยี่ห้อ Adidas

รองเท้าผ้าใบ

Adidas เป็นแบรนด์ระดับโลก ชื่อคุ้นหูของใครหลายคนมานาน ที่เป็นแบรนด์ ผลิตรองเท้ากีฬาจากเยอรมนี หลังสงครามโลก ครั้งที่ 1 มีสัญลักษณ์ที่โดดเด่น เป็นรูปแถบ 3 แถบ และ เป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยม เป็นอย่างมาก อีกแบรนด์หนึ่ง

ที่นักกีฬาในระดับโลก ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ด้วยความโดดเด่นของรูปทรง สีสัน และ คุณภาพ ที่เป็นเอกลักษณ์ จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ของผู้ที่สนใจ ในการเลือกใช้รองเท้าผ้าใบ ที่มีคุณภาพที่ดี ระดับโลก มาใช้สวมใส่ สำหรับการเล่นกีฬา หรือ การออกกำลังกาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากที่สุด

3. รองเท้าผ้าใบยี่ห้อ PUMA

รองเท้าผ้าใบ

Puma เป็นอีกแบรนด์หนึ่ง ที่ได้รับความนิยม ไม่แพ้แบรนด์ใดเลย ซึ่งผลิตรองเท้า และอุปกรณ์กีฬา ที่มีสัญลักษณ์โดดเด่น เป็น สิงโตภูเขา เป็นสัตว์ที่ปราดเปรียว กระฉับกระเฉง สามารถปีนป่ายภูเขา ได้เป็นอย่างดี และ ยังเป็นแบรนด์ที่ ได้รับการสนับสนุน จากนักฟุตบอล

และ นักกีฬาชื่อดังหลายคน เช่น เปเล่, ลอธาร์ มัทธาอุส, เอนโซ ฟรานเซสโคลี และ ยูเซบิโอ ฯลฯ เพราะรูปแบบที่โดดเด่น มีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร จึงเป็นอีกทางเลือก สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรองเท้าผ้าใบ ที่ไม่ว่าจะสวมใส่ สำหรับออกกำลังกาย หรือ ใช้เป็นเครื่องแต่งกาย ให้เข้ากับชุดคู่ใจ ก็ยังได้

4. รองเท้าผ้าใบยี่ห้อ Onitsuka Tiger

รองเท้าผ้าใบ

Onitsuka Tiger เป็นแบรนด์ที่ผลิตรองเท้า ที่เก่าแก่ที่สุด ของประเทศญี่ปุ่น ที่ออกแบบมาเพื่อ ให้นักกีฬาสามารถ ใช้งานได้อย่างคล่องตัว ตอบสนองทุกการเคลื่อนไหว เนื่องจากเป็นแบรนด์รองเท้า ที่มีคุณภาพ และ มีประสิทธิภาพที่สูง สำหรับการใช้งาน ของผู้ที่เล่นกีฬา

และผู้ที่ชอบออกกำลังกาย จึงเป็นที่นิยม อย่างมากในหมู่แวดวงของคนเล่นกีฬา ที่ไม่ว่าใคร ก็อยากได้มาครอบครอง

5. รองเท้าผ้าใบยี่ห้อ Reebok

รองเท้าผ้าใบ

Reebok เป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยม เป็นอย่างมากเช่นกัน ของเหล่าผู้ที่ชื่นชอบ การออกกำลังกาย และ เล่นกีฬา เป็นแบรนด์ที่มีความโดดเด่น ด้วยสัญลักษณ์ รูปสามเหลี่ยม หรือ เดลต้า ที่มีเส้นสีแดง 3 เส้นประกอบกัน เป็นรูปสามเหลี่ยม เป็นแบรนด์ทระดับโลก สัญชาติอังกฤษ ก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง ของใครที่ต้องการ รองเท้าใส่วิ่ง หรือ ใส่ออกกำลังกาย

6. รองเท้าผ้าใบยี่ห้อ Converse

รองเท้าผ้าใบ

รองเท้าแบรนด์ Converse เป็นรองเท้ากีฬา ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ที่ไม่ว่าใครก็อยากได้ มาครอบครองเป็นของตัวเอง เพราะความโดดเด่น ด้วยตราสัญลักษณ์ รูปดาว ที่ใครหลายคน ไม่เพียงแต่ใส่เล่นกีฬา หรือ ออกกำลังกายเท่านั้น

แต่ได้รับความนิยม นำมาใส่เป็นรองเท้าคู่ใจ ให้เข้ากับชุดลำลอง เหมือนเป็นเครื่องแต่งกาย ให้กับชุดได้หลากหลาย เลยทีเดียว เพราะเป็นรองเท้าที่มีรูปแบบ ลักษณะที่โดดเด่น จากสัญชาติอเมริกัน จึงเป็นที่นิยมของคน ทั้งโลก

7. รองเท้าผ้าใบยี่ห้อ New Balance

รองเท้าผ้าใบ

New Balance เป็นแบรนด์ที่ผลิตสินค้ากีฬา รองเท้ากีฬา สัญชาติอเมริกัน ที่มีความโดดเด่นในด้านของรูปทรง ที่มีความโค้งมน มีความยืดหยุ่นสูง ใส่แล้วสะดวกสบาย จึงเป็นรองเท้า ที่ได้รับความนิยม อีกแบรนด์หนึ่ง สำหรับผู้ที่ชื่นชอบ การเล่นกีฬา หรือ ออกกำลังกาย

 

 

