ปวดส้นเท้า 5 พฤติกรรมเสี่ยง อาการ วิธีรักษาด้วยตนเอง

0
ปวดส้นเท้า
ปวดส้นเท้า

ปวดส้นเท้า หรือ รองช้ำ ( โรคพังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบ ) เป็นอาการที่ผู้ป่วย มักมีอาการปวดมาก บริเวณของส้นเท้า ซึ่งเกิดจากส้นเท้า ถูกกดทับ หรือ โดนกระแทกเป็นเวลานาน และบ่อยครั้ง จนทำให้ผังผืด บริเวณเท้า เกิดอาการอักเสบ และทำให้กล้ามเนื้อเอ็นร้อยหวาย เกิดการยืด และกดเกร็ง จึงทำให้เกิดอาการปวดเรื้อรัง ซึ่งหากรักษาไม่ถูกวิธี ก็จะไม่หายขาด และมักสร้างความทรมาณ ให้กับผู้ป่วย อยู่มากเช่นกัน

เพราะหากส้นเท้า ได้รับอาการบาดเจ็บบ่อยครั้ง ก็ทำให้เกิดอาการบวมและอักเสบ ในบางราย อาจมีอาการปวดร้าว ไปที่บริเวณฝ่าเท้า น่องและขา ซึ่งอาจส่งผลกระทบ เกิดภาวะแทรกซ้อนกับ เข่า ขา สะโพก หลัง และเส้นประสาทบริเวณเท้าได้

ปวดส้นเท้า
ปวดส้นเท้า

สาเหตุของ ปวดส้นเท้า

1. ผู้ที่มีกิจวัตรประจำวัน ที่ต้องเดิน วิ่ง และยืนเป็นเวลานาน ติดต่อกัน

2. ผู้ที่เล่นกีฬา ที่ต้องลงน้ำหนัก บริเวณส้นเท้า เช่น การวิ่ง บาสเก็ตบอล และเต้นแอโรบิค ฯลฯ

3. ผู้ที่มีน้ำหนักตัว เกินเกณฑ์มาตรฐาน หรือ เป็นโรคอ้วน

4. ผู้ที่มีอายุ ตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงมากกว่า ผู้ที่มีอายุน้อย

5. ผู้ที่ใส่รองเท้า ไม่พอดีกับเท้า ใส่แล้วไม่สบายเท้า



อาการปวดส้นเท้า

ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดมาก บริเวณส้นแท้า ปวดแบบเจ็บจี๊ด คล้ายมีมีดแทง ร่วมกับมีอาการตึง ในบางราย มีอาการปวดบริเวณฝ่าเท้า น่อง และขา ร่วมด้วย และมักจะมีอาการปวดมาก ขณะพักเท้า โดยเฉพาะหลังเวลาตื่นนอน ในช่วงเช้า

การรักษาอาการ

– ทางการแพทย์ : ใช้วิธีการรักษาด้วยยา และการทำกายภาพบำบัด และหากมีอาการรุนแรง อาจต้องรักษา โดยวิธีการผ่าตัด

– ด้วยตนเอง : โดยนำเท้า ไปวางบริเวณบันได โดยให้ฝ่าเท้า อยู่ตรงกลางเหลี่ยมขั้นบันได ปลายเท้าชี้ขึ้น เพื่อให้ส้นเท้าหย่อนลง ทิ้งไว้ประมาณ 5 – 10 นาที ควรทำเป็นประจำทุกวัน อาจใช้เวลาประมาณ 2 – 3 เดือน อาการปวดส้นเท้า ก็จะค่อยๆหายไป

วิธีป้องกันอาการปวดส้นเท้า

– ควรเลือกสวมรองเท้า ที่มีขนาดพอดีกับเท้า พื้นรองเท้านุ่ม ไม่แข็งจนเกินไป

– ควรลดน้ำหนัก สำหรับผู้ที่เป็น โรคอ้วน

– ควรออกกำลังกาย โดยการฝึกโยคะ เพื่อให้กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น มีความยืดหยุ่น

– ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น วิ่ง เดิน ยืน ติดต่อกันเป็นเวลานาน

– ควรหลีกเลี่ยง การสวมใส่รองเท้าส้นสูง เป็นเวลานาน

หากพบว่าตนเอง และคนรอบข้าง มีอาการปวดส้นเท้า คล้ายคลึงกับอาการข้างต้น หากใช้วิธีรักษาด้วยตนเอง แล้วยังไม่มีอาการดีขึ้น ก็ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อรักษาตามวิธี ทางการแพทย์ต่อไป ที่สำคัญ ก็ควรหลีกเลี่ยง พฤติกรรมเสี่ยงด้วย เกรงว่าหากมีอาการรุนแรง ก็จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ตามมาภายหลังได้

Advertisement