” สำหรับผู้ที่กำลังมองหา รองเท้าผ้าใบสักคู่ สำหรับสวมใส่ ในการ การออกกำลังกาย เล่นกีฬา หรือ ใส่ให้เข้ากับชุดคู่ใจ ก็สามารถใช้ตัวเลือก ในการตัดสินใจ เลือกรองเท้าผ้าใบ ให้เหมาะสมและเข้ากับตัวคุณ ให้มากที่สุด ได้ด้วยตัวเลือก จากรองเท้าแบรนด์ดัง ระดับดับโลก ได้เลยนะคะ

เพราะรองเท้าผ้าใบ เป็นรองเท้าที่ใส่แล้ว ทำให้สะดวกสบาย ในการเล่นกีฬา หรือ การเดินทาง ทำให้คล่องตัว ใส่แล้วสามารถป้องกัน การบาดเจ็บ จากการเดินทาง หรือ การเล่นกีฬา ได้เป็นอย่างดี จึงไม่แปลก ที่รองเท้าผ้าใบ จะอยู่คู่คนทั้งโลก มาอย่างช้านาน ”

 

 

 

 

รูปภาพอ้างอิงจาก : store.nike.com, shop.adidas.co.th, fr.puma.com, onitsukatiger.com, fitness.reebok.com, converse.co.th, newbalance.ca

ทับทิม ผลไม้ต้านโรคร้าย ป้องกันมะเร็งได้กว่า 13 ชนิด

เนื่องจากทับทิม อุดมไปด้วยสารอาหาร ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย เป็นอย่างมาก และที่สำคัญทับทิม ยังเป็นผลไม้ ที่มีวิตาซี ที่สูงมากอีกด้วย จึงทำให้มีผู้คนมาก

ทับทิมเป็นผลไม้ ที่มีหลากหลายสายพันธุ์ และเป็นผลไม้ที่เป็น สิริมงคลของจีน ทับทิม ได้รับความนิยมนำมาทาน กันมากในปัจจุบัน เพราะทับทิม มีรสหวาน หอม น่าทาน ทับทิมมีถิ่นกำเนิดที่ อิหร่าน แล้วได้ถูกนำแพร่ไปยัง ประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทยด้วย

ทับทิมเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีลำต้นที่เล็ก และมีหนามที่แข็ง ผลของทับทิม มีลักษณะกลม มีเปลือกที่หนา ค่อนข้างแข็งเล็กน้อย ผิวเกลี้ยง เมื่อสุกแล้วจะมีผล สีเหลืองอมแดง หรือ เหลืองอมชมพู ด้านในจะมีเมล็ดสีแดงอยู่ มีเยื่อสีครีมอมเหลือง ที่ใช้ในการแบ่งช่อง รูปทรงของเมล็ดข้างใน มีลักษณะเป็นรูปเหลี่ยม มีรสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย

 ประโยชน์ของ ทับทิม

เนื่องจากทับทิม อุดมไปด้วยสารอาหาร ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย เป็นอย่างมาก และที่สำคัญทับทิม ยังเป็นผลไม้ ที่มีวิตามินซี ที่สูงมากอีกด้วย จึงทำให้มีผู้คนมากมาย เลือกที่จะทานทับทิม เพราะสามารถช่วยป้องกัน การเกิดโรคร้ายต่างๆ ได้มากเลยทีเดียว

1. ช่วยป้องกัน โรคหัวใจ

การได้รับสารอาหาร ที่ได้จากทับทิม ที่ประกอบไปด้วย เส้นใย โพแทสเซียม ไลโคปีน และวิตามินซี ที่มีส่วนช่วยบำรุง และรักษาสุขภาพของหัวใจ ได้ดีที่สุด ทับทิมเป็นผลไม้ ที่มีอิทธิพลต่อ ระดับไขมันในเลือด เชิงบวก สามารถช่วยลด ระดับไขมันในเลือด โดยเฉพาะ ไตรกลีเซอไรด์ ที่เป็นสาเหตุของการ เกิดโรคหัวใจได้

2. ช่วยป้องกัน โรคความดันโลหิตสูง

การทานทับทิม เป็นตัวช่วยในการ ป้องกันและลดความเสี่ยง ของการเป็น โรคความดันโลหิตสูง จึงเป็นสิ่งที่ดี เพราะทับทิม มีส่วนช่วยให้การขยายตัว ของหลอดเลือด มีประสิทธิภาพที่ดี



3. ช่วยป้องกัน โรคหอบหืด

ปัจจุบันความเสี่ยง ของการเป็นโรคหอบหืด มีสูงขึ้นมาก และถ้าหากต้องการ ให้โรคหอบหืดลดลง ควรเลือกรับประทาน อาหารที่มีสารอาหาร ที่พบว่ามีวิตามินซีสูง เช่น ทับทิม ฯลฯ เพราะมีส่วนที่สามารถ ช่วยในการ ต่อต้านและยับยั้ง เชื้อไวรัส เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย สามารถช่วยต่อต้านการอักเสบ และที่สำคัญ ช่วยป้องกันระบบภูมิคุ้มกัน ได้ดีที่สุด เช่น ป้องกันการเกิด โรคไข้หวัดใหญ่

4. ช่วยป้องกัน โรคหลอดเลือดสมอง

หากทานทับทิม เป็นประจำ จะช่วยป้องกัน และความเสี่ยงของการ เกิดโรคหลอดเลือดสมอง เพราะในทับทิม มีโพแทสเซียมสูง ที่สามารถช่วย ลดความเสี่ยง ของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ได้

5. ช่วยป้องกัน โรคมะเร็ง

ทับทิมเป็นแหล่งของ สารต้านอนุมูลอิสระ ที่เต็มไปด้วย วิตามินซี และเบต้าแคโรทีน ที่สามารถช่วยต่อสู้ กับการก่อตัวของเซล์มะเร็งได้ดี จึงสามารถช่วยต่อต้าน มะเร็ง ได้กว่า 13 ชนิด เช่น โรคมะเร็งผิวหนัง โรคมะเร็งลำไส้ โรคมะเร็งตับ และ โรคมะเร็งหลอดอาหาร ฯลฯ เป็นต้น และในทับทิมยังมีไลโคปีน ที่สามารถช่วย ในการลดความเสี่ยง ของการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้

6. ช่วยป้องกัน โรคกระดูกพรุน

เมื่ออายุ เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้กระดูก และข้อ สามารถเสื่อมสภาพลง ได้ทุกวัน การเลือกรับประทานอาหาร ที่มีสารอาหาร ที่สามารถช่วยบำรุง และป้องกันข้อ และกระดูกให้แข็งแรง นับว่าเป็นสิ่งที่ จำเป็นมากที่สุด เช่น การเลือกทานทับทิมเป็นประจำ จะสามารถช่วย รักษาโรคกระดูก และป้องกันการเกิด โรคกระดูกพรุน ได้ดี

7. ช่วยป้องกัน โรคท้องผูก

ในทับทิม มีสารอาหารที่สามารถ ช่วยให้การย่อยอาหาร และมีเส้นใยอาหาร ที่สามารถ ช่วยป้องกัน การเกิด อาการท้องผูก และช่วยทำให้ ระบบทางเดินอาหาร มีสุขภาพที่ดี และที่สำคัญ ยังมีส่วนช่วยรักษา โรคท้องเดิน และโรคบิด อีกด้วย

8. ช่วยป้องกัน โรคอ้วน

สำหรับผู้ที่ต้องการ ควบคุมน้ำหนัก ควรเลือกทานผลไม้ อย่างทับทิม เพราะทับทิมเป็นผลไม้ ที่อุดมไปด้วยสารอาหาร ที่สามารถช่วย ในการเผาผลาญ ได้ดี จึงทำให้สามารถ ช่วยลดการเกิด โรคอ้วน ทำให้ น้ำหนัก มีความสมดุล

9. ช่วยป้องกัน การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ

ในทับทิม มีสารอาหารที่สามารถ ช่วยป้องกัน การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ และช่วยเก็บรักษา ความหนาแน่นของกระดูก อีกด้วย

ประโยชน์ของทับทิม ด้านอื่นๆ

1. ช่วยป้องกันการขาดน้ำ ในร่างกาย ได้ดี เมื่อทานแล้ว ทำให้รู้สึกสดชื่น และน้ำทับทิม ช่วยทำให้คลายร้อน แก้กระหาย ได้เป็นอย่างดี

2. ช่วย บำรุงผิวพรรณ ให้มีความชุ่มชื้น ทำให้ผิวพรรณมีสุขภาพที่ดี มีผิวเปล่งปลั่ง สดใส

3. ช่วยป้องกันแสงแดด ได้ดี เพราะในทับทิม มีวิตามินซีที่สูง จึงช่วยต่อสู้ กับความเสียหาย ที่เกิดขึ้นกับผิว เนื่องจาก แสงแดด

4. มีส่วนช่วยในการสร้าง คอลลาเจน จึงทำให้ผิวเต่งตึง ไม่เหี่ยวย่นง่าย

5. ช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอย ลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย จึงช่วยทำให้ อ่อนเยาว์

6. ช่วยป้องกัน และต่อต้าน เชื้อโรค และแบคทีเรีย ต่างๆ ที่สามารถผ่านเข้าสู่ร่างกายได้ โดยเฉพาะผ่านทางผิวหนัง

7. มีส่วนช่วยในการ ระงับกลิ่นปาก ได้

8. ช่วยบำรุงสุขภาพของ ดวงตา ทำให้ดวงตาไม่เสื่อมได้ง่าย

9. ช่วยบำรุงสุขภาพ ของเหงือก และฟัน ให้มีสุขภาพที่ดี แข็งแรง ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน ได้ดี

” ทับทิมไม่ได้เป็นเพียง ผลไม้ ที่มีความสวยงาม น่าทานเฉพาะภายนอกเท่านั้น แต่ยังเป็นผลไม้ ที่มากไปด้วยคุณค่า ทางสารอาหารมากมาย ที่สามารถช่วยป้องกัน และรักษาการเกิดโรคร้ายต่างๆ ได้อย่างมากมาย ที่ใครหลายคนคาดไม่ถึง ซึ่งถือว่าทับทิม เป็นผลไม้ที่มีความ มหัศจรรย์จริงๆ รู้อย่างนี้แล้ว ต้องรีบไปหาซื้อทับทิม มาไว้ทานแล้ว หล่ะค่ะ “

 

line stickers LINE อาชีพเสริม 6 วิธีสร้างรายได้หลักล้าน

อาชีพเสริมที่มาแรง สร้างรายได้มานักต่อนัก ให้ใครหลายคน สามารถทำรายได้จากการสร้าง stickers line มีรายได้หลักล้าน มาแล้ว การออกแบบและขาย สติ๊กเกอร์ไลน์

อาชีพเสริมที่มาแรง สร้างรายได้มานักต่อนัก ให้ใครหลายคน สามารถทำรายได้จากการสร้าง stickers line มีรายได้หลักล้าน มาแล้ว การออกแบบและขาย สติ๊กเกอร์ไลน์ บน Application lineถือได้ว่า เป็นอาชีพที่มีผู้คน ให้ความสนใจ กันอย่างแพร่หลาย ทั่วโลก

เพราะมีผู้ที่สร้าง สติ๊กเกอร์ไลน์ ทั้งหน้าใหม่ และ หน้าเก่า ที่ได้ผลิต ผลงานที่สร้างสรรค์ มานำเสนอ วางขายบน Application lineอย่างแพร่หลาย กับบางคนได้ยึดอาชีพ การขายสติ๊กเกอร์ไลน์ บน Application lineเป็นอาชีพหลัก ที่สามารถสร้างรายได้ อย่างมากเลยทีเดียว

หากคุณเป็นคนหนึ่ง ที่มีจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ หรือ มีไอเดียดีๆ ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน คุณสามารถลองสร้าง สติ๊กเกอร์ไลน์ ไปวางขาย ได้ เพราะเป็นช่องทาง อีกช่องทางหนึ่ง สำหรับผู้ที่ต้องการมีรายได้เสริม หรือ สร้างรายได้ ที่สามารถ ทำให้คุณรวย และประสบความสำเร็จ ได้

ประวัติของLINE

ไลน์ เป็นโปรแกรมชนิดหนึ่ง ในรูปแบบของแชท ที่ถูกผลิตขึ้นจากประเทศญี่ปุ่น ในช่วงปี 2010 โดยได้รับแรงบรรดาลใจ ในการสร้าง ที่มาจากสาเหตุ ของการเกิดเหตุการณ์ แผ่นดินไหว ทำให้การติดต่อ สื่อสารไม่ได้ จึงได้มีการ สร้างไลน์ขึ้นมา เพื่อให้สามารถ มีการแชทตอบโต้ ได้อย่างรวดเร็ว

สามารถใช้ได้ด้วย อุปกรณ์ทางเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ ฯลฯ เป็นต้น ที่มีลูกเล่นมากมาย ทำให้เป็นที่นิยม ของคนไทย และผู้คนทั่วโลก เพราะไลน์ มีความสามารถ ที่หลากหลาย ที่ได้อำนวยความสะดวก ให้กับผู้ใช้อย่างมาก เช่น สามารถคุย msg สามารถโทรคุยกันได้ ส่งรูปภาพ ส่งไฟล์ และที่สำคัญจุดเด่นเลย คือ การส่งสติ๊กเกอร์ไลน์

แต่ถึงแม้ ไลน์ จะถูกสร้างขึ้นจากประเทศญี่ปุ่น แต่ไลน์ ถูกสร้างขึ้นมาโดยชาวเกาหลี ที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่น นั่นเอง ที่สำคัญความนิยม ของการใช้ไลน์ ในประเทศไทย ติดเป็นอันดับที่ 2 รองจากประเทศญี่ปุ่น ที่มีความนิยม ใช้ไลน์มากที่สุด เพราะความโดดเด่น ที่ชัดเจนของไลน์ นั่นก็คือ สติ๊กเกอร์ไลน์ นั่นเอง



ปัจจุบันมีประเทศ ที่นิยม และให้ความสนใจ เกี่ยวกับไลน์ อยู่หลากหลายประเทศ ด้วยกัน เช่น ญี่ปุ่น ไทย เกาหลี สเปน ฯลฯ เป็นต้น และตัวสติ๊กเกอร์ไลน์ ที่ทุกคนรู้มัก และนิยมใช้กันมากที่สุด คือ Brown Cony Moon ฯลฯ เป็นต้น

ควาสามารถของLineline

1. สามารถใช้ในการติดต่อสื่อสาร ได้โดยสะดวกและง่าย

2. สามารถส่งรูปภาพ เพลง วีดีโอ และไฟล์ ต่างๆ ได้

3. สามารถระบุพิกัดสถานที่ที่อยู่ เพื่อส่งต่อได้

4. สามารถส่งสติ๊กเกอร์ไลน์ แทนการพิมพ์ข้อความได้

5. มีการแจ้งเตือนทุกครั้ง เมื่อมีการสื่อสาร

6. สามารถคุยกันได้ ทีละหลายๆ คน ในเวลาเดียวกัน โดยการสร้างกลุ่ม

7. สามารถใช้ได้ บนระบบปฏิบัติการ ที่หลากหลาย เช่น windows และ ios

8. สามารถเพิ่มเพื่อนโดยการใช้ คิวอาร์โคด เบอร์โทรศัพท์ ID และการเขย่าโทรศัพท์ เพื่อค้นหาเพื่อนได้

 

วิธีสร้างรายได้จาก สติ๊กเกอร์ Line

1. ต้องมีแนวคิดที่แปลกใหม่ สามารถสร้างตัวการ์ตูน หรือ ตัวละคร ที่สามารถเจาะกลุ่มตลาดเป้าหมาย ได้ในวงกว้าง

2. ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ที่ไม่เคยมีมาก่อน แล้วเป็นสิ่งที่คนวงกว้าง ชื่นชอบด้วย

3. การสร้าง คาแรกเตอร์ที่โดดเด่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ให้กับตัวการ์ตูน หรือ ตัวละคร เป็นสิ่งสำคัญ ที่จะสามารถจูงใจ ผู้คนให้มาสนใจ ซื้อสติ๊กเกอร์ไลน์ได้

4. อย่าสร้างตัวการ์ตูน ตามกระแส หรือ ตามแฟชั่นนิยม เท่านั้น

5. รูปแบบที่ทำให้ ผู้ใช้สามารถใช้ได้ง่าย สื่อสารได้ง่าย มีความชัดเจน

6. อย่าลอกเลียนแบบ หรือ ละเมิดลิขสิทธิ์ ของตัวการ์ตูน หรือ ตัวละคร ของผู้อื่นโดยเด็ดขาด

อยากขาย สติ๊กเกอร์ Lineทำยังไงดี?

1. ออกแบบ สติ๊กเกอร์ไลน์

2. หากมีLine ID แล้ว ก็ให้สมัครLine Account ( หากยังไม่มีLine ID ก็ให้ทำการสมัครก่อน )

3. กรอกข้อมูล เพื่อรับเงิน และ แบบฟอร์มภาษี

4. นำสติ๊กเกอร์ไลน์ ที่ได้ออกแบบไว้ ส่งไปให้ทางLine หลังจากที่สมัครLine account เรียบร้อยแล้ว

5. รอทางLine ตรวจสอบ สติ๊กเกอร์ไลน์ ว่าไม่ได้ผิดกฏข้อใด แล้วก็รออนุมัติขาย ใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน

6. หลังจากได้รับการอนุมัติ จากทางLine เรียบร้อยแล้ว ก็สามารถลงขายได้ โดยต้องแบ่งส่วนแบ่ง ให้ทาง Line50%

line

 

เพราะการแข่งขัน ของอาชีพนี้ มีการแข่งขันที่สูงมาก จึงจำเป็นอย่างมาก ที่คุณจะต้องสร้างกลยุทธ์ คาแรกเตอร์ ความโดดเด่น ในการนำเสนอผลงาน ของคุณ ให้สามารถสู้กับคู่แข่งได้ ความสำเร็จของการทำ สติ๊กเกอร์ไลน์ ขาย ไม่จำเป็นว่าคุณจะต้อง วาดรูปเก่ง ออกแบบได้สวยที่สุด

ขอแค่คุณมีจินตนาการ มีความคิดสร้างสรรค์ ที่เป็นเอกลักษณ์ แล้วสามารถทำให้ คนส่วนมากชื่นชอบ ในผลงานของคุณ เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถ ไปอยู่แนวหน้า ของวงการ สติ๊กเกอร์ไลน์ ได้เช่นกัน

โรคติดต่อ 10 โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่ควรระวัง

โรคติดต่อ ทางเพศสัมพันธ์ ในปัจจุบันมักพบปัญหานี้ ทวีรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกับกลุ่มของเด็กวัยรุ่น ที่มักมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรและไม่รู้จักวิธีป้องกัน

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ในปัจจุบันมักพบปัญหานี้ ทวีรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกับกลุ่มของเด็กวัยรุ่น ที่มักมีเพศสัมพันธ์ ก่อนวัยอันควร และไม่รู้จักวิธีป้องกัน ที่ถูกต้อง แต่ถึงอย่างไร โรคติดต่อ ทางเพศสัมพันธ์ ก็สามารถเกิดขึ้นได้ กับทุกเพศทุกวัย ได้เช่นกัน ถ้าหากมีพฤติกรรมที่สำส่อน มีคู่นอนหลายคน

โรคติดต่อ ทางเพศสัมพันธ์

1. โรคหนองใน

โรคหนองใน เป็นโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย แต่ก็สามารถรักษา ให้หายขาดได้ อาการของโรคหนองใน สำหรับผู้หญิง มักมี อาการตกขาว ซึ่งถ้าหากเป็นเรื้อรัง อาจทำให้เกิด ภาวะแทรกซ้อนของโรคอื่นๆ ได้ ส่วนโรคหนองใน ที่เกิดกับผู้ชาย มักมีอาการ ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะมีหนอง หรือ ของเหลวไหลออกมา

2. โรคเริม

เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่มักพบมากขึ้นเรื่อยๆ มักเกิดจากการติดเชื้อ ที่ติดมากจากการร่วมเพศ ทำให้เชื้อไวรัส ติดเข้าสู่ร่างกายได้ ไม่ว่าจะเป็นจากแผล ทางผิวหนัง หรือ เยื่อบุอ่อนๆ แล้วอาจจะไม่แสดงอาการ แต่มักจะไปแฝงตัว ที่ปมประสาทรับความรู้สึก

แต่โดยส่วนมาก หากใครที่เป็นโรคเริม มักมีอาการแสดง เช่น เกิดการอักเสบที่ท่อปัสสาวะ มีตุ่มใสๆ หรือ แผล ที่อวัยวะเพศ มีอาการตกขาวร่วมด้วย อวัยวะเพศบวมแดง มี อาการปวดศีรษะ มีไข้ แต่ก็ยังมีบางราย ที่ไม่แสดงอาการ ทางที่ดีก็ควรไปตรวจสุขภาพ ประจำปี จึงจะดีกว่า

3. HPV

การติดเชื้อ HPV เป็นการติดเชื้อไวรัส ที่ก่อให้เกิด การเป็นหูด ที่มีหลายสายพันธุ์ เช่น หูดหงอนไก่ หูดผิวหนัง หูดในท่อปัสสาวะ ฯลฯ และจะทำให้เกิด อวัยวะเพศอักเสบได้ จนทำให้เกิดแผล ที่ตรงอวัยวะเพศ ซึ่งถ้าหากเกิดความรุนแรง ก็อาจมีความเสี่ยง ของการเป็น มะเร็ง ปากมดลูกได้ โดยเฉพาะการติดเชื้อ ของหูดหงอนไก่ ตรงอวัยวะเพศ

4. ไวรัสตับอักเสบบี

โรคไวรัสตับอักเสบบี สามารถติดต่อกัน ได้โดยการสัมผัสกับเลือด น้ำคัดหลั่ง จากผู้ที่มีเชื้ออยู่แล้ว หรือ ติดต่อทางเพศสัมพันธุ์ ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี มักมีอาการ เบื่ออาหาร มีไข้ มีอาการอ่อนเพลีย ปัสสาวะสีเข้ม หากเป็นเรื้อรัง จะทำให้ ตับอักเสบเรื้อรัง

พฤติกรรมเสี่ยง เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี เช่น การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อ การรับถ่ายเลือด การสัก การทำฟัน การเจาะหู ที่ผ่านการใช้เครื่องมือ ที่มีเชื้ออยู่ไม่ได้ผ่าน การฆ่าเชื้ออย่างถูกต้อง และ การใช้ของร่วมกับผู้ที่มีเชื้อ เช่น ช้อน แปรงสีฟัน การตัดเล็บ มีดโกน ฯลฯ เป็นต้น

5. เชื้อรา

การมีเพศสัมพันธ์ กับคู่นอนหลายคน มีโอกาศในการเกิด การติดเชื้อรา ได้มากขึ้น หากคู่นอนมีเชื้ออยู่แล้ว ผู้หญิงถ้าหากพบว่า เกิดการติดเชื้อรา จะมีอาการตกขาว ที่มีกลิ่นเหม็น ลักษณะคล้ายนมบูด ส่วนผู้ชายมักมีอาการ อักเสบบริเวณอวัยวะเพศ และ ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย มักมีอาการคันร่วมด้วย

6. โรคซิฟิลิส

โรคซิฟิลิส เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย สไปโรซีต อาการของโรคมักแสดง หลังจากการติดเชื้อ จากการร่วมเพศ ประมาณ 10 – 90 วัน โดยจะมีแผลที่บริเวณ ลำองคชาต หรือ ที่บริเวณช่องคลอด อาการร่วม มักมีอาการผื่นน้ำตาลแดง ขึ้นตามร่างกาย และช่องคลอด ผมร่วม ต่อน้ำเหลืองบวม และ ถ้าหากผู้ที่ติดเชื้อโรคซิฟิลิส แล้วไม่ได้เริ่มรักษา ตั้งแต่เริ่มแรก จะทำให้สมองถูกทำลาย มักจะทำให้มีปัญหา ทางจิตที่ผิดปกติ และ อาจเป็น อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือ โรคหัวใจ ได้

7. เชื้อแคลมไมเดีย

การติดเชื้อแคลมไมเดีย เป็นการติดเชื้อ เอส ที ดี ชนิดหนึ่งที่มี สาเหตุมากจาก เชื้อจุลชีพ ลักษณะคล้ายเชื้อไวรัส มักติดต่อกัน ทางเพศสัมพันธุ์ จากผู้ที่มีเชื้อ อาการที่พบในผู้ชาย มักปัสสาวะแสบขัด ส่วนผู้หญิงไม่เคยพบ อาการแสดงที่บ่งบอก ถึงการติดเชื้อที่แน่ชัด แต่อาจมีอาการตกขาวได้



8. แผลริมอ่อน

การเกิดแผลริมอ่อน เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ทางเพศสัมพันธ์ ส่วนใหญ่มีระยะการฟักตัว ไม่เกิน 10 วัน อาการมีลักษณะ มีตุ่มแดง ตุ่มหนอง และแตกกลาย เป็นแผลอย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่เป็นแผลเดียว ผู้ชายมักมีแผลบริเวณ หนังหุ้มองคชาต เส้นสองสลึง และ รอยหยักที่คอองคชาติ ส่วนผู้หญิง มักพบแผลที่บริเวณ ปากช่องคลอด

9. ผื่นตัวหิด

การเป็นผื่นจากตัวหิด ที่เป็นไรชนิดหนึ่ง ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ ด้วยตาเปล่า มันสามารถทำให้เกิดผื่นเป็นเม็ดแข็งๆ เกิดตุ่มน้ำใส และมีอาการคันมากอีกด้วย โดยตัวหิดสามารถ ถ่ายทอดจากคนหนึ่ง ไปสู่อีกคนหนึ่ง ที่อยู่ใกล้ชิดกัน เช่น จากมือสัมผัสกัน

10. HIV

การติดเชื้อไวรัส เอชไอวี HIV เป็นโรคติดต่อจากมนุษย์ สู่มนุษย์ เป็นโรคของ ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง เชื้อ HIV ติดต่อผ่านทางการสัมผัส ของเยื่อเมือก หรือ การสัมผัสสารคัดหลั่งที่มีเชื้อ เช่น เลือด น้ำอสุจิ น้ำหล่อลื่นช่องคลอด น้ำหลังก่อนการหลั่งอสุจิ ฯลฯ เป็นต้น การติดเชื้อ HIV มีอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต

วิธีป้องกันไม่ใช้ติดเชื้อ ทางเพศสัมพันธ์

1. หลีกเลี่ยงการมีคู่นอน มากกว่า 1 คน

2. ควรป้องกันก่อน มีเพศสัมพันธ์ เช่น การใช้ถุงยางอนามัย

3. ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ ตั้งแต่อายุยังน้อย

4. หลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัว ร่วมกับผู้อื่น

5. ควรตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อจะได้ป้องกันโรคได้ทัน เพราะบางโรค ไม่แสงดงอาการ

รู้ถึงอันตราย ที่อาจจะมาจากการ มีเพศสัมพันธ์ ที่ขาดความรู้ กันแล้วใช่ไหมคะ ทางที่ดีที่สุด ควรศึกษาความรู้ และวิธีป้องกัน จึงจะดีกว่าการ มาหาวิธีการแก้ไข แต่ถึงอย่างไร การมีเพศสัมพันธ์ ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะเป็นเรื่องของธรรมชาติ ของมนุษย์ เพียงแต่มนุษย์ควรทำให้ถูกต้อง ถูกวิธี ปัญหาเหล่านี้ ก็จะไม่เกิดขึ้น

อาหารบำรุงตับ 7 อย่าง ป้องกันตับเสื่อมสภาพ นักดื่มควรรู้ไว้

ตับ ( Liver ) เป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย มักพบในสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง และ สัตว์บางชนิด รวมถึงมนุษย์ด้วย และเป็นส่วนที่มีความสำคัญ มากที่สุด เพราะมีหน้าที่หลายอย่าง ที่สำคัญต่อร่างกาย และสำหรับนักดื่มทั้งหลาย ที่ชอบสังสรรค์ ควรให้ความสนใจ ในการบำรุงรักษา ตับ ให้มีสุขภาพที่ดี แข็งแรง โดยการเลือกรับประทานอาหาร และควรงดการบริโภค อาหาร หรือ เครื่องดื่ม บางชนิด ที่มีผลเสียต่อสุขภาพของตับ จึงจะดีที่สุด สำหรับตับ

ตับ ( Liver ) เป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย มักพบในสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง และ สัตว์บางชนิด รวมถึงมนุษย์ด้วย และเป็นส่วนที่มีความสำคัญ มากที่สุด เพราะมีหน้าที่หลายอย่าง ที่สำคัญต่อร่างกาย และสำหรับนักดื่มทั้งหลาย ที่ชอบสังสรรค์ ควรให้ความสนใจ ในการบำรุงรักษา ตับ ให้มีสุขภาพที่ดี แข็งแรง โดยการเลือกรับประทาน อาหารบำรุงตับ และ ควรงดการบริโภค อาหาร หรือ เครื่องดื่ม บางชนิด ที่มีผลเสียต่อสุขภาพของตับ จึงจะดีที่สุด สำหรับตับ

อาหารบำรุงตับ

1. ขมิ้นชัน

เพราะในขมิ้นชัน มีสารอาหาร ที่สามารถช่วย ล้างไขมันในตับ และ ป้องกันไขมันไม่ให้ไปสะสม พอกตรงบริเวณตับได้

2. ถั่ว

การบริโภค ถั่ว เป็นประจำ จะเป็นการช่วยซ่อมแซม และสร้างเซลล์ใหม่ของตับ

3. มะขามป้อม

มะขามป้อม มีส่วนช่วยยับยั้ง การติดเชื้อไวรัส ได้ดี

4. ฝรั่ง

เนื่องจาก ฝรั่ง มีวิตาซีที่สูง และมีใยอาหาร จึงมีส่วนช่วยเสริมสร้าง และฟื้นฟูให้ตับมีสุขภาพที่ดี แข็งแรง

5. ฟ้าทะลายโจร

มีส่วนสำคัญในการ ช่วยแก้ปัญหาตับอักเสบ และสามารถช่วยบำรุงสุขภาพ ของตับให้มีสุขภาพที่ดีได้



6. กะหล่ำปลี

เนื่องจาก กะหล่ำปลี มีสารอาหาร ที่มีฤทธิ์ช่วยในการ ขับสารพิษออกจากตับได้

7. ถั่วเหลือง

เพราะ ถั่วเหลือง มีส่วนช่วยในการ สร้างน้ำดีเพื่อกำจัด สารพิษออกจากร่างกาย

หน้าที่ของตับ ?

1. ผลิตน้ำดี ซึ่งจัดเป็นหน้าที่หลัก ของเซล์ตับ

  • ช่วยควบคุมเมแทบอลิซึม ของสารอาหารจำพวก คาร์โบไฮเดรต
  • การสังเคราะห์น้ำตาลกลูโคส จากกรดอะมิโน กรดแลคติค หรือ กลีเซอรอล
  • การสลายโมเลกุลของ ไกลโคเจน เพื่อผลิตน้ำตาลกลูโคส ออกสู่กระแสเลือด
  • การสร้างไกลโคเจน จากน้ำตาลกลูโคส

2. ควบคุมเมแทบอลิซึม ของไขมัน โดยเฉพาะการสังเคราะห์ คอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์

3. ผลิตสารที่เป็น ปัจจัยการแข็งตัวของเลือด

4. แปรรูปโมเลกุลของ ฮีโมโกลบิน ที่ได้จากการทำลาย เม็ดเลือดแดง ที่หมดอายุจากม้าม เพื่อสร้างเป็น รงควัตถุน้ำดี เช่น Bilirubin และ Bilivedin

5. แปรสภาพสารพิษ และยาต่างๆ ให้อยู่ในรูปที่ร่างกายสามารถ ขับถ่ายออกไปได้ กระบวนการนี้เรียกว่า เมแทบอลิซึมของยา

6. เปลี่ยนแอมโมเนีย ที่เกิดจากการสลายโปรตีน เช่น เป็นยูเรีย เพื่อนำออกทางปัสสาวะ

7. เก็บสะสมไวตามิน และแร่ธาตุ เช่น ไวตามินB12 เหล็ก และทองแดง

8. ในระยะตัวอ่อน ช่วงสามเดือนแรก ตับเป็นแหล่งสำหรับการผลิต เม็ดเลือดแดงที่สำคัญ จนกว่าจะถึงสัปดาห์ที่ 32 ของการตั้งครรภ์ ซึ่งการผลิตเม็ดเลือด จะอยู่ในไขกระดูก

สาเหตุตับเสื่อมสภาพ

1. การดื่มเครื่องดื่ม ที่มีส่วนผสมของ แอลกอฮอล์ เป็นประจำ ในปริมาณที่มาก

2. การนอนไม่เป็นเวลา เช่น การนอนดึก หรือ การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ

3. เกิดจาก อาการท้องผูก การขับถ่ายไม่เป็นเวลา

4. การบริโภคอาหาร ที่ไม่มีประโยชน์ ทำลายสุขภาพ และ อาหารที่ย่อยยากในปริมาณ ที่มากเกินพอดี เช่น การบริโภคเนื้อวัว อาหารที่มีไขมันสูง ฯลฯ

5. ผู้ที่ลดน้ำหนัก โดยการงดรับประทาน อาหารเช้า

 

โรคร้ายจากตับ

โรคตับอักเสบ

เกิดจากการติดเชื้อ เช่น ไวรัสตับอักเสบ A, B, C และ E ซึ่งการได้รับเชื้อเหล่านี้ มักได้รับการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยตรง หรือ เกิดจากเชื้อไวรัสตัวอื่นๆ ในตระกูล Herpesviridae เช่น ไวรัสเริม ที่สำคัญโรคตับอักเสบ ใช่ว่าผู้ที่ดูแลสุขภาพ เป็นอย่างดีแล้ว จะไม่สามารถเกิดโรคตับอักเสบ ได้ เพราะโรคตับอักเสบ สามารถเกิดได้จาก กรรมพันธุ์ หรือ ภาวะภูมิแพ้ตนเอง ได้เช่นกัน

โรคมะเร็งตับ

หากผู้ที่ได้รับการติดเชื้อ จากเชื้อไวรัสตับอักเสบ B และ ไวรัสตับอักเสบ C แล้วเป็นเรื้อรัง ก็มีโอกาสเสี่ยง ของการเป็น โรคมะเร็งตับได้

โรคตับแข็ง

โรคตับแข็ง เกิดจาการสะสม ของเนื้อเยื่อที่ทดแทนเซลล์ตับ ที่ตายไป โดยมักเกิดจากเชื้อไวรัส ภาวะพิษสุราเรื้อรัง หรือ การได้รับสารพิษต่างๆ และไขมันในตับ หรือ การใช้ยาบางชนิดในปริมาณที่มากเกินไป

อาการที่บ่งบอกว่าตับเสื่อมสภาพ

อุจจาระซีด เกิดขึ้นเมื่อ stercobilin (สารสีน้ำตาล)หายไปจากอุจจาระ Stercobilin เกิดจากสาร bilirubin metabolites ที่ผลิตในตับ

ปัสสาวะมีสีดำ เกิดขึ้นเมื่อบิลิรูบินผสมกับปัสสาวะ

ดีซ่าน ( ผิวเหลืองและ/หรือสีขาวของดวงตา ) เกิดขึ้นเมื่อบิลิรูบินสะสมในผิวหนัง ทำให้เกิดอาการคันที่รุนแรง อาการคันเป็นเรื่องที่พบมากที่สุดสำหรับผู้ที่มีภาวะตับวาย บ่อยครั้งที่อาการคันนี้ไม่สามารถระงับได้ด้วยยา

อาการบวม ของช่องท้อง ข้อเท้าและเท้า เกิดขึ้นเนื่องจากตับไม่สามารถสร้างอัลบูมิน(โปรตีนชนิดหนึ่งพบในไข่ นม เนื้อสัตว์ และเลือด)

ความเหนื่อยล้ามากเกินไป เกิดจากการสูญเสียสารอาหาร แร่ธาตุและวิตามิน

รอยช้ำ และมีเลือดออกง่าย เพราะตับทำหน้าที่สร้างสารที่ช่วยป้องกันเลือดออก เมื่อเกิดความเสียหายที่ตับ สารเหล่านี้จะไม่มี ทำให้เลือดไหลออกอย่างรุนแรงได้

การปวด ในด้านขวาส่วนบนของร่างกาย เป็นผลมาจากการยืดของแคปซูล Glisson ในสภาวะของโรคไวรัสตับอักเสบและครรภ์เป็นพิษ 

 

รู้ถึงหน้าที่ และความเสี่ยงของการ เป็นโรคเกี่ยวกับตับกันไปแล้ว สำหรับใครที่ควรงด อาหารประเภทไหน ที่สามารถทำลายตับได้ ก็ควรงดดีกว่าค่ะ แล้วมาเลือกทานอาหารที่ดี ต่อสุขภาพของตับ กันดีกว่า

สามารถฟังข้อมูลเพิ่มเติม ได้ทาง youtube คลิกที่นี่ https://youtu.be/oRMIpCHMysI

 

 

 

(“ตับ”, วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)